น่ากลัวมากับการเจอผี

ลมหายใจแผ่วพร่าของยามสนธยาแรกเริ่มพัดพาความเย็นเยือกมาปะทะกาย อนันต์กระชับเสื้อกันหนาวที่สวมอยู่ให้แน่นขึ้น สายตาคมกริบของเขากวาดมองไปยังเงาร่างทะมึนที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า นั่นคือบ้านปาริชาติ มรดกเก่าแก่ที่ถูกทอดทิ้งให้ยืนหยัดอย่างโดดเดี่ยวกลางป่าชื้นห่างไกลความเจริญหลายสิบกิโลเมตรจากหมู่บ้านที่ใกล้ที่สุด


อนันต์ไม่เคยเชื่อเรื่องผีสาง เขาเป็นช่างภาพและนักสำรวจสถานที่เก่าแก่ที่ขึ้นชื่อเรื่องความกล้าหาญและความเป็นมืออาชีพ วันนี้เขาได้รับว่าจ้างจากบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ ให้มาเก็บภาพและประเมินสภาพของคฤหาสน์แห่งนี้ ก่อนที่จะมีการตัดสินใจว่าจะอนุรักษ์ ฟื้นฟู หรือรื้อถอนทิ้งไป เขามาที่นี่พร้อมความตั้งใจจริงที่จะทำงานให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว และกลับไปสู่ความวุ่นวายของมหานครที่ไม่เคยหลับใหล


รถกระบะคู่ใจของเขาจอดสนิทอยู่หน้าประตูรั้วเหล็กดัดที่ผุกร่อนและขึ้นสนิมอย่างหนัก เถาวัลย์หนาทึบเลื้อยปกคลุมไปทั่วกำแพงอิฐเก่า บ่งบอกถึงกาลเวลาที่ผ่านไปอย่างยาวนาน และการที่ไม่มีมนุษย์คนใดเหลียวแลมานานนับทศวรรษ อนันต์ลงจากรถ เสียงพื้นกรวดที่ถูกเหยียบดังกรอบแกรบ ตัดกับความเงียบสงัดของป่าโดยรอบที่เริ่มกลืนกินแสงสุดท้ายของวัน


เขาใช้กุญแจดอกใหญ่ที่ได้รับมาไขเปิดประตูรั้วที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดลั่นสนั่นราวกับเสียงครางของสิ่งมีชีวิตที่ถูกปลุกให้ตื่นจากหลับใหล กลิ่นอับชื้นผสมกับกลิ่นดินและใบไม้ที่เน่าเปื่อยลอยเข้ามาปะทะจมูกทันทีที่ก้าวพ้นรั้วเข้าไป อนันต์หยิบไฟฉายกระบอกใหญ่ขึ้นมาถือไว้ในมืออีกข้าง ส่องสำรวจทางเดินแคบๆ ที่ปกคลุมไปด้วยวัชพืชรกเรื้อ ก่อนจะเดินตรงไปยังตัวคฤหาสน์


บ้านปาริชาติเป็นอาคารสไตล์โคโลเนียลขนาดใหญ่ ตัวตึกก่อด้วยอิฐสลับไม้สักสีเข้ม ทรวดทรงสง่างามที่เคยเป็นความภาคภูมิใจของผู้สร้าง บัดนี้กลับถูกบดบังด้วยคราบราดำ รอยแตกร้าวบนผนัง และหน้าต่างบานเกล็ดไม้ที่หลุดร่อนไปบ้าง ทิ้งไว้เพียงช่องว่างสีดำมืดที่จ้องมองกลับมา ราวกับดวงตาของสิ่งมีชีวิตที่เฝ้ารอคอยอนันต์อยู่แล้ว


"เอาล่ะ บ้านปาริชาติ ได้เวลาทำงานแล้ว" อนันต์พึมพำกับตัวเอง เสียงของเขาดูจะกลืนหายไปในความเงียบอันหนักอึ้งที่รายล้อม เขาถอดเป้สะพายหลังลงจากบ่า ปลดกล้องตัวโปรดออกมาเตรียมพร้อม ก่อนจะเดินขึ้นบันไดหินอ่อนที่ร้าวรานไปยังประตูใหญ่ ประตูไม้สักแกะสลักที่บัดนี้เต็มไปด้วยฝุ่นและหยากไย่


