เสียงลมหายใจของเราแต่ละคนนั้น บางครั้งก็ดังแผ่วเบาราวกับไม่มีอยู่จริง แต่บางครั้งมันก็กลายเป็นเสียงกรีดร้องที่ดังก้องอยู่ในความเงียบงันของจิตใจเราเอง พลังอำนาจและปรารถนาของมนุษย์ เป็นสิ่งขับเคลื่อนที่ซับซ้อน นำพาเราไปสู่เส้นทางที่คาดไม่ถึง บางครั้งก็งดงาม แต่หลายครั้งก็นำพาเราไปสู่หุบเหวที่มืดมิดที่สุด ในโลกแห่งไสยเวทและเครื่องรางของขลัง มีสิ่งหนึ่งที่ได้ชื่อว่าเป็นสุดยอดแห่งสายพราย มีความเฮี้ยนและอาถรรพ์ที่ยากจะหาสิ่งใดมาเทียบเคียง นั่นก็คือ "ปั้นเหน่ง" แต่ไม่ใช่ปั้นเหน่งทั่วไป หากเป็น "ปั้นเหน่งผีตายโหง"
หากคุณเคยได้ยินเรื่องราวของปั้นเหน่งมาก่อน คุณอาจจะพอทราบว่ามันคือกะโหลกหน้าผากของมนุษย์ หรือส่วนใดส่วนหนึ่งของโครงกระดูกที่ถูกนำมาประกอบพิธีกรรมตามหลักไสยเวท เพื่อให้เกิดอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ แต่เมื่อเติมคำว่า "ผีตายโหง" เข้าไปข้างหลัง ความหมายและพลังงานของมันก็ทวีคูณความลึกลับและความน่าสะพรึงกลัวขึ้นอย่างหาที่สุดไม่ได้
แล้วทำไมผีตายโหงจึงเป็นที่ต้องการมากนักสำหรับการสร้างปั้นเหน่ง? คำว่า "ตายโหง" นั้นหมายถึงการตายอย่างผิดธรรมชาติ ไม่ใช่การตายตามอายุขัย หรือการตายอย่างสงบ ผีตายโหงคือดวงวิญญาณที่ดับดิ้นไปพร้อมกับความทุกข์ทรมานอันแสนสาหัส อาจจะด้วยอุบัติเหตุร้ายแรง ถูกฆาตกรรม หรือจบชีวิตลงด้วยเหตุการณ์ที่น่าตกใจและไม่คาดฝัน ด้วยเหตุนี้ วิญญาณเหล่านี้จึงมีความอาฆาตแค้น มีพลังงานที่รุนแรง ความผูกพันกับโลกมนุษย์ยังคงอยู่แน่นแฟ้น และเต็มไปด้วยความกระหายที่จะปลดปล่อยตนเอง หรือแก้แค้นในสิ่งที่ยังค้างคา ผีตายโหงจึงไม่สามารถไปสู่สุคติได้โดยง่าย พวกเขากลายเป็นวิญญาณเร่ร่อนที่เต็มไปด้วยพลังงานด้านลบ และความปรารถนาอันแรงกล้า
อาจารย์ผู้สร้างปั้นเหน่งสายพราย เชื่อว่าพลังงานอันมหาศาลของผีตายโหงเหล่านี้ สามารถนำมา "จองจำ" ไว้ในวัตถุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งชิ้นส่วนของร่างกายที่เคยเป็นที่สถิตของวิญญาณนั้น ๆ อย่างเช่น กะโหลกหน้าผาก พวกเขาเชื่อว่าหากสามารถสะกดและควบคุมดวงวิญญาณอันเร่าร้อนเหล่านี้ได้ ก็จะสามารถใช้พลังงานเหล่านั้นเพื่อวัตถุประสงค์ต่าง ๆ ได้ตามที่ผู้ครอบครองต้องการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโชคลาภ เสน่หา ค้าขาย หรือแม้กระทั่งการทำลายล้างศัตรู
