น่ากลัวจากชายแดน

 เสียงลมหวีดหวิวพัดมาจากทิวเขาด้านหลังหมู่บ้าน กลิ่นดินชื้นเจือกลิ่นพืชป่าลอยเอื่อยมาตามลม ชายแดนแห่งนี้มักมีเรื่องราวแปลกประหลาดซ่อนอยู่ใต้เงาไม้ใหญ่และในสายน้ำของแม่น้ำโขงเสมอ เป็นดินแดนที่ความเชื่อโบราณกับโลกสมัยใหม่ปะปนกันอย่างแยกไม่ออก ผู้คนใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย แต่ก็ไม่เคยห่างจากเรื่องเล่าขานถึงอาถรรพ์และสิ่งลี้ลับที่มองไม่เห็น เรื่องราวที่เราจะเล่าให้ฟังวันนี้ก็เป็นหนึ่งในนั้น มันเริ่มต้นขึ้นจากความอยากลองดีของชายหนุ่มคนหนึ่ง ที่สุดท้ายแล้ว นำพาหายนะมาสู่ชีวิตและครอบครัวของเขาอย่างไม่คาดฝัน


ชายหนุ่มคนนั้นมีชื่อว่า "พร" เขาไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร แต่ก็ไม่ใช่คนดีเลิศ เขาเป็นคนหนุ่มที่ไฟแรง มีความทะเยอทะยานสูง อยากมีอยากได้เหมือนคนอื่นๆ ในหมู่บ้านชายแดนแห่งนี้ การทำไร่ทำสวนหรือรับจ้างทั่วไปมันไม่พอ พรเห็นเพื่อนร่วมรุ่นหลายคนไปทำงานในเมืองใหญ่บ้าง ไปค้าขายที่ชายแดนอีกฝั่งบ้าง แล้วกลับมาพร้อมเงินทองและชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม ไอ้พรเองก็อยากมีแบบนั้นบ้าง แต่เขาไม่มีทั้งทุน ไม่มีเส้นสาย ไม่มีโอกาส


คืนหนึ่ง หลังจากการรวมกลุ่มกินเหล้าขาวเคล้าเสียงแคนในศาลาหมู่บ้าน พรนั่งฟังผู้เฒ่าผู้แก่พูดถึงเรื่องเก่าๆ เรื่องเล่าขานถึงของขลัง ของวิเศษ ที่สามารถเปลี่ยนชีวิตคนได้เพียงชั่วข้ามคืน หนึ่งในนั้นคือเรื่องของ "หนังหน้าไฟ"


"โอย หนังหน้าไฟนี่มันของแรงจริงๆ นะไอ้หนุ่ม" ลุงจันทร์ตาเฒ่าที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก เอ่ยขึ้นพลางจิบเหล้าขาวรสขม

"มันคืออะไรครับลุง" พรถามด้วยความสนใจระคนสงสัย

"มันคือวิชาอาคมที่เขาว่ากันว่า ศักดิ์สิทธิ์นัก มันเอาหนังหน้าผี ที่ตายโหงตายห่า เอามาปลุกเสก ให้วิญญาณมันสิงสถิตอยู่ เพื่อคอยช่วยเหลือคนใช้ มันจะทำให้เจ้าของมีเสน่ห์ มีอำนาจ ค้าขายร่ำรวย อยู่ยงคงกระพัน แต่ว่า..." ลุงจันทร์หยุดเว้นวรรค ดวงตาเฒ่าจ้องมองออกไปนอกศาลาที่มืดมิด

"แต่อะไรครับลุง" พรเร่งเร้า

"แต่ว่า...มันมีของแลกเปลี่ยนที่แพงลิบลิ่ว ไม่มีใครหรอกที่ได้ของดีมาฟรีๆ เจ้าของวิชาต้องคอยสังเวย คอยเซ่นไหว้ มันจะเอาชีวิตคนทั้งเป็นไปแลกกับความสุขชั่วคราว ไม่ตายในวันนี้ก็ตายในวันหน้า แถมยังลากเอาคนในครอบครัวไปด้วย พวกที่ลองดีวิชานี้สุดท้ายแล้วไม่เคยมีใครได้ดีจริงๆ จบไม่สวยสักราย"


