ในโลกที่เราอาศัยอยู่นี้ มีเส้นบาง ๆ กั้นระหว่างสิ่งที่จับต้องได้กับสิ่งที่มองไม่เห็น ระหว่างวิทยาศาสตร์กับความเชื่อ ระหว่างชีวิตกับความตาย และที่น่าสนใจกว่านั้นคือ มีคนกลุ่มหนึ่งที่เลือกที่จะยืนอยู่บนเส้นแบ่งนั้น พวกเขาไม่ใช่แค่ผู้ศรัทธา แต่เป็นผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับ "ผี" และสิ่งลี้ลับโดยตรง อาชีพเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ก็ไม่เคยเก่า และยังคงท้าทายความเข้าใจของมนุษย์อยู่เสมอ
วันนี้ ผมจะพาทุกคนไปสำรวจโลกของพวกเขา ผู้ที่อยู่เบื้องหลังม่านแห่งความลี้ลับ ผู้ที่ต้องเผชิญหน้ากับความกลัว และผู้ที่สร้างสรรค์เรื่องราวจากความมืดมิด
จุดเชื่อมโยงระหว่างสองภพ: ผู้สื่อสารและผู้ประกอบพิธี
เราคงเคยได้ยินเรื่องราวของ "ร่างทรง" หรือ "พราหมณ์" ผู้ประกอบพิธีต่าง ๆ ผู้ที่อ้างว่าสามารถติดต่อสื่อสารกับวิญญาณ หรือทำพิธีเพื่อส่งดวงวิญญาณไปสู่สุคติ สิ่งเหล่านี้เป็นรากฐานของความเชื่อที่ฝังลึกในสังคมไทยมาอย่างยาวนาน
ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับ ลุงบุญ สุขสำราญ ชายชราวัยเจ็ดสิบกว่าปี ผู้ที่ชาวบ้านละแวกตลาดน้ำแห่งหนึ่งรู้จักกันในนาม "พ่อหมอบุญ" ลุงบุญไม่ใช่หมอดูไพ่ แต่เป็นผู้ที่รับทำพิธีส่งวิญญาณคนตายที่ตายโหง หรือตายไม่ปกติ ลุงบุญเล่าให้ฟังว่า อาชีพนี้ไม่ใช่สิ่งที่เลือก แต่เป็นสิ่งที่ "ถูกเลือก"
"มันเริ่มตอนที่ฉันอายุราว ๆ ยี่สิบ เห็นผี เห็นวิญญาณมาตั้งแต่เด็ก แต่ไม่เคยคิดว่ามันจะเป็นอาชีพ" ลุงบุญเริ่มเล่าด้วยน้ำเสียงที่เนิบช้าและแผ่วเบา แต่แฝงด้วยความหนักแน่น "ตอนนั้นมีคนตายโหงหน้าบ้านศพแรก เป็นอุบัติเหตุชนแล้วหนี วิญญาณเขาเฮี้ยนมาก เข้าฝันคนในบ้านทุกคืน ไม่มีใครหลับลงได้เลย"
ลุงบุญบอกว่า คืนหนึ่ง วิญญาณนั้นก็มาเข้าฝันลุงบุญโดยตรง มาขอให้ช่วย เขาบอกว่ายังไม่รู้ตัวว่าตาย และอยากกลับบ้าน เมื่อตื่นขึ้นมา ลุงบุญก็เล่าให้แม่ฟัง แม่ของลุงบุญเป็นผู้ที่ทำพิธีเล็ก ๆ น้อย ๆ อยู่แล้วจึงแนะนำให้ลองทำตามที่วิญญาณขอ นั่นคือการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ จัดข้าวปลาอาหารเหมือนคนที่ยังมีชีวิตอยู่ และบอกกล่าวให้เขาไปสู่ภพภูมิที่ดี
"ฉันก็ลองทำตามนั้นนะ ด้วยใจที่เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่พอทำเสร็จ คืนนั้นทุกคนในบ้านก็หลับสบาย ไม่มีใครฝันร้ายอีกเลย และวิญญาณนั้นก็ไม่เคยมาหาฉันอีกเลย" ลุงบุญเล่า "จากนั้น ข่าวก็เริ่มแพร่ไปเรื่อย ๆ คนในละแวกบ้านใกล้เรือนเคียงก็เริ่มมาขอให้ช่วย พ่อแม่ฉันเองก็ตกใจ แต่ฉันก็ไม่ได้อยากทำอะไรมากไปกว่าการช่วยเหลือตามกำลัง"
