ห้องขังเฮี้ยน

ห้องขังเฮี้ยน! ผู้ต้องหาถูกวิญญาณบีบคอตายคาโรงพัก (เรื่องเล่าจากตำรวจ)


***


ในคืนที่เงียบสงบของโรงพักแห่งหนึ่ง เสียงโซ่กุญแจดังก้องไปตามทางเดินที่มีแสงไฟส่องสว่างเพียงไม่กี่จุด ทุกคืนเป็นเช่นนี้เสมอ เงียบสงบ น่าขนลุก และเต็มไปด้วยบรรยากาศที่ทำให้ผู้คนรู้สึกไม่สบายใจ แต่สำหรับข้าราชการตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่เฝ้ายาม มันเป็นเพียงความเคยชินที่ต้องเผชิญทุกวัน


วันนี้ผมจะพาทุกคนไปสัมผัสกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง เรื่องราวที่ไม่มีใครอยากเชื่อ แต่กลับมีพยานหลักฐานและคำให้การจากเจ้าหน้าที่หลายคนที่ประจำอยู่ในโรงพักแห่งนั้น นี่คือเรื่องราวของห้องขังที่ถูกเรียกว่า "ห้องขังเฮี้ยน" สถานที่ที่ไม่มีใครอยากเข้าไป และไม่มีใครอยากกล่าวถึง


เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อประมาณสิบห้าปีก่อน ในโรงพักแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ในจังหวัดภาคกลาง โรงพักนี้สร้างมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ห้า เป็นอาคารเก่าแก่ที่มีโครงสร้างแบบโคโลเนียล กำแพงหนา ฝ้าเพดานสูง และมีห้องขังอยู่ในชั้นใต้ดิน เนื่องจากสมัยก่อนเชื่อว่าการขังนักโทษไว้ใต้ดินจะทำให้พวกเขาสำนึกผิดมากขึ้น


ห้องขังในชั้นใต้ดินทั้งหมดมีอยู่สิบห้องด้วยกัน แต่มีห้องหนึ่งที่เป็นพิเศษ นั่นคือห้องหมายเลขสิบสาม ห้องนี้ตั้งอยู่สุดทางเดินด้านซ้ายมือ ถัดจากห้องน้ำเก่าที่ไม่มีใครใช้แล้ว มันเป็นห้องที่มืดที่สุด เย็นที่สุด และเงียบที่สุดในโรงพักแห่งนี้


ด้วยความที่ห้องนี้อยู่ไกลจากจุดอื่นๆ และมีบรรยากาศที่น่าขนลุก เจ้าหน้าที่จึงไม่นิยมนำนักโทษมาขังในห้องนี้ มันถูกใช้เฉพาะกรณีที่ห้องอื่นเต็มหมด หรือเมื่อมีนักโทษที่ดื้อรั้นและต้องการการปราบปรามเป็นพิเศษ เพราะบรรยากาศในห้องนี้เพียงอย่างเดียวก็เพียงพอที่จะทำให้ใครก็ตามที่เข้าไปรู้สึกหวาดกลัวและยอมรับผิด


จนกระทั่งคืนหนึ่งในเดือนตุลาคม คืนที่ท้องฟ้าครึ้มและลมพัดแรง ได้มีผู้ต้องหาคนหนึ่งถูกนำตัวเข้ามาที่โรงพักนี้ ชายคนนี้ชื่อสมพงษ์ อายุสี่สิบสองปี เป็นคนที่มีประวัติอาชญากรรมยาวนาน ทั้งการลักทรัพย์ การทำร้ายร่างกาย และที่ร้ายแรงที่สุดคือข้อหาฆ่าคนตาย เขาถูกจับกุมในข้อหาฆ่าหญิงสาวคนหนึ่งที่เป็นแฟนสาวของเขา ด้วยความโกรธและหึงหวง


สมพงษ์เป็นคนที่ดูน่ากลัว ผิวคล้ำ ตัวสูง รอยสักเต็มตัว สีหน้าดุดัน และดวงตาที่เย็นชา ไม่มีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีใดๆ เมื่อเขาถูกนำตัวมาถึงโรงพัก เขาก็ไม่ได้แสดงความกลัวหรือเสียใจใดๆ กลับดูเหมือนกับว่าเขาภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองทำ


สารวัตรประจำโรงพักในคืนนั้นชื่อว่า สิบเอกสมชาย ผู้ชายวัยกลางคนที่มีประสบการณ์ในการทำงานมากว่ายี่สิบปี เขาเคยเห็นนักโทษมามากมายหลายประเภท แต่เมื่อเขาเห็นสมพงษ์ เขารู้สึกได้ทันทีว่ามีบางอย่างผิดปกติกับชายคนนี้ มันไม่ใช่แค่สีหน้าที่ดุดัน แต่มันคือพลังงานที่เขาปล่อยออกมา พลังงานที่มืดมน น่ากลัว และเต็มไปด้วยความชั่วร้าย


สิบเอกสมชายตัดสินใจที่จะขังสมพงษ์ไว้ในห้องหมายเลขสิบสาม เนื่องจากห้องอื่นๆ เต็มหมด และเขาก็คิดว่าบรรยากาศในห้องนั้นอาจจะช่วยทำให้สมพงษ์สำนึกผิดได้บ้าง เขาจึงสั่งให้เจ้าหน้าที่คนอื่นนำสมพงษ์ลงไปที่ห้องขังชั้นใต้ดิน


เมื่อสมพงษ์ถูกนำลงไปถึงห้องหมายเลขสิบสาม เขาไม่ได้แสดงความกลัวใดๆ กลับยิ้มเยาะและพูดว่า "ห้องนี้ดีนี่ เงียบสงบ เหมาะกับผมมาก" เจ้าหน้าที่ที่นำเขาลงไปรู้สึกขนลุกกับคำพูดนั้น แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ล็อคประตูห้องขังแล้วรีบเดินออกมา


คืนนั้นเป็นคืนที่เงียบสงบ สิบเอกสมชายนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานของเขา ทำเอกสารและตรวจสอบกล้องวงจรปิดตามปกติ ห้องขังในชั้นใต้ดินไม่มีกล้องวงจรปิด เนื่องจากมันเป็นส่วนเก่าของอาคารที่ยังไม่ได้รับการปรับปรุง เจ้าหน้าที่จึงต้องลงไปตรวจตราด้วยตัวเองทุกๆ สองชั่วโมง


เวลาผ่านไปประมาณสองชั่วโมง สิบเอกสมชายตัดสินใจที่จะลงไปตรวจตราห้องขังในชั้นใต้ดิน เขาเดินลงบันไดที่มืดมิด ถือไฟฉายส่องทาง เสียงฝีเท้าของเขาก้องไปตามทางเดิน บรรยากาศในชั้นใต้ดินเย็นเฉียบ อากาศหนาวเสมอ แม้ในฤดูร้อนก็ตาม


เขาเดินไปตรวจห้องขังทีละห้อง ตรวจดูว่านักโทษทุกคนนอนหลับหรือยัง ทุกอย่างดูเป็นปกติจนกระทั่งเขามาถึงห้องหมายเลขสิบสาม เมื่อเขาเดินเข้าไปใกล้ เขารู้สึกได้ว่าอากาศรอบตัวหนาวขึ้นอย่างผิดปกติ ขนลุกและรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างไม่ถูกต้อง


เขาเดินไปที่ประตูห้องขัง ส่องไฟฉายเข้าไปข้างใน แต่ที่แปลกคือไฟฉายของเขากะพริบริบหรี่ แสงไม่สว่างเท่าที่ควร เขาเห็นสมพงษ์นั่งอยู่ที่มุมห้อง หันหลังให้กับประตู ไม่เคลื่อนไหว ไม่มีเสียงใดๆ


สิบเอกสมชายเคาะประตูเบาๆ และถามว่า "เฮ้ คุณสบายดีไหม" แต่สมพงษ์ไม่ตอบ เขายังคงนั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น สิบเอกสมชายเริ่มรู้สึกไม่สบายใจ เขาเรียกอีกครั้ง ครั้งนี้เสียงดังขึ้น "เฮ้ ผมถามคุณอยู่นะ คุณสบายดีไหม"


ยังคงไม่มีคำตอบ สิบเอกสมชายตัดสินใจที่จะเปิดประตูเข้าไปตรวจสอบ เขาหยิบกุญแจ เปิดประตู และเดินเข้าไปในห้องขังอย่างระมัดระวัง เมื่อเขาเข้าไปใกล้ เขาก็เห็นว่าสมพงษ์ยังคงนั่งอยู่ตรงนั้น ไม่เคลื่อนไหว แต่ที่แปลกคือมือของสมพงษ์อยู่ที่คอของเขาเอง เหมือนกับว่าเขากำลังบีบคอตัวเอง


