บางครั้งในชีวิตของเรา มีเรื่องราวบางอย่างที่แม้เวลาจะผ่านไปนานเท่าไร ความทรงจำอันน่าขนลุกก็ยังคงเกาะกินอยู่ในส่วนลึกของจิตใจ ราวกับว่าเหตุการณ์นั้นเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้ และคืนนั้น... คืนแห่งความหวาดหวั่นที่ยังคงตามหลอกหลอนผมอยู่เสมอ ก็เป็นหนึ่งในเรื่องราวเหล่านั้น
มันเป็นคืนเดือนมืดที่เงียบสงัด เสียงจักจั่นเรไรก้องกังวานไปทั่วทุ่งนาหลังหมู่บ้าน อากาศยามค่ำคืนเหน็บหนาวกว่าปกติ ลมกระโชกแรงเป็นระยะ พัดเอากลิ่นดิน กลิ่นใบไม้แห้ง และกลิ่นของความไม่ชอบมาพากลบางอย่างโชยมากับสายลม เสียงหมาหอนห่างๆ จากปลายหมู่บ้านฟังดูเศร้าสร้อยและเยือกเย็น ผมกับเพื่อนๆ อีกสามคน นั่งล้อมวงอยู่บนแคร่ไม้ไผ่ใต้ถุนบ้านของสมชาย ซึ่งเป็นบ้านเก่าแก่ยกสูงตั้งอยู่ริมทุ่ง มันเป็นบ้านไม้เก่าที่ผ่านกาลเวลามานานหลายสิบปี ผนังไม้กรุบางๆ ดูเหมือนจะไม่สามารถกันเสียงอะไรได้เลย
เรากำลังนั่งจิบเหล้าขาวกับแกล้มปลาร้าทอดกรอบๆ คุยกันเรื่องสัพเพเหระ เรื่องผีบ้าง เรื่องการเมืองบ้างตามประสาคนวัยหนุ่มที่เพิ่งจะพ้นจากรั้วมหาวิทยาลัยมาไม่นาน ดวงพร เพื่อนสาวเพียงคนเดียวในกลุ่มที่มักจะขี้ตกใจเป็นพิเศษ กำลังนั่งกอดเข่าตัวสั่นเล็กน้อยทุกครั้งที่สมชาย เล่าเรื่องผีปอบให้ฟัง แม้แต่ประยุทธ์ ผู้ซึ่งเป็นคนเคร่งครัดเรื่องประเพณีและความเชื่อท้องถิ่นมากที่สุดในกลุ่ม ก็ยังต้องพยักหน้าหงึกๆ เห็นด้วยกับทุกรายละเอียดที่สมชายเสริมแต่งเข้าไปในเรื่องราวชวนขนหัวลุกนั้น
“เออนี่พวกเรา” ประยุทธ์เอ่ยขึ้นพลางจิบเหล้า “วันนี้มันวันโกนนะเว้ย”
ทุกคนในวงชะงัก ประโยคนี้ของประยุทธ์มักจะมาพร้อมกับคำเตือนบางอย่างเสมอ
“แล้วไงวะประยุทธ์” สมชายถามอย่างไม่ใส่ใจนัก “วันโกนแล้วทำไม มึงจะชวนกูไปทำบุญเหรอ”
ประยุทธ์ขมวดคิ้วเล็กน้อย มองสมชายด้วยแววตาตำหนิ “ก็ไม่ใช่ว่าไม่รู้กันนี่หว่า วันโกนน่ะ เขาว่ากันว่าเป็นวันที่ประตูระหว่างโลกมนุษย์กับโลกวิญญาณมันบางลงมากที่สุด”
“อื้อหือ! ขนลุก” ดวงพรพึมพำเสียงแผ่ว พลางกระชับวงแขนที่กอดเข่าแน่นขึ้นไปอีก
“เขาเลยห้ามทักอะไรแปลกๆ ถ้าเจออะไรผิดหูผิดตา หรือรู้สึกเหมือนมีใครมองอยู่ก็อย่าไปทัก อย่าไปสบตาโดยเด็ดขาด” ประยุทธ์อธิบายต่อ น้ำเสียงของเขาจริงจังจนเราสัมผัสได้ถึงความเชื่ออันแรงกล้าในถ้อยคำเหล่านั้น “ถ้าทักเข้าหรือไปมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งเหล่านั้น มันจะติดตามเรามา แล้วบางทีมันก็จะเข้ามาอยู่ในบ้านเราด้วย”
