จ่าหน้าถึงตัวเอง

 หญิงสาวคนหนึ่งเดินเข้ามาในร้านส่งพัสดุช่วงบ่ายแก่ๆ ท่ามกลางอากาศร้อนอบอ้าวที่ทำให้คนส่วนใหญ่หงุดหงิดง่ายเป็นพิเศษ แต่คนคนนี้กลับดูนิ่งผิดปกติ ราวกับอยู่ในอากาศอีกฤดูกาลหนึ่งที่ไม่ตรงกับทุกคนบนถนน

เธอสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวซีดกับกระโปรงยาวสีเทาเข้ม ผมยาวดำถูกรวบต่ำๆ อย่างลวกๆ มีปอยหลุดรุงรังข้างแก้ม ดวงตาดูเหมือนคนนอนไม่พอ แต่ไม่ใช่แบบคนทำงานหนัก หากเป็นความล้าแบบคนที่ “คิดมากเกินไป” มานานเกิน

ในมือเธอถือกล่องไปรษณีย์ขนาดเล็กแนบอกเอาไว้แน่น
แน่นเกินกว่าคนที่แค่กลัวของตก
มันเหมือนคนกอดหมอนใบสุดท้ายในชีวิตมากกว่า

เสียงกระดิ่งประตูร้านดังขึ้นเบาๆ
นัท – พนักงานประจำร้านส่งพัสดุ – เงยหน้าจากหน้าจอคอมพิวเตอร์
เขาเห็นผู้หญิงคนนี้ยืนอยู่กลางร้าน แล้วมองมาที่เขาเหมือนกำลังเช็กว่าที่นี่ “ปลอดภัยพอ” ไหม

“ส่งของครับ?”
นัทถามด้วยน้ำเสียงสุภาพตามมารยาท

หญิงสาวพยักหน้าเบาๆ ก่อนค่อยๆ วางกล่องลงบนเคาน์เตอร์
มือเธอยังไม่ยอมปล่อยจากฝากล่องทันที เหมือนยังชั่งใจอยู่ว่าจะยกกลับไปหรือไม่

“ส่งไปที่ไหนครับ”
เขาหยิบแบบฟอร์มขึ้นมารอกรอก

หญิงสาวเอื้อมมือไปหยิบกระดาษโพสต์อิทเล็กๆ จากกระเป๋าถือ แล้วยื่นให้เขา
บนกระดาษเขียนชื่อผู้รับด้วยลายมือค่อนข้างสวย แต่ตัวหนังสือบีบชิดกันแน่น
“ถึง: ชลิดา …”
ตามด้วยที่อยู่บ้านเดี่ยวในย่านชานเมือง

นัทพยักหน้า พลางเงยหน้าขึ้นถาม
“ชื่อคนส่งล่ะครับ”

หญิงสาวเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอื้อมมือไปหยิบปากกาจากเขา
เธอก้มลงเขียนชื่อนั้นบนช่อง “ผู้ส่ง” ด้วยมือที่สั่นเพียงเล็กน้อย

ตัวหนังสือด้านบนกับด้านล่าง… เหมือนกันทุกตัว

“ผู้ส่ง: ชลิดา …”
“ผู้รับ: ชลิดา …”

นัทนิ่งไปครู่หนึ่ง
เขาเคยเจอคนส่งของถึงตัวเองตามโรงแรมหรือที่ทำงานบ้าง
แต่ส่วนใหญ่จะส่งไปสถานที่คนละที่กับที่อยู่จริงของตัวเอง
ไม่ใช่จ่าหน้าจากตัวเอง… กลับไปหาตัวเอง… ที่บ้าน

“เอ่อ… ยืนยันนะครับ ส่งจากชลิดา ไปให้ชลิดา ที่บ้านหลังนี้?”
เขาถามทวนให้แน่ใจ เผื่อเธอเขียนผิด

หญิงสาวเงยหน้าขึ้น
ดวงตาเธอว่างเปล่าแต่ก็มีประกายหม่นบางอย่างซ่อนอยู่

“ใช่ค่ะ ส่งถึงที่บ้าน… แต่ตอนนี้ไม่มีใครอยู่บ้าน”
เธอตอบเสียงเรียบ
“เลยต้องส่งไปล่วงหน้า รอเจ้าของกลับไป”