"คุณทำอะไรอยู่" สิบเอกสมชายถามด้วยความตกใจ เขาเดินเข้าไปใกล้และจับไหล่สมพงษ์ แต่ในทันทีที่เขาสัมผัสไหล่ของสมพงษ์ ร่างของชายคนนั้นก็ล้มลงมาข้างหน้า


สิบเอกสมชายสะดุ้งและถอยหลัง เขาส่องไฟฉายไปที่ใบหน้าของสมพงษ์ และสิ่งที่เขาเห็นทำให้เขาตกใจจนเกือบกรีดร้อง สีหน้าของสมพงษ์บิดเบี้ยวด้วยความกลัว ดวงตาเหลือก ปากอ้าง และที่คอของเขามีรอยช้ำสีม่วงเข้มที่ชัดเจน เหมือนกับว่ามีใครบางคนใช้มือบีบคอเขาจนตาย


แต่สิ่งที่ทำให้สิบเอกสมชายตกใจมากที่สุดไม่ใช่รอยช้ำที่คอ แต่คือลักษณะของรอยนั้น รอยช้ำนั้นมีรูปร่างเหมือนมือคน แต่มันใหญ่กว่ามือของมนุษย์ปกติ และที่น่ากลัวที่สุดคือมีรอยนิ้วมือทั้งหมดสิบนิ้ว ไม่ใช่ห้านิ้วเหมือนมือของคนปกติ


สิบเอกสมชายรีบวิ่งออกจากห้องขัง เขาตะโกนเรียกเจ้าหน้าที่คนอื่น พวกเขารีบวิ่งลงมาทันที และเมื่อพวกเขาเห็นสมพงษ์ที่ตายอยู่ในห้องขัง ทุกคนต่างก็ตกใจและตื่นกลัวไปหมด


เจ้าหน้าที่รีบแจ้งเหตุไปยังสถานีตำรวจใหญ่ และในไม่ช้า ทีมสืบสวนก็เข้ามาถึง พวกเขาตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ ตรวจร่างของสมพงษ์ และสอบสวนเจ้าหน้าที่ทุกคน แต่สิ่งที่พวกเขาพบทำให้พวกเขาสับสน


ประตูห้องขังถูกล็อคจากภายนอก ไม่มีทางที่ใครจะเข้าไปในห้องได้นอกจากเจ้าหน้าที่ที่มีกุญแจ และเจ้าหน้าที่ทุกคนมีพยานหลักฐานว่าพวกเขาไม่ได้ลงไปที่ชั้นใต้ดินเลยจนกระทั่งสิบเอกสมชายแจ้งเหตุ


นอกจากนี้ยังไม่มีอาวุธใดๆ ในห้องขัง ไม่มีเชือก ไม่มีผ้า ไม่มีอะไรเลยที่สมพงษ์จะสามารถใช้ฆ่าตัวตายได้ และที่สำคัญที่สุดคือรอยช้ำที่คอของเขานั้นไม่ตรงกับมือของเขาเอง รอยช้ำนั้นใหญ่เกินไป และมีนิ้วมากเกินไป


หมอชันสูตรศพที่มาตรวจสอบก็ไม่สามารถอธิบายได้ว่าเกิดอะไรขึ้น เขาบอกว่าสมพงษ์ตายเพราะการขาดอากาศหายใจ เหมือนกับว่าถูกบีบคอจนตาย แต่ลักษณะของรอยช้ำนั้นไม่เหมือนกับการบีบคอแบบปกติ มันเหมือนกับว่ามีใครใช้แรงมหาศาลบีบคอเขา แรงที่มากกว่าแรงของมนุษย์ปกติ


คดีนี้กลายเป็นปริศนาที่ไม่มีใครสามารถไขได้ ทีมสืบสวนพยายามหาคำตอบทุกทาง แต่ก็ไม่พบอะไรเลย ในที่สุดพวกเขาก็สรุปว่าสมพงษ์อาจจะฆ่าตัวตายด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งที่พวกเขาไม่เข้าใจ แต่คำอธิบายนี้ไม่มีใครเชื่อ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ที่ประจำอยู่ในโรงพักนั้น