สุเทพ เพื่อนอีกคนซึ่งเป็นคนใจกล้าบ้าบิ่นที่สุดในกลุ่ม หัวเราะพรืดออกมา “โธ่ไอ้ประยุทธ์ มึงนี่ก็เชื่ออะไรแปลกๆ นี่มันยุคไหนแล้ววะ มีแต่ในหนังกับนิยายแหละวะ”
“แล้วก็ห้ามเล่นอะไรพิเรนทร์ๆ ใกล้บ้านด้วย โดยเฉพาะสิ่งที่มีชีวิตหรือสิ่งที่เคยมีชีวิต” ประยุทธ์ยังคงไม่สนใจคำพูดของสุเทพ พยายามเน้นย้ำคำเตือนนั้น
“ก็แค่ความเชื่อเก่าๆ ที่คนสมัยก่อนเอาไว้ขู่เด็กไม่ให้ซนรึเปล่า” สมชายเสริมอย่างไม่แยแส
“แต่ปู่เคยบอกว่า มันมีเรื่องจริงนะ สมัยปู่ยังเด็ก มีลุงคนหนึ่งไปท้าลองของที่ป่าช้าในวันโกน สุดท้ายก็เจอดี โดนผีหลอกจนไข้ขึ้น นอนซมไปเป็นอาทิตย์” ดวงพรเล่าด้วยน้ำเสียงกระซิบกระซาบ แววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
“นั่นมันเรื่องเล่าขาน” สุเทพโบกมือปัด “พวกมึงนี่ก็อ่อนไหวกับเรื่องพวกนี้จริง”
เรายังคงนั่งคุยกันต่ออีกพักใหญ่ โดยมีประเด็นเรื่องวันโกนและความเชื่อโบราณเข้ามาสอดแทรกเป็นระยะ สุเทพยังคงเป็นคนที่ไม่เชื่อเรื่องพวกนี้เลย ส่วนสมชายก็ดูจะยังลังเลอยู่บ้าง แต่ดวงพรกับประยุทธ์นี่เห็นด้วยและเชื่อฝังใจอย่างแน่นอน ส่วนผมเอง ผมมักจะอยู่ตรงกลาง ไม่ได้เชื่อจนงมงาย แต่ก็ไม่ถึงกับไม่เชื่อเสียทีเดียว ผมคิดว่าความเชื่อบางอย่างมันก็มีที่มาที่ไป และบางครั้งก็เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือการอธิบายด้วยเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ของเรา
เวลาล่วงเลยไปจนเกือบเที่ยงคืน ดวงพรเริ่มหาวหวอดๆ ส่วนสมชายก็เริ่มตาปรือ เราทุกคนดื่มกันไปพอสมควรแล้ว จนเริ่มมีอาการมึนๆ งงๆ
“กูว่าพอแล้วดีกว่าว่ะ” สมชายบอก “พรุ่งนี้เช้าต้องไปช่วยแม่ดำนาอีก”
“เออๆ แยกย้ายๆ” สุเทพตอบพลางลุกขึ้นยืนบิดขี้เกียจ แต่จังหวะนั้นเอง เขากลับหันไปเห็นก้อนหินขนาดเท่ากำปั้นวางอยู่ไม่ไกลจากแคร่ มันเป็นหินสีดำเนื้อหยาบที่มักจะพบตามริมแม่น้ำ
“นี่ไงวะ หินก้อนนี้ เอาไว้ยิงเล่นแก้เบื่อก่อนกลับ” สุเทพพูดพลางหยิบก้อนหินขึ้นมาถือเล่น เขาเป็นคนชอบขว้างปาสิ่งของเล่นสนุกอยู่แล้ว
ประยุทธ์ที่กำลังจะลุกตามเพื่อนถึงกับชะงัก “เฮ้ย สุเทพ อย่าเล่นอะไรพิเรนทร์นะเว้ย กูบอกแล้วว่าวันนี้วันโกน!”