แต่การที่จะได้มาซึ่งปั้นเหน่งผีตายโหงที่ "เฮี้ยนจริง" นั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยครับ อาจารย์ฆราวาสผู้ทรงอาคม หรือพระเกจิอาจารย์บางรูปที่เชี่ยวชาญในสายวิชาไสยดำเท่านั้น ที่จะกล้าประกอบพิธีกรรมอันน่าขนลุกเหล่านี้ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ว จะเป็นพิธีกรรมที่ขัดต่อศีลธรรมอันดี และต้องแลกมาด้วยอะไรบางอย่างที่สำคัญอย่างยิ่งยวด อาจารย์เหล่านั้นต้องเดินทางไปยังสถานที่ที่เกิดเหตุการณ์ตายโหงอันน่าสยดสยอง เช่น ป่าช้าเก่าที่เงียบสงัด สะพานที่เกิดอุบัติเหตุซ้ำซาก หรือแม้แต่บ้านที่เคยมีผู้เสียชีวิตอย่างโหดเหี้ยม เพื่อทำการ "เชิญดวงวิญญาณ" และขอชิ้นส่วนกระดูกหน้าผากจากศพนั้น ๆ การทำเช่นนี้ มักจะกระทำในยามวิกาล ในคืนเดือนมืด หรือในเวลาที่ "ประตูมิติ" ระหว่างโลกมนุษย์กับโลกวิญญาณเปิดออกมากที่สุด
ลองจินตนาการถึงภาพเหล่านี้ดูนะครับ ท่ามกลางความมืดมิดและลมที่พัดโชยมาเป็นระยะ ไฟตะเกียงที่ริบหรี่ อาจารย์ผู้ประกอบพิธีที่ท่องคาถาด้วยเสียงอันแหบพร่าคละเคล้ากับกลิ่นธูปและเครื่องเซ่นไหว้ที่น่าขนลุกเบื้องหน้าศพที่นอนสงบนิ่ง สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแค่พิธีกรรมทางศาสนาทั่วไป แต่มันคือการเรียกขาน การเชื้อเชิญ และการผูกมัดดวงวิญญาณอันเป็นอิสระ ให้มาอยู่ภายใต้การควบคุมของมนุษย์ พิธีกรรมที่ว่านี้ อาจกินเวลานานหลายชั่วโมง หรือหลายวัน และต้องใช้สมาธิและพลังจิตที่สูงส่งอย่างมาก เพราะหากพลาดพลั้งแม้แต่น้อย ดวงวิญญาณที่ถูกรบกวน อาจพลิกกลับมาทำร้ายผู้ประกอบพิธีได้ในทันที หลายครั้งมีเรื่องเล่าว่าอาจารย์บางท่านถึงกับเสียสติ หรือจบชีวิตลงจากการประกอบพิธีที่ผิดพลาด
เมื่อได้มาซึ่งชิ้นส่วนกระดูกหน้าผากแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการ "ปลุกเสก" และ "บรรจุอาถรรพ์" ลงไปในปั้นเหน่ง อาจารย์จะนำชิ้นส่วนกระดูกนั้นมาจารอักขระเลขยันต์โบราณ กำกับด้วยคาถาอาคมอันศักดิ์สิทธิ์ ปลุกเสกด้วยพลังจิตและจิตวิญญาณ โดยมีเครื่องพลีบูชาและเครื่องรางของขลังอื่น ๆ เป็นส่วนประกอบสำคัญ เช่น น้ำมันพราย ดินเจ็ดป่าช้า ตะปูโลงศพ หรือแม้กระทั่งเส้นผมหรือเสื้อผ้าของผู้ตาย สิ่งเหล่านี้ถูกเชื่อว่าเป็นสื่อกลางที่ช่วยเชื่อมโยงพลังงานของวิญญาณให้เข้ากับวัตถุได้อย่างสมบูรณ์ ขั้นตอนเหล่านี้ มักจะทำในสถานที่ลับตาผู้คน หรือในถ้ำที่ห่างไกล เพื่อป้องกันการรบกวนจากภายนอก และเพื่อให้พลังงานของปั้นเหน่งก่อตัวขึ้นอย่างสมบูรณ์ที่สุด
ทีนี้ เรามาดูกันที่เรื่องราวที่น่าสนใจของปั้นเหน่งผีตายโหง ที่เล่าขานกันมาในตำนานหลอนและจากปากผู้ที่เคยสัมผัสกับประสบการณ์จริง ๆ กันบ้างนะครับ