หลังจากเหตุการณ์นั้น ห้องหมายเลขสิบสามถูกปิดลง ไม่มีใครกล้านำนักโทษไปขังในห้องนั้นอีก เจ้าหน้าที่ทุกคนหลีกเลี่ยงที่จะลงไปชั้นใต้ดินตอนกลางคืน และถ้าจำเป็นต้องลงไป พวกเขาจะไปเป็นกลุ่มเสมอ ไม่มีใครกล้าไปคนเดียว


แต่เรื่องราวไม่ได้จบเพียงแค่นั้น


หลายเดือนผ่านไป เจ้าหน้าที่หลายคนเริ่มรายงานว่าได้ยินเสียงประหลาดๆ มาจากห้องหมายเลขสิบสาม เสียงคนกรีดร้อง เสียงคนขอร้อง เสียงฝีเท้าที่เดินไปมาในห้องที่ว่างเปล่า บางคนบอกว่าเห็นเงาคนยืนอยู่ข้างนอกห้องขัง แม้ว่าจะไม่มีใครอยู่ที่นั่นเลยก็ตาม


สิบเอกสมชายเองก็ยังคงได้ยินเสียงเหล่านั้น เขาบอกว่าบางคืน เมื่อเขานั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน เขาจะได้ยินเสียงกรีดร้องดังขึ้นมาจากชั้นใต้ดิน เสียงที่น่ากลัว เสียงที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความกลัว เขาพยายามจะเพิกเฉย แต่เสียงนั้นดังขึ้นเรื่อยๆ จนเขาไม่สามารถทนได้


คืนหนึ่ง สิบเอกสมชายตัดสินใจที่จะลงไปตรวจสอบด้วยตัวเอง เขาต้องการรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นจริงๆ เขาถือไฟฉาย เดินลงบันไดไปยังชั้นใต้ดิน เมื่อเขาเดินไปถึงทางเดินที่นำไปสู่ห้องหมายเลขสิบสาม อากาศรอบตัวเย็นเฉียบจนเขาเห็นลมหายใจของตัวเองเป็นไอขาว


เขาเดินไปข้างหน้าช้าๆ หัวใจเต้นแรง เสียงฝีเท้าของเขาก้องไปตามทางเดิน แล้วเขาก็ได้ยินเสียง เสียงคนกระซิบ เสียงที่มาจากห้องหมายเลขสิบสาม


"ช่วยฉันด้วย ช่วยฉันด้วย"


สิบเอกสมชายหยุดเดิน เขาสั่น ไม่ใช่เพราะหนาว แต่เพราะความกลัวที่เริ่มครอบงำเขา เขารู้ว่าห้องนั้นว่างเปล่า ไม่มีใครอยู่ในนั้น แต่เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้เสียงดังและชัดเจนขึ้น


"ช่วยฉันด้วย เขาจะฆ่าฉัน"


สิบเอกสมชายรู้สึกว่าเขาควรจะวิ่งกลับไป แต่ความอยากรู้อยากเห็นและหน้าที่ของเขาทำให้เขาเดินไปข้างหน้า เขาเดินไปถึงประตูห้องขัง ส่องไฟฉายเข้าไปข้างใน และสิ่งที่เขาเห็นทำให้เขาแทบหยุดหายใจ


ในห้องที่ว่างเปล่า มีเงาคนยืนอยู่ เงาที่สูงผิดปกติ ผอมเกินไป และมีรูปร่างที่แปลกประหลาด มันยืนอยู่ที่มุมห้อง หันหลังให้กับประตู แล้วมันก็เริ่มหมุนตัวช้าๆ หันมาทางประตู หันมาทางที่สิบเอกสมชายยืนอยู่


เมื่อมันหันมา สิบเอกสมชายเห็นใบหน้าของมัน แต่มันไม่ใช่ใบหน้าของมนุษย์ มันเป็นใบหน้าที่บิดเบี้ยว ตาเหลือก ปากอ้างกว้าง และมีมือสองข้างยกขึ้น มือที่มีนิ้วทั้งหมดสิบนิ้ว มือที่กำลังเคลื่อนมาทางเขา


สิบเอกสมชายกรีดร้อง เขาวิ่งหนีไปอย่างเร็วที่สุด วิ่งขึ้นบันได วิ่งออกจากชั้นใต้ดิน หัวใจของเขาเต้นแรงจนเขาคิดว่าจะหยุดเต้น เขาไม่เคยกลับไปที่ชั้นใต้ดินอีกเลย ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น