คำพูดของลุงจันทร์ไม่ได้ทำให้พรกลัวอย่างที่ลุงหวังเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม มันยิ่งจุดประกายความอยากรู้และความโลภในใจพรให้ลุกโชน พรคิดว่า นี่แหละคือทางลัดที่เขาตามหา เรื่องผีสางเทวดาน่ะมันเรื่องของคนขี้แพ้ที่ไม่มีปัญญาจะสู้หรอก เขามั่นใจในตัวเองว่าแข็งแกร่งพอ และจะสามารถควบคุมวิชาพวกนี้ได้


พรเริ่มสืบหาข้อมูลอย่างลับๆ เขาถามไถ่จากคนนู้นคนนี้ จนในที่สุดเขาก็ได้ยินข่าวลือถึงหมอผีเฒ่าคนหนึ่ง ที่ปลีกวิเวกไปอยู่ในป่าลึกใกล้ชายแดน ห่างจากหมู่บ้านไปหลายสิบกิโลเมตร ว่ากันว่าหมอผีผู้นี้แก่หงำเหงือก อายุเป็นร้อยปี ไม่สุงสิงกับใคร แต่มีวิชาอาคมแก่กล้า ทั้งคุณไสยมนต์ดำ มนต์ขาว พรไม่รอช้ารีบจัดแจงเสบียงและเดินทางมุ่งหน้าเข้าป่าไปทันที


การเดินทางเข้าไปในป่านั้นยากลำบาก เส้นทางรกทึบเต็มไปด้วยหนามและเถาวัลย์ เสียงสัตว์ป่าร้องกึกก้องไปทั่ว บรรยากาศเงียบสงัดจนได้ยินเพียงเสียงหัวใจตัวเองเต้นตุบตับ พรใช้เวลาเดินป่าอยู่ครึ่งค่อนวัน จนกระทั่งเขามาถึงกระท่อมร้างเก่าคร่ำคร่ากลางป่าลึก กระท่อมหลังนั้นสร้างด้วยไม้เก่าๆ มุงหลังคาด้วยจากพังๆ รอบกระท่อมเต็มไปด้วยซากกิ่งไม้ใบหญ้าแห้งเหี่ยวส่งกลิ่นอับชื้นชวนขนลุก


พรตัดสินใจผลักประตูไม้เก่าๆ เข้าไป ภายในกระท่อมมืดสลัว กลิ่นธูปและยาเส้นคละคลุ้งไปทั่ว มีกองฟืนเล็กๆ ก่อไฟให้ความอบอุ่น และหมอผีเฒ่าตัวเล็กผอมบาง นั่งขดตัวอยู่กลางกระท่อม ดวงตาของแกเฒ่าทว่าคมกริบราวกับดวงตาเหยี่ยว จ้องมองพรอย่างประเมิน พรเล่าถึงความต้องการของเขาอย่างใจเย็น พรรณนาถึงความยากลำบากในชีวิต และความปรารถนาที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้น


หมอผีเฒ่านั่งฟังอย่างเงียบงัน ใบหน้าไม่มีรอยยิ้มหรือแววตาใดๆ จนกระทั่งพรพูดจบ หมอผีก็เอ่ยขึ้นด้วยเสียงแหบพร่า ฟังดูเหมือนเสียงใบไม้แห้งเสียดสีกัน "เจ้าหนุ่ม เจ้าไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่เจ้าต้องการ มันแลกมาด้วยอะไร"

"ผมรู้ครับลุงหมอ ผมพร้อมที่จะแลกทุกอย่าง ขอแค่ผมได้สิ่งที่ต้องการ" พรตอบอย่างไม่ลังเล

"เจ้าคิดว่าเจ้าจะควบคุมมันได้หรือ? วิญญาณที่ถูกจองจำในหนังหน้าไฟ มันไม่ใช่ทาสรับใช้ มันคือดวงวิญญาณที่เต็มไปด้วยความแค้น ความอาฆาตที่ยังไม่ได้ปลดปล่อย มันจะช่วยเหลือเจ้าจริง แต่เมื่อถึงเวลาที่มันอิ่มหนำ มันก็จะเริ่มทวงคืน" หมอผีเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจัง

