ทำไมคนดีถึงเจอผี? ฟังคำตอบจากหลวงปู่...ที่จะทำให้คุณขนลุก (เรื่องเล่าจากป่าช้า)
โดย: ตุ้ยคุ้ยเรื่องหลอน
เสียงหมาหอนรับกันเป็นทอดๆ จากหน้าปากซอยลามเข้ามาจนถึงท้ายวัดป่า บรรยากาศคืนเดือนดับทำให้รอบข้างมืดสนิท มีเพียงแสงเทียนวูบวาบจากกุฏิไม้เก่าๆ กลางป่าลึกเท่านั้นที่พอจะให้ความสว่าง
ผม... "เอก" ชายหนุ่มวัย 30 ปี นั่งพนมมือตัวสั่นเทาอยู่เบื้องหน้าพระเถระชราภาพ ผู้ที่มีแววตาสงบนิ่งราวกับท้องน้ำลึก "หลวงปู่ขาว" (นามสมมติ) ท่านเป็นพระสายวิปัสสนากรรมฐานที่ชาวบ้านร่ำลือกันว่า ท่านมีตาทิพย์และสื่อสารกับวิญญาณได้
ผมดั้นด้นมาหาท่านในคืนนี้ เพราะผมทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว
"หลวงปู่ครับ..." ผมเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ แข่งกับเสียงลมพัดใบไม้แห้งเกรียวกราวรอบกุฏิ "ผมไม่เข้าใจ... ผมทำบุญใส่บาตรทุกเช้า ผมสวดมนต์ก่อนนอนไม่เคยขาด ผมรักษาศีล 5 ยิ่งกว่าชีวิต ผมไม่เคยเบียดเบียนใคร... แต่ทำไม..."
ผมกลืนน้ำลายที่เหนียวหนืดลงคอ ก่อนจะโพล่งสิ่งที่อัดอั้นตันใจออกมา
"ทำไมผมถึงยังเจอผีอยู่ได้ครับหลวงปู่! ยิ่งทำดี ยิ่งสวดมนต์ ผมยิ่งเจอหนักกว่าเดิม!"
ใช่ครับ... นั่นคือปัญหาของผม คนโบราณมักบอกว่า "พระคุ้มครองคนดี" หรือ "ผีกลัวคนมีศีล" แต่สำหรับผม มันกลับตาลปัตร ยิ่งผมปฏิบัติธรรมเคร่งครัดเท่าไหร่ ผมกลับยิ่งสัมผัสได้ถึง "พวกเขา" มากขึ้นเท่านั้น บางครั้งมาเป็นเงาวูบวาบที่หางตา บางครั้งมาเป็นกลิ่นธูปเหม็นๆ ในห้องนอน หรือหนักสุดคือมายืนปลายเตียงขอส่วนบุญจนผมนอนไม่ได้
"ผมทำอะไรผิดหรือเปล่าครับ? หรือบุญผมไม่ถึง? หรือผมกำลังโดนเจ้ากรรมนายเวรตามล้างแค้น?"
หลวงปู่ค่อยๆ ลืมตาขึ้น แววตาของท่านในแสงเทียนดูทรงพลังอย่างประหลาด ท่านยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามผมด้วยน้ำเสียงแหบพร่าแต่กังวาน
"ไอ้ทิด... เอ็งลองตอบข้าหน่อยสิ ถ้าเอ็งเป็นขอทานที่หิวโซ เดินโซซัดโซเซเข้ามาในหมู่บ้าน เอ็งจะเดินไปขอข้าวใครกิน?"
ผมงงกับคำถาม แต่ก็ตอบไปตามตรง "ก็ต้องขอคนที่มีอันจะกินสิครับ หรือไม่ก็คนที่ดูใจดี ยิ้มแย้ม"
"แล้วเอ็งจะไปขอไอ้พวกขี้เมาที่นั่งกินเหล้าปากซอย หรือพวกนักเลงที่ถือมีดถือไม้ไหม?" หลวงปู่ถามต่อ
"ไม่ครับ... ขืนเข้าไปขอพวกนั้น นอกจากจะไม่ได้ข้าวแล้ว ดีไม่ดีจะโดนมันเตะออกมาด้วย"
"นั่นแหละคำตอบ..." หลวงปู่กล่าวเสียงเรียบ แต่ทำเอาขนแขนผมลุกซู่โดยไม่ทราบสาเหตุ
"ผี... หรือสัมภเวสี พวกนี้เขาก็เหมือนขอทานนั่นแหละโยม เขาหิวโหยบุญกุศล เขาเป็นทุกข์ เขาต้องการความช่วยเหลือ... ทีนี้เขาก็มองหาแล้วว่า ใครกันหนอที่มี 'เสบียงบุญ' มากพอที่จะแบ่งปันให้เขาได้"
หลวงปู่ชี้มือมาที่หน้าอกของผม
"เอ็งสวดมนต์ แผ่เมตตา รักษาศีล จิตของเอ็งมันจะสว่าง... สว่างเหมือนหลอดไฟนีออนกลางป่ามืดๆ ส่วนพวกคนขี้เหล้าเมายา คนทุศีล จิตพวกนั้นมันมืดบอด เหมือนบ้านที่ปิดไฟมืดสนิท... ถามหน่อย ถ้าเอ็งเป็นผีที่หลงทาง เอ็งจะเดินไปหาแสงสว่าง หรือเอ็งจะเดินไปในที่มืด?"
