ความตาย… สำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว มันคือจุดจบของทุกสิ่งทุกอย่าง คือการจากไปอันน่าโศกเศร้า คือการสูญเสียที่ไม่สามารถหวนคืน แต่สำหรับบางคน… หรือจะบอกว่าสำหรับอาชีพบางอาชีพแล้ว ความตายกลับเป็นเพียงแค่การเริ่มต้นของการเดินทางครั้งใหม่ เป็นการก้าวผ่านจากภพหนึ่งไปสู่อีกภพหนึ่ง และบางครั้ง… มันก็เป็นปริศนาที่รอการคลี่คลาย
ผมชื่อมั่น คนส่วนใหญ่มักจะเรียกผมว่าลุงมั่น หรือบางทีก็อาจารย์มั่น หากเป็นคนเฒ่าคนแก่ที่รู้จักมักจี่กันมานาน ผมเป็นสัปเหร่อครับ เป็นคนที่จะยืนอยู่ตรงกลางระหว่างโลกของคนเป็นและคนตายมาเกือบทั้งชีวิต ผมได้เห็นความตายในหลากหลายรูปแบบ ได้เผชิญหน้ากับความเศร้าโศกเสียใจของผู้คนที่ยังคงมีชีวิตอยู่ และได้สัมผัสกับความเงียบสงบของร่างไร้วิญญาณนับครั้งไม่ถ้วน งานของผมอาจจะดูน่าหดหู่ในสายตาคนนอก แต่สำหรับผมแล้ว นี่คือการทำหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ เป็นการส่งดวงวิญญาณให้เดินทางไปสู่สุคติอย่างสมเกียรติ และบางครั้ง… ก็เป็นการช่วยให้พวกเขาได้พบกับความสงบสุขที่แท้จริง
ในชีวิตการทำงานของผม ที่ยาวนานกว่าสี่สิบปี ผมได้เห็นเรื่องราวแปลกประหลาดมากมาย เรื่องเล่าจากคนโบราณที่ว่า ศพบางศพไม่ยอมเผาไหม้ ไม่ใช่เพราะเชื้อเพลิงไม่พอ หรือเตาเมรุมีปัญหา แต่เป็นเพราะดวงวิญญาณยังไม่ยอมจากไป ยังมีบางอย่างที่ผูกพันธนาการพวกเขาไว้กับโลกนี้ เรื่องเหล่านี้ผมเคยได้ยินมาตั้งแต่ยังเด็กๆ เคยได้ฟังจากปากของสัปเหร่อรุ่นปู่รุ่นพ่อ แต่ก็ไม่เคยคิดว่าจะได้มาเจอด้วยตัวเอง กระทั่งวันหนึ่ง… วันที่ศพของคุณป้าทองดีมาถึงเมรุวัดป่าร่มเย็น
คุณป้าทองดีจากไปอย่างสงบด้วยโรคชรา ในวัยแปดสิบห้าปี ท่านเป็นที่เคารพนับถือของคนในชุมชน มีลูกมีหลานที่ดูแลเอาใจใส่ ท่านจากไปด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า ไม่มีใครคาดคิดว่าการจากไปของท่านจะสร้างความกังวลใจและคำถามมากมายให้กับผู้ที่ยังอยู่ พิธีศพจัดขึ้นอย่างสมเกียรติทุกประการ มีแขกเหรื่อมาร่วมงานคับคั่ง สมกับเป็นผู้ใหญ่ที่ทุกคนรักใคร่ วันที่ร่างของคุณป้าถูกนำเข้าสู่เตาเมรุ ลูกชายคนโตของท่านเดินมาหาผมด้วยใบหน้ากังวล
“ลุงมั่นครับ… แม่จากไปอย่างสงบจริงๆ ใช่ไหมครับ” ลูกชายของคุณป้าทองดีถามเสียงแผ่ว ใบหน้าเปื้อนไปด้วยหยาดน้ำตาที่เพิ่งแห้งเหือดไป
ผมมองเข้าไปในดวงตาของเขา แล้วตอบด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำให้มั่นคง “แน่นอนไอ้หนู คุณป้าทองดีเป็นคนดี จิตใจดีมาตลอด ท่านจากไปด้วยความสงบแน่นอน”