"ผมจะดูแลมันอย่างดีที่สุด จะเซ่นไหว้บูชาไม่ให้ขาด" พรยืนกราน


หมอผีเฒ่าถอนหายใจยาว แล้วก็ค่อยๆ ลุกขึ้น แกเดินไปหยิบกล่องไม้เก่าๆ ที่วางอยู่บนหิ้ง มันเป็นกล่องไม้สีดำขลับที่ถูกปิดผนึกด้วยสายสิญจน์หลายเส้น พรเห็นแค่นั้นก็รู้สึกตื่นเต้นจนหัวใจแทบจะหลุดออกมาจากอก หมอผีเปิดกล่องออก ภายในนั้นมีห่อผ้าสีดำวางอยู่ แกค่อยๆ คลี่ผ้าออก เผยให้เห็นวัตถุสีดำคล้ำเล็กเท่าฝ่ามือ มีลักษณะเป็นแผ่นหนังที่แห้งกรัง รูปทรงคล้ายใบหน้าคน แต่บิดเบี้ยวผิดรูป กลิ่นสาบสางคาวเลือดโชยออกมาทันทีที่ผ้าถูกเปิดออก พรได้กลิ่นแล้วถึงกับผงะ ถอยหลังไปโดยไม่รู้ตัว


"นี่คือหนังหน้าไฟ ของที่เจ้าต้องการ" หมอผีกล่าวเสียงเรียบ "หนังผีตนนี้เป็นของคนตายโหง ถูกฆ่าตายในป่าลึก ด้วยความแค้นพยาบาทแรงกล้า จึงถูกนำมาปลุกเสกตามวิชาโบราณ ผีตนนี้มีฤทธิ์ร้ายกาจนัก หากเจ้าใช้มันในทางที่ถูกต้อง มันจะช่วยเจ้าได้ทุกอย่าง แต่หากเจ้าผิดคำสาบาน หรือไม่ดูแลมันให้ดี มันจะกลับมาเอาชีวิตเจ้า และคนรอบข้างเจ้าไปจนหมดสิ้น ไม่เหลือแม้แต่คนเดียว"


หมอผีร่ายมนต์คาถาด้วยเสียงที่ฟังไม่รู้เรื่อง ราวกับภาษาโบราณที่หลงเหลืออยู่จากยุคสมัยอันไกลโพ้น พรรับหนังหน้าไฟมาถือไว้ในมือ มันเย็นเฉียบราวกับน้ำแข็ง และรู้สึกเหมือนมีบางอย่างเต้นตุบๆ อยู่ข้างใน ไม่ใช่หัวใจ แต่เป็นพลังงานบางอย่างที่น่าสะพรึงกลัว หมอผีมอบยันต์และบทสวดบางอย่างให้พร พร้อมกำชับว่าต้องสวดบูชาทุกคืนวันพระ และห้ามให้ใครรู้เรื่องนี้เป็นอันขาด


หลังจากได้สิ่งที่ต้องการ พรก็รีบเดินทางกลับบ้านด้วยใจที่พองโต เขามั่นใจว่าชีวิตของเขาจะเปลี่ยนไปนับจากนี้เป็นต้นไป เขาจะรวย จะมีอำนาจ จะไม่มีใครมาดูถูกเขาได้อีกแล้ว


ในตอนแรก หนังหน้าไฟก็เหมือนจะทำตามคำสั่งของพรอย่างว่าง่าย พรเริ่มใช้มันในการเล่นการพนันเล็กๆ น้อยๆ ที่บ่อนแถวชายแดน เขาชนะเกือบทุกครั้งจนได้เงินมาจำนวนหนึ่ง จากนั้นเขาลองนำไปใช้ในการค้าขายเล็กๆ น้อยๆ ปรากฏว่าของที่เขาเอาไปขายก็หมดเกลี้ยงราวกับมีคนมาดลใจให้ซื้อ คนที่ไม่เคยสนใจเขาก็หันมาสนใจพูดคุยกับเขามากขึ้น พรรู้สึกราวกับตัวเองมีพลังอำนาจวิเศษอยู่ในมือ ความทะนงตัวและอีโก้ของเขาพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ จนลืมคำเตือนของหมอผีเฒ่าไปจนหมดสิ้น