คำพูดนั้นฟังดูธรรมดา ถ้าไม่ใช่เพราะสีหน้าเธอเหมือนกำลังพูดถึง “บ้านหลังหนึ่งในความทรงจำ” มากกว่าบ้านที่มีอยู่บนแผนที่จริง

นัทรู้สึกขนลุกเล็กน้อย
แต่ยังคงทำงานต่อ

“ข้างในเป็นอะไรครับ จะได้ติ๊กประเภทให้ถูก”

เธอนิ่งไปนานกว่าปกติ
ก่อนตอบสั้นๆ

“ของใช้ส่วนตัวค่ะ… ของที่ต้องอยู่กับเจ้าของตลอดเวลา”

น้ำเสียงเธอตอนพูดคำว่า “ตลอดเวลา” มีแววหนักแน่นผิดกับภาพลักษณ์ที่ดูอ่อนแรง

นัทไม่ได้ซักต่อ
เพราะเป็นคำตอบมาตรฐานของคนที่ไม่อยากอธิบายละเอียด
เขาวางกล่องบนเครื่องชั่ง น้ำหนักออกมาไม่ถึงครึ่งกิโล
เบากว่าที่คิดเสียด้วยซ้ำ

ระหว่างที่เขาจัดการในระบบ ดวงตากลับเผลอเหลือบไปที่มุมเทปที่ปิดฝากล่อง
เหมือนมีเส้นบางๆ สีดำๆ ติดอยู่ใต้เทปใส
พันอยู่ที่ขอบพับกล่องด้านหนึ่ง

มันเหมือน… เส้นผม

เส้นผมที่หลุดออกมาจากรอยปิดสนิท

ความเคยชินของคนทำงานร้านพัสดุทำให้นัทรู้ว่า กล่องที่แพ็คดี จะไม่ค่อยมีอะไรโผล่ล้นออกมาจากขอบได้ง่ายๆ
แต่เส้นผมเส้นนี้กลับติดอยู่ใต้เทปอย่างพอดี ราวกับตอนปิดกล่อง เส้นผมมันยัง “เคลื่อนไหว” อยู่

“ผมลูกค้าติดเทปหรือเปล่าครับ”
นัทลองถามแบบเบาๆ พลางชี้ไปที่มุมกล่อง

หญิงสาวมองตาม
สายตาเธอวูบไหววูบหนึ่ง ก่อนเปลี่ยนเป็นนิ่งเฉยเหมือนเดิม

“ไม่ใช่ของคนอื่นหรอกค่ะ… ของฉันเอง”
เธอตอบ
“เก็บไม่ดีเลยหลุดออกมา เดี๋ยวก็เดินทางไม่ครบ”

คำพูดนั้นทำให้นัทชะงัก
“เดินทางไม่ครบ” สำหรับเขาคือของเสียหาย
แต่สำหรับเธอ… เหมือนหมายถึง “ตัวตน” ของอะไรบางอย่างที่จะถูกส่งไป

ก่อนเขาจะพูดอะไรต่อ หญิงสาวก็ยื่นมือมาหยิบปลายเส้นผมที่โผล่ออกมาเบาๆ
ดึงมันออกจากเทปอย่างทะนุถนอม
แล้ว… เก็บใส่กระเป๋าเสื้อเอง

“เส้นนี้ไม่ไปด้วยก็ได้ค่ะ แค่นี้ก็คงพอแล้ว”
เธอพึมพำเบาๆ เหมือนพูดกับตัวเอง

บรรยากาศรอบตัวเหมือนแน่นขึ้นเล็กน้อย
เหมือนอากาศแถบนั้นชื้นหนา
ทั้งที่แอร์ในร้านยังทำงานดี

ความอยากรู้ที่ล้ำเส้น

หลังหญิงสาวจ่ายเงินเสร็จ รับใบเสร็จเรียบร้อยแล้วเดินออกจากร้านไป
เสียงกระดิ่งประตูดังขึ้นอีกครั้ง
คราวนี้ ไม่ใช่เสียงธรรมดาในหูนัท
มันเหมือนเสียง “บางอย่าง” ขาดจากที่เดิม แล้วกำลังจะเดินทางไปกับกล่องเล็กๆ ใบหนึ่ง

เขายืนมองเลขแทร็กกิ้งบนหน้าจอ
มองชื่อผู้ส่งและผู้รับที่เหมือนกันเป๊ะ
ชื่อเดียวกัน
ที่อยู่เดียวกัน
แค่เวลาที่ต่างกัน

