ชีวิตของผู้คนนั้นเปรียบเสมือนบทละครที่ต่างก็มีบทบาทและฉากจบเป็นของตัวเอง แต่สำหรับผม สมบูรณ์ หรือที่ใคร ๆ ก็เรียกขานว่าอาจารย์สมบูรณ์ สัปเหร่อเฒ่าแห่งวัดโพธิ์ธาตุ ฉากจบที่ผมได้เห็นนั้นกลับไม่ใช่แค่เพียงการปิดม่าน หากแต่บางครั้งมันคือการเปิดเผยความจริงบางอย่างที่ไม่อาจจะถูกเผาผลาญให้มอดไหม้ไปพร้อมกับร่างอันไร้วิญญาณ
ในบรรยากาศยามเย็นของวัดโพธิ์ธาตุ ที่ซึ่งกลิ่นธูปควันเทียนและเสียงสวดมนต์ของพระสงฆ์เป็นเหมือนลมหายใจประจำวันของผม ผมนั่งอยู่บนแคร่ไม้เก่า ๆ หน้าเมรุ ท่ามกลางความเงียบสงัดที่เริ่มโรยตัวลงมาพร้อมกับความมืด เมรุสีขาวสะอาดตาที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าผมนั้น ได้เป็นพยานรู้เห็นถึงเรื่องราวมากมายนับไม่ถ้วนตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา หลายชีวิตได้ผ่านพ้นไปในเปลวไฟอันศักดิ์สิทธิ์นี้ กลายเป็นเถ้าถ่านคืนสู่ธรรมชาติ แต่ก็มีบางครั้งเช่นกัน ที่เปลวไฟนั้นกลับทำอะไรไม่ได้เลย
ผมเห็นความเศร้า ความทุกข์ ความโศก ที่ผู้คนนำพามาที่นี่ บางคนร่ำไห้จนหมดสิ้นเรี่ยวแรง บางคนกอดลูกเมียแน่นพร้อมน้ำตาที่ไหลรินเงียบ ๆ ผมเห็นความสงบ ความปลงตกของบางคน ที่ปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่างเมื่อถึงเวลาอันควร ผมได้เป็นผู้รับรู้เรื่องราวชีวิตของพวกเขาผ่านคำบอกเล่าของญาติมิตร ผ่านพิธีศพที่จัดขึ้น และผ่านความรู้สึกที่ส่งมาถึงผมอย่างไม่รู้ตัวจากร่างที่ไร้ลมหายใจนั้น
หน้าที่ของผมไม่ใช่แค่การจัดเตรียมงานศพตามขั้นตอน หรือการจุดเตาเผาให้ร่างนั้นมอดไหม้ไป หน้าที่ของผมนั้นลึกซึ้งกว่านั้นมากนัก มันคือการเป็นผู้ส่งสาร เป็นผู้เยียวยาจิตใจ เป็นผู้เชื่อมโยงระหว่างโลกคนเป็นกับโลกคนตาย และบางครั้ง มันคือผู้ไขปริศนาที่แม้แต่ตัวผู้ตายเองก็อาจไม่รู้ตัว
เรื่องราวที่ผมกำลังจะเล่าให้ฟังนี้ เป็นหนึ่งในปริศนาที่ผมไม่อาจลืมเลือนได้ มันเริ่มต้นขึ้นเมื่อหลายปีก่อน ในค่ำคืนที่ลมหนาวพัดโชยมาเป็นพิเศษ และท้องฟ้าดูมืดมิดกว่าปกติ คืนนั้นเป็นคืนที่ร่างของ “ลุงชิด” จะต้องถูกเผา
ลุงชิดเป็นชายชราวัยเจ็ดสิบกว่าปี รูปร่างผอมบาง ใบหน้ามีรอยเหี่ยวย่นตามกาลเวลา ผมได้ยินเรื่องราวของลุงชิดมาบ้างจากชาวบ้านว่าเป็นคนเงียบ ๆ ไม่ค่อยพูดจา ทำไร่ทำสวนเลี้ยงชีพมาทั้งชีวิต มีลูกชายคนเดียวที่ออกไปทำงานในเมืองใหญ่และเพิ่งกลับมาดูแลพ่อเมื่อลุงชิดล้มป่วยลงด้วยโรคชรา ในช่วงเวลาที่ร่างของลุงชิดนอนสงบนิ่งอยู่ในโลงไม้สักทองที่ตั้งอยู่กลางศาลา ผมสังเกตเห็นแววตาของลูกชายที่มองบิดาด้วยความรู้สึกผิดและเสียใจอย่างสุดซึ้ง ลูกชายลุงชิดชื่อว่าประพันธ์ ใบหน้าของเขาดูหมองคล้ำราวกับแบกรับเรื่องราวหนักอึ้งไว้เพียงลำพัง