ตลอดระยะเวลากว่าห้าสิบปี ลุงบุญได้ทำพิธีส่งวิญญาณมาแล้วนับไม่ถ้วน หลายครั้งที่ต้องไปในสถานที่เกิดเหตุจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นบ้านที่เกิดเหตุฆาตกรรมเก่า โรงพยาบาลร้าง หรือแม้แต่ริมถนนที่เกิดอุบัติเหตุร้ายแรง
"บางที่นี่นะ มันมีพลังงานบางอย่างที่เรารับรู้ได้เลย แค่ก้าวเข้าไปก็รู้สึกเย็นยะเยือก หรือได้กลิ่นแปลก ๆ ที่ไม่ใช่กลิ่นศพ แต่เป็นกลิ่นที่เหมือนกับว่ามีบางสิ่งที่ไม่ใช่คนอยู่ตรงนั้น" ลุงบุญเล่า พร้อมกับรอยย่นบนใบหน้าที่มีแววตาที่จริงจัง "มีอยู่ครั้งหนึ่ง เป็นบ้านที่เกิดเหตุฆาตกรรมยกครัวหลายสิบปีมาแล้ว ไม่มีใครกล้าเข้าไปอยู่เลย ฉันถูกเชิญไปเพื่อทำพิธีปลดปล่อยวิญญาณเหล่านั้น"
ลุงบุญเล่าว่า เมื่อเข้าไปในบ้าน บรรยากาศเงียบสงัดจนได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้น มีเศษฝุ่นและใยแมงมุมปกคลุมทุกสิ่ง ราวกับกาลเวลาหยุดนิ่งอยู่ในบ้านหลังนั้น เขาสัมผัสได้ถึงความเศร้า ความโกรธ และความสับสนปะปนกันอยู่ในอากาศ
"ฉันเริ่มทำพิธี จุดธูปเทียน ตั้งสำรับอาหาร และท่องบทสวด พอถึงช่วงที่ต้องสื่อสารเพื่อเชิญวิญญาณ ฉันก็รู้สึกเหมือนมีลมเย็นวาบพัดผ่านข้าง ๆ หู และได้ยินเสียงกระซิบแผ่ว ๆ ที่ไม่ได้มาจากปากใคร" ลุงบุญหยุดพักครู่หนึ่ง ก่อนจะเล่าต่อ "เสียงนั้นมันบอกฉันว่า 'ฉันยังไปไม่ได้ ฉันยังห่วงลูก ฉันยังแค้น...'"
เหตุการณ์ในวันนั้นกินเวลาหลายชั่วโมง ลุงบุญต้องใช้พลังงานอย่างมหาศาลในการปลอบโยนวิญญาณเหล่านั้น และพยายามชี้ทางให้พวกเขาปล่อยวาง สุดท้ายแล้ว ลุงบุญเล่าว่าความรู้สึกหนักอึ้งในบ้านก็ค่อย ๆ คลายลง แต่เขาก็ต้องใช้เวลาพักฟื้นอยู่นานหลังจากพิธีนั้น
"มันไม่ใช่แค่เรื่องเงินทองนะ มันเป็นเรื่องของการแบกรับความรู้สึกของคนตายและคนเป็นไปพร้อม ๆ กัน คนที่เป็นก็อยากให้คนที่เขารักไปดี คนที่ตายก็ยังยึดติดอะไรบางอย่าง" ลุงบุญกล่าว "อาชีพนี้มันสอนให้ฉันรู้ว่า ชีวิตมันสั้นนัก และสิ่งที่เราทำตอนมีชีวิตอยู่ มันส่งผลต่อเราแม้กระทั่งหลังจากที่เราตายไปแล้ว"
เรื่องราวของลุงบุญสะท้อนให้เห็นถึงอีกด้านของอาชีพที่ข้องเกี่ยวกับวิญญาณ ไม่ใช่แค่การแสดงโชว์ หรือการหลอกลวง แต่คือการเป็นสะพานเชื่อมโยงระหว่างโลก การเป็นผู้ปลอบโยนดวงวิญญาณ และการเป็นผู้บรรเทาทุกข์ให้กับคนเป็น
นักล่าท้าผี: เมื่อวิทยาศาสตร์พยายามไขปริศนา