ในหัวมีคำถามมากมาย
แต่คำถามที่ดังที่สุดคือ…

“ในกล่องมีอะไร”

ตามกฎบริษัท เขา “ห้าม” แอบเปิดกล่องลูกค้าเด็ดขาด
แม้จะแค่แอบงัดเทปดูนิดเดียวก็ถือว่าผิดร้ายแรง
แต่ความอยากรู้ของคนที่อยู่กับกล่องทั้งวัน
ประกอบกับความรู้สึกแปลกๆ เมื่อตะกี้
ทำให้มือหนึ่งของเขาเอื้อมไปแตะขอบกล่องโดยไม่รู้ตัว

เขาไม่ได้คิดจะเปิด
แค่ลอง “จับ” ดู
สัมผัสว่าข้างในมีรูปทรงแบบไหน
กล่องที่ข้างในเป็นเสื้อผ้าพับเรียง จะให้สัมผัสแบบหนึ่ง
หนังสือจะให้สัมผัสอีกแบบ
แต่กล่องนี้
ข้างในเป็น “ก้อนเล็กๆ กระจายไม่สม่ำเสมอ” เหมือนใส่อะไรที่แห้งและเบา
แต่ไม่ใช่กระดาษ

ปลายนิ้วเขาลูบผ่านรอยเทปบริเวณที่เส้นผมโผล่มาตะกี้
จู่ๆ ก็รู้สึกคันยิบๆ ในฝ่ามือ
เหมือนมีอะไรเล็กๆ แข็งๆ ขูดแผ่วๆ จากด้านในกล่อง
ไม่ใช่การขยับของสิ่งของ
แต่เป็นสัมผัสแบบ… เล็บคนที่ขูดผิวกระดาษจากด้านใน

เขาชักมือกลับแทบไม่ทัน
หัวใจเต้นแรงขึ้นโดยไร้เหตุผลตรรกะ

“หรือคิดมากไปเองวะ…”
เขาพึมพำกับตัวเอง

เพื่อดับความคิดฟุ้งซ่าน
เขาเอากล่องไปวางในโซนรอจัดส่งรวบรวมพัสดุเที่ยวเย็น
ตั้งใจจะลืมมัน
แต่ภาพเส้นผมใต้เทปกับสัมผัสแหลมคมจากข้างในก็ยังวนอยู่ในหัว

ตกเย็น ขณะที่เขากำลังช่วยคนขนของขึ้นรถขนส่ง
กล่องของ “ชลิดา ส่งถึงชลิดา” ใบนี้
ถูกวางทับอยู่ใต้กล่องใบอื่นพอดี
ไม่มีอะไรผิดปกติ
นอกจากความรู้สึกอึดอัดแปลกๆ ที่คล้ายมี “สายตา” มองเขาจากในกองกล่อง

คืนนั้น… นัทนอนไม่หลับ

ปลายทางที่ไม่มีเจ้าของอยู่รอ

อีกสองวันต่อมา
รถขนส่งกลับมาจอดหน้าร้านพร้อมถุงพัสดุค้างส่ง
พนักงานขนส่งโยนพัสดุที่ “ส่งไม่สำเร็จ” ลงบนโต๊ะหลังร้านให้ตรวจสอบ

“ของลูกค้าส่งไม่ถึง เซ็นไม่รับ ไม่มีคนอยู่บ้าน กล่องนี้ก็เหมือนกัน ลองเช็กหน่อย”
คนขับบอกเสียงเหนื่อยๆ

นัทก้มลงดู
ด้านบนสุดของถุงคือกล่องเล็กๆ ใบคุ้นตา
กล่องของชลิดา… ที่ส่งถึงชลิดาเอง

มีสติ๊กเกอร์แปะเพิ่มมาด้วยลายมือคนส่งของ
“ไม่มีคนอยู่บ้าน / ไม่มีใครรับ / โทรไปไม่ติด”

เขาหยิบกล่องออกมา
สังเกตเห็นว่ามุมกล่องบุบเล็กน้อยเหมือนถูกของหนักกว่าทับระหว่างเดินทาง
เทปยังอยู่ครบ
ไม่มีรอยแกะ

