ความตายเบื้องหลังสงคราม: เรื่องราวเหนือธรรมชาติที่ทหารพรานไม่เคยเล่า (ฉบับเต็ม)

 # ความตายเบื้องหลังสงคราม: เรื่องราวเหนือธรรมชาติที่ทหารพรานไม่เคยเล่า (ฉบับเต็ม)


## ภาคหนึ่ง: ดินแดนแห่งเงากับเสียงกระซิบ


ในค่ำคืนที่ดวงจันทร์ซ่อนตัวหายไปสิ้นเศษเสี้ยว ป่าลึกแถบตะวันตกของประเทศดูดซับความมืดไว้อย่างสมบูรณ์ราวกับถูกกลืนโดยปากของอเวจีเอง เสียงจักจั่นและสัตว์ร้ายกลางคืนที่เคยดังก้องกลับเงียบสนิท เหลือเพียงลมหายใจของคืนที่เย็นยะเยือกเหมือนสัมผัสของศพที่เพิ่งเสียชีวิต ลมหายใจนั้นพัดผ่านใบไม้เป็นทำนองเศร้า คล้ายเสียงกรีดร้องของผู้พลีชีพที่ถูกตัดขาดจากโลกมนุษย์มาเนิ่นนาน


ทหารพรานกลุ่มเล็กเพียง 12 นาย ย่างเท้าเข้าสู่ดินแดนแห่งนี้ภายใต้คำสั่งลึกลับที่แม้แต่ผู้บังคับบัญชาก็ไม่กล้าอธิบายรายละเอียด พวกเขาคือหน่วย "ฝูงหมาป่า" ที่มีประสบการณ์การรบในป่ามากว่า 20 ภารกิจ แต่ครั้งนี้ต่างออกไป จ่าคง หัวหน้ากลุ่มชายวัย 45 ปี ที่ใบหน้าเผชิญลมฟ้าอากาศมาทั้งชีวิต แต่ดวงตาสีน้ำตาลเข้มสะท้อนความเหนื่อยหน่ายที่ลึกเกินวัย มองดูแผนที่ในมือที่แทบไร้ประโยชน์เพราะหมอกความลับปกคลุมจุดหมายไว้หมด


"อีกสองชั่วโมงถึงจุดหมายแรก" จ่าคงกล่าวเสียงต่ำ "ระวังเท้าทุกก้าว ตรงนี้...ไม่ใช่ป่าธรรมดา"


พลทหารหนุ่มทั้งสิบเอ็ดคนพยักหน้าโดยไม่มีเสียงตอบรับ ความกดดันเริ่มต้นตั้งแต่ข้ามแนวรั้วลวดหนามที่กั้นระหว่างโลกมนุษย์กับดินแดนไร้นิยามนี้


สองวันผ่านไปในป่าทึบที่แสงแดดส่องไม่ถึงพื้นดิน เส้นทางที่ควรจะใช้เวลาเดินแปดชั่วโมงกลับยืดเยื้อจนพวกเขาต้องตั้งค่ายกลางป่าถึงสองคืน หมวดวิทย์ นักยุทธวิธีวัย 38 ปีที่จบการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยและเชื่อมั่นในตรรกะวิทยาศาสตร์เป็นที่สุด เริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติตั้งแต่ชั่วโมงแรก


"เข็มทิศหมุนวนอย่างไม่มีเหตุผล" เขาบ่นกับจ่าคงขณะตรวจสอบอุปกรณ์ "สัญญาณ GPS หายไปหมด เหมือนมีอะไรบังคลื่นทุกความถี่"


แต่สิ่งที่ทำให้หมวดวิทย์วิตกมากกว่าอุปกรณ์ที่ขัดข้องคือ "เสียง" ที่เริ่มแทรกเข้ามาในหูตั้งแต่พลบค่ำ เสียงกระซิบกระซาบที่พัดมากับลมอ่อนๆ ไม่ใช่ภาษามนุษย์ แต่เป็นเสียงคล้ายภาษาดั้งเดิมที่ผสมกับเสียงธรรมชาติ


"อยู่...ห่า...ตาย...กลับ..."


พลฯ สันติ ทหารหนุ่มวัย 22 ปีที่เพิ่งสำเร็จการฝึกไม่กี่เดือน ยังคงสีหน้าตื่นเต้นกับการออกภาคแรก จิตใจยังไม่ถูกกล่อมเกลาด้วยความเชื่อเรื่องวิญญาณหรือสิ่งลึกลับ เขาเป็นคนแรกที่หัวเราะเมื่อจ่าคงแจกจ่ายผ้าขาวม้าผูกข้อมือที่ผ่านการปลุกเสกมา


"ยุคนี้ยังเชื่อแบบนี้อีกหรือครับจ่า" สันติพูดพลางผูกข้อมืออย่างงั้นๆ


จ่าคงมองเขาอย่างหนักแน่น "อย่าได้ประมาทสิ่งที่เราไม่เข้าใจเลยหนุ่ม"


---


คืนแรกในป่าลึก ความเงียบที่เคยมีเฉพาะเสียงลมและใบไม้ก็เริ่มแตกสลาย


ประมาณตีสอง พลฯ สันติที่รับหน้าที่ยามแรกเริ่มส่งเสียงกระแอมเสียง cough แปลกๆ หมวดวิทย์ซึ่งนอนไม่หลับรีบลุกขึ้นตรวจสอบ


"เป็นอะไร สันติ?"