เขาลองผลักประตู มันไม่ล็อค ประตูเปิดออกช้าๆ พร้อมเสียงครวญครางของบานพับที่ไม่ได้ถูกใช้งานมานานแสนนาน ภายในตัวบ้านมืดสนิท อากาศเย็นยะเยือกกว่าด้านนอกหลายเท่า ราวกับมีม่านบางเบากั้นระหว่างโลกสองใบ อนันต์เปิดไฟฉายฉายเข้าไปในความมืด แสงไฟสาดส่องไปกระทบกับเฟอร์นิเจอร์โบราณที่คลุมด้วยผ้าขาว บ้างก็ล้มระเนนระนาด บ้างก็ยังคงตั้งตระหง่านอยู่ในตำแหน่งเดิม


ห้องโถงกว้างขวางเต็มไปด้วยฝุ่นหนาทึบที่ฟุ้งกระจายขึ้นมาทุกครั้งที่เขาเหยียบย่าง เสียงฝีเท้าของเขาดังกังวานไปทั่วห้องโถงนั้น ราวกับไม่ใช่เสียงของเขาคนเดียว มันสะท้อนกลับมาเป็นท่วงทำนองที่ไม่คุ้นเคย ประสาทสัมผัสของอนันต์เริ่มทำงานหนัก เขาได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกปีบปนกับกลิ่นอับชื้นและกลิ่นเหม็นไหม้บางเบาที่ยากจะระบุ


"แปลกดีแฮะ" เขาคิดในใจ ดอกปีบไม่ใช่ดอกไม้ที่บานในฤดูนี้ และไม่มีทางที่จะมีกลิ่นหอมสดชื่นได้ในบ้านร้างแบบนี้ อนันต์เริ่มเก็บภาพถ่ายไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ห้องโถงใหญ่ ห้องรับแขก ห้องทำงาน ทุกซอกมุมที่กล้องของเขาจะบันทึกได้ เขาเป็นคนละเอียดรอบคอบ และมักจะสังเกตเห็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่คนอื่นอาจมองข้ามไป


ขณะที่กำลังถ่ายภาพรายละเอียดของเตาผิงเก่าแก่ในห้องรับแขก อนันต์ก็รู้สึกเหมือนมีใครบางคนยืนอยู่ข้างหลังเขา แรงกดดันบางอย่างที่ไม่ใช่แรงลม แต่เป็นความรู้สึกเหมือนถูกจ้องมองจากระยะประชิด เขาหันกลับไปทันที ไฟฉายสาดส่องไปทั่ว ไม่มีใคร ไม่มีอะไรนอกจากเงาของเฟอร์นิเจอร์ที่คลุมผ้าขาวโพน เขาส่ายหน้าเบาๆ พยายามจะปัดความรู้สึกแปลกๆ ทิ้งไป อาจจะเป็นแค่ความล้าจากการเดินทาง และจินตนาการที่เริ่มทำงานจากบรรยากาศชวนขนลุกนี้


เขาเดินขึ้นบันไดไม้ขนาดใหญ่ที่ทอดขึ้นไปยังชั้นสอง บันไดส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดทุกก้าวที่เหยียบไป ราวกับมันกำลังประท้วงการมาเยือนของเขา ห้องนอนต่างๆ บนชั้นสองยังคงจัดวางข้าวของเครื่องใช้ไว้อย่างเดิม ราวกับเจ้าของบ้านเพิ่งจากไปเมื่อวานนี้ อนันต์เดินสำรวจไปเรื่อยๆ ด้วยความระมัดระวัง แม้จะไม่มีเรื่องเหนือธรรมชาติเกิดขึ้นอย่างชัดเจน แต่บรรยากาศที่อึมครึม ความเงียบที่ไร้เสียงสิ่งมีชีวิตอื่นใด นอกจากเสียงลมหายใจของเขาเอง และเสียงจิ้งหรีดที่ดังมาจากภายนอก ก็ทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจอย่างประหลาด