เรื่องเล่าที่ 1: ปั้นเหน่งคุณหญิงผู้มั่งคั่ง
ในอดีตกาล มีเรื่องเล่าถึงคุณหญิงท่านหนึ่งในเมืองหลวง ผู้ซึ่งประสบปัญหาเรื่องการค้าขายและธุรกิจที่ซบเซาลงอย่างหนัก แม้จะพยายามทุกวิถีทางก็ยังไม่สามารถกอบกู้สถานการณ์ได้ จนกระทั่งมีคนแนะนำให้เธอไปหาอาจารย์ฆราวาสผู้โด่งดังด้านไสยเวท ท่านอาจารย์ได้มอบปั้นเหน่งผีตายโหงชิ้นหนึ่งให้แก่คุณหญิง โดยกำชับว่าต้องเลี้ยงดูบูชาอย่างสม่ำเสมอ ห้ามขาดตกบกพร่อง และห้ามนำไปใช้ในทางที่ผิดศีลธรรมโดยเด็ดขาด
หลังจากที่คุณหญิงได้ปั้นเหน่งไปบูชาเพียงไม่นาน ธุรกิจของเธอก็พลิกฟื้นกลับมารุ่งเรืองอย่างน่าอัศจรรย์ ลูกค้าหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย การค้าขายไม่เคยติดขัด เงินทองไหลมาเทมาจนเธอร่ำรวยเป็นเศรษฐีนีในพริบตา ผู้คนต่างพากันอิจฉาในความสำเร็จของคุณหญิง แต่ก็มีบางคนที่เริ่มสังเกตเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงในตัวเธอ จากคุณหญิงที่เคยสดใส ร่าเริง กลับกลายเป็นคนที่มีสีหน้าอิดโรย ดวงตาหมองคล้ำ และมักจะเหม่อลอยอยู่เสมอ
ในยามค่ำคืน มีคนรับใช้หลายคนให้การตรงกันว่า มักได้ยินเสียงกระซิบแผ่วเบามาจากห้องนอนของคุณหญิง ราวกับมีคนกำลังสนทนาอยู่ และบางครั้งก็ได้กลิ่นธูปและดอกไม้หอมรัญจวนโชยออกมาจากห้องนั้น คุณหญิงต้องตื่นขึ้นมาทำพิธีถวายเครื่องเซ่นไหว้แก่ปั้นเหน่งทุกคืน บางคืนเธอต้องนั่งเฝ้าปั้นเหน่งทั้งคืนโดยไม่ได้นอนหลับพักผ่อน เพื่อ "ฟัง" สิ่งที่วิญญาณต้องการจะบอกหรือสั่งการ เพราะหากไม่ปฏิบัติตาม ปั้นเหน่งก็จะส่งสัญญาณบางอย่างที่ทำให้เธอรู้สึกไม่สบายใจ หรือธุรกิจมีปัญหาในวันรุ่งขึ้น
วันเวลาผ่านไป คุณหญิงร่ำรวยขึ้นเรื่อย ๆ แต่สุขภาพของเธอกลับทรุดโทรมลงอย่างน่าใจหาย เธอดูเหมือนคนไร้วิญญาณ ไม่มีชีวิตชีวาอีกต่อไป ผู้คนเล่าลือกันว่า คุณหญิงไม่ได้เป็นเจ้าของปั้นเหน่งอีกต่อไป แต่ปั้นเหน่งต่างหากที่เป็นเจ้าของชีวิตคุณหญิงไปเสียแล้ว จนกระทั่งวันหนึ่ง คุณหญิงก็ล้มป่วยลงด้วยโรคร้ายที่หาสาเหตุไม่เจอ เธอสิ้นใจลงอย่างสงบในห้องนอนของเธอเอง โดยที่ปั้นเหน่งยังคงตั้งสง่าอยู่บนหิ้งบูชาในห้องนั้น เรื่องเล่าจบลงด้วยข้อคิดว่า อำนาจที่ได้มาอย่างรวดเร็วและง่ายดาย มักจะต้องแลกมาด้วยสิ่งที่มีค่าบางอย่างในชีวิตเสมอ
เรื่องเล่าที่ 2: ปั้นเหน่งอาฆาตจากคนรัก