ทหารหนุ่มหันมาหาใบหน้าไร้สีเลือด "มีใคร...มีใครเดินวนรอบเต็นท์ครับ"


หมวดวิทย์ชักปืนพกออกมาพร้อมไฟฉายส่องไปรอบๆ ไม่พบอะไรนอกจากเงาป่าที่ส่ายไปมาตามลม แต่เมื่อเขากลับมามองสันติอีกครั้ง กลับเห็นรอยแดงเป็นทางยาวที่คอของทหารหนุ่มเหมือนถูกเล็บอะไรขีดไว้


"นี่อะไร?" เขาถาม


สันติสะดุ้ง สัมผัสคอของตัวเอง "ไม่...ไม่รู้ครับ ผมไม่รู้สึกตัวเลย"


เสียงกระซิบในป่ากลับมาอีกครั้ง คราวนี้ชัดเจนขึ้นเป็นคำว่า "อย่ามาที่นี่" ซ้ำๆ ราวกับมีคนหลายสิบคนล้อมวงพวกเขาอยู่


จ่าคงตื่นขึ้นและรีบออกมาจากเต็นท์โดยไม่ต้องถามอะไร เขามองไปที่สันติแล้วสีหน้าเปลี่ยนทันที "มันมาแล้ว"


"อะไรมา?" หมวดวิทย์ถาม


แต่จ่าคงไม่ตอบ เขารีบหยิบขวดน้ำมนต์สีอำพันจากอกเสื้อ พลางเดินตรงไปหาสันติ "ยืนนิ่ง!"


ก่อนที่สันติจะตอบอะไร เขาก็สาดน้ำมนต์ไปที่ใบหน้าทหารหนุ่มเต็มforce


สิ่งที่เกิดขึ้นต่อไปไม่มีใครในหน่วยพร้อมใจ


ร่างของสันติโก่งงออย่างผิดธรรมชาติ กระดูกดังกรอบแกรบ เสียงร้องโหยหวนที่ไม่ใช่เสียงมนุษย์ดังก้องออกจากปากเขา ตาเขาหลุดลอยจนเห็นแต่ตาขาว เส้นเลือดที่คอปูดพองเหมือนงูหลายตัวกำลังขดอยู่ใต้ผิวหนัง


"ออกไป! ออกไปจากร่างกายเขา!" จ่าคงร้องเสียงหลงขณะสาดน้ำมนต์ต่อเนื่อง


หมวดวิทย์และทหารคนอื่นๆ ยืนตะลึง ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ สันติกระแทกพื้นดิ้นทุรนทุราย ใบหน้าบิดเบี้ยวไปมาหลายรูปแบบ บางครั้งดูเป็นหญิงชรา บางครั้งดูเป็นเด็กน้อย บางครั้ง...บางครั้งดูเหมือนไม่ใช่มนุษย์


ประมาณสิบนาทีผ่านไป ร่างของสันติหยุดกระตุก ท่ามกลางความเงียบที่กดทับ จ่าคงเดินเข้าไปตรวจสอบแล้วพยักหน้า


"ผ่านไปแล้ว" เขาพูดเสียงแหบ "แต่มันยังไม่ไปไหน มันแค่...ถอยไปชั่วคราว"


หมวดวิทย์รีบเข้าไปประคองสันติที่หมดสติ "นี่มันอะไรกัน? อาการชักจากความเครียดหรือ?"


จ่าคงหันมามองเขาอย่างเข้าใจ "หมวด เรื่องบางเรื่องอย่าเพิ่งด่วนตัดสินว่าเป็นวิทยาศาสตร์หรือไม่เป็นวิทยาศาสตร์ บางครั้งวิทยาศาสตร์เองก็ยังมีขีดจำกัด"


คืนนั้นไม่มีใครนอนหลับอีกเลย ทุกคนผลัดกันยืนยามเป็นกลุ่มๆ ละสามคน เสียงกระซิบยังคงก้องในป่า แต่คราวนี้ไม่ใช่แค่คำว่า "อย่ามาที่นี่" อีกแล้ว


เสียงใหม่เป็นเสียงร้องไห้ของเด็กหญิง เสียงคร่ำครวญของหญิงชรา เสียงชายหนุ่มร้องเรียกชื่อใครบางคน...ชื่อที่ฟังคล้าย "ทรงพล" ซ้ำแล้วซ้ำเล่า