หลังจากเหตุการณ์นั้น สิบเอกสมชายขอย้ายไปทำงานที่อื่น เขาไม่สามารถอยู่ที่โรงพักนั้นได้อีกต่อไป ความกลัวและความทรงจำที่เขาพบเจอทำให้เขาหลับไม่หลับตลอดหลายเดือน


เจ้าหน้าที่คนอื่นๆ ก็เริ่มขอย้ายตามๆ กันไป จนในที่สุดโรงพักนั้นต้องปิดตัวลง เนื่องจากไม่มีเจ้าหน้าที่คนไหนอยากมาทำงานที่นั่น อาคารเก่าแก่นั้นถูกทิ้งร้าง ห้องขังในชั้นใต้ดินถูกปิดผนึก และไม่มีใครกล้าเข้าไปอีกเลย


แต่เรื่องราวของห้องหมายเลขสิบสามยังคงถูกบอกต่อไป ผู้คนในท้องที่ยังคงกล่าวถึงโรงพักที่ถูกสิ่งไม่ดีสิงสู่ บางคนบอกว่าได้ยินเสียงกรีดร้องมาจากอาคารร้างนั้นในตอนกลางคืน บางคนบอกว่าเห็นไฟไหม้ลุกโชนในห้องขัง แม้ว่าจะไม่มีไฟฟ้าเลยก็ตาม


หลายปีผ่านไป มีคนพยายามที่จะเข้าไปในอาคารนั้น บางคนเป็นนักสืบเรื่องผี บางคนเป็นช่างภาพที่ต้องการถ่ายรูปสถานที่ร้าง บางคนเป็นแค่คนที่อยากรู้อยากเห็น แต่ทุกคนที่เข้าไปต่างบอกเหมือนกัน พวกเขารู้สึกได้ว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง มีบางอย่างที่กำลังมองพวกเขาอยู่ และพวกเขาทุกคนต่างก็รีบวิ่งออกมาโดยเร็วที่สุด


มีคนกลุ่มหนึ่งที่กล้าพอที่จะลงไปยังชั้นใต้ดิน พวกเขาเป็นกลุ่มวัยรุ่นที่ไม่เชื่อเรื่องผี คิดว่าทุกอย่างเป็นเพียงตำนานที่คนสร้างขึ้น พวกเขาลงไปพร้อมกับกล้องถ่ายรูปและไฟฉาย พวกเขาเดินไปตามทางเดิน เปิดประตูห้องขังทีละห้อง จนกระทั่งพวกเขามาถึงห้องหมายเลขสิบสาม


เมื่อพวกเขาเปิดประตูห้องนั้น อากาศภายในห้องเย็นเฉียบจนพวกเขาเห็นลมหายใจของตัวเองเป็นไอขาว ในห้องที่ว่างเปล่า มีรอยข่วนอยู่เต็มกำแพง รอยข่วนที่ดูเหมือนเล็บมนุษย์ แต่ลึกและยาวเกินกว่าที่เล็บปกติจะทำได้


หนึ่งในพวกเขาถ่ายรูปในห้องนั้น เมื่อดูรูปที่ถ่ายไว้ พวกเขาเห็นบางอย่างที่ทำให้พวกเขาตกใจ ในรูป มีเงาคนยืนอยู่ที่มุมห้อง แม้ว่าเมื่อพวกเขาถ่ายรูป จะไม่มีใครยืนอยู่ตรงนั้นเลยก็ตาม เงานั้นสูง ผอม และมีมือที่ยกขึ้น มือที่ดูเหมือนจะกำลังเอื้อมมาหาพวกเขา


พวกเขารีบวิ่งออกจากห้องนั้น วิ่งขึ้นบันได วิ่งออกจากอาคาร และไม่เคยกลับไปอีกเลย รูปที่พวกเขาถ่ายไว้กลายเป็นหลักฐานที่แสดงว่ามีบางอย่างอยู่ในห้องนั้น บางอย่างที่ไม่ควรจะมีอยู่ในโลกนี้


เรื่องราวของห้องหมายเลขสิบสามยังคงเป็นปริศนาที่ไม่มีใครสามารถไขได้ บางคนเชื่อว่ามันเป็นวิญญาณของผู้หญิงที่สมพงษ์ฆ่า เธอกลับมาล้างแค้น กลับมาทำให้เขาได้รับความเจ็บปวดเหมือนที่เธอเคยได้รับ บางคนเชื่อว่ามันเป็นสิ่งที่อยู่ในห้องนั้นมาตั้งแต่แรก สิ่งที่รออยู่ในความมืด รอให้มีคนเข้ามา


ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม เรื่องราวของห้องขังเฮี้ยนนี้สอนเราหลายอย่าง มันสอนเราว่าบางครั้งความชั่วร้ายที่เราทำในโลกนี้ อาจจะกลับมาหลอกหลอนเราในรูปแบบที่เราไม่คาดคิด มันสอนเราว่าไม่ใช่ทุกอย่างในโลกนี้สามารถอธิบายได้ด้วยเหตุผล และมันสอนเราว่าบางสถานที่ บางที่ๆ ไม่ควรที่จะไปรบกวน


สมพงษ์ฆ่าหญิงสาวด้วยความโกรธและหึงหวง เขาใช้มือของเขาบีบคอเธอจนหมดใจ เขาไม่เคยรู้สึกผิด ไม่เคยสำนึกต่อสิ่งที่เขาทำ แต่ในที่สุด เขาก็ได้รับการตอบแทนในรูปแบบที่น่ากลัวที่สุด เขาถูกบีบคอจนตายในห้องขังที่ไม่มีใครเข้าไปได้ ถูกบีบคอด้วยมือที่มีนิ้วสิบนิ้ว มือที่ไม่ใช่มือของมนุษย์


บางคนอาจจะคิดว่านี่เป็นเพียงเรื่องเล่า เป็นเพียงตำนานที่คนสร้างขึ้นเพื่อให้น่ากลัว แต่สำหรับสิบเอกสมชายและเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ ที่เคยอยู่ในโรงพักนั้น พวกเขารู้ดีว่ามันเกิดขึ้นจริง พวกเขาเห็น พวกเขาได้ยิน และพวกเขาจะไม่มีวันลืมสิ่งที่พวกเขาพบเจอ


อาคารโรงพักเก่าแก่นั้นยังคงตั้งอยู่ที่เดิม ถูกทิ้งร้าง ถูกลืมเลือน แต่ห้องหมายเลขสิบสามในชั้นใต้ดินยังคงอยู่ที่นั่น ยังคงมืดมิด ยังคงเย็นเฉียบ และยังคงรอคอยผู้ที่กล้าพอที่จะเข้าไป


หลายคนที่อาศัยอยู่ใกล้ๆ บอกว่าในบางคืน โดยเฉพาะคืนที่มีลมพัดแรง พวกเขาจะได้ยินเสียงกรีดร้องมาจากอาคารนั้น เสียงที่น่ากลัว เสียงที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด บางคนบอกว่าเห็นแสงไฟส่องออกมาจากหน้าต่างในชั้นใต้ดิน แม้ว่าจะไม่มีไฟฟ้าเลยก็ตาม บางคนบอกว่าเห็นเงาคนยืนอยู่ที่หน้าต่าง มองออกมาด้วยดวงตาที่ว่างเปล่า


เรื่องราวนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเล่าสยองขวัญธรรมดา มันเป็นเรื่องจริงที่บันทึกไว้ในรายงานของตำรวจ มีเอกสาร มีพยานหลักฐาน และมีคำให้การจากเจ้าหน้าที่หลายคน แต่ด้วยความที่มันแปลกประหลาดเกินกว่าจะอธิบายได้ คดีนี้จึงถูกปิดอย่างเงียบๆ ไม่มีใครอยากพูดถึงมัน ไม่มีใครอยากจะยอมรับว่ามันเกิดขึ้นจริง


สิบเอกสมชาย หลังจากที่เขาย้ายไปทำงานที่อื่น เขาใช้เวลาหลายปีกว่าจะฟื้นตัวจากเหตุการณ์นั้น เขาบอกว่าทุกคืนเมื่อเขาปิดไฟนอน เขาจะเห็นเงานั้น เงาที่มีมือสิบนิ้ว เงาที่กำลังเอื้อมมาหาเขา เขาต้องไปพบจิตแพทย์ ต้องกินยานอนหลับ และใช้เวลานานมากกว่าจะสามารถใช้ชีวิตได้ปกติอีกครั้ง