พิธีศพของลุงชิดดำเนินไปตามครรลองปกติ มีการสวดอภิธรรม การบังสุกุล และการเทศน์ของหลวงพ่อที่เน้นย้ำถึงความไม่เที่ยงแท้ของชีวิต ในแต่ละคืนผมจะคอยดูแลทุกอย่างให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย คอยจัดการเรื่องดอกไม้ ธูปเทียน และคอยให้กำลังใจญาติมิตรที่มาเยี่ยมเยียนงาน
ในคืนสุดท้ายของการบำเพ็ญกุศล ก่อนที่ร่างของลุงชิดจะถูกเคลื่อนย้ายไปยังเมรุ ผมเข้าไปเตรียมความพร้อมภายในห้องเผา ผมสำรวจเตาเผาและระบบต่าง ๆ ที่อยู่ภายในห้อง ที่ผมได้ดูแลมาตลอดหลายสิบปี ทุกอย่างอยู่ในสภาพสมบูรณ์ พร้อมสำหรับการทำหน้าที่ ผมจุดตะเกียงน้ำมันหอมระเหยกลิ่นไม้จันทน์อ่อน ๆ เพื่อสร้างบรรยากาศที่สงบและศักดิ์สิทธิ์ภายในห้องอันเป็นที่รวมของชีวิตที่ดับไป
เมื่อถึงเวลาอันสมควร ร่างของลุงชิดก็ถูกเคลื่อนย้ายเข้ามาในห้องเผา บรรยากาศเงียบสงัดลงทันที มีเพียงเสียงของพระสงฆ์ที่สวดมนต์นำ และเสียงฝีเท้าอันหนักอึ้งของญาติมิตรที่เดินตามมาส่งเป็นครั้งสุดท้าย ผมมองใบหน้าของลุงชิดที่นอนสงบนิ่งอยู่ภายในโลง ดวงตาที่หลับพริ้มราวกับกำลังนอนหลับพักผ่อนชั่วนิรันดร์ ผมนึกถึงคำบอกเล่าของชาวบ้านถึงความซื่อสัตย์สุจริตของลุงชิด เขาเป็นคนดีคนหนึ่งในหมู่บ้าน ไม่เคยสร้างความเดือดร้อนให้ใคร
ผมดำเนินการตามขั้นตอนทุกอย่างด้วยความเคารพและตั้งใจ เมื่อร่างของลุงชิดถูกบรรจุเข้าสู่เตาเผาอย่างสมบูรณ์ และญาติสนิทได้มาทอดผ้าบังสุกุลเรียบร้อยแล้ว ผมก็เริ่มทำหน้าที่ของผม
ผมกดปุ่มเปิดเตาเผา เปลวไฟสีแดงฉานเริ่มลุกโชนขึ้นภายในเตา ส่งความร้อนระอุออกมาสู่ภายนอก ผมยืนมองเปลวไฟนั้นด้วยความรู้สึกที่คุ้นเคย มันคือการสิ้นสุดของบทบาทหนึ่ง และการเริ่มต้นของบทบาทใหม่ในโลกแห่งวิญญาณ ผมเฝ้าดูเปลวไฟที่โหมกระหน่ำอยู่เกือบหนึ่งชั่วโมง ความร้อนระอุแผ่ซ่านไปทั่วห้อง แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผมกลับรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง
โดยปกติแล้ว ในช่วงเวลาขนาดนี้ ร่างกายจะเริ่มเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด แต่สำหรับร่างของลุงชิด ผมกลับไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ควรจะเป็น เปลวไฟยังคงโหมกระหน่ำ แต่ราวกับว่ามันไม่สามารถทำอะไรกับร่างที่อยู่ภายในได้เลย
ผมลองเพิ่มความร้อนของเตาให้สูงขึ้นอีก และอีกครั้งหนึ่ง ผมเฝ้ารอด้วยความหวังว่าสิ่งที่ผมเห็นนั้นอาจเป็นเพียงความผิดพลาดจากการมองเห็น แต่เปล่าเลย เวลาล่วงเลยไปอีกครึ่งชั่วโมง ร่างของลุงชิดยังคงอยู่ที่เดิม แทบจะไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงไปเลย ความกังวลเริ่มเกาะกินใจผม
เมื่อเปลวไฟดับลง ผมเปิดประตูเตาเผาออก เพื่อตรวจสอบสิ่งที่อยู่ภายใน ภาพที่เห็นทำให้ผมต้องถอนหายใจยาว ร่างของลุงชิดยังคงสภาพเกือบสมบูรณ์ มันเป็นไปไม่ได้ นี่เป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมายของผมอย่างสิ้นเชิง ผมหันไปมองหน้าประพันธ์ ลูกชายของลุงชิดที่ยืนรออยู่ด้วยความหวัง ประพันธ์มองเข้ามาในห้องเผา และเมื่อเขาเห็นภาพภายในเตา ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างด้วยความตกใจอย่างเห็นได้ชัด
"อาจารย์ มันเกิดอะไรขึ้นครับ ทำไม..." เสียงของประพันธ์สั่นเครือ เขามองผมด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยคำถาม ผมไม่เคยเจอเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อนในชีวิตของการเป็นสัปเหร่อ มันเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้น ไม่ใช่แค่ผม แต่สัปเหร่อรุ่นเก่า ๆ ที่เคยเล่าประสบการณ์ให้ผมฟังก็ไม่เคยกล่าวถึงเหตุการณ์ที่ร่างของผู้ตายไม่สามารถถูกเผาผลาญได้ง่ายดายถึงเพียงนี้
ผมพยายามปลอบประพันธ์และญาติ ๆ ว่าบางครั้งก็อาจเกิดเหตุขัดข้องทางเทคนิค ผมให้ช่างมาตรวจสอบเตาเผาอย่างละเอียด แต่ช่างก็ยืนยันว่าระบบทุกอย่างทำงานได้ปกติ ไม่มีอะไรเสียหาย
คืนนั้น ร่างของลุงชิดต้องถูกนำกลับมาพักไว้ที่ศาลาอีกครั้ง ญาติ ๆ เริ่มกระซิบกระซาบกันด้วยความไม่สบายใจ มีบางคนเริ่มกล่าวถึงเรื่องราวอาถรรพ์ และความเชื่อโบราณว่าผู้ใดที่ตายแล้วเผาไม่ไหม้นั้น เป็นเพราะมีกรรมหนัก หรือมีพันธะสัญญาบางอย่างที่ยังไม่ได้รับการปลดเปลื้อง หรืออาจมีของอาถรรพ์ติดตัวไป ผมฟังด้วยความเงียบ ผมรู้ว่าในสถานการณ์เช่นนี้ ความเชื่อเหล่านี้ย่อมเข้ามามีบทบาทในจิตใจผู้คนเป็นธรรมดา
ในฐานะที่ผมเป็นสัปเหร่อ ผมเชื่อในวิทยาศาสตร์และหลักการ แต่ก็ไม่เคยปิดกั้นตัวเองจากสิ่งเหนือธรรมชาติ ผมได้เห็นเรื่องราวแปลก ๆ มามากมายตลอดชีวิต แต่เหตุการณ์ของลุงชิดนี้มันต่างออกไป มันมีความรู้สึกบางอย่างที่หนักอึ้งและค้างคาอยู่