เมื่อมาถึงห้องสุดท้ายที่อยู่สุดทางเดินด้านขวา เขาสังเกตเห็นว่าบานประตูไม้ถูกแง้มเอาไว้เล็กน้อย อนันต์ผลักประตูออกช้าๆ ห้องนี้ดูเหมือนจะเป็นห้องนอนเด็ก บนผนังยังคงมีร่องรอยของภาพวาดสีน้ำจางๆ เป็นรูปเด็กผู้หญิงกำลังยิ้ม บนเตียงไม้สักสี่เสายังคงมีตุ๊กตาผ้าเก่าๆ วางอยู่ตัวหนึ่ง สวมชุดลูกไม้สีขาวที่บัดนี้ซีดเซียวและสกปรก ฝุ่นจับหนาทึบทั่วทั้งห้อง


สิ่งที่ทำให้อนันต์ชะงัก คืออุณหภูมิในห้องนี้มันเย็นจัดผิดปกติ ราวกับเขาเดินเข้าไปในห้องแช่แข็ง เขารู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว ไม่ใช่เพราะความกลัวโดยตรง แต่เป็นปฏิกิริยาทางกายภาพต่อความเย็นที่กัดกินเข้ามาในกระดูก เขาเปิดไฟฉายส่องไปที่ตุ๊กตาตัวนั้น มันมีดวงตาที่ทำจากกระดุมสองเม็ดที่จ้องมองกลับมาอย่างว่างเปล่า


ทันใดนั้นเอง เขาก็ได้ยินเสียงบางอย่าง มันเป็นเสียงกระซิบแผ่วเบาที่ดังมาจากมุมห้องด้านในสุด ยากจะจับใจความ แต่เป็นเสียงที่ฟังดูเหมือนเสียงร้องไห้ของเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ อนันต์เบิกตากว้าง เขาไม่เคยเชื่อเรื่องนี้ แต่เสียงนั้นมันชัดเจนมาก ชัดเจนพอที่จะทำให้เส้นผมบนต้นคอของเขาลุกชัน


"ใครน่ะ?" อนันต์ตะโกนออกไป เสียงของเขาดูแหบพร่าและสั่นเล็กน้อยกว่าที่คิด เขาพยายามจะบอกตัวเองว่ามันเป็นแค่เสียงลมที่พัดผ่านช่องหน้าต่างที่แตกหัก หรือไม่ก็เป็นแค่ประสาทหลอนที่เกิดจากความเหนื่อยล้า แต่เมื่อเขาเงียบลง เสียงกระซิบนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันฟังดูชัดเจนขึ้น คล้ายกับคำว่า "แม่จ๋า..."


อนันต์ไม่รอช้าอีกต่อไป เขารีบก้าวออกจากห้องนั้นทันที โดยไม่หันกลับไปมอง เขาเดินลงบันไดกลับมายังชั้นล่างด้วยความเร่งรีบ เสียงหัวใจเต้นโครมครามอยู่ในอก แต่ขณะที่กำลังจะเดินผ่านห้องโถงใหญ่ เขาก็ได้ยินเสียงบางอย่างอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่เสียงกระซิบ แต่เป็นเสียงของเปียโนที่ดังแว่วมาจากห้องดนตรีที่อยู่ถัดออกไป


เสียงเปียโนที่บรรเลงขึ้นมานั้นเป็นเพลงกล่อมเด็กที่คุ้นหู ท่วงทำนองหวานเศร้าที่บรรเลงอย่างเชื่องช้า แต่กลับทำให้ความหนาวเย็นแผ่ซ่านเข้ามาในกระดูกสันหลังของอนันต์ เสียงดนตรีหยุดลงอย่างกะทันหัน พร้อมกับเสียงเหมือนมีอะไรบางอย่างล้มลงบนพื้นภายในห้องนั้น อนันต์หยุดนิ่ง เขาไม่ใช่คนขี้ขลาด แต่สิ่งที่เขากำลังเผชิญอยู่นั้นมันเกินกว่าสิ่งที่วิทยาศาสตร์จะอธิบายได้