จากผู้ประกอบพิธี เราจะมาดูอีกกลุ่มหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน นั่นคือ "นักล่าท้าผี" หรือ "นักพิสูจน์เรื่องลี้ลับ" คนเหล่านี้มักจะใช้อุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ในการบันทึกและวิเคราะห์ปรากฏการณ์ที่อธิบายไม่ได้ พวกเขาไม่ใช่แค่นักสำรวจ แต่เป็นเหมือนนักสืบที่พยายามรวบรวมหลักฐานจากอีกมิติหนึ่ง
ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับทีม "Paranormal Seekers Thailand" ทีมเล็ก ๆ ที่ประกอบด้วยคนหนุ่มสาวสามคน ที่มีความสนใจในเรื่องเหนือธรรมชาติ พวกเขาไม่ได้อ้างว่าตนเองมีสัมผัสพิเศษ แต่เชื่อในการสังเกต การบันทึก และการวิเคราะห์
คุณแทน หัวหน้าทีมเล่าว่า จุดเริ่มต้นของทีมคือความสงสัย
"เราทุกคนดูรายการล่าท้าผีจากต่างประเทศมาเยอะ แล้วก็รู้สึกว่าเมืองไทยเราเองก็มีเรื่องเล่า สถานที่เฮี้ยน ๆ เยอะแยะ ทำไมเราถึงไม่มีการบันทึก หรือการตรวจสอบที่จริงจังบ้าง" คุณแทนเล่าด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น "เราเลยรวมตัวกัน ซื้ออุปกรณ์พื้นฐานอย่างกล้องอินฟราเรด เครื่องตรวจจับ EMF (สนามแม่เหล็กไฟฟ้า) เครื่องบันทึกเสียง และเทอร์โมมิเตอร์ดิจิทัล เพื่อออกสำรวจ"
ภารกิจแรก ๆ ของทีมคุณแทนคือการไปสำรวจโรงเรียนร้างแห่งหนึ่ง ที่มีข่าวลือว่านักเรียนที่ตายไปเมื่อหลายสิบปีก่อนยังคงวนเวียนอยู่
"คืนนั้นพวกเราไปกันสี่คนครับ โรงเรียนร้างที่ว่านี่อยู่ห่างจากถนนใหญ่พอสมควร พอรถจอดเท่านั้นแหละ ความเงียบมันก็เข้าปกคลุมทันที ไม่ใช่แค่เงียบธรรมดานะครับ มันเป็นความเงียบที่หนักอึ้ง เหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังจ้องมองเราอยู่ตลอดเวลา" คุณแทนเล่า ใบหน้าของเขาฉายแววครุ่นคิดย้อนไปถึงเหตุการณ์ในคืนนั้น
พวกเขาเดินสำรวจไปตามอาคารเรียนที่ผุพัง ห้องเรียนที่กระดานดำยังคงมีร่องรอยชอล์กเลือนราง และโต๊ะเก้าอี้ที่วางระเกะระกะ ทุกย่างก้าวทำให้เกิดเสียงฝุ่นที่ฟุ้งกระจายในความมืดมิด พวกเขาเปิดกล้องบันทึกภาพ และใช้เครื่องตรวจจับ EMF ตลอดเวลา
"ตอนนั้นเครื่องตรวจ EMF มันนิ่งสนิท ไม่มีสัญญาณอะไรเลย เราก็คิดว่าคงไม่มีอะไรมั้ง" คุณแทนเล่า "แต่พอเราเข้าไปในห้องสมุดเก่า ที่มีชั้นหนังสือพัง ๆ ล้มระเนระนาด จู่ ๆ เครื่องตรวจ EMF ของผมมันก็ดังขึ้นมาทันที และเข็มมันก็แกว่งอย่างบ้าคลั่ง"
ทุกคนในทีมหยุดชะงัก เงียบกริบ อากาศรอบตัวดูเหมือนจะเย็นยะเยือกขึ้นมาทันใด แสงจากไฟฉายส่องกระทบไปที่กองหนังสือเก่า ๆ