แต่ในใจลึกๆ ของผมกลับรู้สึกแปลกๆ ตั้งแต่ตอนที่ผมได้สัมผัสร่างของคุณป้าทองดีเป็นครั้งแรก ความรู้สึกที่ว่ามีบางอย่างที่ยังไม่สมบูรณ์แบบ มันไม่ใช่ความรู้สึกที่ไม่ดี ไม่ใช่ความอาฆาตแค้น แต่เป็นความรู้สึกเหมือนกับว่ามีเชือกบางๆ ที่ยังรั้งดวงจิตของท่านไว้ และผมก็ได้แต่ภาวนาขอให้ความรู้สึกของผมผิดไป
เปลวไฟเริ่มลุกโชนขึ้นในเตาเมรุ เป็นเปลวไฟสีส้มแดงที่โอบล้อมร่างของคุณป้าทองดีเอาไว้ตามธรรมเนียม ผมยืนเฝ้าหน้าเตา มองดูความร้อนระอุที่แผ่ออกมา ความร้อนที่ควรจะแปรเปลี่ยนทุกสิ่งให้กลายเป็นเถ้าธุลี แต่แล้ว… เวลาผ่านไป เนิ่นนานกว่าปกติมาก ผมสังเกตเห็นบางอย่างที่ผิดปกติ
โดยปกติแล้ว ร่างของผู้ที่จากไปจะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเมื่ออยู่ในความร้อนสูง แต่ร่างของคุณป้าทองดีกลับดูเหมือนจะ… ต่อต้าน เปลวไฟลุกโชนแรงขึ้น แรงขึ้น และรุนแรงขึ้น แต่ภาพที่ผมเห็นผ่านช่องกระจกของเตาเมรุกลับทำให้ผมต้องขมวดคิ้ว ร่างของคุณป้าทองดีไม่ได้ถูกแปรเปลี่ยนไปเป็นเถ้าถ่านอย่างที่ควรจะเป็น มันเหมือนกับว่ามีม่านบางๆ คลุมร่างของท่านไว้ ทำให้เปลวเพลิงไม่อาจจะทำงานได้อย่างเต็มที่
ผมลองปรับระดับความร้อน เพิ่มเชื้อเพลิงเข้าไปอีกครั้ง แต่ผลลัพธ์ก็ยังคงเดิม ร่างของคุณป้าทองดียังคงอยู่ที่เดิม มีร่องรอยของการไหม้บ้าง แต่ไม่ใช่การเผาไหม้ที่สมบูรณ์แบบอย่างที่เคยเห็นมานับร้อยนับพันศพ ควันสีเทาเข้มลอยอ้อยอิ่งออกมาจากปล่องเมรุ บรรยากาศรอบข้างเริ่มหนักอึ้งไปด้วยความกังวลของลูกหลานที่เริ่มสังเกตเห็นถึงความผิดปกติ
“ลุงมั่นครับ… ทำไมยังไม่ไหม้อีกครับ” ลูกสาวของคุณป้าทองดีเดินเข้ามาถามเสียงสั่น สีหน้าซีดเผือด
ผมพยายามรักษาน้ำเสียงให้ปกติที่สุด “ใจเย็นๆ นะหนู บางทีอาจจะใช้เวลานิดหน่อย” แต่ในใจผมรู้ดีว่านี่ไม่ใช่เรื่องปกติแล้ว มันเป็นไปตามที่ผมเคยได้ยินมา… ศพที่ไม่ยอมเผาไหม้
คืนนั้น ผมตัดสินใจที่จะยังไม่หยุดพัก ผมให้ลูกหลานของคุณป้าทองดีกลับไปพักผ่อนก่อน แล้วผมจะคอยเฝ้าอยู่ที่เมรุเอง ผมจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย อธิษฐานขอให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปด้วยดี ขอให้ดวงวิญญาณของคุณป้าทองดีได้ไปสู่สุคติ ผมนั่งอยู่หน้าเตาเมรุในความเงียบงัน เสียงของเครื่องเผาศพดังอยู่แผ่วๆ เป็นจังหวะที่น่าหวั่นใจ
ผมไม่เชื่อเรื่องงมงายทั้งหมด แต่ก็ไม่เคยปฏิเสธสิ่งที่ไม่อาจอธิบายได้ ผมเชื่อว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่อยู่เหนือความเข้าใจของมนุษย์ และการที่ร่างของคุณป้าทองดีไม่ยอมเผาไหม้นี้ ต้องมีเหตุผลบางอย่างแน่นอน ผมเริ่มทบทวนเรื่องราวของคุณป้าทองดีที่ผมเคยได้ยินมา ท่านเป็นคนดี แต่ก็มีชื่อเสียงในเรื่องของความประหยัดมัธยัสถ์อย่างมาก แทบจะเรียกได้ว่าค่อนไปทางตระหนี่เลยทีเดียว แต่ก็ไม่ใช่คนใจร้าย ไม่ใช่คนที่มีศัตรู
