น่ากลัวมากกกกก

 ณ ดินแดนสุวรรณภูมิอันรุ่งเรือง เมื่อกาลเวลาผันผ่านไปหลายศตวรรษ เรื่องเล่าขานอันเก่าแก่ยังคงกึกก้องสะท้อนอยู่ในความทรงจำของผู้คน ราวกับจะย้ำเตือนถึงบทเรียนชีวิตที่ไม่มีวันเลือนหาย เรื่องราวแห่งความรัก ความแค้น และโชคชะตาที่ถักทอเข้าด้วยกันอย่างแยกไม่ออก ระหว่างสองแคว้นที่เคยเป็นศัตรูคู่อาฆาต อย่าง "เมืองสรวง" และ "เมืองสรอง" นี่คือมหากาพย์แห่ง "พระลอ" เจ้าชายผู้รูปงามราวเทพบุตร และสองพุ่มดอกไม้แห่งเมืองสรอง "พระเพื่อน" และ "พระแพง" ผู้ซึ่งโชคชะตาพาให้มาพบกันด้วยมนต์เสน่ห์อันศักดิ์สิทธิ์ แต่กลับต้องจบลงด้วยโศกนาฏกรรมที่ยังคงตรึงใจมาจนถึงทุกวันนี้


ในยุคนั้น เมืองสรวงเป็นแคว้นใหญ่ที่เปี่ยมด้วยบารมี มีเจ้าชายรูปงามนามว่า "พระลอ" เป็นโอรสของ "ท้าวแมนสรวง" พระองค์ทรงมีพระสิริโฉมงดงามหาใดเปรียบ ผิวพรรณผ่องใสราวทองคำ ดวงตาคมกริบแต่แฝงไว้ด้วยความเมตตา ทรงสง่าผ่าเผยจนเป็นที่เลื่องลือไปทั่วทุกหัวระแหง ไม่ว่าหญิงใดได้ยลโฉมก็ต้องมนต์สะกด ยิ่งเป็นกิตติศัพท์ถึงความสามารถในการปกครองและวิชาการสงครามของพระองค์แล้ว ยิ่งทำให้ชื่อเสียงของพระลอกระจายไปไกลยิ่งกว่าแสงอาทิตย์ยามเช้า


ทว่า ณ อีกฟากฝั่งหนึ่งของขุนเขาใหญ่ ที่ตั้งของ "เมืองสรอง" กลับเต็มไปด้วยรอยร้าวแห่งความแค้น เมืองสรองปกครองโดย "ท้าวพิษณุราช" และ "พระนางดารารัศมี" ผู้เป็นมเหสี ซึ่งในอดีตนั้น ท้าวแมนสรวงแห่งเมืองสรวง ได้เคยทำสงครามกับ "ท้าวพิมพิสาคร" กษัตริย์องค์ก่อนของเมืองสรอง ซึ่งเป็นบิดาของพระนางดารารัศมี และได้ปลิดพระชนม์ชีพลง ณ สมรภูมิ นั่นทำให้พระนางดารารัศมีทรงฝังรากลึกความแค้นไว้ในพระทัยมาโดยตลอด มิเคยลืมเลือนแม้แต่วันเดียว


เมืองสรองมีเจ้าหญิงแสนสวยสองพระองค์ คือ "พระเพื่อน" และ "พระแพง" ซึ่งเป็นธิดาของท้าวพิษณุราชและพระนางดารารัศมี ทั้งสองพระองค์มีพระสิริโฉมงดงามไม่แพ้กัน ราวกับดอกไม้แรกแย้มที่กำลังผลิบาน พระพักตร์หมดจด พระเกศาสลวยราวแพรไหม เสียงหวานใสราวเสียงดนตรี และกิริยามารยาทอันอ่อนช้อย แม้จะเป็นเจ้าหญิงผู้สูงศักดิ์ แต่ก็ทรงมีจิตใจที่อ่อนโยนและบริสุทธิ์


วันหนึ่ง บรรดาพี่เลี้ยงและนางกำนัลในวังเมืองสรองได้เล่าลือถึงความงามของพระลอแห่งเมืองสรวงให้พระเพื่อนพระแพงได้สดับฟัง ด้วยถ้อยคำที่พรรณนาถึงความหล่อเหลาและคุณธรรมของเจ้าชายแห่งเมืองสรวง ราวกับกำลังวาดภาพเทพบุตรลงบนผืนผ้าใบแห่งจินตนาการของสองพี่น้อง แม้ไม่เคยเห็นพระพักตร์ แต่คำบรรยายอันจับใจก็ทำให้พระเพื่อนและพระแพงทรงหลงใหลในตัวพระลอทันที ความรู้สึกที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะอธิบายได้ก่อตัวขึ้นในพระทัยของทั้งสองพระองค์ ราวกับมีบางสิ่งบางอย่างเชื่อมโยงพวกเขาทั้งสามเข้าไว้ด้วยกันอย่างไม่อาจปฏิเสธได้


