สายลมยามค่ำคืนพัดโชยเอากลิ่นธูปและควันเทียนมาแตะจมูก ผมลุงบุญนั่งอยู่บนม้านั่งไม้หน้าศาลาการเปรียญ มองเปลวไฟจากเมรุที่พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้ายามวิกาล แสงไฟสีส้มแดงฉายกระทบบนใบหน้าเหี่ยวย่นของผม ผู้ที่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่คลุกคลีอยู่กับความตาย ความเงียบงัน และการจากลา
ผมเป็นสัปเหร่อที่วัดป่าแห่งนี้มานานกว่าห้าสิบปี เห็นผู้คนนับร้อยนับพันจากไปในรูปแบบต่าง ๆ กัน บางคนจากไปด้วยความสงบ บางคนจากไปพร้อมความอาลัย บางคนจากไปด้วยปริศนาที่ไม่อาจไข แต่ไม่ว่าจะเป็นใคร ท้ายที่สุดแล้ว ร่างกายของพวกเขาก็จะมอดไหม้ไปในเปลวเพลิง เหลือทิ้งไว้เพียงเถ้ากระดูกและความทรงจำ
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมเชื่อมาโดยตลอดว่าความตายเป็นเรื่องธรรมชาติ เป็นการปลดปล่อยจากพันธนาการทางโลก เหมือนกับที่พระท่านสอนว่าร่างกายเป็นเพียงเปลือกนอกที่ยืมมาใช้ ชั่วคราว เมื่อถึงเวลา ก็ต้องคืนไป แต่แล้ววันหนึ่ง ความเชื่ออันหนักแน่นของผมก็ถูกสั่นคลอนด้วยเรื่องราวของ "แม่พวง"
แม่พวง เป็นหญิงชราชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านไม่ไกลจากวัดนัก ท่านเป็นที่รักใคร่ของคนในชุมชน ด้วยความเมตตาและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ใครมีเรื่องเดือดร้อนอะไร แม่พวงก็พร้อมจะช่วยเหลือเสมอ ใบหน้าของท่านมักจะประดับด้วยรอยยิ้มอบอุ่น แต่ใครจะรู้เล่าว่าภายใต้รอยยิ้มนั้น มีเงาของความทุกข์ระทมบางอย่างซ่อนอยู่
แม่พวงจากไปอย่างสงบด้วยโรคชรา เมื่ออายุได้แปดสิบเก้าปี ลูกหลานจัดการงานศพอย่างสมเกียรติ ทุกคนมาร่วมไว้อาลัยกันอย่างเนืองแน่น เสียงสวดพระอภิธรรมดังก้องไปทั่วศาลา ผมเองก็จัดการเรื่องร่างของแม่พวงตามขั้นตอนทุกอย่างอย่างพิถีพิถัน ร่างที่บอบบางถูกชำระล้าง สวมเสื้อผ้าชุดโปรด และบรรจุลงในโลงไม้สักอย่างดี ทุกอย่างดูเป็นไปตามครรลองที่คุ้นเคย ไม่มีสิ่งใดผิดแปลก
จนกระทั่งถึงวันฌาปนกิจ
ลูกหลานและชาวบ้านมารวมตัวกันหน้าเมรุ ผมทำพิธีขอขมาศพตามธรรมเนียม ก่อนที่จะจุดเตาเผาไฟ ไฟในเตาเริ่มลุกโชน แผดเผาไม้ฟืนและโลงศพด้วยความร้อนระอุ ควันสีขาวขุ่นเริ่มลอยขึ้นสู่ฟ้า ผมยืนเฝ้ามองด้วยความคุ้นเคย ทุกชีวิตที่เคยผ่านมือผมมา ล้วนแต่ต้องจบลงที่ตรงนี้