เรื่องราวนี้เกิดขึ้นในหมู่บ้านชนบทแห่งหนึ่ง มีชายหนุ่มคนหนึ่งอกหักจากหญิงสาวที่เขารักอย่างสุดหัวใจ เพราะเธอไปหลงรักชายอื่นที่ร่ำรวยกว่า ด้วยความเจ็บปวดและแค้นเคือง ชายหนุ่มจึงตัดสินใจเดินทางไปขอปั้นเหน่งจากอาจารย์ไสยดำผู้ลึกลับ เพื่อขอให้ปั้นเหน่งช่วยให้หญิงสาวกลับมารักเขา และแก้แค้นคู่แข่งหัวใจของเขา
อาจารย์เตือนชายหนุ่มแล้วว่า การใช้วิชาไสยดำในทางที่ผิดนั้นมีผลร้ายตามมา แต่ชายหนุ่มไม่ฟัง เขาเอาแต่ร้องขอจนอาจารย์ใจอ่อน ยอมทำปั้นเหน่งผีตายโหงให้ โดยเป็นปั้นเหน่งที่ขึ้นชื่อเรื่องเมตตามหาเสน่ห์และทำลายล้างคู่แข่ง อาจารย์ได้มอบปั้นเหน่งให้แก่ชายหนุ่มพร้อมกำชับว่า ห้ามนำไปใช้ในทางชู้สาว หรือบังคับจิตใจใครเด็ดขาด และต้องบูชาด้วยอาหารคาว หวาน และน้ำมันพรายทุกวันพระ
แรกเริ่มเดิมที ปั้นเหน่งก็ทำหน้าที่ตามคำขอของชายหนุ่ม หญิงสาวเริ่มกลับมาหาเขา ชายคู่แข่งก็มีอันต้องประสบเคราะห์กรรมจนธุรกิจล้มละลาย ชายหนุ่มรู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก และหลงระเริงไปกับอำนาจของปั้นเหน่ง แต่เขาก็เริ่มละเลยคำสั่งของอาจารย์ เขาเริ่มใช้ปั้นเหน่งไปในทางที่ผิดมากขึ้นเรื่อย ๆ นอกจากจะใช้ผูกมัดจิตใจหญิงสาวให้หลงรักเขาแล้ว เขายังใช้ปั้นเหน่งเพื่อแก้แค้นคนที่เคยดูถูกเขา ทำให้พวกเขาต้องประสบเคราะห์กรรมต่าง ๆ นานา
วันหนึ่ง ชายหนุ่มได้ยินเสียงกระซิบจากปั้นเหน่ง สั่งให้เขาทำสิ่งที่ไม่ดีไม่งามมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งเขาเริ่มรู้สึกเหมือนถูกปั่นหัว เขาเริ่มเห็นภาพหลอน ได้ยินเสียงแปลก ๆ และบางครั้งก็รู้สึกเหมือนมีใครบางคนกำลังจ้องมองเขาอยู่ตลอดเวลา เขาเริ่มนอนไม่หลับ ร่างกายซูบผอม และจิตใจอ่อนแอลง เขาพยายามจะนำปั้นเหน่งไปคืนอาจารย์ แต่ปั้นเหน่งก็กลับมาหาเขาอย่างลึกลับทุกครั้ง ไม่ว่าจะเอาไปทิ้งที่ไหนก็ตาม
จนกระทั่งคืนหนึ่ง ชายหนุ่มได้ฝันร้ายว่า วิญญาณที่สถิตอยู่ในปั้นเหน่งมาปรากฏตัวต่อหน้าเขา ด้วยรูปลักษณ์ที่น่าสะพรึงกลัว และกล่าวโทษเขาว่าได้ละเลยหน้าที่ และใช้พลังของตนไปในทางที่ผิด วิญญาณนั้นกล่าวว่า "เจ้าได้ครอบครองข้า เพื่อสนองตัณหาของเจ้า บัดนี้ เจ้าต้องชดใช้ในสิ่งที่เจ้าทำ" ชายหนุ่มสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความหวาดกลัว เขารู้สึกเหมือนมีใครบางคนกำลังบีบคอเขาอยู่ เขาพยายามจะกรีดร้อง แต่เสียงก็ไม่ออกมา