ผมตัดสินใจว่าจะต้องหาคำตอบให้ได้ ไม่ใช่เพื่อตัวผมเอง แต่เพื่อลุงชิดและครอบครัวของท่าน เพื่อให้ท่านได้ไปสู่สุคติอย่างแท้จริง
วันรุ่งขึ้น ผมไปหาหลวงพ่อ ท่านเป็นพระสงฆ์ผู้มีเมตตาและรอบรู้ ผมเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ท่านฟัง หลวงพ่อฟังอย่างตั้งใจ ก่อนจะหลับตาลงนิ่ง ๆ แล้วบอกกับผมว่า "อาจารย์สมบูรณ์ เอ็งต้องลองย้อนกลับไปดูชีวิตของโยมชิด อาจจะมีบางสิ่งบางอย่างที่โยมเขายังผูกพัน หรือยังค้างคาใจอยู่"
คำพูดของหลวงพ่อทำให้ผมฉุกคิด ผมเริ่มออกสอบถามจากชาวบ้านใกล้เคียงเกี่ยวกับชีวิตของลุงชิดอีกครั้ง ผมพบว่าลุงชิดเป็นคนดี ไม่เคยมีเรื่องราวเสียหาย แต่ก็ไม่เคยมีเรื่องราวหวือหวาอะไรเลย เขาใช้ชีวิตเรียบง่าย ทำไร่ทำสวน และเลี้ยงดูประพันธ์ลูกชายเพียงคนเดียว
แต่เมื่อผมเข้าไปพูดคุยกับประพันธ์อย่างจริงจังอีกครั้ง ในคืนที่สองที่ร่างของลุงชิดยังคงนอนนิ่งอยู่ในศาลา ผมสังเกตเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความทุกข์ของเขา เขาดูทรมานมากกว่าวันแรก ๆ ผมชวนเขาออกมานั่งคุยกันเงียบ ๆ ที่ระเบียงศาลา ท่ามกลางเสียงจักจั่นที่ร้องระงมในยามค่ำคืน
"ประพันธ์ พ่อของเจ้าคงมีบางอย่างที่ยังผูกพันอยู่" ผมเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "อาจจะเป็นเรื่องที่เจ้าไม่เคยรู้ หรืออาจจะเป็นเรื่องที่เจ้าคิดว่าไม่สำคัญ"
ประพันธ์เงียบไปนาน เขาก้มหน้ามองพื้น สูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะเริ่มเปิดปากพูด เสียงของเขาสั่นเครือ แต่แววตาของเขาบ่งบอกถึงความมุ่งมั่นที่จะเล่าความจริงออกมา
"อาจารย์ครับ พ่อกับผม... เราเคยมีเรื่องกันครับ" ประพันธ์เริ่มเล่า "เมื่อตอนที่ผมเรียนจบ ผมอยากไปทำงานที่กรุงเทพฯ ผมอยากมีชีวิตที่ดีกว่าการทำไร่ทำสวนแบบพ่อ แต่พ่อไม่อยากให้ผมไป ท่านอยากให้ผมอยู่ดูแลไร่ของเรา ท่านบอกว่าไร่นี้เป็นของที่ปู่ย่าตายายทิ้งไว้ให้เรา เป็นมรดกตกทอดที่ต้องรักษาเอาไว้ แต่ผมไม่ฟังครับ ผมทะเลาะกับพ่ออย่างรุนแรง ผมบอกว่าผมไม่เห็นคุณค่าของที่ดินทำกินพวกนี้เลย ผมอยากไปสร้างตัวในเมืองหลวง"
ประพันธ์เล่าต่อด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเสียใจ "วันนั้นผมเดินออกจากบ้านไป โดยไม่หันกลับมามองพ่ออีกเลย ท่านเรียกผม แต่ผมก็ไม่ฟัง ผมโกรธท่านมาก และท่านก็คงโกรธผมเหมือนกัน"