เวลาผ่านไปชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่า ปกติแล้ว ร่างของคนชราซึ่งมักจะมีไขมันน้อย จะใช้เวลาในการเผาไหม้ไม่นานนัก ร่างกายก็จะค่อย ๆ สลายไป เหลือเพียงกระดูก แต่กับร่างของแม่พวง มันกลับไม่ใช่แบบนั้น
ควันยังคงโขมง กลิ่นเหม็นไหม้คละคลุ้ง แต่เมื่อผมสอดส่องเข้าไปดูผ่านช่องเล็ก ๆ ของเมรุ ภาพที่เห็นทำให้ผมต้องขมวดคิ้ว ร่างของแม่พวงยังคงปรากฏเป็นรูปร่างอยู่ แม้บางส่วนจะไหม้เกรียมไปบ้างแล้ว แต่โดยรวมยังคงเห็นเค้าร่างของมนุษย์อยู่ครบถ้วน
“เอ๊ะ แปลกจริง” ผมพึมพำกับตัวเอง
ผมเรียกเณรที่ช่วยงานมาช่วยดู เณรน้อยก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจ “ลุงบุญครับ ทำไม…ทำไมแม่พวงถึงไม่ไหม้ครับ”
ผมพยายามปลอบเณร และบอกให้ลูกหลานที่เริ่มกระสับกระส่ายใจเย็น ๆ “ไม่เป็นไรหรอก โยม คงเป็นเพราะเตาเผายังไม่ร้อนจัดพอ หรือไม่ก็มีอากาศเข้าไปหมุนเวียนไม่ดีเท่าที่ควร”
ผมสั่งให้เพิ่มฟืนเข้าไปอีก ปรับเร่งความร้อนของเตาให้สูงขึ้นไปอีก แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไร ผ่านไปอีกหลายชั่วโมง ร่างของแม่พวงก็ยังคงสภาพเดิม มีเพียงส่วนผิวหนังที่ไหม้เกรียมจนดำสนิท แต่โครงสร้างภายในกลับไม่ยุบสลายไปตามความร้อนของไฟที่ลุกโชนตลอดเวลา
คืนนั้น ผมแทบไม่ได้นอน ร่างของแม่พวงยังคงอยู่ในเตาเผา ผมผลัดเวรกับเณร ช่วยกันเฝ้าตลอดทั้งคืน นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตสัปเหร่อของผมที่เจอเรื่องแบบนี้ ไฟที่เคยเผาผลาญทุกสิ่งให้เป็นเถ้าธุลี กลับไร้ซึ่งอำนาจต่อร่างของแม่พวง
ข่าวเรื่อง “แม่พวงเผาไม่ไหม้” เริ่มแพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้าน ชาวบ้านบางคนเริ่มวิตกกังวล บ้างก็พูดกันไปต่าง ๆ นานา บ้างก็ว่าแม่พวงต้องมีบาปหนัก บ้างก็ว่าท่านต้องมีของดีติดตัว บ้างก็ว่าท่านมีห่วงอะไรบางอย่างที่ไม่ยอมปล่อยวาง
“ลุงบุญครับ เราจะทำยังไงดีครับ” ลูกชายคนโตของแม่พวงเดินเข้ามาหาผมด้วยสีหน้ากังวลอย่างยิ่ง “ผมไม่เคยเจอเรื่องแบบนี้มาก่อนเลยครับ”
ผมถอนหายใจยาว “โยมเอ๊ย ลุงก็ไม่เคยเจอมาก่อนเหมือนกัน” ผมพยายามนึกถึงตำราเก่า ๆ หรือเรื่องเล่าขานจากบรรดาสัปเหร่อรุ่นก่อน ๆ ที่เคยเล่าสู่กันฟังเรื่องคนเผาไม่ไหม้ แต่ส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นเรื่องของพระเกจิอาจารย์ผู้ทรงศีล หรือไม่ก็ผู้ที่บำเพ็ญเพียรจนกายละเอียดบริสุทธิ์ แต่แม่พวงนั้น ถึงแม้จะเป็นคนดี แต่ก็ไม่ได้มีชื่อเสียงเป็นพระเกจิแต่อย่างใด