สุเทพหัวเราะอย่างอารมณ์ดี “อะไรของมึงวะไอ้ประยุทธ์ แค่หินก้อนเดียวเอง”
เขาไม่ฟังคำเตือนของประยุทธ์ แม้แต่ดวงพรเองก็เริ่มร้องท้วงออกมาเบาๆ “อย่าเลยสุเทพ ไม่เอา”
สุเทพยกหินในมือขึ้นเล็งไปยังต้นมะม่วงใหญ่ที่ตั้งอยู่ห่างออกไปราวสิบเมตร แต่ด้วยความเมาและทัศนวิสัยที่ไม่ดีนัก ทำให้การกะระยะผิดพลาด เขากำลังจะขว้างออกไป แต่จู่ๆ ก็มีเสียงอะไรบางอย่างดังขึ้น...
ตูม!
เสียงดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าผ่า ลงมาจากทิศทางด้านบนหลังคาบ้านสมชาย! มันไม่ใช่เสียงหินกระทบต้นไม้ แต่มันเป็นเสียงที่หนักหน่วง รุนแรง และน่ากลัวกว่านั้นมาก เสียงกระเบื้องแตกละเอียดดังเพล้ง! ตามมาด้วยเสียงไม้ลั่นเอี๊ยดอ๊าด และที่น่ากลัวที่สุดคือเสียงกรีดร้องโหยหวนอันแหลมเล็ก เสียงนั้นไม่เหมือนเสียงสัตว์ใดๆ ที่เราเคยได้ยินมาก่อน มันฟังดูเหมือนเสียงของสิ่งมีชีวิตที่กำลังเจ็บปวดทรมานอย่างแสนสาหัส คล้ายเสียงลมหวีดหวิวที่เปลี่ยนเป็นเสียงกรีดร้องของมนุษย์ เสียงกรีดร้องนั้นดังลั่นไปทั่วบริเวณ ก่อนจะค่อยๆ แผ่วลงและเงียบหายไปในความมืดมิด ทิ้งไว้แต่ความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัว
พวกเราทั้งสี่คนแข็งทื่ออยู่กับที่ ดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกใจและหวาดกลัว สุเทพทำก้อนหินที่ถืออยู่ในมือหล่นลงพื้นกระทบเสียงดังแกร๊ก เขาซีดเผือดไปทั้งตัว ดวงพรถึงกับปล่อยโฮออกมา สะอื้นฮักๆ ด้วยความหวาดกลัวจับใจ
“เสียงอะไรน่ะ” ดวงพรพึมพำเสียงสั่นเครือ “เสียงอะไรมันหล่นใส่หลังคาบ้านสมชาย”
สมชายเองก็ยืนตัวสั่นไม่ต่างกัน “ไม่รู้ ไม่เคยได้ยินเสียงแบบนี้มาก่อนเลย”
ประยุทธ์หน้าถอดสี เขาหันมามองสุเทพด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตำหนิและหวาดกลัว “กูบอกแล้วไงสุเทพ! กูเตือนมึงแล้วว่าวันโกนอย่าทัก อย่าเล่นอะไรพิเรนทร์!”