"ผมพยายามเรียกชื่อ 'มีใครอยู่ตรงนี้ไหม ถ้ามี กรุณาแสดงตัว หรือส่งสัญญาณให้พวกเราทราบด้วยครับ'" คุณแทนเล่า "ทันใดนั้นเอง เราทุกคนก็ได้ยินเสียงหนังสือตกลงมาจากชั้นที่อยู่ห่างออกไปประมาณสิบกว่าเมตร เสียงดัง 'ตุ้บ' ชัดเจนมาก ทั้ง ๆ ที่ไม่มีลม และไม่มีใครอยู่ตรงนั้นเลย"
ทีมงานตกใจกันทุกคน แต่ด้วยสปิริตของนักล่าท้าผี พวกเขาก็ยังคงใจเย็นและพยายามเข้าไปตรวจสอบ
"พอเราเข้าไปถึงจุดที่ได้ยินเสียง หนังสือเล่มหนึ่งที่อยู่บนชั้นสูงสุดของชั้นหนังสือที่ผุ ๆ พัง ๆ มันตกลงมาวางอยู่บนพื้น และที่น่าขนลุกกว่านั้นคือ หนังสือเล่มนั้นมันเป็นหนังสือเรียนวิชาประวัติศาสตร์ ซึ่งนักเรียนที่ตายก็เป็นเด็กที่ชอบเรียนวิชาประวัติศาสตร์มาก" คุณแทนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ยังคงมีความตื่นเต้นแฝงอยู่
แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้เห็นวิญญาณจะจะ หรือได้ยินเสียงพูดที่ชัดเจน แต่หลักฐานที่บันทึกได้ ทั้งการแกว่งของเครื่อง EMF และเสียงหนังสือตกที่ไม่มีสาเหตุ ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ทีม Paranormal Seekers Thailand ยังคงเชื่อมั่นในสิ่งที่พวกเขาทำ
"เราไม่ได้อยากจะพิสูจน์ให้โลกรู้ว่าผีมีจริง หรือไม่มีจริงหรอกครับ" คุณแทนสรุป "เราแค่ต้องการบันทึกปรากฏการณ์ที่อยู่นอกเหนือคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ และนำมันมาให้ทุกคนได้เห็น ได้คิด ได้สงสัยไปพร้อม ๆ กัน เราเชื่อว่าความจริงบางอย่าง อาจจะไม่ได้อยู่ในตำราเรียนเสมอไป"
อาชีพนักล่าท้าผีหรือนักพิสูจน์เรื่องลี้ลับนี้ เป็นการผสมผสานระหว่างความอยากรู้อยากเห็น ความกล้าหาญ และความพยายามที่จะนำเหตุผลมาอธิบายสิ่งเหนือธรรมชาติ แม้ว่าผลลัพธ์ที่ได้อาจจะไม่ชัดเจนเสมอไป แต่ความมุ่งมั่นที่จะค้นหาความจริงก็เป็นสิ่งที่น่านับถือ
ผู้สร้างสรรค์เรื่องเล่าแห่งความกลัว: จากจินตนาการสู่ความจริงที่พร่าเลือน
สุดท้ายนี้ เราจะมาพูดถึงอีกกลุ่มอาชีพที่เกี่ยวข้องกับ "ผี" โดยตรง นั่นคือ "นักเล่านิทาน" และ "ผู้สร้างคอนเทนต์เกี่ยวกับผี" ไม่ว่าจะเป็นนักเขียนเรื่องผี, YouTuber ที่เล่าเรื่องสยองขวัญ หรือนักสร้างภาพยนตร์แนวสยองขวัญ พวกเขาคือผู้ที่นำเอาความกลัว ความเชื่อ และจินตนาการ มาปั้นแต่งเป็นเรื่องราวที่ชวนขนหัวลุก
คุณเพทาย ชนะภัย หรือที่รู้จักกันในนามปากกาว่า "ธาคา" เป็นนักเขียนเรื่องสั้นและนวนิยายสยองขวัญชื่อดังที่ผลงานหลายชิ้นถูกนำไปสร้างเป็นซีรีส์และภาพยนตร์