---


## ภาคสอง: การหายไปที่ไม่เหลือร่องรอย


รุ่งเช้าวันที่สาม หมอกหนาทึบปกคลุมค่ายจนมองไม่เห็นกันในระยะสามเมตร สันติฟื้นขึ้นมาด้วยความสับสนจำอะไรไม่ค่อยได้นอกจากความฝันร้ายที่เขาเห็นเด็กหญิงตัวเล็กๆ ยืนอยู่ปลายเต็นท์ชี้มือมาที่เขา


"ผม...ผมขอตัวกลับได้ไหมครับ?" เขาถามเสียงสั่น


จ่าคงส่ายหน้า "ตอนนี้ออกจากป่าไม่ได้แล้ว เราอยู่ลึกเกินไป ทางเดียวคือเดินหน้าไปยังจุดหมายแล้วจึงกลับ"


ภารกิจของพวกเขา? ตามหาร่องรอยของหน่วยลาดตระเวนอีกกลุ่มที่หายตัวไปในป่านี้เมื่อหนึ่งสัปดาห์ก่อน หน่วยนั้นมี 8 คน หายไปอย่างไร้ร่องรอย มีเพียงวิทยุสื่อสารที่ส่งข้อความสุดท้ายกลับมา: "มันไม่ใช่ศัตรูมนุษย์...มันไม่ใช่..."


ตอนบ่ายของวันเดียวกัน ความผิดปกติเริ่มขยายวง


ทหารคนแรกที่พบคือ พลฯ เปี๊ยก ซึ่งรับหน้าที่จัดเก็บเสบียง เขาร้องพบว่าข้าวสารหายไปครึ่งหนึ่งจากถุงที่ปิดผนึกไว้อย่างดี


"ผมผูกปากถุงไว้แน่นหนาเลยครับ" เปี๊ยกกล่าวด้วยสีหน้าไม่อาจเชื่อ "มันเป็นไปไม่ได้ที่สัตว์จะมาแย่งไปโดยไม่ทำถุงขาด"


ไม่นานหลังจากนั้น พลฯ บุญเกิดก็รายงานว่ากระสุนสำรองหายไปสองหีบ


"ผมนับไว้ก่อนนอนเมื่อคืน มีครบ 24 หีบ ตอนนี้เหลือ 22"


หมวดวิทย์เริ่มตรวจสอบอย่างละเอียด แต่ไม่พบรอยเท้ามนุษย์หรือสัตว์ รอยขีดข่วน หรือหลักฐานใดๆ ที่บ่งชี้ว่ามีคนหรือสิ่งไหนมาเบิกเสบียง


"อาจมีคนในหน่วยเราลักขโมย" หมวดวิทย์เสนอ แต่เสียงของเขาเองก็เต็มไปด้วยความไม่แน่ใจ


จ่าคงเดินไปตรวจสอบศาลเพียงตาที่โคนต้นตะเคียนใหญ่ซึ่งอยู่ห่างจากค่ายประมาณห้าสิบเมตร ศาลนี้ดูเก่าแก่มาก ไม้เริ่มผุ แต่วัตถุมงคลภายในยังคงใหม่เสมอ เหมือนมีคนมาเปลี่ยนอยู่เป็นประจำ แต่ที่น่าประหลาดคือไม่มีร่องรอยของเท้ามนุษย์ในบริเวณนั้นเลย


"นี่ไม่ใช่ศาลธรรมดา" จ่าคงพูดกับตัวเองแต่เสียงดังพอให้คนใกล้ได้ยิน "นี่คือศาลของ 'เจ้าที่' แบบเก่า ที่ยังต้องการการเซ่นสังเวย"


พลฯ ชาติชาย ทหารที่มาจากชนบททางเหนือ สีหน้าเปลี่ยนทันทีที่ได้ยิน "จ่า...ผมเคยได้ยินเรื่องศาลแบบนี้จากปู่ผม ศาลที่ต้องเซ่นด้วย..."


เขาไม่กล้าพูดต่อ แต่ทุกคนในวงรู้ดีว่าเขาหมายถึงอะไร


ค่ำคืนนั้น ความหายไปของสิ่งของเพิ่มระดับขึ้น


วิทยุสื่อสารเครื่องใหญ่หายไปทั้งเครื่อง ทั้งที่หนักกว่าสิบกิโลกรัมและวางอยู่กลางเต็นท์ผู้บังคับบัญชา นาฬิกาข้อมือของทุกคนหยุดเดินพร้อมกันที่เวลา 03:33 น. แบตเตอรี่ไฟฉายหมดพร้อมกันแม้จะเป็นของใหม่ที่เพิ่งเปลี่ยน และที่สำคัญ...แผนที่เดินทางหายไปจากมือของจ่าคงเอง


"เราติดกับดัก" จ่าคงสรุปอย่างเยือกเย็น "เราถูกจับให้อยู่ที่นี่"


หมวดวิทย์พยายามใช้ตรรกะสุดท้าย "อาจมีกลุ่มกองโจรแทรกซึมเข้ามา กวาดล้างหลักฐานทีละอย่าง"


"แล้วนาฬิกาหยุดเดินพร้อมกันอธิบายยังไง?" จ่าคงถามกลับ "แบตเตอรี่หมดพร้อมกันล่ะ?"