ความเงียบที่เข้าปกคลุมนั้นมันหนักอึ้งและน่ากลัวกว่าเสียงใดๆ ที่ผ่านมา พวกเรามองหน้ากันเลิกลั่ก ไม่มีใครกล้าพูดอะไรอีก
“มัน..มันคืออะไร” ผมพยายามรวบรวมสติถามออกไป เสียงของผมเองก็สั่นไม่แพ้ใคร
“ไม่รู้...แต่เสียงหวีดร้องนั่น มันไม่ใช่เสียงสัตว์” สมชายตอบ สีหน้าเขาซีดเผือด
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหวีดหวิว และเสียงหมาหอนแว่วๆ จากไกลๆ ซึ่งคราวนี้เสียงหมาหอนนั้นฟังดูโหยหวนและน่าเวทนามากกว่าเดิมหลายเท่า
ไม่มีใครกล้าขึ้นไปดูบนบ้านในตอนนั้น ความมืดมิดรอบตัวดูเหมือนจะแฝงไว้ด้วยภัยคุกคามที่มองไม่เห็น แรงกระตุ้นบอกให้เราวิ่งหนีไปให้ไกลที่สุด แต่ขาของเรากลับแข็งทื่อราวกับถูกตรึงไว้ด้วยมนต์สะกด ความกลัวกัดกินหัวใจจนแทบหยุดเต้น
ในที่สุด ความกล้าหาญปนความอยากรู้อยากเห็นก็เอาชนะความกลัวได้ สมชายในฐานะเจ้าของบ้าน เป็นคนแรกที่รวบรวมความกล้าหยิบไฟฉายเก่าๆ ที่วางอยู่บนแคร่ขึ้นมา
“ไปดูกันไหม” เขาถามเสียงสั่นๆ
ประยุทธ์ลังเล แต่ก็พยักหน้า ดวงพรยังคงตัวสั่นไม่หยุด ส่วนสุเทพที่เมื่อครู่ยังกล้าหาญนัก ตอนนี้กลับซีดเผือด ตัวแข็งทื่อ ไม่กล้าแม้แต่จะขยับ
“ไม่...ไม่เอา” ดวงพรส่ายหน้า “ฉันกลัว”
“ต้องไปดูสิว่ามันคืออะไร” ประยุทธ์พูด น้ำเสียงจริงจังแม้จะมีความหวาดกลัวแฝงอยู่ “ถ้าไม่ไปดูตอนนี้ พรุ่งนี้เช้าทุกคนก็จะยิ่งสงสัยและกังวลมากกว่าเดิม”
สุดท้ายเราสามคน – ผม, สมชาย, และประยุทธ์ – ก็ตัดสินใจเดินขึ้นบันไดไม้ที่เก่าแก่ของบ้านสมชายอย่างช้าๆ ไฟฉายในมือของสมชายส่องนำทาง ความมืดภายในบ้านดูมืดทึบกว่าภายนอกมาก ราวกับแสงจากไฟฉายจะถูกกลืนกินไปในเงามืดนั้น
เราเดินผ่านห้องโถงที่มืดมิด สู่บริเวณที่คาดว่าเสียงเมื่อครู่ดังลงมา ทุกก้าวที่เราเดิน เสียงไม้ลั่นเอี๊ยดอ๊าดก็ดังขึ้นราวกับว่าบ้านกำลังจะส่งเสียงเตือน หรือกำลังกรีดร้องออกมาพร้อมกับเรา
เมื่อมาถึงจุดที่อยู่ใต้รอยแตกบนหลังคา แสงไฟฉายส่องขึ้นไปเผยให้เห็นแผ่นกระเบื้องหลังคาที่แตกเป็นช่องโหว่ขนาดใหญ่ แสงจันทร์สลัวๆ ลอดผ่านเข้ามาได้บ้าง พร้อมกับเศษกระเบื้องที่ร่วงหล่นลงมาบนพื้นไม้ และมีฝุ่นผงฟุ้งกระจายไปทั่ว
แต่สิ่งที่ทำให้พวกเราถึงกับผงะ ถอยหลังกรูดด้วยความตกใจสุดขีด คือสิ่งที่วางอยู่บนพื้นไม้ใต้ช่องโหว่นั้น...