แต่ที่น่าขนลุกกว่าคือ
ตรงชื่อผู้รับที่หน้ากล่อง
มีรอยปากกาขีดเส้นหนาๆ ทับชื่อ “ชลิดา”
เหมือนคนพยายามลบชื่อนี้ออกไป แต่ใช้ปากกาแทนยางลบ

พอพลิกอีกด้าน
ตรงชื่อผู้ส่ง ก็ถูกขีดทับเหมือนกัน
ทับจนมองไม่เห็นชื่อเดิมได้ชัดๆ

เหมือนมีใครบางคน
ไม่ต้องการให้ชื่อ “ชลิดา” ปรากฏอยู่บนกล่องใบนี้อีกเลย

ตามขั้นตอน
ของที่ส่งไม่สำเร็จจะต้องติดต่อเจ้าของ
บางรายขอให้ส่งใหม่
บางรายขอมารับกลับ
บางรายไม่สนใจ ปล่อยให้ของถูกคืนเข้าคลังหรือทำลาย

นัทโทรออกตามเบอร์ที่ระบุในระบบ
ปลายสายไม่มีคนรับ
เขาลองโทรซ้ำในช่วงบ่าย
ก็ยังไม่มีเสียงตอบรับ

เย็นวันนั้นเอง
หญิงสาวเจ้าของกล่องก็กลับมาที่ร้าน

การกลับมาของคนส่งคนเดิม

ประตูกระดิ่งดังขึ้นอีกครั้ง
เธอยืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์ด้วยใบหน้าที่ซีดกว่าวันแรก
ใต้ตาคล้ำลงเล็กน้อย แต่ดวงตากลับนิ่งขึ้น
ไม่ใช่ความนิ่งแบบสงบ
แต่เป็นนิ่งแบบ “ตัดสินใจอะไรบางอย่างแล้ว”

“ของ… ส่งไม่ถึงเหรอคะ”
เธอถามโดยไม่ต้องให้ใครเรียก

นัทชะงักไปนิด ก่อนพยักหน้า
“ครับ บ้านที่ปลายทางไม่มีใครอยู่ คนส่งของบอกว่าเคาะประตูเรียกหลายรอบแล้วแต่ไม่มีเสียงตอบ เลยส่งกลับมา”

เธอยิ้มมุมปากจางๆ
เป็นรอยยิ้มที่ทั้งเจ็บและยอมรับในเวลาเดียวกัน

“ก็ดีค่ะ… แสดงว่า ‘เขา’ ยังไม่กลับบ้าน”

คำว่า “เขา” ของเธอทำให้นัทรู้สึกแปลบในอก
แต่ก่อนเขาจะถามอะไร
เธอก็เอื้อมมือไปแตะกล่องเบาๆ

นิ้วเรียวยาวของเธอลูบผ่านริ้วปากกาที่ขีดทับชื่อ
ลูบผ่านมุมกล่องที่บุบ
เหมือนกำลังเช็กว่าของข้างในยังอยู่ครบไหม
ทั้งที่ไม่ได้เปิดดู

“อยาก… แกะดูข้างในไหมคะ”
อยู่ๆ เธอก็ถามขึ้นมา โดยไม่มองหน้าเขา
สายตายังคงจดจ่ออยู่ที่กล่อง

นัทชะงัก
หัวใจเต้นแรงขึ้นทันที

“ไม่ครับ ผม… ผิดกฎ”
เขาตอบตามสัญชาตญาณ

เธอหัวเราะในคอเบาๆ
“แล้วถ้าเจ้าของอนุญาตล่ะคะ”

คำว่า “เจ้าของอนุญาต” ทำให้เขานิ่งไป
เธอเลื่อนกล่องเข้ามาใกล้เขา
ยื่นปากกาให้

“ลองเปิดดูสิคะ แค่มอง… แล้วช่วยบอกทีว่า ข้างในพอจะเรียกว่า ‘ตัวเรา’ ได้ไหม”

นัทลังเลอยู่นาน
ในหัวมีทั้งกฎบริษัทและความรู้สึกผิด
แต่สายตากลับถูกดึงดูดไปที่เทปใสบนฝากล่อง
ตรงมุมเล็กๆ ที่มีอะไรคล้ายเส้นผมยันอยู่ใต้เนื้อเทป
ราวกับพยายามจะดันตัวเองออกมา