“เราต้องหาทางออกให้ได้ โยม” ผมบอกกับลูกชายของแม่พวง “ไม่ใช่แค่เพื่อร่างของแม่พวง แต่เพื่อความสบายใจของทุก ๆ คน”
ผมเริ่มออกหาข้อมูล คุยกับชาวบ้านที่สนิทสนมกับแม่พวงมากที่สุด เริ่มตั้งแต่เพื่อนบ้านสนิท ไปจนถึงญาติสนิทมิตรสหายทุกคน ผมอยากรู้ว่าแม่พวงมีเรื่องอะไรที่เก็บงำไว้ในใจหรือไม่ มีภาระอะไรที่ท่านยังแบกอยู่หรือไม่ มีใครที่ท่านรักและเป็นห่วงเป็นใยเป็นพิเศษหรือเปล่า
ทุกคนต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าแม่พวงเป็นคนดี มีน้ำใจ ไม่เคยสร้างความเดือดร้อนให้ใคร และไม่มีศัตรูที่ไหนเลย จนกระทั่งผมได้คุยกับป้าแหวน เพื่อนสนิทของแม่พวงที่แก่กว่าแม่พวงไม่กี่ปี
ป้าแหวนนั่งอยู่หน้าบ้านไม้เก่า ๆ ของท่าน ใบหน้ามีริ้วรอยตามวัย แต่ดวงตายังคงแฝงไว้ด้วยประกายของความเข้าใจชีวิต
“เรื่องแม่พวงเผาไม่ไหม้น่ะ ลุงบุญ” ป้าแหวนเริ่มเล่าด้วยน้ำเสียงที่ลดต่ำลง “ฉันก็พอจะเดาได้อยู่หรอก”
ผมเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ “ป้าพอจะรู้เรื่องอะไรหรือครับ”
ป้าแหวนถอนหายใจ “แม่พวงน่ะ เป็นคนดีมากนะลุง แต่ท่านก็มีกรรมหนักที่แบกไว้ในใจมาตลอด”
ป้าแหวนเล่าว่า เมื่อหลายสิบปีก่อน แม่พวงมีลูกสาวคนหนึ่งชื่อ “หนูนา” หนูนาเป็นเด็กที่น่ารักและฉลาด แต่โชคร้ายที่เธอป่วยเป็นโรคหัวใจตั้งแต่เด็ก แม้จะพยายามรักษาสุดความสามารถ แต่หนูนาก็จากไปตั้งแต่อายุยังน้อย
“แม่พวงรักหนูนามาก มากเสียยิ่งกว่าชีวิตตัวเองเสียอีก” ป้าแหวนเล่าต่อ “ท่านเสียใจมาก แทบจะเสียสติไปเลยทีเดียว”
แต่เรื่องราวไม่ได้จบแค่นั้น ก่อนที่หนูนาจะจากไป เธอได้ขอร้องแม่พวงไว้เรื่องหนึ่ง
“หนูนาอยากให้แม่พวงดูแลต้นมะลิที่ปลูกไว้ข้างบ้านให้ดี ๆ นะคะ” ป้าแหวนจำคำพูดของหนูนาได้แม่นยำ “หนูนาชอบกลิ่นมะลิมาก ถ้าวันไหนหนูนาไม่อยู่แล้ว หนูนาจะกลับมาหอมกลิ่นมะลิของแม่ทุกคืนเลย”
แม่พวงรับปากกับลูกสาวด้วยน้ำตา หลังจากหนูนาจากไป แม่พวงก็ดูแลต้นมะลิต้นนั้นอย่างดี ไม่เคยขาดตกบกพร่อง ไม่ว่าจะแดดร้อน ฝนตก หรือลมหนาว ท่านก็จะรดน้ำ พรวนดิน และพูดคุยกับต้นมะลิต้นนั้นเสมอเสมือนพูดคุยกับลูกสาวที่จากไป
“แต่แล้วเมื่อประมาณสิบปีที่แล้ว ทางเทศบาลมีโครงการขยายถนนค่ะลุง” ป้าแหวนเล่าต่อ “ถนนเส้นนั้นมันต้องผ่านตรงที่ต้นมะลิของหนูนาปลูกอยู่พอดี”
แม่พวงเสียใจมาก ท่านคัดค้านทุกวิถีทาง อ้อนวอนขอร้องเจ้าหน้าที่ไม่ให้ตัดต้นมะลิ แต่ในที่สุด ด้วยความจำเป็นของส่วนรวม ต้นมะลิก็ต้องถูกตัดโค่นลงไป
