ความผิดหวังที่น่ากลัว

 หลายครั้งในชีวิตคนเรา เมื่อหัวใจต้องจมดิ่งลงสู่ห้วงแห่งความผิดหวังในเรื่องความรัก ความรู้สึกที่ถูกปฏิเสธ หรือความสัมพันธ์ที่กำลังสั่นคลอน มักจะผลักดันให้เราไขว่คว้าหาทุกวิถีทางเพื่อรักษาสิ่งที่เรารักเอาไว้ ไม่ว่าหนทางนั้นจะดูแปลกประหลาด หรือเหนือธรรมชาติเพียงใดก็ตาม สำหรับบางคนแล้ว การพึ่งพาศาสตร์ลี้ลับ หรือพิธีกรรมโบราณ อาจกลายเป็นความหวังสุดท้ายที่เปรียบเสมือนแสงสว่างเล็กๆ ในอุโมงค์ที่มืดมิด


เรื่องราวของนนท์ ชายหนุ่มวัยสามสิบต้นๆ ก็เป็นหนึ่งในนั้น นนท์เป็นคนทำงานออฟฟิศธรรมดาๆ มีชีวิตที่ดูมั่นคงดีในสายตาคนนอก แต่ภายในใจของเขากำลังสั่นคลอนอย่างหนัก ความรักของเขากับแพรว แฟนสาวที่คบกันมานานเกือบห้าปี กำลังอยู่ในช่วงที่เรียกว่าวิกฤต แพรวเริ่มห่างเหินไปเรื่อยๆ เธอมีท่าทีเย็นชา และมักจะอ้างเรื่องงาน หรือความเหนื่อยล้าเพื่อหลีกเลี่ยงการเจอหน้า นนท์รู้สึกได้ถึงกำแพงที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นระหว่างพวกเขา มันเป็นกำแพงที่สูงขึ้นทุกวัน จนเขารู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่คนละฝั่งกับคนที่เขารักที่สุด


นนท์พยายามทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ เขาซื้อดอกไม้ ส่งข้อความหวานๆ ชวนไปดินเนอร์ในที่ที่เคยมีความทรงจำดีๆ ร่วมกัน แต่ทุกความพยายามของเขากลับดูเหมือนไร้ผล แพรวตอบรับอย่างเฉยชา บางครั้งก็ปฏิเสธอย่างชัดเจน ด้วยเหตุผลที่ฟังดูเข้าท่า แต่ใจของนนท์รู้ดีว่านั่นไม่ใช่เหตุผลที่แท้จริง เขากลัวเหลือเกินว่าแพรวกำลังจะไปจากเขา และที่เลวร้ายกว่านั้นคือ เขากลัวว่าเธออาจจะมีคนอื่น


ความกังวลกัดกินจิตใจนนท์จนแทบไม่มีสมาธิทำงาน กลางคืนก็นอนไม่หลับ เขาลุกขึ้นมานั่งมองรูปคู่ของเขากับแพรวซ้ำไปซ้ำมา ถามตัวเองว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมทุกอย่างถึงเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ จากคู่รักที่เคยหวานชื่น หัวเราะด้วยกันได้ตลอดเวลา กลับกลายเป็นคนแปลกหน้าที่เดินสวนกันไปมาบนถนนแห่งความสัมพันธ์ที่โรยด้วยกลีบกุหลาบที่เหี่ยวเฉา


วันหนึ่ง ขณะที่นนท์กำลังนั่งระบายความทุกข์ใจให้เพื่อนสนิทคนหนึ่งฟังอย่างหมดอาลัยตายอยาก เพื่อนคนนั้นที่ชื่อว่าต้อม นั่งฟังอย่างเงียบๆ ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ ต้อมเป็นคนเปิดโลกกว้าง มักจะมีความคิดที่แปลกใหม่เสมอ


“นนท์ นายลองวิธีธรรมดามาหมดแล้วใช่ไหม” ต้อมถามเสียงเรียบ


นนท์พยักหน้า สีหน้าบ่งบอกถึงความสิ้นหวัง


“งั้น...นายอยากลองวิธีที่ไม่ธรรมดาบ้างไหมล่ะ” ต้อมพูดพลางเลื่อนหน้าเข้ามาใกล้ สายตาดูจริงจังขึ้นมา