ผมคิดถึงคำพูดของปู่สัปเหร่อที่เคยสอนผมไว้ว่า “บางครั้ง ดวงวิญญาณที่ยังไม่ยอมไป ก็เพราะเขายังมีห่วง ยังมีพันธนาการบางอย่างที่ผูกติดอยู่กับโลกใบนี้ ถ้าเราหาสิ่งนั้นเจอ ปลดปล่อยมันได้ วิญญาณก็จะไปสงบเอง” ผมลองพยายามคิดทบทวนว่าคุณป้าทองดีมีห่วงอะไรบ้าง
รุ่งเช้า ลูกหลานของคุณป้าทองดีกลับมาที่วัดด้วยใบหน้าเศร้าสร้อยและเต็มไปด้วยความวิตก ผมบอกพวกเขาถึงสถานการณ์ที่ยังไม่คืบหน้า ลูกชายคนโตถึงกับทรุดตัวลงนั่ง
“เป็นไปไม่ได้ครับลุงมั่น แม่ผมเป็นคนดี ทำไมถึงเป็นแบบนี้ได้” เขาพูดเสียงสั่นเครือ
ผมมองหน้าพวกเขาแต่ละคน แล้วเอ่ยขึ้นอย่างช้าๆ “คุณป้าทองดีอาจจะมีอะไรที่ยังติดค้างอยู่ในใจก็ได้นะ”
ลูกสาวคนเล็กซึ่งเป็นคนใกล้ชิดกับคุณป้ามากที่สุดพูดขึ้น “แม่ไม่น่าจะมีอะไรติดค้างนะคะ แม่จัดการทุกอย่างเรียบร้อยก่อนจะจากไป ไม่มีหนี้สิน ไม่มีเรื่องบาดหมางกับใครเลย”
“แล้วของรักของหวงของท่านล่ะ มีอะไรที่ท่านหวงเป็นพิเศษไหม” ผมลองถามไป
ลูกๆ ของคุณป้าทองดีมองหน้ากันแล้วส่ายหัว “แม่ไม่ได้หวงอะไรเป็นพิเศษนะคะ ของทุกอย่างท่านก็บอกให้แบ่งให้ลูกหลาน”
จู่ๆ หลานสาวคนหนึ่งก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ เธอพูดขึ้นอย่างลังเล “เอ่อ… มีอย่างหนึ่งค่ะคุณลุงมั่น เป็นจี้ล็อกเก็ตเก่าๆ ที่คุณยายใส่ติดตัวมาตลอด ท่านไม่เคยถอดเลย ไม่ว่าจะอาบน้ำหรือนอนหลับ ท่านหวงมากค่ะ”
ผมหันไปมองหลานสาวทันที “จี้ล็อกเก็ตเหรอจ๊ะ”
เธอพยักหน้า “ใช่ค่ะ เป็นรูปของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่ใช่ลูกหลานของเรา พวกเราก็ไม่เคยรู้ว่าเป็นใคร แต่คุณยายจะจับมันไว้เสมอ เหมือนเป็นสิ่งปลอบใจ”
ทันใดนั้น ผมก็เหมือนมีแสงสว่างวาบขึ้นมาในสมอง ผมจำได้ว่าตอนที่อาบน้ำศพให้คุณป้าทองดี ผมไม่เห็นจี้นั่นติดตัวท่านเลย ผมถามลูกหลานว่าจี้นั้นอยู่ที่ไหน
“เราเก็บไว้ที่บ้านค่ะ” ลูกชายคนโตตอบ “ตอนที่คุณแม่เสีย เราก็ถอดเครื่องประดับทั้งหมดออกมาตามธรรมเนียม แล้วจี้ล็อกเก็ตนั่น เราก็เก็บไว้ในลิ้นชักโต๊ะเครื่องแป้งของคุณแม่ เพราะคิดว่ามันคงจะเก่าและไม่สวยงามที่จะนำไปใส่รวมกับเครื่องประดับชิ้นอื่นๆ ในโลงศพ”
ผมหลับตาลง แล้วถอนหายใจยาว “เจอแล้ว… นี่แหละคือสิ่งที่ผูกมัดดวงวิญญาณของคุณป้าไว้”
ลูกหลานต่างพากันงุนงง ผมจึงอธิบายให้พวกเขาฟังอย่างใจเย็น “จี้ล็อกเก็ตนั้นคงไม่ใช่แค่เครื่องประดับธรรมดา แต่มันคือของรักของหวงที่สำคัญที่สุดของคุณป้า มันคงเป็นเสมือนตัวแทนของความรัก ความผูกพันที่ท่านไม่สามารถตัดขาดได้ จี้ที่ท่านใส่ติดตัวมาเกือบทั้งชีวิต ถูกพรากจากไปในวินาทีสุดท้ายของชีวิต นี่คือสิ่งที่ท่านเป็นห่วง สิ่งที่ทำให้ท่านไม่ยอมไปไหน”