ค่อนคืนนั้นเอง พลฯ สันติเริ่มแสดงอาการอีกครั้ง


คราวนี้เขาไม่ได้ล้มลงดิ้นทุรนทุราย แต่ยืนตัวตรงกลางค่าย หันหน้าไปทางต้นตะเคียน เสียงผู้หญิงพูดออกจากปากเขาแต่ตาปิดสนิท


"เจ้าลบหลู่ที่สถิต...เจ้าลบหลู่ผู้พิทักษ์...เลือดต้องชดใช้...วิญญาณต้องอยู่รับใช้..."


จ่าคงรีบเข้าไปปฏิบัติการอีกครั้ง แต่คราวนี้ขวดน้ำมนต์แตกในมือเขาก่อนที่จะสาดได้ หกกระจายไปบนพื้นดิน


"มันแข็งแรงขึ้น" จ่าคงพูดด้วยเสียงที่เริ่มมีความหวาดหวั่นเป็นครั้งแรก


---


## ภาคสาม: สิ่งที่มองไม่เห็นกับสิ่งที่ไม่อยากเห็น


วันที่สี่ในป่า หน่วยตัดสินใจเดินหน้าต่อแม้จะไม่มีแผนที่ หมวดวิทย์ใช้วิธีดูทิศทางจากดวงอาทิตย์และมอสบนต้นไม้ แต่ทุกวิธีการดูจะถูกบิดเบือน ดวงอาทิตย์ดูเหมือนเคลื่อนที่ผิดทิศทาง มอสขึ้นรอบลำต้นแทนที่จะขึ้นด้านเหนือเพียงด้านเดียว


พวกเขาเดินวนอยู่บริเวณเดิมเป็นวงกลม สามครั้งที่ผ่านศาลเพียงตาต้นเดิมโดยไม่รู้ตัว จนพลฯ เปี๊ยกเป็นคนแรกที่สังเกตเห็น


"ต้นตะเคียนนี้...เราเคยเห็นมาแล้วครับ"


หมวดวิทย์ไม่เชื่อจนกระทั่งเห็นรอยมีดที่เขาบากไว้บนต้นไม้เมื่อเช้า "นี่มัน...เป็นไปไม่ได้ เราเดินเป็นเส้นตรงมาตลอด"


ความสิ้นหวังเริ่มก่อตัวในดวงตาของทหารหลายคน ความอดอยากเริ่มมาเยือนเพราะอาหารที่เหลืออยู่เริ่มน้อยลง พลังงานถดถอย ความหวาดระแวงระหว่างกันเริ่มงอกเงย


"อาจมีใครในกลุ่มเราทำให้เกิดเรื่องนี้" พลฯ บุญเกิดกระซิบกับเพื่อน "อาจเป็นสันติที่ถูกสิงก็ได้"


แต่จ่าคงห้ามปรามความคิดนั้นทันที "อย่าตำหนิกันเอง สิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่มันเก่าแก่และทรงพลังกว่ามนุษย์ใดๆ"


พลบค่ำของวันที่สี่ นับตั้งแต่เข้าป่า สิ่งที่ทุกคนกลัวที่สุดก็เกิดขึ้น


พลฯ ชาติชาย หายตัวไป


เขาออกไปเข้าห้องธรรมชาติห่างจากค่ายเพียงสิบเมตร แต่หายไปอย่างไร้ร่องรอย เสียงร้องสุดท้ายที่เพื่อนได้ยินคือเสียงประหลาดคล้ายทั้งความตกใจและความอิ่มเอมผสมกัน


"ไม่...อย่า...สวย..."


ทีมค้นหาพบเพียงรองเท้าบู๊ตคู่หนึ่งวางเรียงอย่างเป็นระเบียบที่โคนต้นไม้ และเส้นด้ายผูกข้อมือสีขาวที่ขาดออกเป็นสองท่อน


คืนนั้นทั้งค่ายไม่นอน ทุกคนนั่งล้อมวงกัน จ่าคงจุดธูปสามดอกและกล่าวคำขอขมาที่ศาลเพียงตา แต่ควันธูปไม่ลอยขึ้น กลับพันกันเป็นเกลียวแล้วสลายไปในอากาศราวกับมีใครเป่ามัน


ประมาณเที่ยงคืน พลฯ สันติเริ่มพูดอีกครั้ง แต่คราวนี้ตาเขาเปิดกว้างเต็มที่ ตาดำหายไปเหลือแต่ตาขาว


"เจ็ดคนแล้ว...เจ็ดคนที่ยืมดินแห่งนี้...ต้องมีสิบสอง...ครบหนึ่งโหล..."


หมวดวิทย์ซึ่งยืนอยู่ใกล้ที่สุดสะดุ้ง "มันพูดว่าอะไร?"