ท้ายที่สุด
เขายอมแพ้ให้กับความอยากรู้
และคำอนุญาตจากเจ้าของ

เขาค่อยๆ ใช้คัตเตอร์กรีดเทปออกทีละเส้น
เสียงคมมีดลากผ่านเทปใสดังแหวกอากาศในร้านเงียบๆ
ทุกครั้งที่ใบมีดแตะกล่อง
หญิงสาวจะกลั้นหายใจเล็กน้อยเหมือนรู้สึกถึงรอยแผลที่ถูกเปิดใหม่อีกครั้ง

เมื่อเทปถูกตัดออกหมด
นัทค่อยๆ เปิดฝากล่องขึ้น

สิ่งที่อยู่ข้างใน… ไม่มีกลิ่นอะไรแรง
ไม่มีของเหลว ไม่มีของเปื้อน
มีเพียงถุงใสซิปล็อกขนาดเล็กหลายถุงวางเรียงอย่างเป็นระเบียบ
แต่ละถุงมีป้ายกระดาษเขียนวันที่ติดอยู่

ในถุงบางถุง
เต็มไปด้วย “เส้นผม” ที่ถูกรวบเป็นกำเล็กๆ มัดด้วยยางรัดไว้
สีดำยาวบ้าง สั้นบ้าง ดูเหมือนผ่านกรรไกรหรือมีดโกนมาก่อน

ในอีกหลายถุง
เป็น “เศษเล็บ” สีซีดๆ รูปทรงหลากหลาย
ทั้งเล็บมือ เล็บเท้า
บางชิ้นยาวโค้งเหมือนไม่ได้ตัดมานาน
บางชิ้นสั้นแหว่งเหมือนคนกัดจนหัก

นัทหายใจไม่ทั่วปอดอยู่ครู่นึง
แม้จะไม่ได้เป็นภาพนองเลือด
แต่ความรู้สึกแปลกในใจมันแรงมาก
เหมือนกำลังแอบมอง “ความลับด้านในสุด” ของใครคนหนึ่งที่เขาไม่รู้จักเลย

“นี่มัน…”
เขาแทบไม่รู้จะใช้คำไหนเรียกสิ่งตรงหน้า

หญิงสาวมองถุงพวกนั้นด้วยสายตาอ่อนโยน
อย่างคนมองเด็กในความดูแลของตัวเอง

“ผมที่ร่วง… เล็บที่ตัดทิ้ง… ส่วนหนึ่งของเรา ที่คนส่วนใหญ่คิดว่าเป็นแค่ขยะ”
เธอพูดช้าๆ
“แต่สำหรับบางคน มันคือ ‘เศษตัวตน’ ที่หลุดออกไปจากเราเรื่อยๆ โดยที่เราไม่ทันสังเกต”

นัทกลืนน้ำลายฝืด
“แล้ว… คุณส่งของพวกนี้กลับบ้านไปทำไมครับ”

เธอเงียบไปครู่หนึ่ง
ก่อนตอบเบาๆ

“เพื่อให้ตัวเรา… กลับไปรอที่บ้านก่อนค่ะ”

ประโยคนี้ฟังดูไม่มีเหตุผลในตรรกะธรรมดา
แต่ในบางมุม… มันกลับฟังดูสมเหตุสมผลอย่างน่ากลัว

“ตอนอยู่บ้านหลังนั้น ฉันเคยคิดว่า ถ้าเรา ‘หายไป’ จากโลกนี้จริงๆ อย่างน้อยก็อยากให้บ้านหลังนั้นเก็บ ‘บางส่วน’ ของเราไว้
ผมที่ร่วง เล็บที่ตัดทิ้ง… มันก็ยังเป็นเราก่อนจะกลายเป็นขยะ”

เธอสูดหายใจเข้าเบาๆ
“แต่พอหนีออกมาจากบ้านนั้น เราก็แบกแต่ตัวเปล่าๆ มา ทิ้งทุกอย่างไว้ข้างหลัง แม้แต่เศษตัวเองที่เคยหวังว่าจะอยู่รอเรา”

นัทฟังอย่างไม่กะพริบตา
ภาพในหัวเริ่มชัดขึ้นอย่างช้าๆ

หญิงสาวคนนี้… อาจเคยอยู่ในบ้านที่เต็มไปด้วยความรุนแรง
หรือความทรงจำเลวร้าย
จนต้องหนีออกมาแบบไม่มีเวลาเตรียมตัว
แต่ในหัวกลับยัง “ค้าง” ความคิดที่ว่า
แม้จะหนีไปแล้ว
ก็อยาก “ส่งตัวเองกลับบ้านทีละชิ้น”
ในรูปแบบที่ไม่มีใครสนใจตรวจสอบ