นนท์เงยหน้ามองเพื่อนอย่างไม่เข้าใจ “วิธีไม่ธรรมดา? หมายความว่ายังไงวะ”


“ก็พวก...ไสยศาสตร์ไง” ต้อมตอบเสียงเบาลงเล็กน้อย เหมือนกลัวใครจะได้ยิน “ฉันเคยได้ยินมาว่ามีคนหนึ่งที่เก่งเรื่องพิธีผูกจิต เขาสามารถทำให้คนรักกลับมา หรือแม้แต่ทำให้คนที่ยังไม่รัก หลงหัวปักหัวปำได้เลยนะ”


หัวใจของนนท์เต้นระรัว เขามักจะเป็นคนที่ไม่เชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติสักเท่าไหร่ แต่ในวินาทีนี้ ความสิ้นหวังทำให้เขาลืมเลือนเหตุผลไปชั่วขณะ


“จริงเหรอวะต้อม? มัน...มันจะได้ผลจริงเหรอ” นนท์ถามด้วยน้ำเสียงกึ่งเชื่อกึ่งไม่เชื่อ


“ไม่ลองก็ไม่รู้สิ” ต้อมยักไหล่ “แต่ที่ฉันเคยได้ยินมาคือ คนที่ไปทำกับเขาน่ะ ส่วนใหญ่ก็สมหวังกันนะ”


นนท์จมดิ่งลงไปในความคิด พิธีผูกจิต หุ่นขี้ผึ้งปั้นมือ มันฟังดูเหมือนเรื่องเล่าในตำนาน มันถูกต้องแล้วเหรอที่จะใช้วิธีแบบนี้? มันเป็นการบังคับจิตใจใครหรือเปล่า? คำถามมากมายผุดขึ้นมาในหัว แต่ในอีกด้านหนึ่ง ภาพของแพรวที่กำลังเดินจากไปพร้อมกับรอยยิ้มให้กับใครคนอื่น ก็ทำให้เขาปวดใจเกินกว่าจะยับยั้งชั่งใจได้ เขาตัดสินใจที่จะลองดูสักครั้ง


“ต้อม...พาฉันไปหาเขาหน่อยได้ไหม” นนท์พูดในที่สุด น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความไม่มั่นคง แต่ก็ฉายแววความมุ่งมั่นบางอย่างออกมา


ต้อมพยักหน้า “โอเค งั้นเดี๋ยวฉันจะติดต่อนัดให้”


สองวันถัดมา นนท์และต้อมเดินทางไปยังบ้านของคนที่ต้อมบอกว่าเป็นผู้ทำพิธี บ้านหลังนั้นอยู่ค่อนข้างห่างไกลจากตัวเมือง ลึกเข้าไปในซอยเล็กๆ ที่เงียบสงัด มันเป็นบ้านไม้เก่าๆ ที่ดูเหมือนจะถูกทิ้งร้างมานาน มีต้นไม้ใหญ่ปกคลุมรอบด้าน บรรยากาศโดยรอบให้ความรู้สึกขลังและลึกลับตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้าไป กลิ่นธูปและเครื่องหอมจางๆ ลอยมาตามลม เมื่อประตูไม้ที่ดูหนักแน่นถูกเปิดออกโดยร่างของหญิงชราคนหนึ่ง


ป้าเม้ยเป็นหญิงชราที่มีใบหน้าอิดโรย แต่ดวงตาของเธอกลับคมกริบและดูเหมือนจะหยั่งรู้ทุกสิ่ง รอยย่นบนใบหน้าของเธอเป็นเหมือนแผนที่ที่บอกเล่าเรื่องราวชีวิตอันยาวนาน นนท์รู้สึกเกรงขามตั้งแต่แรกเห็น


“เข้ามาข้างในสิพ่อหนุ่ม” ป้าเม้ยเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ แต่ฟังดูเมตตา