"มันนับจำนวนคนที่หายไปในป่านี้" จ่าคงตอบเสียงสั่น "หน่วยก่อนเราหายไปแปดคน เราเสียไปหนึ่ง รวมเป็นเก้า...มันต้องการอีกสาม"


ความเงียบที่ตามมานั้นหนักหน่วงกว่าความมืดใดๆ


---


## ภาคสี่: แสงในความมืดกับเปลวไฟที่หลอกลวง


วันที่ห้าในป่าที่ไม่มีทางออก อาหารหมดสิ้น น้ำเหลือน้อย กำลังใจอยู่ในระดับศูนย์ พลฯ เปี๊ยกเริ่มเห็นภาพหลอน เขาบอกว่าเห็นหญิงชราหน้าไม่คุ้นยืนอยู่ริมน้ำ beckoning ให้เขาไปหา


"มันบอกว่ามีอาหารเตรียมไว้ให้" เปี๊ยกลูกตาขยาย "บอกว่าถ้าอยากกินก็ต้องไปหา"


จ่าคงตบหน้าเปี๊ยกเต็มแรง "สติไว้! นั่นคือวิญญาณปีศาจ!"


แต่คำพูดของเปี๊ยกทำให้หมวดวิทย์เกิดความคิดหนึ่ง "ถ้ามีคนอยู่แถวนี้จริงๆ ล่ะ? เราอาจจะได้ความช่วยเหลือ"


ทีมแบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งอยู่ประจำที่ อีกกลุ่มนำโดยหมวดวิทย์เองออกสำรวจพื้นที่ในรัศมีหนึ่งกิโลเมตร โดยใช้เชือกผูกกันไว้เพื่อไม่ให้หลง


หลังเดินทางประมาณสามชั่วโมง ในยามที่ความสิ้นหวังก่ำก้องที่สุด หมวดวิทย์เห็นแสงสว่างริบหรี่ในระยะไกล


"เป็นไฟ!" เขาร้องออกมาด้วยความโล่งใจ "มีบ้านคน!"


ทหารทั้งกลุ่มรีบเร่งฝีเท้าไปทางแสงนั้น แสงดูเหมือนมาจากหน้าต่างบ้านหลังเล็กๆ ในที่โล่ง ทุกคนรู้สึกว่าพบทิพย์แห่งความหวัง จนกระทั่งเข้าใกล้ในระยะร้อยเมตร


แสงนั้นเป็นเปลวไฟสีแดงส้ม ลอยอยู่กลางอากาศโดยไม่มีเชื้อเพลิง ไม่มีบ้าน ไม่มีผู้คน มีเพียงเปลวไฟที่ลอยขึ้นจากพื้นดินราวกับจะนำทางพวกเขาไป somewhere


จ่าคงซึ่งอยู่ในกลุ่มรีบตะโกน "หยุด! นั่นคือ 'ปีศาจไฟ'!"


แต่พลฯ บุญเกิดที่หิวโหยและเหนื่อยล้าสุดขีดไม่ฟังเสียงห้าม เขาวิ่งตรงไปหาเปลวไฟด้วยความหวังว่าจะเป็นเตาไฟของใครสักคน


"มีใครอยู่ไหม? ช่วยเราด้วย!"


เปลวไฟสว่างขึ้นทันที จากสีแดงส้มกลายเป็นสีเขียวเนตร แล้วบุญเกิดก็หยุดชะงัก ร่างของเขาแข็งทื่อ จากนั้นก็เริ่มเดินเข้าหาเปลวไฟช้าๆ


"บุญเกิด! กลับมา!" หมวดวิทย์ร้อง


แต่บุญเกิดไม่หัน มือเขายื่นออกไปจับเปลวไฟ และในพริบตา เปลวไฟนั้นก็พุ่งเข้าหาเขา กลืนกินร่างของเขาในแสงสีเขียววูบวาบ เสียงกรีดร้องสั้นๆ ดังก้องแล้วเงียบลง


เปลวไฟสลายไปพร้อมกับร่างของบุญเกิด


ไม่เหลืออะไรเลย ไม่แม้แต่เถ้าถ่าน


ทหารที่เหลือยืนตะลึงงัน ไม่มีใครพูดอะไรได้ จ่าคงคุกเข่าลง กล่าวคำภาวนาด้วยภาษาที่ไม่มีใครเข้าใจ


หมวดวิทย์มองดูจุดที่บุญเกิดหายไป สมองของเขาที่ถูกปลูกฝังด้วยวิทยาศาสตร์พยายามหาคำอธิบาย ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วเกินไป มันเป็นไปไม่ได้ที่มนุษย์จะสลายตัวไปอย่างสมบูรณ์แบบขนาดนั้น


"นั่น...นั่นมันอะไร?" เขาถามเสียงแผ่ว


"บางพื้นที่ในป่าลึกมี 'ประตู' ที่เราไม่ควรเข้าไป" จ่าคงตอบขณะลุกขึ้น "และเรากำลังยืนอยู่หน้าประตูหนึ่ง"


---


## ภาคห้า: ความจริงที่โหดร้ายกว่าความตาย


เหลือทหารเพียงเก้าคน หน่วยตัดสินใจเดินทางกลับโดยไม่คำนึงถึงภารกิจอีกต่อไป แต่การหาทางออกจากป่าที่ดูเหมือนมีชีวิตนี้กลายเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้


วันที่หก พลฯ สันติเริ่มพูดเป็นประโยคที่ต่อเนื่องได้ โดยยังคงถูกสิ่งที่ไม่รู้จักครอบงำอยู่


"พวกเจ้ามาหาพวกเรา...พวกเราหลับใหลใต้ดินมานาน...ต้องการชีวิตใหม่...ต้องการเลือดใหม่..."