เมื่อความรักผลิบานในใจของพระเพื่อนพระแพง ความปรารถนาที่จะได้พบพระลอก็ทวีขึ้น จนทำให้ทั้งสองพระองค์ไม่อาจกินไม่ได้นอนไม่หลับ วันๆ เอาแต่เหม่อลอย และตรึกตรองถึงแต่พระลอ ท้าวพิษณุราชสังเกตเห็นความผิดปกติของธิดาทั้งสอง จึงทรงไต่ถาม แต่ก็ได้รับคำตอบอันคลุมเครือ ด้วยความรักที่มีต่อพระโอรสธิดา ท้าวพิษณุราชจึงทรงปรึกษาหารือกับ "พระนางบุญเหลือ" ผู้เป็นย่าของพระเพื่อนพระแพง ซึ่งเป็นหญิงชราผู้ทรงปัญญาและรอบรู้เรื่องไสยเวท


พระนางบุญเหลือผู้มีเมตตา เมื่อทรงทราบถึงความรักอันลึกซึ้งของหลานสาวทั้งสองที่มีต่อพระลอ ก็ทรงตระหนักดีว่าหากจะให้พระลอเสด็จมาเองคงเป็นไปไม่ได้ ด้วยความบาดหมางในอดีตระหว่างสองแคว้น และความเคียดแค้นของพระนางดารารัศมีผู้เป็นแม่ของพระเพื่อนพระแพง จึงมีทางเดียวที่จะทำให้ความปรารถนาของหลานสาวสำเร็จ นั่นคือการใช้มนต์วิเศษ พระนางบุญเหลือจึงส่งคนสนิทไปหา "ปู่เจ้าสมิงพราย" ฤๅษีผู้ทรงอิทธิฤทธิ์แห่งห้วยขะยุง เพื่อขอให้ช่วยเหลือ


ปู่เจ้าสมิงพรายเป็นฤๅษีที่มีตบะแก่กล้าและเชี่ยวชาญในวิชาไสยเวททุกแขนง ท่านมีชีวิตอยู่ในป่าลึกมานานนับร้อยปี และเคยให้คำช่วยเหลือผู้คนมามากมาย แต่ก็ทรงทราบดีว่าการใช้มนต์เสน่ห์นั้นอาจนำมาซึ่งผลกรรมที่ไม่พึงประสงค์ เมื่อได้รับคำขอจากพระนางบุญเหลือ ท่านจึงลังเลใจอยู่ครู่หนึ่ง แต่ด้วยความเห็นใจในชะตากรรมของสองเจ้าหญิงที่กำลังทุกข์ทรมานด้วยไฟรัก ท่านจึงตัดสินใจช่วยเหลือ โดยยื่นคำขาดว่าจะทำมนต์เสน่ห์ให้แต่ผลที่ตามมานั้นไม่สามารถควบคุมได้ ท่านกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เคร่งขรึมว่า "การกระทำอันใด ล้วนมีผลตามมา จงเตรียมใจรับชะตาแห่งรักนี้เถิด"


ปู่เจ้าสมิงพรายจึงเริ่มพิธีกรรม ท่านนั่งสมาธิใต้ต้นไทรใหญ่ มือประสานกัน อัญเชิญเทพเทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สวดภาวนามนต์ตราโบราณที่สืบทอดกันมานับพันปี ในเบื้องหน้ามีเครื่องบูชาและควันธูปฟุ้งขจรขจาย พลันก็ปรากฏแสงสว่างวาบขึ้นรอบกายของปู่เจ้า ท่านรวบรวมพลังจิตอันแก่กล้า สร้าง "มนต์สุมมิตร" หรือที่รู้จักกันในนาม "มนต์ปู่เจ้าสมิงพราย" ส่งพลังจิตอันทรงอานุภาพพุ่งตรงไปยังเมืองสรวง เพื่อดึงดูดจิตใจของพระลอให้เกิดความรักอันร้อนแรงต่อพระเพื่อนพระแพง