แต่แม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน เขายังคงจำได้อย่างชัดเจนถึงสิ่งที่เขาเห็นในคืนนั้น เขายังคงจำได้ถึงดวงตาของเงานั้น ดวงตาที่ว่างเปล่าแต่เต็มไปด้วยความโกรธ เขายังคงจำได้ถึงเสียงกรีดร้องที่ดังขึ้นมาจากห้องหมายเลขสิบสาม เสียงที่ยังคงก้องอยู่ในหัวของเขาจนถึงทุกวันนี้


เรื่องราวของห้องขังเฮี้ยนนี้เตือนเราว่า ความชั่วร้ายไม่ได้จบสิ้นเพียงแค่การตาย บางครั้งมันกลับมาในรูปแบบที่เราไม่คาดคิด มันกลับมาล้างแค้น มันกลับมาเพื่อให้ผู้ที่ทำความชั่วร้ายได้รับการลงโทษที่สมควร


สมพงษ์คิดว่าเขาสามารถหนีจากการลงโทษได้ เขาคิดว่าแม้เขาจะถูกจับ เขาก็จะสามารถต่อสู้คดีและอาจจะได้รับโทษที่น้อยลง แต่สิ่งที่เขาไม่รู้คือ ความยุติธรรมไม่ได้มาจากระบบกฎหมายเพียงอย่างเดียว บางครั้งมันมาจากที่อื่น มาจากสิ่งที่เรามองไม่เห็น สิ่งที่เรายังไม่เข้าใจ


หญิงสาวที่ถูกเขาฆ่านั้นชื่อว่านภา อายุยี่สิบสามปี เธอเป็นคนดี มีความฝัน มีอนาคต แต่ทุกอย่างถูกทำลายลงด้วยมือของชายที่เธอเคยรัก เธอถูกบีบคอจนหมดใจ ตายด้วยความเจ็บปวดและความกลัว ไม่มีใครช่วยเธอได้ ไม่มีใครมาช่วยเธอทัน


แต่ในที่สุด เธอก็ได้รับความยุติธรรมในแบบของเธอเอง เธอกลับมา กลับมาหาคนที่ทำร้ายเธอ กลับมาเพื่อให้เขาได้รับความเจ็บปวดเหมือนที่เธอเคยได้รับ และสมพงษ์ก็ตายไปด้วยวิธีเดียวกับที่เขาใช้ฆ่าเธอ ถูกบีบคอจนหมดใจ ตายด้วยความกลัวและความเจ็บปวด


นี่คือบทเรียนที่เราควรจะเรียนรู้ อย่าทำความชั่วร้าย อย่าทำร้ายผู้อื่น เพราะความชั่วร้ายนั้นจะกลับมาหาเราเสมอ ไม่ว่าจะในรูปแบบใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นเวลาใดก็ตาม มันจะกลับมา และเมื่อมันกลับมา มันจะร้ายแรงกว่าที่เราคิดเสมอ


สมพงษ์คิดว่าเขาแข็งแกร่ง คิดว่าเขาสามารถทำอะไรก็ได้ที่เขาต้องการ แต่ในที่สุด เขาก็กลายเป็นเหยื่อของความชั่วร้ายของเขาเอง เขาตายอย่างน่าเวทนา ตายอย่างเหงา ตายอย่างน่ากลัว และไม่มีใครเห็นใจเขา เพราะทุกคนรู้ดีว่าเขาสมควรได้รับสิ่งที่เกิดขึ้น


ห้องหมายเลขสิบสามในโรงพักเก่าแก่นั้นยังคงอยู่ที่นั่น ยังคงรอคอย รอคอยผู้ที่ทำความชั่วร้าย รอคอยผู้ที่คิดว่าพวกเขาสามารถหนีจากการลงโทษได้ และเมื่อพวกเขาเข้าไปในห้องนั้น พวกเขาจะพบกับสิ่งที่พวกเขาไม่เคยคิดว่าจะพบ พวกเขาจะได้รับการลงโทษที่สมควร ลงโทษที่ร้ายแรงกว่าที่ใครจะจินตนาการได้


เรื่องราวนี้สอนเราว่า ความยุติธรรมไม่ได้หมายความว่าต้องมาจากศาลหรือกฎหมายเสมอไป บางครั้งมันมาจากที่อื่น มาจากพลังที่เราไม่เข้าใจ พลังที่มีอยู่จริงแม้เราจะมองไม่เห็น และพลังนั้นจะคอยดูแลให้ผู้ที่ทำความชั่วร้ายได้รับการลงโทษที่สมควร