จ่าคงพยายามทุกวิธีที่จะขับสิ่งนั้นออก แต่ไม่มีอะไรได้ผล พลังงานหรืออะไรบางอย่างในป่านี้กำลังเสริมกำลังให้กับสิ่งที่สิงร่างสันติ


ค่ำคืนนั้นเอง ความจริงบางอย่างก็ถูกเปิดเผยในวิธีที่น่าสยดสยองที่สุด


ขณะที่ทุกคนนั่งล้อมกองไฟเล็กๆ (ที่จ่าคงต้องทำพิธีป้องกันถึงจุดได้) พลฯ สันติหันมามองจ่าคง แล้วพูดด้วยเสียงที่เป็นทั้งของเขาและไม่ใช่เขา


"เจ้ารู้...เจ้ารู้มาตลอดว่าที่นี่คือที่ไหน"


จ่าคงสีหน้าเปลี่ยน


"นี่คือป่าช้าของพวกเรา...ของทหารที่หายไปในสงคราม...ทุกสงคราม..." เสียงพูดต่อ "เจ้ามาที่นี่ไม่ใช่เพื่อตามหาใคร...เจ้ามาเพื่อเป็นเครื่องสังเวย"


หมวดวิทย์และทหารคนอื่นๆ มองไปที่จ่าคง


"จ่าคง...นี่คือเรื่องจริงไหม?" หมวดวิทย์ถาม


จ่าคงหลับตาลง ใบหน้าแสดงความทุกข์ทรมานที่เขาซ่อนมาตลอด "หน่วยที่หายไป...ไม่มีอยู่จริง"


คำพูดนั้นเหมือนระเบิดในความเงียบ


"เราถูกส่งมาที่นี่...เพราะที่นี่คือ 'ที่กักกัน' สิ่งที่ออกไปจากป่านี้ไม่ได้...วิญญาณทหารที่ตายในสงครามแต่ไม่ยอมรับความตาย...พวกเขารวบรวมกันที่นี่...และต้องการร่างกายใหม่"


หมวดวิทย์ไม่เชื่อหูตัวเอง "หมายความว่าอย่างไร?"


"ทุกครั้งที่หน่วยทหารหายไปในป่านี้...ไม่ใช่เพราะถูกศัตรูฆ่า...แต่เพราะพวกเขาถูก 'แทนที่' วิญญาณในป่านี้สิงร่างพวกเขาแล้วเดินออกไปใช้ชีวิตในโลกมนุษย์...โดยที่ไม่มีใครรู้ว่า คนที่กลับมาไม่ใช่คนเดิมอีกแล้ว"


พลฯ สันติหัวเราะเยาะ เสียงหัวเราะนั้นเป็นเสียงชายหลายคนซ้อนกัน "และตอนนี้...ถึงตาพวกเจ้าแล้ว...เราต้องการร่างใหม่...ร่างที่แข็งแรง...ร่างที่ยังสดใหม่..."


ร่างของสันติลุกขึ้นยืน ท่าทางเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ตอนนี้ดูเป็นนักรบโบราณมากกว่าทหารสมัยใหม่


"เริ่มตั้งแต่ใครดี?" เสียงพูดในขณะที่ดวงตาขาวไร้มนุษยธรรมส่องมองไปรอบวง


จ่าคงรีบคว้าผ้าขาวม้าที่เหลืออยู่ผูกข้อมือตัวเองแล้วโยนให้คนอื่นๆ "ผูกไว้! มันจะปกป้องเราได้บ้าง!"


แต่มีเพียงหมวดวิทย์และอีกสองคนที่ทำตาม ที่เหลือต่างหยิบมีดหรือปืนออกมาเตรียมพร้อม สายตาไม่อยู่ในอารมณ์แล้ว


"สู้ไม่ได้" จ่าคงพูดด้วยความสิ้นหวัง "เราสู้กับสิ่งที่ตายไปแล้วไม่ได้"


---


## ภาคหก: การต่อสู้ในเงามืด


สิ่งที่เกิดขึ้นต่อไปคือฉากแห่งความสยองที่ไม่มีใครในกลุ่มจะลืม


ทหารที่ไม่ได้ผูกผ้าขาวม้าเริ่มหันอาวุธเข้าหากันเอง ดวงตาพวกเขาเปลี่ยนไป กลายเป็นสีขาวมัวเหมือนสันติ เสียงพูดเปลี่ยนเป็นภาษาโบราณที่ไม่คุ้นเคย พวกเขาโจมตีกันเองอย่างบ้าระห่ำ


จ่าคงและหมวดวิทย์พยายามช่วยแต่ไร้ประโยชน์ จ่าคงสาดน้ำมนต์ที่เหลืออยู่ทั้งหมด แต่ดูเหมือนจะมีผลน้อยลงทุกที


"พลังในป่านี้แข็งแรงเกินไป" จ่าคงร้อง "เราต้องหนี!"