ณ เมืองสรวง ในขณะนั้น พระลอกำลังประทับอยู่ ณ ท้องพระโรง ทรงฟังราชกิจต่างๆ อย่างปกติ แต่ทันใดนั้นเอง ก็รู้สึกได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง จิตใจพลันว้าวุ่น กระสับกระส่าย ความรู้สึกอันเร่าร้อนราวกับไฟสุมทรวงปรากฏขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ภาพของหญิงสาวสองคนปรากฏขึ้นในมโนสำนึก แม้ไม่เคยพบเห็น แต่ก็รู้สึกผูกพันและปรารถนาที่จะพบเจออย่างแรงกล้า พระองค์ทรงไม่อาจทรงงานต่อไปได้ ลุกขึ้นยืนอย่างกระวนกระวาย เดินวนไปมาในห้องบรรทม ใบหน้าแสดงออกถึงความทรมานใจอย่างเห็นได้ชัด เหล่าข้าราชบริพารต่างแปลกใจกับอาการขององค์ชาย แต่ก็ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากถาม


พระนางบุญเหลือ พระมารดาของพระลอ ทรงสังเกตเห็นความผิดปกติของโอรส จึงทรงไต่ถามด้วยความเป็นห่วง พระลอไม่อาจเก็บงำความรู้สึกนี้ไว้ได้อีกต่อไป จึงตรัสเล่าถึงความรู้สึกที่แปลกประหลาดนี้ให้พระมารดาฟัง พระนางบุญเหลือผู้ทรงปัญญา ทรงตระหนักได้ทันทีว่าพระโอรสต้องถูกมนต์เสน่ห์เข้าเสียแล้ว ด้วยความรักที่มีต่อโอรส และความห่วงใยในความปลอดภัย จึงทรงพยายามห้ามปรามและตักเตือนถึงอันตรายของการเดินทางไปยังเมืองสรอง แต่ด้วยฤทธิ์ของมนต์เสน่ห์ที่แรงกล้า พระลอไม่อาจยับยั้งความปรารถนาในหัวใจได้อีกต่อไป พระองค์ตัดสินใจที่จะออกเดินทางสู่เมืองสรอง แม้จะรู้ว่าหนทางข้างหน้าเต็มไปด้วยภยันตราย


พระลอออกเดินทางพร้อมกับนายแก้วและนายขวัญ สองพี่เลี้ยงคนสนิทที่จงรักภักดี และเป็นที่ไว้วางใจมาตั้งแต่เยาว์วัย เส้นทางสู่เมืองสรองนั้นเต็มไปด้วยอุปสรรคมากมาย ทั้งป่าทึบ ภูเขาสูงชัน และสัตว์ร้ายนานาชนิด แต่ด้วยความมุ่งมั่นและฤทธิ์ของมนต์เสน่ห์ที่ยังคงควบคุมจิตใจของพระองค์ไว้ ทำให้พระลอไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยหรือย่อท้อเลยแม้แต่น้อย


เพื่อนำทางให้พระลอไปยังเป้าหมายอย่างแม่นยำ ปู่เจ้าสมิงพรายได้ส่ง "ไก่แก้ว" ซึ่งเป็นไก่วิเศษที่มีขนสีทองอร่าม งามสง่ากว่าไก่ธรรมดาทั่วไป ออกมาล่อพระลอ ไก่แก้วตัวนี้มีกิริยาฉลาดแสนรู้ มันเดินนำทางไปข้างหน้า ร้องขันเป็นระยะๆ และโปรยปรายขนสีทองทิ้งไว้เป็นเครื่องหมาย พระลอและบริวารจึงติดตามไก่แก้วไปอย่างไม่รีรอ ราวกับถูกสะกดด้วยมนต์บางอย่าง


ไก่แก้วนำทางพระลอเดินทางข้ามห้วย ข้ามเขา ผ่านป่าใหญ่ จนกระทั่งในที่สุด ก็มาถึงเขตเมืองสรอง และตรงไปยังเขตพระราชฐานของพระเพื่อนพระแพงอย่างแม่นยำ พระลอซ่อนตัวอยู่ริมกำแพงวัง ด้วยความตื่นเต้นและหัวใจที่เต้นรัวแรง ส่วนไก่แก้ว เมื่อทำหน้าที่เสร็จสิ้น ก็ลับหายไปในพริบตา


พระเพื่อนและพระแพงเองก็ทรงรับรู้ถึงพลังแห่งความรักที่ส่งมาถึงพวกตน ไม่แพ้พระลอ เมื่อทรงทราบว่าพระลอได้เสด็จมาถึงเขตพระราชฐานแล้ว ก็ทรงดีใจจนแทบสิ้นสติ ด้วยความช่วยเหลือจากพี่เลี้ยงอย่าง "นางรื่น" และ "นางโรย" ทั้งสองพระองค์จึงทรงจัดการให้พระลอแอบเข้ามาในตำหนักได้อย่างลับๆ