“แล้วเราต้องทำยังไงครับลุงมั่น” ลูกชายของคุณป้าทองดีถามด้วยความหวัง
“เอาจี้ล็อกเก็ตนั่นกลับมาครับ” ผมบอก “แล้วนำไปวางไว้ในเตาเมรุ พร้อมกับคุณป้า ให้ท่านได้มีมันติดตัวไปด้วย”
ลูกหลานรีบกลับไปที่บ้านทันที ไม่นานพวกเขาก็กลับมาพร้อมกับจี้ล็อกเก็ตเก่าๆ สีทองที่หมองคล้ำ ผมรับมันมาแล้วเปิดดู ภายในเป็นภาพถ่ายสีซีดจางของเด็กหญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งที่กำลังยิ้ม จี้ล็อกเก็ตเย็นเฉียบในมือของผม แต่ผมกลับรู้สึกถึงพลังงานบางอย่างที่แฝงอยู่ในนั้น ผมหันไปมองลูกหลานของคุณป้าทองดี แล้วถามว่าพวกเขาพอจะรู้ไหมว่าเด็กผู้หญิงในภาพคือใคร
ลูกสาวคนเล็กเล่าด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “พวกเราไม่เคยรู้ค่ะคุณลุงมั่น แต่เราเคยได้ยินคุณแม่พูดถึงลูกสาวอีกคนหนึ่งที่เสียไปตั้งแต่ยังเล็กๆ ด้วยโรคระบาดในอดีต ท่านไม่เคยพูดถึงอีกเลยหลังจากนั้น แต่ท่านก็ดูเศร้าทุกครั้งที่มีใครพูดถึงเรื่องนี้”
ผมพยักหน้าอย่างเข้าใจ หัวใจของผมรู้สึกเจ็บปวดแทนคุณป้าทองดี การสูญเสียลูกเป็นความเจ็บปวดที่ไม่มีวันจางหาย และจี้ล็อกเก็ตนี้ก็คือตัวแทนของความรัก ความทรงจำ และความผูกพันที่ท่านยังคงมีต่อลูกสาวที่จากไปก่อนวัยอันควร ท่านคงอยากจะเก็บมันไว้ติดตัวไปจนวันสุดท้าย และเมื่อมันถูกพรากไปในวินาทีแห่งการเปลี่ยนผ่าน ท่านก็คงไม่ยอมที่จะไปจากโลกนี้เพียงลำพัง
ผมเดินเข้าไปที่หน้าเตาเมรุ เปิดช่องเล็กๆ ที่ใช้สำหรับใส่เชื้อเพลิงเพิ่มเติม แล้วค่อยๆ วางจี้ล็อกเก็ตลงไปข้างๆ ร่างของคุณป้าทองดี ผมอธิษฐานในใจ “คุณป้าทองดีครับ ตอนนี้ลูกสาวของท่านได้กลับมาอยู่กับท่านแล้ว ขอให้ท่านหมดห่วงหมดกังวล ขอให้ท่านเดินทางไปสู่ภพภูมิที่ดีนะครับ”
ผมปิดช่องเตาเมรุ แล้วเดินถอยออกมา แล้วเราก็เริ่มกระบวนการเผาไหม้อีกครั้ง แต่ในครั้งนี้ ผมไม่ได้รู้สึกกังวลเหมือนเมื่อคืน ผมมีความเชื่อมั่นอย่างประหลาดว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย
เปลวไฟในเตาเมรุลุกโชนขึ้นอีกครั้ง แต่ในครั้งนี้… แสงสว่างที่เห็นผ่านช่องกระจกนั้นแตกต่างออกไป มันเป็นเปลวไฟที่โอบล้อมร่างของคุณป้าทองดีอย่างนุ่มนวล แต่เต็มไปด้วยพลัง และมันไม่ใช่การต่อต้านอีกต่อไป แต่เป็นการโอบรับ ทุกคนยืนมองด้วยความเงียบสงบ มีเพียงเสียงสะอื้นแผ่วๆ ของลูกหลานที่น้ำตาไหลด้วยความโล่งใจและซาบซึ้ง
ผ่านไปไม่นานนัก ร่างของคุณป้าทองดีก็ค่อยๆ แปรเปลี่ยนไปเป็นเถ้าธุลีอย่างสมบูรณ์แบบ มันเป็นภาพที่สวยงาม ภาพของการปลดปล่อย ภาพของการจากไปอย่างแท้จริง เถ้าถ่านสีขาวสะอาดที่หลงเหลืออยู่ในเตาเมรุ คือสัญลักษณ์ของการเดินทางที่จบลง และการเริ่มต้นใหม่ในอีกมิติหนึ่ง