แต่ทางหนีไปไหน?


พลฯ เปี๊ยกซึ่งยังปกติอยู่ชี้ไปทางหนึ่ง "มีแสง! ที่นั่น!"


คราวนี้ไม่มีใครรีบร้อนไปหาความสว่างอีกแล้ว แต่ดูเหมือนแสงนั้นคือทางเลือกเดียว


พวกวิ่งฝ่าความมืด ท่ามกลางเสียงร้องและเสียงต่อสู้ที่ดังมาจากข้างหลัง ทหารที่ถูกสิงติดตามมาด้วยความเร็วเหนือมนุษย์ บางคนคลานบนต้นไม้เหมือนสัตว์ บางคนเลื้อยบนพื้นดิน


แล้วพวกเขาก็มาถึงจุดหมายที่แท้จริงของภารกิจ


เป็นพื้นที่โล่งในป่าลึก กลางพื้นที่มีแท่นหินโบราณวางอยู่ รอบๆ แท่นมีซากเครื่องแบบทหารจากยุคต่างๆ วางเรียงราย บางชุดเก่าจากสมัยสงครามโลก บางชุดใหม่เป็นยุคปัจจุบัน บนแท่นหินมีอักษรโบราณจารึกไว้


จ่าคงหยุดชะงักเมื่อเห็นอักษรนั้น "นี่...นี่เป็นภาษาโบราณที่ผมเรียนจากตาของผม"


"มันว่าอะไร?" หมวดวิทย์ถามขณะหันหลังชนกันกับทหารที่เหลืออีกสองคน


"'ดินแดนแห่งวิญญาณที่หลงทาง...ผู้เข้ามาจะต้องเลือก...เสียสละหนึ่งเพื่อปกป้องกลุ่ม...หรือเสียสลายทั้งหมด...'"


เสียงก้าวเท้าเข้ามาใกล้ ทหารที่ถูกสิงมาถึงแล้ว จำนวนหกคน นำโดยสันติที่ตอนนี้ดูไม่เหลือเค้าความเป็นมนุษย์อีกต่อไป


"เลือก..." เสียงหลายคนพูดพร้อมกัน "เลือกเดี๋ยวนี้..."


จ่าคงมองไปที่หมวดวิทย์ แล้วไปที่ทหารสองคนที่เหลือ "ผม...ผมเป็นคนพาพวกคุณเข้ามา"


ก่อนที่ใครจะหยุดได้ จ่าคงเดินตรงไปหาหินแท่นนั้น แล้วใช้มีดกรีดฝ่ามือตัวเอง เลือดหยดลงบนอักษรโบราณ


"ผมขอเสนอตัวเองเป็นเครื่องสังเวย! ขอให้ปล่อยลูกน้องของผมออกไป!"


แสงสว่างจ้าจากแท่นหินส่องทั่ว clearing เสียงกรีดร้องของวิญญาณดังขึ้น ทหารที่ถูกสิงล้มลงดิ้นทุรนทุราย วิญญาณสีดำลอยออกจากร่างพวกเขา แล้วถูกดูดเข้าสู่แท่นหิน


ร่างของจ่าคงเริ่มสว่างขึ้น "รีบไป! ทางออกอยู่หลังต้นตะเคียนใหญ่!"


หมวดวิทย์ไม่ยอมทิ้ง "จ่าคง!"


"ไปเดี๋ยวนี้! นี่คือหน้าที่ของผม!"


---


## ภาคสุดท้าย: ทางออกที่ไม่ใช่จุดสิ้นสุด


หมวดวิทย์และทหารที่เหลืออีกสองคนวิ่งไปทางที่จ่าคงบอก ผ่านต้นตะเคียนใหญ่ แล้วพบว่าตัวเองอยู่ริมป่าทันที ถนนลูกรังอยู่ข้างหน้า รถยนต์คันหนึ่งกำลังแล่นผ่าน


พวกเขารอด


แต่สิ่งที่รออยู่ข้างหน้ากลับเป็นคำถามมากกว่าคำตอบ


เมื่อกลับถึงฐาน พวกเขารายงานว่าจ่าคงและคนอื่นๆ เสียชีวิตในการปะทะกับกองโจร แต่หมวดวิทย์รู้ดีว่าเรื่องจริงซับซ้อนกว่านั้นมาก


คืนแรกที่กลับมา หมวดวิทย์ฝันเห็นจ่าคง ยืนอยู่กลางป่า ใบหน้าสงบ "ดูแลคนที่รอดให้ดี...และจำไว้ว่า...สงครามไม่เคยจบเมื่อปืนกลหยุดยิง..."