“แม่พวงร้องไห้หนักมากค่ะลุงบุญ” ป้าแหวนกล่าวเสียงสั่น “ท่านรู้สึกผิด รู้สึกว่าตัวเองรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับลูกไม่ได้ แม้จะพยายามปลอบใจเท่าไหร่ ท่านก็ไม่ยอมรับความจริง ท่านบอกว่า ‘หนูนาคงไม่ให้อภัยแม่แล้ว หนูนาคงกลับมาไม่ได้แล้ว’ ตั้งแต่นั้นมา แม่พวงก็ไม่เคยยิ้มได้เต็มที่อีกเลย”
เมื่อผมได้ยินเรื่องราวทั้งหมดนี้ ผมก็เริ่มเข้าใจแล้ว บางทีสิ่งที่ยึดเหนี่ยววิญญาณของแม่พวงไว้ ไม่ใช่บาปกรรม หรือของดีอะไร แต่เป็น “ความรู้สึกผิด” และ “พันธะสัญญาที่ไม่ได้รับการปลดปล่อย” ในใจของท่านต่างหาก
ผมรีบกลับไปที่วัด ในใจมีภาพของแม่พวงที่ดูแลต้นมะลิอย่างทะนุถนอม ผมคิดถึงคำพูดของหนูนาที่อยากกลับมาหอมกลิ่นมะลิทุกคืน
“ทำไมถึงไม่บอกกันเร็วกว่านี้นะแม่พวง” ผมพึมพำกับตัวเอง
ผมตัดสินใจรวบรวมลูกหลานของแม่พวงมาพูดคุย เล่าเรื่องราวทั้งหมดที่ได้ยินจากป้าแหวนให้พวกเขาฟัง ทุกคนต่างตกใจและเสียใจ ที่ไม่เคยรับรู้ถึงความทุกข์ที่ซ่อนเร้นอยู่ในใจของแม่พวง
“เราจะทำยังไงดีครับลุง” ลูกชายคนเดิมถาม
ผมมองหน้าพวกเขา “เราต้องช่วยกันปลดปล่อยความทุกข์ของแม่พวง”
ในคืนนั้น ผมนำลูกหลานของแม่พวงไปที่บริเวณที่เคยเป็นที่ตั้งของต้นมะลิเดิม ซึ่งตอนนี้กลายเป็นถนนลาดยางไปแล้ว ผมบอกให้ทุกคนจัดเตรียมธูป เทียน ดอกมะลิสด และน้ำอบ
ภายใต้แสงจันทร์ที่ส่องสว่าง ผมจัดพิธีเล็ก ๆ ขึ้น ผมจุดธูปสามดอก ปักลงบนพื้นดินที่เคยเป็นที่ปลูกต้นมะลิ ผมกล่าวขอขมาและขออโหสิกรรมแทนแม่พวง
“แม่พวงครับ หนูนา ลูกสาวของแม่ เขาไม่ได้โกรธแม่เลย เขาเข้าใจดีว่าแม่ได้พยายามทำทุกอย่างแล้วอย่างสุดความสามารถ สัญญานั้น ได้ถูกรักษาสุดหัวใจของแม่แล้ว” ผมพูดออกไปเสียงดังฟังชัด ราวกับกำลังพูดกับแม่พวงที่ยืนอยู่ตรงหน้า “ถึงแม้ต้นมะลิจะไม่อยู่ตรงนี้แล้ว แต่กลิ่นหอมของความรักที่แม่มีให้หนูนายังคงอบอวลอยู่ตลอดไป หนูนาจะกลับมาหอมกลิ่นความรักของแม่ทุกคืน แม่วางใจได้แล้วนะครับ ปล่อยวางทุกสิ่ง ปล่อยความผิดในใจ แล้วเดินทางสู่ภพภูมิที่สงบเถอะครับ”
ผมให้ลูกหลานทุกคนรดน้ำอบและโปรยดอกมะลิลงบนพื้นดิน พร้อมกับกล่าวขอขมาและอธิษฐานจิตให้แม่พวงได้หมดห่วงหมดกังวล และไปสู่สุคติ
บรรยากาศในคืนนั้นเงียบสงบ มีเพียงเสียงกระซิบจากสายลมที่พัดผ่าน รู้สึกได้ถึงความศักดิ์สิทธิ์และพลังงานบางอย่างที่คลี่คลายลง