เมื่อเข้ามาในบ้าน นนท์สังเกตเห็นว่าภายในไม่ได้ดูน่ากลัวอย่างที่คิดไว้ มันสะอาดและเป็นระเบียบเรียบร้อย มีหิ้งบูชาตั้งอยู่มุมหนึ่ง ประดับประดาด้วยพระพุทธรูป เทพเจ้าต่างๆ และของขลังแปลกตาหลายอย่าง แต่สิ่งที่ทำให้เขาสะดุดตาที่สุดคือ บนโต๊ะไม้เก่าๆ กลางห้อง มีดินเหนียว ผ้าขาว และเครื่องมือแกะสลักวางอยู่


ป้าเม้ยเชิญนนท์นั่งลงบนเบาะรองนั่งเก่าๆ ก่อนจะเริ่มพูดถึงสิ่งที่นนท์กังวลใจ ราวกับว่าเธออ่านใจเขาออก


“มาเรื่องความรักใช่ไหม” ป้าเม้ยเอ่ย พลางจ้องมองนนท์ด้วยสายตาที่ลึกล้ำ “ใจมันปวดร้าว อ้างว้าง ต้องการใครสักคนกลับมาอยู่ในอ้อมกอด”


นนท์พยักหน้าช้าๆ “ใช่ครับป้า...ผมอยากให้แพรวกลับมาเหมือนเดิม”


“การผูกจิตผูกใจนั้น ไม่ใช่การบังคับฝืนใจใครเสียทีเดียว” ป้าเม้ยอธิบาย น้ำเสียงนิ่งสงบแต่แฝงไปด้วยความรู้ที่สั่งสมมานาน “มันคือการดึงดูด ดึงสายใยที่เคยมีให้กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง การสร้างแรงปรารถนาในจิตใจของผู้ที่กระทำ และส่งผ่านไปถึงอีกฝ่ายให้เกิดความรู้สึกคิดถึง ห่วงหา กลับมาผูกพันกันเหมือนเดิม”


นนท์ฟังอย่างตั้งใจ “แล้วมัน...มันเป็นไสยศาสตร์สายขาวหรือดำครับป้า”


ป้าเม้ยหัวเราะเบาๆ “ขาวหรือดำนั้นมันอยู่ที่เจตนาของคนใช้มากกว่าพ่อหนุ่ม ถ้าใจของเจ้าบริสุทธิ์ ต้องการสิ่งดีงามให้กับคนที่รัก ไม่ได้ต้องการแย่งชิงหรือทำร้ายใคร มันก็คือการทำดี แต่ถ้าหวังร้ายต่อใครต่อใคร ถึงจะเป็นพิธีที่ดูสะอาดตา มันก็กลายเป็นดำมืดได้เหมือนกัน”


“พิธีนี้เรียกว่าพิธีผูกหุ่น” ป้าเม้ยเริ่มอธิบายรายละเอียด “จะต้องใช้หุ่นขี้ผึ้งที่ปั้นขึ้นมาด้วยมืออย่างประณีต โดยใช้ข้อมูลและของบางอย่างของคนที่เจ้าต้องการให้รักกลับคืนมา”


นนท์เริ่มรู้สึกตื่นเต้นระคนหวาดหวั่น “ของอะไรบ้างครับป้า”


“เส้นผมของเขา เล็บมือ เล็บเท้า ถ้าเป็นเสื้อผ้าที่เคยใส่แล้วยังไม่ซัก ก็ยิ่งดี” ป้าเม้ยกล่าว “สิ่งเหล่านี้จะช่วยเชื่อมโยงจิตวิญญาณของเขามายังหุ่นขี้ผึ้งได้”


ป้าเม้ยบอกนนท์ว่าต้องเตรียมอะไรบ้าง และนัดวันทำพิธีอีกครั้ง นนท์กลับบ้านไปพร้อมกับความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งความหวัง ความกังวล และความรู้สึกผิดบาปเล็กๆ น้อยๆ ในใจ แต่ความต้องการที่จะได้แพรวกลับมานั้น มีน้ำหนักมากเกินกว่าที่ความรู้สึกเหล่านั้นจะต้านทานได้