ในวันรุ่งขึ้น ชาวบ้านพบชายหนุ่มเสียชีวิตในสภาพที่น่าอนาถ ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยว ดวงตาเบิกโพลง ราวกับเห็นอะไรบางอย่างที่น่ากลัวที่สุด สาเหตุการตายยังคงเป็นปริศนา ไม่มีร่องรอยการต่อสู้ หรือบาดแผลใด ๆ แต่ในที่เกิดเหตุนั้น ปั้นเหน่งของเขากลับตั้งอยู่บนหัวนอนราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เรื่องเล่านี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า อำนาจที่ได้มาจากการผิดศีลธรรมนั้น ย่อมนำมาซึ่งผลกรรมที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
เรื่องราวเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความจริงที่ว่า การเลี้ยงดูบูชาปั้นเหน่งผีตายโหงนั้น ไม่ได้เป็นเพียงแค่การนำวัตถุมาแขวนคอ หรือตั้งไว้บนหิ้งเท่านั้น แต่มันคือ "การผูกพัน" กับดวงวิญญาณโดยตรง ผู้บูชาจะต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่อาจารย์ผู้สร้างกำหนดไว้อย่างเคร่งครัด หากขาดตกบกพร่องไปแม้แต่น้อย วิญญาณที่ถูกจองจำไว้ในปั้นเหน่งนั้น อาจจะแสดงฤทธิ์เดชในทางร้าย ทำให้ชีวิตของผู้บูชาประสบปัญหาต่าง ๆ นานา หรือที่เลวร้ายที่สุดคือการ "ทำร้าย" ผู้บูชาจนถึงแก่ชีวิต
การเลี้ยงพรายนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะครับ ต้องมีการถวายอาหาร น้ำดื่ม ของหวาน หรือแม้กระทั่งน้ำมันหอม ที่เรียกว่า "น้ำมันพราย" อย่างสม่ำเสมอ ในบางกรณี อาจารย์บางท่านอาจกำหนดให้ผู้บูชาต้องทำพิธีปลุกเรียก หรือสนทนากับปั้นเหน่งเป็นประจำ เพื่อเป็นการเชื่อมโยงพลังงานและสร้างความสัมพันธ์กับดวงวิญญาณ ผู้ที่บูชาปั้นเหน่งผีตายโหงเป็นเวลานาน มักจะเล่าว่า พวกเขาจะรู้สึกเหมือนมีใครบางคนคอยเฝ้าดูอยู่ตลอดเวลา บางครั้งก็ได้ยินเสียงกระซิบแผ่วเบาที่ไม่ใช่ภาษามนุษย์ หรือรู้สึกถึงลมเย็น ๆ ที่พัดผ่านตัวไป แม้จะอยู่ในห้องที่ปิดสนิทก็ตาม สิ่งเหล่านี้เป็นสัญญาณว่าดวงวิญญาณในปั้นเหน่งนั้น มีความเคลื่อนไหว และกำลังสื่อสารกับผู้เป็นเจ้าของ
คำถามที่ตามมาคือ แล้วถ้าเกิดวันหนึ่ง ผู้บูชาต้องการจะเลิกบูชาปั้นเหน่ง หรือต้องการจะปลดปล่อยดวงวิญญาณให้เป็นอิสระ พวกเขาสามารถทำได้หรือไม่? คำตอบคือ "ไม่ใช่เรื่องง่าย" เลยครับ การผูกพันกับดวงวิญญาณนั้น เปรียบเสมือนการทำพันธสัญญาที่ยากจะตัดขาด หากพยายามที่จะทิ้งขว้าง หรือไม่ดูแลเอาใจใส่ วิญญาณในปั้นเหน่งอาจจะแสดงความไม่พอใจ และจะติดตามรังควานผู้ที่เป็นเจ้าของไปทุกหนทุกแห่ง จนกว่าจะได้รับการดูแล หรือจนกว่าผู้เป็นเจ้าของจะสิ้นลมหายใจไปในที่สุด