“แล้วทำไม… ต้องตอนนี้ครับ
ทำไมไม่ทิ้งไปเฉยๆ”

เขาถามต่อ

เธอยิ้มจางๆ
ดวงตาแดงก่ำขึ้นนิดหน่อยเหมือนคนอดร้องไห้มานาน

“เพราะตอนนี้… บ้านหลังนั้นไม่มีใครอยู่แล้วค่ะ
ทุกคนไปหมดแล้ว
แต่ในหัวเรา… ยังติดอยู่ที่นั่นอยู่ดี”

เธอชี้ปลายนิ้วไปที่ถุงผม ถุงเล็บ
ที่เรียงกันอย่างเป็นระเบียบในกล่อง

“ถ้าเราเดินกลับไปเองทั้งตัว… เราก็ไม่รู้ว่ากำลังย้อนกลับไปหาบ้านจริง หรือย้อนกลับไปหาบาดแผลเก่า
เลยคิดว่า… งั้นลองให้ ‘ส่วนเล็กๆ ของเรา’ เดินทางกลับไปก่อน”

เธอหัวเราะแห้ง
“เหมือนส่งข่าวบอกบ้านเก่า… ว่าเรายังอยู่ ยังหายใจนะ
แต่ไม่กล้ากลับไปเต็มตัว”

นัทเงียบ
ทั้งร้านเงียบ
มีเพียงเสียงแอร์กับเสียงถุงซิปล็อกเสียดสีกันเบาๆ ตามแรงมือเธอ

“แล้วพิธีกรรมที่คุณจะทำ… คืออะไรครับ”
เขาถามในที่สุด
แม้รู้ว่าอาจล้ำเส้นไปไกล

หญิงสาวหลับตาลงช้าๆ
“แค่… อยากลองเชื่อดูสักครั้ง ว่าถ้าเอา ‘ส่วนที่หลุดออกจากตัวเรา’ กลับไปไว้ที่บ้าน
ความคิดบางอย่าง… อาจยอมกลับไปด้วย
ยอมเลิกวนอยู่ในหัวเราเสียที”

เธอลืมตาขึ้น
มองเขาตรงๆ

“หมอบอกว่าเรามีปัญหากับการยอมรับว่า ‘ออกมาแล้ว’
ยังรู้สึกเหมือนตัวเองค้างอยู่ที่เดิมตลอดเวลา
พอเจอร้านส่งของ… เลยคิดว่าถ้าส่งเส้นผม เล็บ… กลับไปวางไว้ในบ้านเก่า
เอาไปฝัง เอาไปเผา หรือเอาไปทำพิธีอะไรก็แล้วแต่
บางทีตัวเราที่ค้างอยู่ตรงนั้น… อาจยอม ‘กลับมาอยู่กับตัวจริงๆ’ เสียที”

นัทฟังแล้วรู้สึกเหมือนมีอะไรจุกในอก
เรื่องที่คิดว่าเป็นพิธีกรรมลึกลับ ทำผีทำสาง
กลับกลายเป็น วิธีเยียวยาแบบบิดเบี้ยวของคนคนหนึ่งที่พยายามหาวิธี “เอาตัวเองคืนกลับมา”
ด้วยวิธีที่คนอื่นไม่มีวันเข้าใจง่ายๆ

“แล้วที่จ่าหน้าถึงตัวเอง…”
เขาถามต่อ
“หมายถึงคุณ… ในอดีต หรือคุณตอนนี้”

หญิงสาวเงียบไปพักหนึ่ง
ก่อนตอบเบาๆ

“หมายถึงตัวฉัน… ที่ยังติดอยู่ในบ้านหลังนั้นค่ะ
ไม่ใช่คนที่ยืนอยู่ตรงนี้”

คำตอบนั้นทำให้นัทต้องกลืนน้ำลายอีกครั้ง
เพราะเขาจู่ๆ ก็เข้าใจขึ้นมาว่า
คนคนหนึ่ง… อาจมี “ตัวเอง” หลายเวอร์ชัน
บางเวอร์ชันติดอยู่ในสถานที่หนึ่ง
บางเวอร์ชันติดอยู่ในเวลาหนึ่ง
และบางเวอร์ชัน… ต้องค่อยๆ ส่งชิ้นส่วนกลับไปเคลียร์สถานที่นั้นทีละถุง ทีละกล่อง