ในวันนัดทำพิธี นนท์เดินทางมาคนเดียว เขาเตรียมของที่ป้าเม้ยบอกมาครบถ้วน ทั้งเส้นผมที่แอบเก็บมาจากหวีของแพรว เสื้อยืดตัวเก่าที่เธอเคยใส่ทิ้งไว้ที่ห้องของเขา และเล็บมือเล็บเท้าที่เขาพยายามแอบเก็บมาอย่างทุลักทุเล มันเป็นความพยายามที่รู้สึกแปลกประหลาด แต่นนท์ก็จำต้องทำ


บรรยากาศในห้องทำพิธีวันนี้ดูขลังยิ่งกว่าเดิม มีผ้าขาวผืนใหญ่ปูอยู่บนพื้น กลางห้องมีขันน้ำมนต์ ดอกไม้ ธูปเทียน และสมุนไพรบางชนิดส่งกลิ่นหอมเย็น เมื่อนนท์นั่งลงตรงหน้า ป้าเม้ยเริ่มขั้นตอนแรก เธออธิษฐานจิต ชำระล้างสิ่งของที่นนท์นำมา ก่อนจะเริ่มลงมือปั้นหุ่นขี้ผึ้งด้วยมือของเธอเอง


นนท์มองดูป้าเม้ยอย่างใจจดใจจ่อ มือที่เหี่ยวย่นของป้าเม้ยกลับมีความคล่องแคล่วและละเอียดอ่อนอย่างไม่น่าเชื่อ เธอค่อยๆ บรรจงปั้นขี้ผึ้งสีขาวนวลให้เป็นรูปร่างคล้ายคน การปั้นแต่ละส่วนทำอย่างพิถีพิถัน ใส่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เช่น ใบหน้า ดวงตา จมูก ปาก ให้คล้ายกับแพรวมากที่สุด นนท์รู้สึกทึ่งกับความสามารถของเธอ


“หุ่นนี้ไม่ใช่แค่รูปปั้น” ป้าเม้ยพูดขึ้นขณะที่มือยังคงทำงาน “มันคือตัวแทนของจิตวิญญาณของผู้ที่เจ้าต้องการให้รักกลับคืนมา เมื่อเราปั้นรูปร่างให้เหมือนเขาแล้ว เราก็จะนำเส้นผม เล็บมือเล็บเท้า และเศษผ้าของเขาใส่เข้าไปในตัวหุ่น เพื่อเชื่อมโยงจิตของเขาให้ผูกพันกับหุ่นนี้”


เมื่อป้าเม้ยบรรจงนำเส้นผมและเล็บของแพรวสอดเข้าไปในตัวหุ่นขี้ผึ้ง และปิดทับด้วยขี้ผึ้งอย่างแน่นหนา จากนั้นก็เอาผ้าผืนเล็กๆ ห่อหุ่นไว้ ราวกับกำลังห่อหุ้มสิ่งมีชีวิต ป้าเม้ยจุดเทียนหอมและธูปอีกหลายดอก กลิ่นหอมฟุ้งอบอวลไปทั่วห้อง เธอเริ่มสวดมนต์คาถาด้วยเสียงที่ทุ้มต่ำและสั่นเครือ เป็นภาษาโบราณที่นนท์ไม่เคยได้ยินมาก่อน น้ำเสียงของป้าเม้ยดังขึ้นเรื่อยๆ สร้างความรู้สึกกดดันและขลังไปพร้อมๆ กัน


นนท์นั่งหลับตา ตั้งจิตอธิษฐานตามที่ป้าเม้ยบอก เขาพยายามนึกถึงแพรว นึกถึงความรู้สึกรัก ความผูกพันที่มีต่อเธอ ความปรารถนาที่จะให้เธอกลับมาอยู่ข้างๆ เขาอีกครั้ง ภาพของแพรวผุดขึ้นมาในห้วงความคิด ทั้งรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และอ้อมกอดที่อบอุ่น


พิธีกินเวลาร่วมชั่วโมง ท่ามกลางเสียงสวดมนต์ที่ผ่อนหนักผ่อนเบา กลิ่นควันธูปที่คลุ้งไปทั่ว และแสงเทียนที่ริบหรี่ ราวกับกำลังอยู่ในโลกอีกมิติหนึ่ง เมื่อพิธีจบลง ป้าเม้ยวางหุ่นขี้ผึ้งที่ห่อด้วยผ้าขาวลงตรงหน้าของนนท์