"ผมเริ่มเขียนเรื่องผีเพราะตัวเองเป็นคนกลัวผีมากนี่แหละครับ" คุณธาคาเล่าด้วยรอยยิ้มอารมณ์ดี "ความกลัวมันกระตุ้นให้เราอยากรู้ อยากหาข้อมูล และอยากจะอธิบายมันออกมาในรูปแบบของเรื่องเล่า"
คุณธาคาเล่าว่า แรงบันดาลใจส่วนใหญ่ของเขามาจากเรื่องเล่าพื้นบ้าน ประสบการณ์ส่วนตัวที่เคยเจอมาบ้าง และการหาข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นข่าวอาชญากรรม คำบอกเล่าจากคนที่เคยเจอเรื่องลี้ลับ หรือแม้แต่ประวัติศาสตร์ของสถานที่ต่าง ๆ
"มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมกำลังเขียนเรื่องเกี่ยวกับโรงพยาบาลร้างแห่งหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากบ้าน" คุณธาคาเล่า "ผมอ่านข้อมูลมาเยอะมาก ทั้งประวัติการก่อตั้ง การปิดตัวลง และเรื่องเล่าหลอน ๆ ที่คนเคยเจอ"
คุณธาคาบอกว่า ในช่วงที่เขียนเรื่องนั้น เขาจะอ่านข้อมูลและฟังเรื่องเล่าหลอน ๆ ก่อนนอนเกือบทุกคืน เพื่อให้ตัวเองอินกับบรรยากาศของเรื่องที่กำลังเขียน
"คืนนั้นผมกำลังเขียนฉากที่ตัวเอกต้องเข้าไปสำรวจในห้องผ่าตัดร้าง" คุณธาคาเล่า "ผมจมดิ่งไปกับตัวละคร บรรยายความเงียบ ความมืด กลิ่นยาฆ่าเชื้อเก่า ๆ ที่หลงเหลืออยู่ จู่ ๆ ผมก็ได้ยินเสียงอะไรบางอย่างกระทบกับหน้าต่างห้องทำงานของผม"
ห้องทำงานของคุณธาคาอยู่บนชั้นสองของบ้าน และหน้าต่างก็เป็นบานเกล็ดปิดสนิท ตอนแรกเขาคิดว่าคงเป็นนก หรือกิ่งไม้ แต่เสียงนั้นมันไม่ใช่เสียงกิ่งไม้ แต่มันเป็นเหมือนเสียงเคาะเบา ๆ สามครั้งติดกัน
"ผมชะงักมือทันทีครับ ขนลุกซู่ไปทั้งตัว เพราะฉากที่ผมเพิ่งเขียนไปเมื่อไม่กี่นาทีก่อน ตัวละครเอกก็กำลังได้ยินเสียงเคาะหน้าต่างเหมือนกัน" คุณธาคาเล่า "ผมปิดคอมพิวเตอร์ทันที ลุกขึ้นไปเปิดไฟทุกดวงในบ้าน และไม่กล้าเขียนต่อในคืนนั้นเลย"
หลังจากเหตุการณ์นั้น คุณธาคาบอกว่าเขาก็ยังคงเขียนเรื่องนั้นต่อไปจนจบ แต่ก็ต้องระมัดระวังมากขึ้นในการหาข้อมูลและสร้างบรรยากาศ
"อาชีพนักเขียนเรื่องผีมันเหมือนกับการเดินอยู่บนเส้นแบ่งระหว่างโลกแห่งความจริงกับโลกแห่งจินตนาการ" คุณธาคาอธิบาย "บางครั้งเราก็อินไปกับมันมากเกินไป จนแทบจะแยกไม่ออกว่าอะไรคือเรื่องที่เราแต่งขึ้น อะไรคือเรื่องที่มันอาจจะเกิดขึ้นจริง หรืออะไรคือสิ่งที่เราแค่คิดไปเอง"