เขายืนอยู่กลางห้องโถง ความมืดที่รายล้อมดูเหมือนจะกลืนกินทุกสิ่ง กล้องในมือของเขาสั่นระริก ไฟฉายของเขากะพริบถี่ๆ ก่อนจะดับลงอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ความมืดสนิทเข้าปกคลุม อนันต์รู้สึกเหมือนถูกบีบรัดจากทุกทิศทาง ลมหายใจของเขาติดขัด เขาเอื้อมมือไปในความมืด คลำหาประตูทางออก แต่ไม่มีอะไรนอกจากความว่างเปล่า


ความรู้สึกเหมือนถูกจับตามองกลับมาอีกครั้ง และคราวนี้มันเข้มข้นยิ่งกว่าเดิม อนันต์สาบานได้ว่าเขาได้ยินเสียงลมหายใจแผ่วๆ ดังอยู่ข้างหู พร้อมกับกลิ่นหอมของดอกปีบที่กลับมาอีกครั้ง คราวนี้มันหอมจัดจ้านจนเวียนหัว และปนกับกลิ่นสาบของเลือดจางๆ เขาหลับตาปี๋ พยายามรวบรวมสติ แต่ร่างกายของเขาดูเหมือนจะไม่เชื่อฟัง


ทันใดนั้น มือเย็นเฉียบราวกับน้ำแข็งก็สัมผัสลงบนต้นคอของเขา! อนันต์สะดุ้งสุดตัว เขารู้สึกได้ถึงแรงกดดันที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้น ลมหายใจของเขาเริ่มติดขัดอย่างหนัก เขาพยายามจะตะโกน แต่ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาจากลำคอ เขาสัมผัสได้ถึงเส้นผมที่พาดผ่านใบหน้า ความรู้สึกของกระโปรงผ้าลูกไม้ที่เสียดสีกับแขนของเขา มันไม่ใช่ตุ๊กตาตัวนั้น แต่เป็น...


ภาพความทรงจำบางอย่างพุ่งเข้ามาในหัวของเขาอย่างรวดเร็ว ภาพของหญิงสาวในชุดลูกไม้สีขาวคนหนึ่ง ใบหน้าซีดเซียว ดวงตาเหม่อลอย กำลังโอบกอดตุ๊กตาตัวโปรดไว้แน่น เธอกำลังร้องไห้ น้ำตาไหลเป็นสาย และเสียงเปียโนที่บรรเลงเพลงกล่อมเด็กด้วยทำนองที่บิดเบี้ยววิปลาส อนันต์รู้สึกถึงความเจ็บปวดอันมหาศาล ความสูญเสียที่กัดกินจิตใจของหญิงสาวคนนั้น มันไม่ใช่ภาพในความฝัน แต่มันคือความรู้สึกที่ถาโถมเข้ามาจากอดีตของบ้านหลังนี้


เขาดิ้นรนสุดชีวิต แรงบีบที่ต้นคอเริ่มคลายออก อนันต์สะดุดล้มลงกับพื้น ไฟฉายของเขาที่หลุดมือไปกลับติดขึ้นมาอีกครั้ง แสงไฟสาดส่องไปบนกำแพง ภาพสะท้อนของตัวเขาเองในกระจกบานใหญ่ที่แขวนอยู่ข้างประตู ปรากฏให้เห็นดวงตาแดงก่ำราวกับเพิ่งผ่านการร้องไห้อย่างหนัก พร้อมกับรอยนิ้วมือสีจางๆ ที่ประทับอยู่บนลำคอของเขา


อนันต์ไม่รอช้าอีกต่อไป เขาคลานไปที่ประตูทางออกอย่างไม่คิดชีวิต ผลักบานประตูออกและวิ่งออกจากบ้านหลังนั้นโดยไม่หันกลับไปมองอีก เขาวิ่งผ่านสนามหญ้ารกร้าง ลืมทุกสิ่งทุกอย่างที่เขามาที่นี่เพื่อทำ ลืมกล้องราคาแพง ลืมเป้สัมภาระ สิ่งเดียวที่เขาต้องการคือการออกไปจากสถานที่แห่งนี้ให้เร็วที่สุด