สิบเอกสมชายบอกว่า ถ้าเขาได้เรียนรู้อะไรสักอย่างจากเหตุการณ์นั้น นั่นคือความเคารพต่อสิ่งที่เรามองไม่เห็น ความเคารพต่อพลังที่มีอยู่ในโลกนี้ และความเข้าใจว่าทุกการกระทำของเรามีผลที่ตามมา ไม่ว่าจะดีหรือร้าย


เขาบอกว่าเขาจะไม่มีวันลืมคืนนั้น คืนที่เขาเห็นเงาในห้องขัง คืนที่เขารู้ว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่มีอยู่จริงนอกเหนือจากสิ่งที่เราเห็น คืนที่ทำให้เขาเปลี่ยนมุมมองต่อชีวิตและความตายไปตลอดกาล


ห้องขังเฮี้ยนยังคงอยู่ที่นั่น รอคอยในความมืด รอคอยในความเงียบ และรอคอยผู้ที่กล้าพอที่จะเข้าไป แต่คำเตือนที่สิบเอกสมชายและเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ ต้องการจะบอกคือ อย่าไป อย่าเข้าไปในที่นั่น เพราะบางสิ่งบางอย่างควรจะถูกทิ้งไว้ในความมืด ควรจะถูกลืม และควรจะไม่ถูกรบกวน


เรื่องราวของสมพงษ์และห้องหมายเลขสิบสามสอนเราว่า การทำความชั่วร้ายไม่ได้นำมาซึ่งชัยชนะหรือความสุข มันนำมาซึ่งความหายนะ ความเจ็บปวด และในที่สุดก็นำมาซึ่งการลงโทษที่หนักกว่าสิ่งที่เราคิด


ถ้าเราทำดี ทำความดี เคารพผู้อื่น เราจะได้รับความดีกลับมา แต่ถ้าเราทำความชั่วร้าย ทำร้ายผู้อื่น สิ่งที่เรากระทำนั้นจะกลับมาหาเราเสมอ และเมื่อมันกลับมา มันจะเจ็บปวดกว่า น่ากลัวกว่า และร้ายแรงกว่าที่เราเคยคิดไว้เสมอ


นี่คือเรื่องราวของห้องขังเฮี้ยน เรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง เรื่องราวที่ถูกบันทึกไว้ เรื่องราวที่เจ้าหน้าที่ตำรวจหลายคนยืนยันว่าเป็นความจริง และเรื่องราวที่ยังคงหลอกหลอนพวกเขาจนถึงทุกวันนี้


ห้องขังนั้นยังคงอยู่ในความมืด ยังคงรอคอย และยังคงเป็นสถานที่ที่ไม่มีใครกล้าเข้าไป นั่นคือบทสรุปของเรื่องราวนี้ บทสรุปที่บอกเราว่า บางสิ่งบางอย่างในโลกนี้ควรจะถูกทิ้งไว้ตามลำพัง ควรจะไม่ถูกรบกวน และควรจะถูกเคารพด้วยความกลัวและความระมัดระวัง


จงจำไว้ว่า ทุกการกระทำมีผลที่ตามมา ความชั่วร้ายจะนำมาซึ่งการตอบแทนที่ชั่วร้าย และความดีจะนำมาซึ่งสิ่งดีกลับมา นี่คือกฎของจักรวาล กฎที่ไม่มีใครหนีพ้นได้ แม้แต่สมพงษ์ที่คิดว่าเขาจะหนีได้ก็ยังต้องเผชิญหน้ากับผลของการกระทำของเขาในที่สุด

0 $type={blogger}:

แสดงความคิดเห็น

👻 ฟังเรื่องหลอน
✅ รองรับ PC & Mobile
พร้อมใช้งาน
ขับเคลื่อนโดย Blogger.

ผู้ติดตาม

สั่งกล่องพัสดุ 750 ส่งฟรี

✨ 750 ส่งฟรี ✨
โลโก้ ตุ้ยคุ้ยเรื่องหลอน

บทความ

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

**คนออนไลน์:** ...
ตุ้ยคุ้ยเรื่องหลอน: รวมเรื่องผี เรื่องเล่าสยองขวัญ และตำนานอาถรรพ์ © 2013 Published By Gooyaabi Templates Supported by Best Blogger Templates and Premium Blog Templates - Web Design