ในที่สุด ช่วงเวลาที่รอคอยมาแสนนานก็มาถึง พระลอได้พบกับพระเพื่อนและพระแพงเป็นครั้งแรก ดวงตาของทั้งสามสบประสานกันอย่างลึกซึ้ง ความรักอันบริสุทธิ์และร้อนแรงก่อตัวขึ้นในชั่วพริบตา ราวกับว่าพวกเขาได้รู้จักกันมานานแสนนาน มนต์เสน่ห์ของปู่เจ้าสมิงพรายได้บรรลุผลสำเร็จอย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งสามคนใช้เวลาอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขในตำหนักของพระเพื่อนพระแพง พวกเขาใช้เวลาพูดคุย หยอกล้อ และแบ่งปันความรู้สึกอันลึกซึ้งให้กันและกัน ทุกช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกันคือความสุขที่ไม่มีวันลืมเลือน พวกเขาต่างหวังว่าช่วงเวลาแห่งความสุขนี้จะคงอยู่ตลอดไป


แต่ความลับย่อมไม่มีในโลก ความสัมพันธ์อันลับๆ ของพระลอและสองเจ้าหญิงไม่อาจรอดพ้นสายตาของพระนางดารารัศมีไปได้ เมื่อทรงทราบว่าพระลอ ศัตรูของครอบครัว ได้มาอยู่ในวังของพระองค์และมีความสัมพันธ์กับธิดาทั้งสอง ความแค้นที่ฝังลึกในพระทัยมานานหลายสิบปีก็ปะทุขึ้นอย่างรุนแรงยิ่งกว่าไฟที่โหมกระหน่ำ พระนางดารารัศมีทรงปรึกษาหารือกับ "ท้าวพิชัยพิษณุ" ผู้เป็นพระอนุชา ถึงแผนการกำจัดพระลอ เพื่อล้างแค้นให้แก่พระบิดาของพระองค์ โดยไม่สนใจเลยว่าการกระทำนี้จะนำมาซึ่งความทุกข์ระทมให้แก่ธิดาทั้งสอง


พระนางดารารัศมีและท้าวพิชัยพิษณุได้วางแผนการร้ายอย่างรอบคอบ โดยให้บรรดาทหารองครักษ์ของเมืองสรอง เข้าปิดล้อมตำหนักของพระเพื่อนพระแพงอย่างเงียบเชียบ เมื่อทุกอย่างพร้อม ก็บุกเข้าไปทันที เสียงตะโกนโหวกเหวกของทหารดังลั่นไปทั่วบริเวณตำหนัก เหล่าพี่เลี้ยงและนางกำนัลต่างตกใจแตกตื่นวิ่งหนีกันอลหม่าน


พระลอเห็นเหตุการณ์ไม่ดี ก็คว้าพระแสงดาบขึ้นมาป้องกันตัวอย่างห้าวหาญ ส่วนพระเพื่อนและพระแพง เมื่อเห็นว่าพระลอต้องเผชิญหน้ากับอันตราย ก็ไม่ทรงลังเลที่จะยืนหยัดเคียงข้างคนรัก ทั้งสองพระองค์จับดาบขึ้นมาช่วยพระลอต่อสู้กับเหล่าทหารเมืองสรองอย่างสุดกำลัง การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือด เสียงดาบกระทบกันดังกังวานไปทั่วตำหนัก เลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณ


พระลอต่อสู้ด้วยพละกำลังทั้งหมดที่มี พระเพื่อนและพระแพงก็เช่นกัน ทั้งสามต่างพยายามปกป้องกันและกันอย่างสุดความสามารถ แต่นายแก้วและนายขวัญ สองพี่เลี้ยงคนสนิทของพระลอ ก็ถูกทหารรุมโจมตีจนสิ้นใจไปก่อน สองนางรื่นและนางโรย พี่เลี้ยงของพระเพื่อนพระแพง ก็พยายามปกป้องเจ้านายของตนจนถูกสังหารไปอีกเช่นกัน