ผมเริ่มจะเข้าใจลางๆ แต่ความกลัวก็ยังไม่หายไป "หมายความว่า... เพราะผมมีบุญ เขาเลยมาหาผมเหรอครับ?"
"ถูกต้อง" หลวงปู่พยักหน้า "คนชั่ว ผีไม่หลอกหรอก เพราะหลอกไปก็ไม่ได้อะไร ขอส่วนบุญมันก็ทำให้ไม่ได้ แถมจิตใจมันหยาบช้า สื่อสารกันไม่ถึง แต่กับคนดี คนมีศีลธรรม กระแสจิตมันละเอียด มันจูนกันติดง่าย... เขาไม่ได้มาหลอกให้เอ็งกลัวหรอกไอ้ทิด เขามา 'ขอ' ต่างหาก"
ทันใดนั้น ลมพายุภายนอกก็พัดแรงขึ้น หน้าต่างกุฏิกระแทกดังปัง! ผมสะดุ้งสุดตัว รีบขยับเข้าไปใกล้หลวงปู่มากขึ้น
"แต่หลวงปู่ครับ... บางทีมาแบบเลือดท่วม มาแบบเละๆ ผมก็กลัวนะครับ ผมรับไม่ไหว" ผมสารภาพเสียงอ่อย
หลวงปู่หัวเราะในลำคอ "เอ็งรู้ไหม... ทำไมเขาต้องมาสภาพนั้น?"
ท่านเงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะกระซิบเสียงต่ำที่ทำให้บรรยากาศเย็นยะเยือก
"เพราะนั่นคือ 'สภาพสุดท้าย' ของจิตเขาก่อนตาย... เขาไม่ได้แกล้งทำให้น่ากลัว แต่เขายึดติดอยู่กับความเจ็บปวดนั้น เขาละวางไม่ได้... การที่เขามาให้เอ็งเห็นในสภาพที่น่าเวทนาที่สุด ก็เพื่อให้เอ็งเกิดความสงสาร ไม่ใช่ความกลัว... เพื่อให้เอ็งเร่งส่งบุญให้เขาพ้นจากสภาพนั้นไวๆ"
หลวงปู่ชี้มือไปที่มุมมืดด้านหลังผม
"อย่างเช่น... แม่ใหญ่ที่นั่งอยู่ตรงมุมห้องนั่น... แกก็นั่งรอส่วนบุญจากเอ็งมาตั้งแต่เอ็งเดินเข้าวัดมาแล้ว"
ผมสะดุ้งโหยง หันขวับไปมองด้านหลังทันที!
ความว่างเปล่า... มีเพียงความมืดและเงาตะคุ่มของตู้พระไตรปิฎก แต่ความรู้สึกเย็นวาบที่สันหลังบอกผมว่า มีบางอย่างอยู่ตรงนั้นจริงๆ
"มะ... ไม่เห็นมีใครเลยครับหลวงปู่" ผมเสียงสั่น
"เอ็งไม่เห็นด้วยตาเนื้อ แต่ใจเอ็งสัมผัสได้ใช่ไหมล่ะ?" หลวงปู่ถาม
"ครับ..." ผมยอมรับ
"นั่นป้าชื้น แกตายโหงที่โค้งหน้าวัดเมื่อสามวันก่อน แกหิว แกไปหาลูกหลาน ลูกหลานก็มัวแต่ร้องไห้ ไม่ได้สติ ไม่ได้ทำบุญให้แก... แกเห็นเอ็งเดินเข้ามา จิตเอ็งสว่าง แกเลยตามมา... เอ้า! อย่ามัวแต่สั่น พนมมือขึ้น!"