"แล้วเจ้าไม่ได้กลับมาเยี่ยมพ่อเลยหรือ" ผมถาม
"ผมกลับมาครับ แต่เป็นตอนที่ท่านล้มป่วยหนักแล้ว ผมได้แต่ขอโทษท่าน ขอโทษเรื่องที่ผมจากท่านไป ขอโทษที่ผมไม่เคยดูแลไร่ของเรา ท่านจับมือผม ท่านพยักหน้าเบา ๆ แต่ท่านก็ไม่เคยเอ่ยปากพูดอะไรกับผมได้อีกเลยหลังจากนั้น" น้ำเสียงของประพันธ์เต็มไปด้วยความเจ็บปวด
"แล้วเรื่องไร่ของเจ้าล่ะ" ผมถามต่อ
"ไร่ยังอยู่ครับ ผมไม่ได้ขายมันไปไหนเลย ผมแค่ปล่อยทิ้งร้างเอาไว้ เพราะผมยังต้องทำงานที่กรุงเทพฯ" ประพันธ์ตอบพร้อมกับถอนหายใจ
ผมฟังเรื่องราวของประพันธ์อย่างตั้งใจ มันไม่ใช่เรื่องราวของกรรมหนัก หรือของขลังอาถรรพ์ แต่มันคือเรื่องราวของความผูกพันอันบริสุทธิ์ระหว่างพ่อกับลูก เรื่องราวของความคาดหวัง ความเสียใจ และความรู้สึกผิดที่ยังไม่ได้รับการปลดปล่อยจากทั้งสองฝ่าย
"ประพันธ์... พ่อของเจ้าน่ะ ท่านคงอยากให้เจ้าดูแลไร่นั่น ให้กลับไปทำให้มันมีชีวิตชีวาอีกครั้ง" ผมพูดด้วยน้ำเสียงปลอบโยน "ท่านคงอยากให้เจ้าเข้าใจในสิ่งที่ท่านพยายามจะบอก"
ประพันธ์เงียบไปอีกครั้ง น้ำตาของเขาเริ่มไหลริน ผมเห็นความเข้าใจบางอย่างเริ่มฉายชัดในดวงตาของเขา
"ผมจะทำครับอาจารย์ ผมจะกลับไปดูแลไร่ของเรา ผมจะทำให้มันเขียวขจีอีกครั้ง ผมจะทำทุกอย่างที่พ่ออยากให้ผมทำ" ประพันธ์พูดเสียงดังฟังชัดราวกับตัดสินใจอะไรบางอย่างได้อย่างเด็ดขาด
ผมพยักหน้าให้เขา "ดีแล้วประพันธ์"
ในวันรุ่งขึ้น ก่อนที่จะทำการฌาปนกิจอีกครั้ง ผมแนะนำให้ประพันธ์เข้าไปพูดกับร่างของลุงชิดอีกครั้งหนึ่ง ให้เขาขอโทษ ขออโหสิกรรม และบอกกล่าวถึงความตั้งใจของเขาที่จะกลับไปดูแลไร่ที่เป็นมรดกของครอบครัว
ประพันธ์ทำตามที่ผมบอก เขาเข้าไปยืนข้างโลงของบิดา พูดคุยกับร่างไร้วิญญาณนั้นอย่างเปิดอก ผมเห็นแววตาของเขาที่เต็มไปด้วยความรัก ความเสียใจ และความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขในสิ่งที่เคยผิดพลาดไป
เมื่อถึงเวลาอันสมควร ร่างของลุงชิดก็ถูกนำเข้าสู่เตาเผาอีกครั้ง ผมยืนอยู่หน้าเตาเผา พร้อมกับประพันธ์และญาติ ๆ ที่มาร่วมส่ง ผมกดปุ่มเปิดเตาด้วยความรู้สึกที่ต่างไปจากเดิม
เปลวไฟสีแดงฉานเริ่มลุกโชนขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ผมยืนมองด้วยความรู้สึกที่สงบและมั่นใจ และเพียงไม่นาน ผมก็เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ควรจะเป็น ร่างของลุงชิดเริ่มมอดไหม้ไปกับเปลวไฟอย่างช้า ๆ กลายเป็นเถ้าธุลีตามธรรมชาติในที่สุด