มันเป็น ก้อนเนื้อปริศนา ขนาดใหญ่เท่าลูกมะพร้าว ผิวของมันดูขรุขระเป็นปุ่มปม สีออกแดงคล้ำๆ เหมือนเนื้อสดที่ทิ้งไว้นานจนเริ่มเปลี่ยนสี มีเส้นเลือดปูดโปนเป็นสายใยพันกันยุ่งเหยิง แถมยังมีขนอ่อนๆ สีดำปนอยู่ประปราย และที่น่าขนลุกที่สุดคือ มีอะไรบางอย่างที่คล้ายกับ ดวงตา ที่ไม่สมบูรณ์ แต่ยังคงมีแวววาวสะท้อนแสงไฟฉาย ราวกับว่ามันยังคงมองเห็น
กลิ่นสาบเหม็นคาวคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ กลิ่นที่ทำให้พวกเราแทบจะสำลักและอาเจียน มันไม่ใช่กลิ่นเนื้อสัตว์ทั่วไปที่เราคุ้นเคย แต่เป็นกลิ่นที่เหม็นเน่า ผสมกับกลิ่นเลือด และกลิ่นประหลาดบางอย่างที่ทำให้รู้สึกพะอืดพะอมอย่างรุนแรง
“อะไรวะนั่น” สมชายพึมพำเสียงสั่น ตัวสั่นระริก
ประยุทธ์หน้าถอดสี ไม่พูดอะไร เขาก้มลงมองก้อนเนื้อนั้นอย่างพิจารณา แววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและรังเกียจ
“มัน...มันมีตาด้วย” ผมพูดเสียงสั่น
ก้อนเนื้อนั้นดูเหมือนจะยังขยับได้เล็กน้อย ราวกับมีชีวิตอยู่ ผมแทบไม่กล้าหายใจ
“นี่มันไม่ใช่เนื้อสัตว์ธรรมดาแล้วนะเว้ย” ประยุทธ์พูดเสียงแผ่ว “มันเหมือน...มันเหมือนเนื้อที่ถูกควักออกมาจากอะไรบางอย่าง”
เสียงหวีดร้องเมื่อครู่หวนกลับมาในความทรงจำของเราทุกคน ก้อนเนื้อปริศนาชิ้นนี้มันคืออะไรกันแน่? มันมาได้อย่างไร? และเสียงกรีดร้องนั้นเป็นของใคร?
สมชายรีบถอยห่างจากก้อนเนื้อนั้น เขามองไปรอบๆ ราวกับจะหาที่ซ่อน แต่ก็ไม่มีที่ไหนจะปลอดภัย
“เราต้องทำยังไงกับมันดี” สมชายถาม น้ำเสียงแตกตื่น
ประยุทธ์ไม่ตอบ เขายังคงจ้องมองก้อนเนื้อนั้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “ฉันบอกแล้วว่าอย่าเล่นอะไรพิเรนทร์ในวันโกน” เขาพูดขึ้นลอยๆ ด้วยน้ำเสียงตำหนิปนความหวาดกลัว “มันจะนำพาภัยมาสู่เรา”
ทันใดนั้น ก้อนเนื้อประหลาดนั้นก็ขยับตัวอีกครั้ง มันบิดเกลียวเล็กน้อย ราวกับกำลังหายใจ ทำให้พวกเราถึงกับสะดุ้งสุดตัว
“วิ่ง! วิ่งเลย!” สมชายตะโกนลั่น เขาวิ่งนำลงจากบ้านไปอย่างไม่คิดชีวิต