“หุ่นนี้คือตัวแทนของแพรว” ป้าเม้ยเอ่ยเสียงเบา “เจ้าจงเก็บรักษาไว้ให้ดี และทำตามคำแนะนำของป้าอย่างเคร่งครัด”


ป้าเม้ยอธิบายถึงวิธีดูแลหุ่น การสวดมนต์อธิษฐานต่อหุ่นทุกคืน และสิ่งต้องห้ามต่างๆ นนท์รับฟังด้วยความตั้งใจ เขารู้สึกเหมือนกำลังแบกรับความรับผิดชอบอันใหญ่หลวงเอาไว้ เมื่อก้าวออกมาจากบ้านของป้าเม้ย แสงตะวันยามบ่ายสาดส่องลงมา แต่ความรู้สึกของนนท์กลับยังคงล่องลอยอยู่ในมิติแห่งความลึกลับ


หลายวันผ่านไป นนท์ปฏิบัติตามคำแนะนำของป้าเม้ยอย่างเคร่งครัด ทุกคืนเขาจะวางหุ่นขี้ผึ้งไว้ข้างหมอน สวดมนต์อธิษฐานถึงแพรวด้วยความรักและคิดถึง ไม่น่าเชื่อว่าหลังจากนั้นไม่กี่วัน สิ่งต่างๆ ก็เริ่มเปลี่ยนไป


วันหนึ่ง แพรวส่งข้อความมาหานนท์เป็นครั้งแรกในรอบหลายสัปดาห์ เธอถามไถ่เรื่องราวต่างๆ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น นนท์แทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง เขาตอบกลับไปทันที และหลังจากนั้น แพรวก็เริ่มติดต่อมาบ่อยขึ้น เธอเริ่มรับสายเขา เริ่มตอบข้อความเร็วขึ้น และที่สำคัญที่สุดคือ เธอเริ่มชวนนนท์ไปทานข้าว หรือดูหนังด้วยกัน


การนัดเจอครั้งแรกหลังจากที่ทุกอย่างแย่ลง นนท์รู้สึกประหม่า แต่เมื่อเขาเห็นแพรวเดินมาหา รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอทำให้ใจของเขาสว่างไสว แพรวดูอ่อนโยนขึ้น เธอเล่าเรื่องงานของเธอ หัวเราะในเรื่องตลกที่นนท์เล่า และมองมาที่เขาด้วยสายตาที่อบอุ่นเหมือนเมื่อก่อน ความรู้สึกดีๆ ค่อยๆ กลับมาเติมเต็มช่องว่างในหัวใจของนนท์


หนึ่งเดือนผ่านไป ความสัมพันธ์ของนนท์กับแพรวกลับมาดีขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ แพรวพูดถึงเรื่องอนาคตของพวกเขาอีกครั้ง เธอมีท่าทีห่วงใย ใส่ใจนนท์ในทุกรายละเอียด ไม่ต่างจากตอนที่พวกเขารักกันใหม่ๆ นนท์รู้สึกเหมือนกำลังอยู่ในความฝัน ความสุขเอ่อล้นจนแทบจะกลั้นเอาไว้ไม่อยู่ เขาเชื่อมั่นว่าพิธีผูกหุ่นขี้ผึ้งนั้นได้ผลจริงๆ มันทำให้แพรวกลับมาหลงหัวปักหัวปำเขาอีกครั้ง


แต่ในขณะเดียวกัน ท่ามกลางความสุขที่นนท์กำลังได้รับนั้น ก็มีความรู้สึกบางอย่างเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ มันเป็นความรู้สึกที่คล้ายกับความไม่สบายใจ ความรู้สึกที่แปลกประหลาด เมื่อแพรวแสดงความรัก หรือความผูกพันกับเขามากเกินไป บางครั้งรอยยิ้มของเธอก็ดูว่างเปล่าในบางช่วงเวลา สายตาของเธอที่มองมาที่นนท์ บางครั้งก็ดูเหมือนไม่ได้มีประกายของความเป็นตัวเองอย่างที่เคยเป็น มันเหมือนกับมีอะไรบางอย่างที่เปลี่ยนไปในตัวแพรว แต่เขาก็ไม่สามารถระบุได้ว่าคืออะไร