หลวงปู่สั่งเสียงเฉียบขาด ผมรีบพนมมือแน่น หลับตาปี๋
"ตั้งสติ! เปลี่ยนความกลัวเป็นความเมตตา... นึกถึงบุญกุศลที่เอ็งทำมาทั้งหมด แล้วอุทิศให้เขาไป พูดตามข้านะ..."
ข้าพเจ้าขออุทิศบุญกุศลจากการรักษาศีลและภาวนานี้ ให้แก่ดวงวิญญาณที่สถิตอยู่ ณ ที่ตรงนี้... ขอให้ท่านจงเป็นสุข เป็นสุขเถิด พ้นจากความทุกข์ทั้งปวงเถิด...
ผมกล่าวตามหลวงปู่ในใจ จิตจดจ่ออยู่กับการแผ่เมตตา พยายามสลัดภาพความน่ากลัวทิ้งไป แล้วแทนที่ด้วยความสงสารจับใจ... สงสารดวงวิญญาณที่ต้องทนทุกข์ หนาวเหน็บ และหิวโหย
แปลกมาก... เมื่อจิตผมเปลี่ยนจาก "กลัว" เป็น "ให้" ความรู้สึกเย็นยะเยือกเมื่อครู่กลับค่อยๆ อุ่นขึ้น... บรรยากาศที่กดดันดูเบาบางลง เสียงหมาหอนข้างนอกเงียบเสียงลงไปแล้ว
ผมค่อยๆ ลืมตาขึ้น
"ไปแล้วล่ะ..." หลวงปู่เอ่ยขึ้นเบาๆ พร้อมรอยยิ้มเมตตา "แกได้รับแล้ว แกกราบลาเอ็งแล้ว"
ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ เหมือนยกภูเขาออกจากอก
"จำไว้นะไอ้ทิด..." หลวงปู่สอนส่งท้าย "การเป็นคนดี ไม่ได้แปลว่าจะไม่เจอเรื่องร้ายๆ หรือไม่เจอผี... แต่การเป็นคนดี คือการมี 'ต้นทุน' ที่จะช่วยเหลือผู้อื่นได้ ทั้งคนและผี...
ถ้าวันหลังเจออีก อย่าไปไล่ อย่าไปด่า อย่าไปกลัว... ให้ถามเขาในใจว่า 'ต้องการอะไร' แล้วอุทิศบุญให้เขาไป... เปลี่ยนจาก 'ผู้ถูกหลอก' ให้กลายเป็น 'ผู้ให้'... แล้วเอ็งจะไม่กลัวผีอีกเลยตลอดชีวิต"
ผมกราบลาหลวงปู่เดินออกมาจากกุฏิในคืนนั้นด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ป่าช้าข้างทางยังคงมืดมิดเหมือนเดิม แต่ใจของผมกลับสว่างไสว
ผมเข้าใจแล้วว่า... ผีไม่ได้น่ากลัวเท่ากับใจที่ขาดเมตตา และการที่คนดีเจอผี ไม่ใช่เรื่องซวย... แต่มันคือหน้าที่ของ "ผู้มีบุญ" ที่ต้องสงเคราะห์เพื่อนร่วมสังสารวัฏ
คืนนี้... ถ้าคุณนอนอยู่แล้วได้ยินเสียงกุกกัก หรือรู้สึกเหมือนมีใครมองอยู่ปลายเตียง... อย่าเพิ่งรีบคลุมโปงนะครับ
ลองตั้งสติ พนมมือ แล้วส่งบุญให้เขาดู... เขาอาจจะเป็น "ขอทานผู้หิวโหย" ที่ดั้นด้นมาไกลแสนไกล เพียงเพื่อรอเศษบุญจาก "คนใจบุญ" อย่างคุณ... ก็เป็นได้
📝 ข้อคิดจากเรื่องนี้:
ความดีคือแสงสว่าง: ผู้มีศีลย่อมมีรัศมีกายที่สว่างไสวในโลกวิญญาณ ดึงดูดให้ผู้ตกทุกข์ได้ยากมาขอความช่วยเหลือ
เมตตาธรรมค้ำจุนโลก: ความกลัวขจัดได้ด้วยความเมตตา เมื่อเราเปลี่ยนมุมมองว่าเขามาขอความช่วยเหลือ ความกลัวจะลดลง
การอุทิศบุญ: ทำได้ทุกที่ทุกเวลา เพียงแค่กำหนดจิต ไม่จำเป็นต้องรอใส่บาตร
(จบ)
.png)

0 $type={blogger}:
แสดงความคิดเห็น