เราที่เหลือก็วิ่งตามสมชายลงไปอย่างไม่คิดชีวิตเช่นกัน ดวงพรที่ยังคงอยู่ใต้ถุนบ้านเห็นพวกเราวิ่งหน้าตาตื่นลงมาก็ยิ่งตกใจเข้าไปใหญ่ เธอเกือบจะล้มลงเพราะความกลัว
“เกิดอะไรขึ้น! มันคืออะไร” ดวงพรกรีดร้อง
พวกเราไม่ตอบ ไม่กล้าแม้แต่จะหันไปมองหลังบ้านสมชายอีกครั้ง เราวิ่งไปรวมตัวกันที่ศาลาเก่ากลางหมู่บ้าน ห่างจากบ้านสมชายออกไปพอสมควร ทุกคนหอบหายใจอย่างหนัก ตัวสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัวจับใจ
สุเทพเองที่เมื่อครู่ยังนั่งตัวแข็งอยู่ ก็วิ่งตามมาติดๆ ใบหน้าของเขาซีดเผือดราวกับศพ แววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างที่สุด เขาคงได้ยินเสียงหวีดร้องและได้เห็นสิ่งที่เราเห็นเมื่อเดินขึ้นไป
“กู...กูไม่น่าเลย” สุเทพพึมพำเสียงแผ่ว น้ำตาคลอเบ้า “กูไม่น่าไปเล่นแบบนั้นเลย”
ประยุทธ์ไม่ได้ต่อว่าสุเทพอีก เขาเพียงแต่นั่งก้มหน้าตัวสั่นเทิ้ม ดวงพรยังคงร้องไห้ไม่หยุด ส่วนผมกับสมชายก็นั่งนิ่ง ตัวแข็งทื่อ สติกระเจิดกระเจิง
เรานั่งอยู่อย่างนั้นจนเกือบเช้า ไม่มีใครกล้ากลับบ้านตัวเอง ทุกคนกลัวจนลืมความเหน็ดเหนื่อยและความง่วงนอน แสงตะวันเริ่มสาดส่องเข้ามาในหมู่บ้าน ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มอ่อนๆ แต่แสงสว่างนั้นไม่ได้ช่วยให้ความกลัวในใจพวกเราลดลงแม้แต่น้อย
เมื่อแสงอาทิตย์เริ่มแรงขึ้น ประยุทธ์ก็เป็นคนแรกที่ลุกขึ้นยืน
“เราต้องกลับไปดู” เขาพูดเสียงแหบพร่า “เราจะปล่อยมันไว้แบบนั้นไม่ได้”
ไม่มีใครเถียงอีกแล้ว ทุกคนต่างก็รู้สึกคล้ายๆ กันว่าต้องกลับไปเผชิญหน้ากับสิ่งที่ทิ้งไว้บนบ้านสมชาย พวกเราเดินกลับไปที่บ้านสมชายอย่างช้าๆ ด้วยความรู้สึกหวาดหวั่นปนความอยากรู้อยากเห็นที่ยังคงมีอยู่
เมื่อเดินขึ้นไปบนบ้านอีกครั้ง แสงแดดยามเช้าสาดส่องเข้ามาทางช่องโหว่บนหลังคา เผยให้เห็นเศษกระเบื้องแตกกระจาย และฝุ่นผงที่ฟุ้งอยู่ในอากาศ
แต่สิ่งที่ทำให้พวกเราถึงกับเบิกตากว้าง และยืนนิ่งไปชั่วขณะ คือ...