หลังจากพิธีเก็บอัฐิ ผมได้พูดคุยกับลูกหลานของคุณป้าทองดีอีกครั้ง ผมบอกพวกเขาว่า “คุณป้าทองดีได้เดินทางไปสู่สุคติแล้ว ท่านหมดห่วงแล้ว ขอให้ทุกคนสบายใจได้” ลูกชายคนโตจับมือผมไว้แน่น น้ำตาคลอเบ้า “ขอบคุณครับลุงมั่น ถ้าไม่มีลุงมั่น พวกเราก็คงไม่รู้เลยว่าแม่มีอะไรค้างคาใจอยู่”
ผมยิ้มตอบ “หน้าที่ของสัปเหร่อไม่ใช่แค่การเผาศพให้หมดจดเท่านั้นหรอกหนู แต่มันคือการช่วยให้ผู้จากไปได้ไปอย่างสงบ และช่วยให้ผู้ที่ยังอยู่ได้คลายความกังวล”
เรื่องของคุณป้าทองดีกลายเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวในบันทึกชีวิตของผม มันสอนผมว่าความตายไม่ใช่แค่เรื่องทางกายภาพเท่านั้น แต่มันยังเป็นเรื่องของจิตใจ เรื่องของความผูกพัน เรื่องของความรักที่ไม่มีวันจางหายไป ความผูกพันที่บางครั้งมันก็แข็งแกร่งเสียจนเปลวเพลิงมิอาจผลาญได้ หากเราไม่เข้าใจและปลดปล่อยมันเสียก่อน
ชีวิตของเราก็เช่นกัน เราทุกคนต่างมีบางสิ่งบางอย่างที่ผูกพันธนาการเราไว้ บางคนผูกติดอยู่กับความโกรธแค้น บางคนผูกติดอยู่กับความเสียใจในอดีต บางคนผูกติดอยู่กับความปรารถนาที่ไม่รู้จักพอ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเปลวไฟที่คอยเผาผลาญจิตใจของเราให้เร่าร้อน และหากเราไม่เรียนรู้ที่จะปล่อยวาง หากเราไม่เรียนรู้ที่จะแก้ไขสิ่งที่ค้างคาอยู่ มันก็จะเป็นดั่งโซ่ตรวนที่ผูกมัดเราไว้ ไม่ให้เราได้ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างแท้จริง
การมีชีวิตอยู่คือโอกาสที่จะได้ปลดปล่อยพันธนาการเหล่านั้น ให้เราได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระ ไม่ต้องรอให้ความตายมาถึงแล้วจึงค่อยมานั่งเสียใจกับการที่ยังไม่ได้ทำบางสิ่งบางอย่าง หรือยังคงยึดติดกับสิ่งที่ควรจะปล่อยวางไปนานแล้ว จงใช้ชีวิตด้วยความรัก ด้วยความเข้าใจ และจงอย่าทิ้งอะไรที่ค้างคาไว้เบื้องหลัง เพราะบางครั้ง… สิ่งเหล่านั้นก็อาจจะหนักอึ้งเสียจนเปลวเพลิงก็ไม่อาจจะผลาญได้
เรื่องราวของสัปเหร่อกับศพที่ไม่ยอมเผาไหม้นั้น มีมาแต่โบราณ และยังคงมีให้เห็นอยู่บ้างในปัจจุบัน สิ่งเหล่านี้เตือนใจเราเสมอว่าชีวิตและความตายเป็นเรื่องที่ลึกซึ้งกว่าที่เราคิด และจิตวิญญาณของเรานั้นมีพลังอันยิ่งใหญ่ที่สามารถผูกพันธนาการ หรือปลดปล่อยตัวเราเองได้
เมื่อเราได้รู้เรื่องนี้แล้ว ในตอนถัดไป เราจะมาสำรวจเรื่องราวของความเชื่อและพิธีกรรมโบราณ ที่เกี่ยวพันกับการปลดปล่อยดวงวิญญาณจากพันธนาการต่างๆ ที่มองไม่เห็น.
0 $type={blogger}:
แสดงความคิดเห็น