ในที่สุด พระลอก็ถูกธนูยิงเข้าที่พระอุระ ล้มลงไปกองกับพื้น พระเพื่อนและพระแพงเห็นคนรักถูกทำร้าย ก็รีบเข้าไปประคองและโอบกอดไว้ด้วยความเจ็บปวด ดวงตาของทั้งสามสบประสานกันเป็นครั้งสุดท้าย เต็มไปด้วยความรัก ความเสียใจ และความสิ้นหวัง ก่อนที่ธนูอีกดอกจะพุ่งทะลุร่างของเจ้าหญิงทั้งสอง และคมดาบจะฟันลงมา สิ้นสุดลมหายใจของทั้งสามผู้เปี่ยมด้วยความรัก ณ ที่นั้น เลือดของพวกเขาทั้งสามหลั่งรินรวมกัน กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักอันยิ่งใหญ่ และโศกนาฏกรรมที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้


เมื่อ "ท้าวพิษณุราช" ผู้เป็นพระบิดาของพระเพื่อนพระแพง เสด็จกลับจากราชการสงครามและได้ทราบเรื่องราวทั้งหมด พระองค์ก็ทรงเสียพระทัยอย่างสุดซึ้งที่ธิดาอันเป็นที่รักทั้งสองต้องมาจบชีวิตลง ด้วยน้ำมือของพระมารดาของพวกนางเอง ความโกรธแค้นและความผิดหวังถาโถมเข้าใส่พระองค์ จนทรงมีรับสั่งให้ประหารชีวิตพระนางดารารัศมี ผู้เป็นมเหสี และผู้เกี่ยวข้องกับการสังหารพระลอและเจ้าหญิงทั้งสองทุกคน เพื่อเป็นการลงโทษและยุติความแค้นที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน


หลังจากเหตุการณ์อันน่าเศร้าสลดนี้ เมืองสรวงและเมืองสรองต่างก็ได้รับบทเรียนอันเจ็บปวด ความแค้นที่เคยมีต่อกันนั้น ไม่ได้นำมาซึ่งสิ่งใดนอกจากความสูญเสียและความทุกข์ระทม การสิ้นพระชนม์ของพระลอ พระเพื่อน และพระแพง ได้กลายเป็นจุดสิ้นสุดของวงจรแห่งความแค้นระหว่างสองแคว้น ท้าวแมนสรวงแห่งเมืองสรวง และท้าวพิษณุราชแห่งเมืองสรอง ต่างก็ทรงตระหนักถึงความไร้ประโยชน์ของการยึดติดกับอดีต จึงได้หันมาเจริญสัมพันธไมตรีต่อกัน และสร้างความสงบสุขให้แก่บ้านเมืองตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา


เรื่องเล่าของพระลอจึงไม่ใช่เพียงตำนานรักโรแมนติกที่จบลงด้วยโศกนาฏกรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นบทเรียนอันล้ำค่าที่สะท้อนให้เห็นถึงพลังของความรักที่สามารถข้ามผ่านกำแพงแห่งความเกลียดชังและข้ามพ้นโชคชะตา แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นอุทาหรณ์ถึงพิษภัยของความแค้นที่สามารถทำลายทุกสิ่งทุกอย่างให้พังพินาศได้ ความรักที่บริสุทธิ์ควรได้รับการปกป้องดูแลจากทุกอุปสรรค ไม่ใช่ถูกทำลายด้วยอคติและอดีตที่มิอาจแก้ไข และเหนือสิ่งอื่นใด การให้อภัยและก้าวข้ามความบาดหมางในอดีต คือหนทางเดียวที่จะนำไปสู่สันติสุขที่แท้จริง ชีวิตของผู้คนจำนวนมากต้องดับลงเพียงเพราะความแค้นที่ถูกสั่งสมมานาน แต่การจากไปของพวกเขา ก็ได้กลายเป็นเมล็ดพันธุ์แห่งสันติภาพที่หยั่งรากลึกในดินแดนแห่งนี้ และคงจะยังคงเป็นเรื่องเล่าขาน ที่จะเตือนใจคนรุ่นหลังไปอีกนานแสนนาน ว่าความรักต่างหากคือพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ที่สามารถเยียวยาทุกบาดแผลได้ในที่สุด

0 $type={blogger}:

แสดงความคิดเห็น

👻 ฟังเรื่องหลอน
✅ รองรับ PC & Mobile
พร้อมใช้งาน
ขับเคลื่อนโดย Blogger.

ผู้ติดตาม

สั่งกล่องพัสดุ 750 ส่งฟรี

✨ 750 ส่งฟรี ✨
โลโก้ ตุ้ยคุ้ยเรื่องหลอน

บทความ

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

**คนออนไลน์:** ...
ตุ้ยคุ้ยเรื่องหลอน: รวมเรื่องผี เรื่องเล่าสยองขวัญ และตำนานอาถรรพ์ © 2013 Published By Gooyaabi Templates Supported by Best Blogger Templates and Premium Blog Templates - Web Design