ก้อนเนื้อปริศนาเมื่อคืน มันหายไปแล้ว
บนพื้นไม้ใต้ช่องโหว่ มีเพียงคราบน้ำสีแดงคล้ำจางๆ ที่ซึมเข้าไปในเนื้อไม้ และมีเส้นขนอ่อนๆ สีดำหลงเหลืออยู่ประปรายเท่านั้น กลิ่นสาบเหม็นคาวก็จางหายไปจนแทบไม่ได้กลิ่น ราวกับว่าเมื่อคืนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย
พวกเรามองหน้ากันเลิกลั่ก ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น นี่มันเรื่องจริงหรือว่าเราทุกคนฝันไป
“มัน...มันหายไปไหน” สุเทพถามเสียงสั่น
ประยุทธ์ส่ายหน้าอย่างช้าๆ “ฉันไม่รู้”
สมชายทรุดตัวลงนั่งบนพื้นไม้ เขาเอามือปิดหน้าด้วยความสับสนและหวาดกลัว
“นี่มันอะไรกันแน่” สมชายพึมพำ “ทำไมมันถึงหายไปได้”
วันนั้นเป็นวันที่ยาวนานที่สุดในชีวิตของเรา พวกเราช่วยกันเก็บกวาดเศษกระเบื้อง และสมชายก็หาไม้กระดานมาปิดช่องโหว่บนหลังคาชั่วคราว แต่ถึงจะปิดร่องรอยทางกายภาพได้ แต่รอยแผลในใจของเรากลับไม่สามารถปิดบังได้เลย
เรื่องราวของคืนปล่อยของคืนนั้น กลายเป็นความลับที่เราเก็บงำไว้ ไม่กล้าเล่าให้ใครฟัง เพราะรู้ดีว่าคงไม่มีใครเชื่อ และบางที การไม่เล่าอะไรเลย อาจจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้วก็เป็นได้
หลังจากคืนนั้น สุเทพก็ดูเปลี่ยนไป เขาไม่กล้าเล่นอะไรพิเรนทร์อีกเลย และดูเหมือนจะเป็นคนเก็บตัวมากขึ้น ดวงพรเองก็ยังคงขี้ตกใจง่ายกว่าเดิมหลายเท่า ส่วนประยุทธ์ เขายิ่งเคร่งครัดเรื่องความเชื่อและประเพณีท้องถิ่นมากขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว
บ้านของสมชายหลังนั้น ก็ไม่มีใครกล้าเข้าไปพักอาศัยอีกเลย แม้สมชายจะพยายามซ่อมแซมและปรับปรุง แต่ความรู้สึกบางอย่างที่มองไม่เห็น มันก็ยังคงอบอวลอยู่ในบ้านหลังนั้น ผู้คนในหมู่บ้านเริ่มกระซิบกระซาบถึงเรื่องแปลกๆ ที่เกิดขึ้นในบ้านสมชาย แต่ไม่มีใครรู้เรื่องจริงทั้งหมด
สำหรับผม เรื่องราวคืนนั้น สอนให้ผมรู้ว่า บางสิ่งบางอย่างในโลกนี้ อาจอยู่นอกเหนือความเข้าใจและคำอธิบายของเรา มันมีมิติบางอย่างที่ซ่อนเร้นอยู่เสมอ และบางที การไม่ล่วงละเมิด ไม่ท้าทายสิ่งที่เราไม่เข้าใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันสำคัญตามความเชื่อโบราณ อย่าง "วันโกน" นั้น อาจจะเป็นทางที่ปลอดภัยที่สุดแล้ว
เรื่องราวคืนปล่อยของที่มีเสียงหวีดร้องโหยหวนและก้อนเนื้อปริศนาหล่นใส่หลังคาในวันโกน อาจจะฟังดูเหนือธรรมชาติ ไร้เหตุผล และยากที่จะเชื่อ แต่สำหรับพวกเราที่ได้ประสบเหตุการณ์นั้นด้วยตัวเอง มันคือความจริงที่ยังคงตามหลอกหลอน และเป็นเครื่องย้ำเตือนใจถึงขอบเขตที่บอบบางระหว่างโลกของเรากับอีกโลกหนึ่งที่ซ่อนเร้นอยู่เสมอ และในบางครั้ง ผนังกั้นบางๆ นั้นก็สามารถถูกฉีกขาดลงได้ง่ายๆ ด้วยการกระทำที่ไม่ตั้งใจ หรือการไม่เคารพต่อความเชื่อที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน
เมื่อเราได้รู้เรื่องราวของคืนปล่อยของจากมุมมองของพยานที่ได้พบเห็นสิ่งลี้ลับนี้แล้ว ในตอนถัดไป เราจะลองเจาะลึกไปที่ความเชื่อเรื่องวันโกน และปรากฏการณ์ลึกลับที่เชื่อมโยงกับ "คืนปล่อยของ" ในบริบทอื่นๆ ของสังคมและวัฒนธรรมที่เราอาจไม่เคยรู้มาก่อน
0 $type={blogger}:
แสดงความคิดเห็น