เช้าวันต่อมา พลฯ สันติซึ่งรอดกลับมากับพวกเขาตื่นขึ้นมาด้วยความทรงจำทั้งหมดกลับคืนมา เขาร้องไห้ทั้งวัน จำได้ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น จำได้ว่าวิญญาณอะไรสิงเขาและใช้ร่างเขาทำอะไรบ้าง


หนึ่งสัปดาห์ต่อมา ทหารสองคนที่รอดมาด้วยกันตัดสินใจลาออก ทั้งคู่ไม่สามารถกลับมาใช้ชีวิตปกติได้อีก


ส่วนหมวดวิทย์...เขายังคงรับราชการ แต่เปลี่ยนไปคนละคน เขาศึกษาวิชาโบราณ เรียนรู้เกี่ยวกับความเชื่อเรื่องวิญญาณและสิ่งที่วิทยาศาสตร์อธิบายไม่ได้


และทุกๆ ปี ในวันครบรอบเหตุการณ์นั้น หมวดวิทย์จะกลับไปที่ริมป่าที่พวกเขาออกมา เขาจะจุดธูปสามดอกและกล่าวคำขอบคุณจ่าคง


บางครั้ง...ในคืนที่ดวงจันทร์มืดสนิท เขารู้สึกว่ามีใครยืนอยู่หลังเขา หันกลับไปก็ไม่เห็นใคร แต่ได้ยินเสียงกระซิบแผ่วๆ ในสายลม


"เรายังอยู่...เรายังเฝ้าระวัง..."


---


## คำส่งท้าย


หลายปีผ่านไป เรื่องราวของหน่วย "ฝูงหมาป่า" กลายเป็นตำนานในหมู่ทหารพราน บางคนเชื่อ บางคนไม่เชื่อ แต่ทุกคนที่ได้ยินเรื่องนี้ต่างรู้ดีว่า ป่าลึกแห่งนั้นยังคงเก็บความลับมากมาย


สงครามอาจจบลงบนแผนที่การสู้รบ แต่ในดินแดนแห่งความทรงจำและวิญญาณ สงครามยังคงดำเนินต่อไป ความตายในสนามรบอาจเป็นจุดจบของร่างกาย แต่ไม่ใช่จุดจบของทุกสิ่ง


บางทีในค่ำคืนอันมืดมิด บนจุดปฏิบัติการลาดตระเวนบางแห่ง ทหารอาจได้ยินเสียงกระซิบในสายลม หรือเห็นเงาร่างทหารจากอดีตที่ยังเดิน patrol อยู่ ไม่รู้ว่าเป็นภาพลวงตาหรือความจริง


จ่าคงเคยพูดไว้ก่อนเข้าป่าครั้งนั้น: "ในป่าลึก มีอะไรมากกว่าที่ตาเห็นนะหนูเอ๊ย ไม่ใช่แค่ข้าศึกเท่านั้นที่เราต้องระวัง บางครั้งศัตรูที่มองไม่เห็น น่ากลัวยิ่งกว่าหลายเท่า"


และบางครั้ง...สิ่งที่เราคิดว่าเป็นศัตรู อาจเป็นเพียงวิญญาณที่หลงทาง กำลังหาทางกลับบ้านเหมือนกัน


เพียงแต่ว่าบ้านของพวกเขา กับบ้านของเรา อาจไม่ใช่สถานที่เดียวกันอีกต่อไป...


---

*เรื่องราวนี้สร้างขึ้นจากจินตนาการ แต่สะท้อนความจริงบางประการเกี่ยวกับประสบการณ์เหนือธรรมชาติที่ทหารหลายคนเล่าขานกัน แม้วิทยาศาสตร์จะก้าวไกล แต่ยังมีสิ่งในโลกนี้ที่ตรรกะอธิบายไม่หมด มันอาจเป็นเพียงความเชื่อ แต่อย่างน้อยก็สอนให้เราเคารพในสิ่งที่ไม่เข้าใจ*

0 $type={blogger}:

แสดงความคิดเห็น

👻 ฟังเรื่องหลอน
✅ รองรับ PC & Mobile
พร้อมใช้งาน
ขับเคลื่อนโดย Blogger.

ผู้ติดตาม

สั่งกล่องพัสดุ 750 ส่งฟรี

✨ 750 ส่งฟรี ✨
โลโก้ ตุ้ยคุ้ยเรื่องหลอน

บทความ

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

**คนออนไลน์:** ...
ตุ้ยคุ้ยเรื่องหลอน: รวมเรื่องผี เรื่องเล่าสยองขวัญ และตำนานอาถรรพ์ © 2013 Published By Gooyaabi Templates Supported by Best Blogger Templates and Premium Blog Templates - Web Design