เช้าวันรุ่งขึ้น ผมกลับมาที่เมรุอีกครั้ง ผมสั่งให้เณรจุดไฟในเตาเผาอีกรอบ คราวนี้ไม่มีพิธีรีตองอะไรมากมาย มีเพียงผม ลูกชายของแม่พวง และพระสงฆ์อีกรูปที่คอยสวดมนต์เงียบ ๆ
เมื่อไฟเริ่มลุกโชนอีกครั้ง ผมเฝ้ามองผ่านช่องกระจกของเมรุด้วยใจที่สงบลงกว่าเมื่อวาน
และแล้ว สิ่งมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น ครั้งนี้ ร่างของแม่พวงเริ่มสลายตัวอย่างรวดเร็ว เปลวไฟโหมกระหน่ำเผาผลาญอย่างสมบูรณ์แบบ เพียงไม่กี่ชั่วโมง ร่างที่เคยไม่ยอมคืนสู่ดิน ก็กลายเป็นเถ้าธุลีที่ละเอียดอ่อน เหลือเพียงกระดูกขาวสะอาดที่ถูกชะล้างด้วยไฟให้บริสุทธิ์
ผมถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก สายตาจับจ้องไปที่เถ้ากระดูกของแม่พวงที่กำลังเย็นลง
ในฐานะสัปเหร่อ ผมได้เห็นความตายในหลายรูปแบบ แต่เรื่องราวของแม่พวงสอนให้ผมรู้ว่า การจากไปนั้น ไม่ได้หมายถึงแค่การสิ้นสุดของลมหายใจ หรือการสลายไปของร่างกาย แต่คือการปลดปล่อยจิตวิญญาณจากพันธนาการที่มองไม่เห็น บางครั้งสิ่งที่ยึดเหนี่ยวคนเราไว้ ไม่ใช่สิ่งของเงินทอง หรือแม้แต่ชีวิตของตัวเอง แต่คือความรัก ความผูกพัน ความผิดบาปที่เก็บงำไว้ในใจ และคำสัญญาที่ยังไม่ได้คลี่คลาย
ไฟไม่อาจเผาผลาญความอาลัย ความรัก หรือความรู้สึกผิดที่หนักอึ้งในจิตใจได้ สิ่งเหล่านี้ต้องได้รับการปลดปล่อยด้วยความเข้าใจ ด้วยการให้อภัย และด้วยการรับรู้ถึงคุณค่าของความเสียสละที่คน ๆ หนึ่งได้มอบให้
แม่พวงได้สอนบทเรียนอันล้ำค่าให้ผม การเป็นสัปเหร่อไม่ได้มีหน้าที่แค่เผาร่าง แต่คือการช่วยปลดปล่อยวิญญาณให้เป็นอิสระ ช่วยคลี่คลายปมในใจของผู้ที่จากไป และช่วยเยียวยาจิตใจของผู้ที่ยังอยู่
ชีวิตคนเราก็เช่นกัน บางครั้งเราอาจจะแบกรับภาระที่หนักอึ้งไว้ในใจ โดยที่คนรอบข้างไม่เคยรับรู้ หรือบางครั้งเราก็อาจจะมองข้ามความทุกข์เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่คนอื่นกำลังเผชิญอยู่โดยไม่ทันได้สังเกต
เรื่องราวของแม่พวงทำให้ผมได้เห็นว่า บางครั้งความจริงที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเงียบงัน อาจหนักอึ้งเสียยิ่งกว่าสิ่งใด และเมื่อเราได้ใคร่ครวญถึงเรื่องราวเช่นนี้แล้ว ในตอนต่อไปเราจะพาไปสำรวจอีกแง่มุมหนึ่งของการเดินทางสู่ความสงบชั่วนิรันดร์ ผ่านเรื่องเล่าของสิ่งที่เรียกว่า “ผู้ที่ยังไม่พร้อมจากไป”
0 $type={blogger}:
แสดงความคิดเห็น