นนท์เริ่มสังเกตเห็นว่าแพรวแทบจะไม่ได้ใช้เวลากับเพื่อนๆ ของเธอเลย เธอปฏิเสธการชวนออกไปเที่ยวกับเพื่อนสนิทหลายครั้ง และบอกนนท์ว่าเธออยากอยู่กับเขามากกว่า ทุกอย่างดูเหมือนจะดีเกินไป จนความสงสัยเริ่มกัดกินหัวใจของนนท์


เมื่อแพรวอยู่กับเขา เธอแสดงออกถึงความรักและความห่วงใยอย่างเต็มเปี่ยม แต่เมื่อเธออยู่คนเดียว หรือเมื่อนนท์บังเอิญเห็นเธอจากระยะไกล เธอจะดูเหม่อลอย นิ่งเงียบ และดูเหมือนไม่มีชีวิตชีวา ภาพเหล่านั้นทำให้ความรู้สึกไม่สบายใจของนนท์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เขาสงสัยว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนั้น เป็นความรักที่แท้จริงของแพรว หรือเป็นเพียงผลของพิธีกรรมที่เขาไปทำมา


ความสุขที่ได้กลับคืนมานั้น มาพร้อมกับเงาแห่งความกังวล นนท์เริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า การที่เขาได้ความรักของแพรวกลับคืนมาในลักษณะนี้ มันถูกต้องแล้วจริงๆ หรือ? เขากำลังได้สิ่งที่ต้องการ แต่สิ่งที่ได้มานั้น เป็นความรักที่บริสุทธิ์ใจจริงหรือเปล่า? หรือเขาได้สร้างพันธนาการบางอย่างที่มองไม่เห็นขึ้นมาระหว่างเขากับแพรว โดยที่เขาอาจจะยังไม่รู้ถึงผลกระทบที่แท้จริงของมัน


เรื่องราวของนนท์และพิธีผูกจิตผูกใจด้วยหุ่นขี้ผึ้งปั้นมือ เป็นตัวอย่างที่ทำให้เราต้องกลับมาคิดทบทวนว่า เมื่อความรักไม่สมหวัง เรายอมแลกอะไรบ้างเพื่อจะได้มันกลับคืนมา ความสิ้นหวังและความปรารถนาอันแรงกล้า อาจนำพาเราไปสู่เส้นทางที่คาดไม่ถึง และบางครั้ง สิ่งที่เราได้มา อาจไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการอย่างแท้จริง และอาจต้องแลกมาด้วยบางสิ่งบางอย่างที่มีค่ามากกว่าที่เราคิดไว้ในตอนแรก


เมื่อเราได้รู้เรื่องนี้แล้ว ในตอนถัดไปเราจะมาดูกันว่า ผลกระทบที่แท้จริงจากพิธีผูกจิตครั้งนี้ จะนำพานนท์และแพรวไปสู่จุดจบแบบไหน และนนท์จะต้องเผชิญหน้ากับความจริงอันน่าตกใจอะไรบ้างจากการเลือกเส้นทางนี้

0 $type={blogger}:

แสดงความคิดเห็น

👻 ฟังเรื่องหลอน
✅ รองรับ PC & Mobile
พร้อมใช้งาน
ขับเคลื่อนโดย Blogger.

ผู้ติดตาม

สั่งกล่องพัสดุ 750 ส่งฟรี

✨ 750 ส่งฟรี ✨
โลโก้ ตุ้ยคุ้ยเรื่องหลอน

บทความ

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

**คนออนไลน์:** ...
ตุ้ยคุ้ยเรื่องหลอน: รวมเรื่องผี เรื่องเล่าสยองขวัญ และตำนานอาถรรพ์ © 2013 Published By Gooyaabi Templates Supported by Best Blogger Templates and Premium Blog Templates - Web Design