บางตำนานเล่าว่า หากต้องการที่จะปลดปล่อยดวงวิญญาณจากปั้นเหน่งจริงๆ จะต้องนำปั้นเหน่งกลับไปหาอาจารย์ผู้สร้าง เพื่อทำพิธีถอนอาถรรพ์ และส่งดวงวิญญาณเหล่านั้นให้ไปสู่ภพภูมิที่เหมาะสม แต่ก็มีกรณีที่อาจารย์ผู้สร้างเสียชีวิตไปแล้ว ทำให้ไม่มีใครสามารถทำพิธีถอนอาถรรพ์ได้ ผู้เป็นเจ้าของจึงต้องแบกรับภาระและคำสาปของปั้นเหน่งไปตลอดชีวิตจนกว่าจะสิ้นลมหายใจ หรือต้องหาวิธีการอื่น ๆ ที่ซับซ้อนและอันตรายยิ่งกว่าเดิม
เรื่องราวของปั้นเหน่งผีตายโหง จึงไม่ใช่แค่เครื่องรางของขลังที่ให้คุณในเรื่องโชคลาภหรือเสน่หาเท่านั้น แต่มันคือ "พันธะ" ที่ผู้ครอบครองจะต้องแบกรับไปตลอดชีวิต เป็นเครื่องรางที่เต็มไปด้วยพลังงานอันมหาศาล แต่ก็แฝงไปด้วยความอันตรายที่ยากจะคาดเดา ผู้ที่คิดจะครอบครองจึงต้องไตร่ตรองให้ดีถึงผลที่จะตามมา
ในโลกที่เต็มไปด้วยความซับซ้อนและเร่งรีบ มนุษย์เรามักจะแสวงหาทางลัด หรืออำนาจวิเศษที่จะช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรัก ความมั่งคั่ง หรือการเอาชนะศัตรู แต่เรื่องราวของปั้นเหน่งผีตายโหง ได้สะท้อนให้เห็นสัจธรรมที่ว่า อำนาจใด ๆ ที่ได้มาโดยไม่ชอบธรรม หรือได้มาด้วยการก้าวล่วงวิถีแห่งธรรมชาติ มักจะต้องแลกมาด้วยสิ่งที่มีค่ามากกว่าที่เราจะจินตนาการได้ บางครั้งสิ่งที่เราต้องแลกไปก็คือความสงบสุขในชีวิต สุขภาพกาย สุขภาพใจ หรือแม้กระทั่งอิสรภาพของจิตวิญญาณของเราเอง
การดำรงชีวิตอยู่ด้วยความเข้าใจในธรรมชาติของสรรพสิ่ง การสร้างบุญสร้างกุศล การตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรม และการพึ่งพาความเพียรพยายามของตนเอง คือหนทางที่แท้จริงและยั่งยืนที่สุดในการนำพาชีวิตไปสู่ความสำเร็จและความสุขอย่างแท้จริง โดยไม่ต้องแลกกับสิ่งใดที่มองไม่เห็น และไม่ต้องแบกรับภาระที่หนักอึ้งเกินกว่าที่เราจะรับไหว เพราะในที่สุดแล้ว สิ่งที่หล่อเลี้ยงจิตใจและนำพาชีวิตให้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง คือความดีงามและปัญญาที่สั่งสมมา ไม่ใช่อำนาจชั่วคราวที่ได้มาจากเงาของพรายที่กระซิบอยู่ข้างหู
เมื่อเราได้เรียนรู้ถึงความลี้ลับและผลกระทบอันใหญ่หลวงของการก้าวเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับอำนาจเหนือธรรมชาติเหล่านี้แล้ว ในตอนหน้า เราจะมาสำรวจกันว่าในมุมมองทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยา มีอะไรบ้างที่อาจจะอธิบายปรากฏการณ์เหล่านี้ได้ และทำไมมนุษย์เราจึงยังคงแสวงหาพลังอำนาจที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเราอย่างไม่หยุดหย่อน
0 $type={blogger}:
แสดงความคิดเห็น