แต่แล้ว... ความผิดปกติก็เริ่มปรากฏขึ้น พรเริ่มได้ยินเสียงกระซิบแว่วๆ อยู่ข้างหูในยามที่เขาอยู่คนเดียวในห้อง มันเป็นเสียงที่แหบพร่า สลับกับเสียงหัวเราะเบาๆ ที่ฟังดูเย็นเยือก เขาคิดว่าตัวเองคงจะหูแว่ว หรืออาจจะเพลียจากการเดินทางและใช้งานหนังหน้าไฟมากเกินไป


กลางดึกคืนหนึ่ง พรตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกเหมือนมีใครกำลังจ้องมองเขาอยู่ เมื่อลืมตาขึ้นมาเขาก็ไม่เห็นอะไร แต่สัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง ราวกับมีลมเย็นพัดผ่านไปบนผิวหนังของเขา เขาพยายามมองไปรอบๆ ห้องที่มืดสนิท แต่มองไม่เห็นอะไร นอกจากเงาตะคุ่มๆ ที่ดูเหมือนจะขยับได้เองในมุมห้อง พรลุกขึ้นนั่งบนเตียง เปิดไฟ และสำรวจไปทั่วห้อง แต่ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ


เหตุการณ์แปลกประหลาดเริ่มถี่ขึ้นเรื่อยๆ หมาวัดที่เคยวิ่งไล่เห่าผู้คน เมื่อมาถึงหน้าบ้านพร มันกลับหอนหงิงๆ แล้ววิ่งหนีไปอย่างไม่คิดชีวิต ราวกับเห็นอะไรบางอย่างที่น่ากลัว พี่สาวของพรบ่นว่ามักได้ยินเสียงแปลกๆ ในครัวตอนดึกๆ ราวกับมีใครกำลังทำอาหารอยู่ ทั้งๆ ที่ทุกคนในบ้านเข้านอนกันหมดแล้ว ส่วนน้องชายคนเล็กของพรที่เป็นเด็กขี้กลัว ก็เริ่มร้องไห้กลางดึกเกือบทุกคืน เขาบอกว่าเห็นเงาดำๆ รูปร่างสูงใหญ่ ยืนอยู่ปลายเตียงจ้องมองมาที่เขา


พรพยายามปลอบตัวเองว่ามันเป็นเรื่องบังเอิญ หรือเป็นผลจากความกังวลที่เขาต้องแบกรับ แต่ในใจลึกๆ เขากลับเริ่มรู้สึกไม่สบายใจ เขาเริ่มเห็นเงาดำๆ แวบไปแวบมาตามหางตาบ่อยขึ้น ได้ยินเสียงกระซิบชัดเจนขึ้น และสัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือกที่เกาะกุมอยู่รอบกายตลอดเวลา


วันหนึ่ง พรตื่นมาพร้อมกับอาการปวดเมื่อยไปทั่วทั้งตัว เมื่อมองดูตัวเองในกระจก เขาก็พบรอยช้ำสีเขียวช้ำม่วงเป็นจ้ำๆ ขึ้นมาบนผิวหนังของเขาอย่างไม่มีสาเหตุ ราวกับมีใครมาบีบนวด หรือลงมือซ้อมเขาตลอดทั้งคืน พรเริ่มสับสนและหวาดกลัว เขาพยายามจะทิ้งหนังหน้าไฟ ทิ้งมันลงแม่น้ำโขง หรือไม่ก็เอาไปฝังดิน แต่ทุกครั้งที่เขาคิดจะทำ หนังหน้าไฟที่เก็บอยู่ในหีบก็จะร้อนผ่าวขึ้นมา ราวกับมีชีวิต แล้วความรู้สึกกดดันอย่างหนักอึ้งก็จะถาโถมเข้าใส่เขาจนแทบหายใจไม่ออก