เธอค่อยๆ ปิดฝากล่องลงใหม่
เอื้อมมือมาหยิบเทป
พันรอบอย่างชำนาญ
จนกล่องกลับมาเป็นกล่องธรรมดาใบหนึ่งเหมือนเดิม

“คราวนี้… ไม่ต้องส่งแล้วค่ะ”
เธอหันมาบอกนัท
“เดี๋ยวฉันเอากลับไปเอง”

นัทขมวดคิ้วเล็กน้อย
“จะไม่ส่งไปที่บ้านแล้วเหรอครับ”

เธอส่ายหน้า
“ไม่ค่ะ พอเห็นของข้างในแล้ว… เหมือนรู้แล้วว่าตัวเองเก็บอะไรไว้บ้าง
บางที คนที่ต้องรับ ‘เศษตัวเอง’ พวกนี้
อาจไม่ใช่บ้านเก่า แต่อาจเป็นตัวเราตอนนี้เอง”

เธอยกกล่องขึ้นมากอดไว้กับอก
คราวนี้ น้ำหนักในอ้อมแขนดูจะไม่เหมือนตอนแรก
ไม่ใช่น้ำหนักของความลับที่อยากกำจัด
แต่เป็นน้ำหนักของ “ตัวเองบางส่วน” ที่ยอมรับว่าจะต้องแบกไปด้วย

ก่อนเดินออกจากร้าน
เธอหันกลับมาหานัทอีกครั้ง

“ขอโทษนะคะ ที่ทำให้คุณต้องเห็นของแบบนั้น”
เธอพูด

นัทส่ายหน้า
“ไม่เป็นไรครับ… แค่เส้นผมกับเล็บเอง”

เธอยิ้มเศร้าๆ
“ก็ใช่ค่ะ แค่ผมกับเล็บ
แต่บางครั้ง… ของที่คนอื่นคิดว่าเป็นขยะ
กลับเป็นส่วนเดียวที่ทำให้เรารู้สึกว่า ‘ตัวเองยังอยู่ครบ’ มากกว่าตัวจริงที่ยืนอยู่ในกระจกด้วยซ้ำ”

เธอพูดจบก็เดินออกไป
เสียงกระดิ่งดังขึ้นครั้งสุดท้าย
กล่องเล็กๆ ใบหนึ่งถูกพาออกไปพร้อมเจ้าของ
ไม่ได้ถูกส่งไปที่ไหน
ไม่ได้จ่าหน้าถึงบ้านหลังไหนอีก

มันจ่าหน้าถึงคนคนเดียว
คนที่ทั้งเป็นผู้ส่ง
และเป็นผู้รับ
ในร่างเดียวกัน

และสำหรับนัท
ตั้งแต่นั้นมา
ทุกครั้งที่เห็นลูกค้าจ่าหน้าพัสดุ “ถึงตัวเอง” ไม่ว่าจะที่บ้าน ที่ทำงาน หรือโรงพยาบาล
เขาจะเผลอคิดเสมอว่า

ข้างในกล่องนั้น…
เป็น “ของ”
หรือเป็น “ชิ้นส่วนตัวเอง” ที่อีกฝ่ายกำลังพยายามส่งกลับไปหาบางเวอร์ชันของตัวตนที่ค้างอยู่ที่ไหนสักแห่งกันแน่

0 $type={blogger}:

แสดงความคิดเห็น

👻 ฟังเรื่องหลอน
✅ รองรับ PC & Mobile
พร้อมใช้งาน
ขับเคลื่อนโดย Blogger.

ผู้ติดตาม

สั่งกล่องพัสดุ 750 ส่งฟรี

✨ 750 ส่งฟรี ✨
โลโก้ ตุ้ยคุ้ยเรื่องหลอน

บทความ

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

**คนออนไลน์:** ...
ตุ้ยคุ้ยเรื่องหลอน: รวมเรื่องผี เรื่องเล่าสยองขวัญ และตำนานอาถรรพ์ © 2013 Published By Gooyaabi Templates Supported by Best Blogger Templates and Premium Blog Templates - Web Design