เขาวิ่งไปถึงรถกระบะ สตาร์ทเครื่องยนต์ และขับออกไปโดยไม่ลังเล แสงไฟหน้ารถสาดส่องไปบนความมืดมิดของถนนลูกรัง เสียงเครื่องยนต์คำรามดังกลบเสียงหัวใจที่ยังคงเต้นรัวอย่างบ้าคลั่งของเขา อนันต์ขับไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ทิศทาง รู้แต่ว่าต้องไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้จากบ้านปาริชาติ


วันรุ่งขึ้น อนันต์มาถึงเมือง เขาอยู่ในสภาพอิดโรย ร่างกายอ่อนล้า แต่สิ่งที่ทรมานเขาที่สุดคือภาพและความรู้สึกที่ยังคงติดตาและตรึงอยู่ในจิตใจ เขาเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้กับเพื่อนสนิทฟัง แต่เพื่อนของเขาก็ได้แต่พยักหน้าและบอกให้เขาพักผ่อน อาจจะเป็นเพราะเขาทำงานหนักเกินไป หรืออาจจะเป็นเพราะอุปทานจากบ้านร้างแห่งนั้น ไม่มีใครเชื่อเรื่องของอนันต์อย่างจริงจัง


อนันต์ไม่เคยกลับไปที่บ้านปาริชาติอีกเลย เขาเปลี่ยนอาชีพ ไม่เป็นนักสำรวจสถานที่เก่าอีกต่อไป เขาเลือกที่จะไม่ถ่ายภาพในที่มืดมิด ไม่แม้แต่จะหันกลับไปมองเงาที่ทอดตามมาข้างหลังในยามพลบค่ำ เรื่องราวที่เกิดขึ้นในบ้านปาริชาติได้เปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล มันทำให้เขารู้ว่าโลกนี้มีบางสิ่งบางอย่างที่เกินกว่ามนุษย์จะเข้าใจ มีความเจ็บปวดที่ฝังลึกอยู่ในกาลเวลา และวิญญาณบางดวงที่ยังคงยึดติดกับสถานที่แห่งความทรงจำ


เขาเรียนรู้ว่าความกลัวที่แท้จริง ไม่ได้เกิดจากสิ่งที่เรามองเห็น แต่เกิดจากสิ่งที่เราไม่เข้าใจ สิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ในเงา และสิ่งที่ยังคงกระซิบเรียกหาเราจากห้วงลึกของอดีต บางครั้ง การเผชิญหน้ากับความกลัวเหล่านั้น ไม่ได้นำมาซึ่งคำตอบ แต่กลับทิ้งรอยจำที่ไม่มีวันจางหาย สิ่งที่บ้านปาริชาติสอนเขา ไม่ใช่แค่เรื่องของผีสาง แต่มันคือการตระหนักว่าอดีตไม่เคยจากไปไหน มันยังคงวนเวียนอยู่รอบตัวเรา รอคอยโอกาสที่จะเผยตัวออกมา และบางครั้ง อดีตที่เต็มไปด้วยความทุกข์ระทมเหล่านั้น ก็สามารถทิ้งรอยประทับอันน่าหวาดกลัวไว้ในจิตใจของผู้ที่บังเอิญไปสัมผัสเข้า เรื่องราวของอนันต์เป็นเพียงบทเริ่มต้นของการค้นพบว่า ความกลัวนั้นมีหลากหลายรูปแบบ และบางสิ่งบางอย่าง...มันไม่มีวันตายไปพร้อมกับกาลเวลา

0 $type={blogger}:

แสดงความคิดเห็น

👻 ฟังเรื่องหลอน
✅ รองรับ PC & Mobile
พร้อมใช้งาน
ขับเคลื่อนโดย Blogger.

ผู้ติดตาม

สั่งกล่องพัสดุ 750 ส่งฟรี

✨ 750 ส่งฟรี ✨
โลโก้ ตุ้ยคุ้ยเรื่องหลอน

บทความ

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

**คนออนไลน์:** ...
ตุ้ยคุ้ยเรื่องหลอน: รวมเรื่องผี เรื่องเล่าสยองขวัญ และตำนานอาถรรพ์ © 2013 Published By Gooyaabi Templates Supported by Best Blogger Templates and Premium Blog Templates - Web Design