คืนนั้น พรนอนไม่หลับ เขารู้สึกเหมือนมีใครกำลังหายใจรดต้นคออยู่ตลอดเวลา เมื่อพลิกตัวหันกลับไป ก็เห็นดวงตาแดงก่ำสองดวงลอยเด่นอยู่ในความมืด สองดวงตานั้นจ้องมองมาที่เขาด้วยความอาฆาต พรกรีดร้องสุดเสียง ดวงตาเหล่านั้นก็พลันหายไป ความหวาดกลัวเข้าเกาะกุมจิตใจของพรอย่างสมบูรณ์แบบ เขารู้แล้วว่าสิ่งที่เขากำลังเผชิญหน้าอยู่คืออะไร วิญญาณที่สิงสถิตอยู่ในหนังหน้าไฟ มันไม่ยอมให้เขาเป็นอิสระ


ในตอนเช้า แม่ของพรล้มป่วยลงอย่างกะทันหัน เธอมีไข้สูง ตัวร้อนจัด และซึมลงอย่างรวดเร็ว ไม่มีใครในหมู่บ้านอธิบายอาการป่วยของเธอได้ หมอชาวบ้านที่มารักษาก็ส่ายหน้า อาการของแม่ทรุดลงอย่างรวดเร็วจนน่าใจหาย พรเดินไปนั่งเฝ้าแม่อยู่ข้างเตียง ในใจเต็มไปด้วยความหวาดกลัว เขาเหลือบไปเห็นเงาดำๆ คล้ายคนร่างสูงใหญ่ยืนอยู่ตรงปลายเตียงของแม่ มันจ้องมองมาที่เขา แล้วค่อยๆ ยกมือที่ดำทะมึนขึ้นชี้มาที่ร่างที่ซูบผอมของแม่ พรได้ยินเสียงกระซิบเย็นๆ แว่วมาว่า "ข้าจะเอาคืน...คนในครอบครัวเจ้าจะต้องชดใช้..."


พรเข้าใจในทันที สิ่งที่เขากลัวที่สุดกำลังจะกลายเป็นจริง หนังหน้าไฟไม่ได้แค่ตามกลับบ้าน แต่มันกำลังจะพรากคนที่เขารักไปทีละคน เพื่อชดเชยสิ่งที่เขาได้มาด้วยความโลภของตัวเอง เขามองออกไปนอกหน้าต่าง ดวงอาทิตย์กำลังขึ้น แสงสีทองสาดส่องลงมา แต่ในใจของพรกลับมืดมิดราวกับตกอยู่ในนรกทั้งเป็น เขาได้เปิดประตูนรกให้เข้ามาในบ้านของเขาเองแล้ว และมันกำลังจะเอาทุกสิ่งทุกอย่างไป


นี่คือจุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรมที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น สิ่งที่พรได้มานั้นมีราคาแพงลิบลิ่ว เกินกว่าที่ชีวิตทั้งชีวิตของเขาจะจ่ายไหว เมื่อเราได้รู้เรื่องนี้แล้ว ในตอนถัดไปเราจะมาดูกันว่า วิญญาณร้ายตนนี้ได้ก่อความหายนะให้กับครอบครัวของพรอย่างไร และพรจะต้องทำอย่างไรเพื่อหยุดยั้งมัน ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไปจนไม่มีอะไรเหลือเลย.

0 $type={blogger}:

แสดงความคิดเห็น

👻 ฟังเรื่องหลอน
✅ รองรับ PC & Mobile
พร้อมใช้งาน
ขับเคลื่อนโดย Blogger.

ผู้ติดตาม

สั่งกล่องพัสดุ 750 ส่งฟรี

✨ 750 ส่งฟรี ✨
โลโก้ ตุ้ยคุ้ยเรื่องหลอน

บทความ

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

**คนออนไลน์:** ...
ตุ้ยคุ้ยเรื่องหลอน: รวมเรื่องผี เรื่องเล่าสยองขวัญ และตำนานอาถรรพ์ © 2013 Published By Gooyaabi Templates Supported by Best Blogger Templates and Premium Blog Templates - Web Design