ผมหันไปมองประพันธ์ เขาเงยหน้าขึ้นมองเปลวไฟที่กำลังทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์ ดวงตาของเขาแดงก่ำไปด้วยน้ำตา แต่คราวนี้เป็นน้ำตาแห่งความปลดเปลื้องและความเข้าใจ
ในที่สุด ลุงชิดก็ได้ไปสู่สุขคติอย่างแท้จริง
เรื่องราวของลุงชิดทำให้ผมตระหนักว่าหน้าที่ของสัปเหร่อไม่ใช่แค่เพียงการจัดการกับร่างกายที่ไร้วิญญาณเท่านั้น หากแต่ยังรวมถึงการเป็นผู้ช่วยปลดเปลื้องความผูกพันที่ยังค้างคาใจของผู้ที่จากไป และผู้ที่ยังคงอยู่ด้วย ในหลายครั้ง ร่างกายที่เผาไม่ไหม้ ไม่ได้เกิดจากอำนาจลึกลับใด ๆ หากแต่เป็นสัญลักษณ์ของบางสิ่งบางอย่างที่ยังไม่ได้รับการคลี่คลายในโลกของคนเป็น อาจเป็นคำพูดที่ยังไม่ได้บอก ความรู้สึกที่ยังไม่ได้แสดงออก หรือพันธะสัญญาที่ยังไม่ได้ทำให้สำเร็จ
ความจริงแล้ว การเผาไม่ไหม้นั้นอาจเป็นเสียงสุดท้ายของชีวิต ที่พยายามจะบอกอะไรบางอย่างกับคนที่ยังมีชีวิตอยู่ สัปเหร่ออย่างผมจึงเป็นเหมือนผู้ที่ต้องแปลสารนั้น ต้องทำความเข้าใจถึงสิ่งที่ผู้ตายต้องการจะสื่อ และช่วยให้ทั้งผู้จากไปและผู้ที่ยังอยู่สามารถก้าวผ่านช่วงเวลาอันสำคัญนี้ไปได้อย่างสงบ
เรื่องราวของลุงชิดได้สอนผมว่า ชีวิตไม่ใช่แค่เรื่องของการมีอยู่หรือไม่มีอยู่ แต่มันคือเรื่องของความผูกพัน ความเข้าใจ และการให้อภัย ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องจัดการให้เรียบร้อยตั้งแต่ยังมีชีวิต เพื่อที่เมื่อถึงวันสุดท้าย เราจะได้จากไปอย่างสงบ และเปลวไฟแห่งความจริงก็จะสามารถเผาผลาญทุกสิ่งให้กลายเป็นเถ้าธุลีอันบริสุทธิ์ได้ในที่สุด
เราทุกคนต่างก็เป็นเพียงแขกผู้มาเยือนโลกนี้ชั่วคราว มีหน้าที่ที่จะต้องใช้ชีวิตให้คุ้มค่า สร้างสรรค์สิ่งดีงาม และที่สำคัญที่สุดคือการไม่ทิ้งความผูกพันหรือพันธะใด ๆ ไว้เบื้องหลังให้เป็นภาระแก่ผู้ที่ยังอยู่ หรือแม้กระทั่งเป็นพันธนาการแก่จิตวิญญาณของเราเองในยามที่กายดับขันธ์ หากเราทำได้เช่นนั้น ชีวิตก็จะเบา และการจากไปก็จะสงบ
เมื่อเราได้รู้เรื่องนี้แล้ว ในตอนถัดไปเราจะมาเจาะลึกถึงความหมายของพิธีกรรมบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับการปลดเปลื้องความผูกพันของผู้ตาย ว่ามีความสำคัญและบทบาทอย่างไรในความเชื่อและวัฒนธรรมของเรา.
0 $type={blogger}:
แสดงความคิดเห็น