คุณธาคายังให้ข้อคิดที่น่าสนใจอีกว่า การสร้างสรรค์ความกลัวนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องเข้าใจจิตวิทยาของมนุษย์ ต้องรู้จักที่จะสร้างความระทึกขวัญและค่อย ๆ บีบคั้นอารมณ์คนอ่านหรือคนดู และที่สำคัญที่สุดคือ ต้องมี "ความเชื่อ" ในสิ่งที่ตัวเองสร้างสรรค์ขึ้นมา ไม่ว่าความเชื่อนั้นจะอยู่ในระดับไหนก็ตาม
"ถ้าคนสร้างไม่เชื่อ คนดูก็จะไม่อิน" คุณธาคาปิดท้าย "แต่การเชื่อมากเกินไป ก็อาจจะทำให้เราต้องแลกมาด้วยอะไรบางอย่าง... อย่างเช่น ความกลัวที่ฝังลึกอยู่ในจิตใจของเราเอง"
เรื่องราวของคุณธาคา ทำให้เราได้เห็นว่า อาชีพผู้สร้างคอนเทนต์เกี่ยวกับผี ไม่ใช่แค่การสร้างความบันเทิง แต่ยังเป็นการสำรวจจิตใจมนุษย์ การเล่นกับความกลัว และการตั้งคำถามถึงขอบเขตของความเป็นจริง
บทสรุป: ความกลัว... หรือความศรัทธา... ที่ขับเคลื่อนเรา?
จากผู้สื่อสารกับโลกหลังความตายอย่างลุงบุญ ผู้ท้าทายสิ่งลี้ลับด้วยวิทยาศาสตร์อย่างทีม Paranormal Seekers Thailand ไปจนถึงผู้สร้างสรรค์ความกลัวผ่านปลายปากกาอย่างคุณธาคา อาชีพเหล่านี้ล้วนเป็นอาชีพที่ต้องอยู่กับ "ผี" ในรูปแบบต่าง ๆ
สิ่งที่ผมสัมผัสได้จากเรื่องราวเหล่านี้คือ ไม่ว่าพวกเขาจะเลือกเส้นทางไหน สิ่งที่ขับเคลื่อนพวกเขาไม่ใช่แค่เรื่องเงินทอง หรือความตื่นเต้นเพียงอย่างเดียว แต่เป็นส่วนผสมของความเชื่อ ความอยากรู้อยากเห็น ความกล้าหาญ และความต้องการที่จะเข้าใจในสิ่งที่อยู่นอกเหนือขอบเขตความรู้ของมนุษย์
อาชีพเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายของมนุษย์ และความลึกลับของโลกที่เราอาศัยอยู่ บางที "ผี" อาจจะไม่ใช่แค่สิ่งที่เรามองไม่เห็น แต่เป็นสัญลักษณ์ของสิ่งที่เรายังไม่เข้าใจ สิ่งที่เรายังกลัว สิ่งที่เรายังคงตั้งคำถามถึง
พวกเขา ผู้กล้าที่ท้าอาถรรพ์เหล่านี้ ไม่ได้เพียงแค่ทำงานกับสิ่งลี้ลับ แต่ยังทำงานกับจิตใจของผู้คน ทั้งผู้ที่มีความหวัง ผู้ที่กลัว ผู้ที่ต้องการคำตอบ และผู้ที่ต้องการเรื่องเล่า อาชีพเหล่านี้ยังคงดำรงอยู่และจะยังคงเป็นส่วนหนึ่งของสังคมมนุษย์ ตราบใดที่เรายังคงมีความเชื่อ ตราบใดที่เรายังคงมีความสงสัย และตราบใดที่เรายังคงมี "ความกลัว"
การสำรวจอาชีพที่เกี่ยวข้องกับ "ผี" โดยตรงในวันนี้ ทำให้เราได้เปิดมุมมองใหม่ ๆ ได้เห็นความหลากหลายของ "งาน" ที่อาจจะไม่ปรากฏในตำราเรียนทั่วไป และที่สำคัญที่สุด ได้กลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า ในชีวิตของเรานั้น เราเชื่อในสิ่งใด และสิ่งที่เราเชื่อนั้น มันมีพลังมากพอที่จะขับเคลื่อนชีวิตของเราไปในทิศทางใดได้บ้าง
0 $type={blogger}:
แสดงความคิดเห็น