แผนกตีกลับที่ไม่มีใครอยากเปิดประตูเข้าไป
มีห้องเก็บของอยู่ห้องหนึ่งในศูนย์คัดแยกพัสดุย่านชานเมือง ห้องที่พนักงานทุกคนรู้ว่ามีอยู่ แต่ไม่มีใครอยากเดินเข้าไปใกล้เกินกว่าระยะที่จำเป็น ห้องที่บนประตูเหล็กซีดจางติดป้ายเหล็กตัวโตคำว่า “ตีกลับ / LOST & FOUND” แต่ทุกคนเรียกกันง่ายๆ ว่า “ห้องตีกลับ”
ไม่ใช่เพราะในนั้นมีกล่องกองพะเนินจนเดินไม่สะดวก ไม่ใช่เพราะมันสกปรกหรือเต็มไปด้วยฝุ่นผง
แต่เพราะมีคำเล่าลือว่า… ของบางอย่างที่เข้าไปอยู่ข้างในนั้น ไม่ได้อยาก “กลับ” ไปหาต้นทางเลยแม้แต่นิดเดียว
มันอยาก “ออกมา”
และกำลังรอคนไปเปิดให้มันอยู่
คืนนี้จะเล่าหนึ่งในเรื่องที่เกิดขึ้นในห้องนั้น เรื่องของพนักงานใหม่คนหนึ่ง ที่ชื่อว่า ธาม
และตุ๊กตาตัวหนึ่ง ที่หน้ามัน… ไม่เคยเหมือนเดิมเลยสักครั้ง เวลาที่เขาหันกลับไปมอง
แผนกตีกลับที่ไม่มีใครอยากเปิดประตูเข้าไป
มีห้องเก็บของอยู่ห้องหนึ่งในศูนย์คัดแยกพัสดุย่านชานเมือง ห้องที่พนักงานทุกคนรู้ว่ามีอยู่ แต่ไม่มีใครอยากเดินเข้าไปใกล้เกินกว่าระยะที่จำเป็น ห้องที่บนประตูเหล็กซีดจางติดป้ายเหล็กตัวโตคำว่า “ตีกลับ / LOST & FOUND” แต่ทุกคนเรียกกันง่ายๆ ว่า “ห้องตีกลับ”
ไม่ใช่เพราะในนั้นมีกล่องกองพะเนินจนเดินไม่สะดวก ไม่ใช่เพราะมันสกปรกหรือเต็มไปด้วยฝุ่นผง
แต่เพราะมีคำเล่าลือว่า… ของบางอย่างที่เข้าไปอยู่ข้างในนั้น ไม่ได้อยาก “กลับ” ไปหาต้นทางเลยแม้แต่นิดเดียว
มันอยาก “ออกมา”
และกำลังรอคนไปเปิดให้มันอยู่
คืนนี้จะเล่าหนึ่งในเรื่องที่เกิดขึ้นในห้องนั้น เรื่องของพนักงานใหม่คนหนึ่ง ที่ชื่อว่า ธาม
และตุ๊กตาตัวหนึ่ง ที่หน้ามัน… ไม่เคยเหมือนเดิมเลยสักครั้ง เวลาที่เขาหันกลับไปมอง
กะดึกของคนเพิ่งเริ่มงาน
ธามอายุยี่สิบสาม เพิ่งเข้ามาทำงานเป็นพนักงานคัดแยกพัสดุได้ไม่ถึงเดือน งานหนัก เหนื่อย ตัวเลอะฝุ่นทุกวัน แต่สำหรับเขา มันดีกว่าการนั่งว่างๆ อยู่บ้านในต่างจังหวัดโดยไม่มีรายได้อะไรเลย
ศูนย์ที่เขาทำงานอยู่เปิดยี่สิบสี่ชั่วโมง มีพนักงานผลัดเปลี่ยนกันทั้งวันทั้งคืน ช่วงกลางวันวุ่นวายกับรถขนส่งเข้าออกไม่หยุด ส่วนกลางคืน กองพัสดุที่มากองไว้จะถูกรื้อออก แยกตามเส้นทาง ต่างจังหวัด กรุงเทพ ปริมณฑล ส่งออก ฯลฯ
ธามอยู่กะดึก ห้าทุ่มถึงเจ็ดโมงเช้า
ตอนที่คนอื่นกำลังเตรียมตัวนอน เขาเพิ่งสแกนบัตรเดินเข้าอาคาร
คืนแรกที่เขาเข้ากะ หัวหน้าเป้งที่เป็นหัวหน้ากะดึกตัวใหญ่ ตาหมีแพนด้า บอกกับเขาง่ายๆ ว่า
“มึงมีสามหน้าที่หลัก
หนึ่ง รับของจากสายพานแยกตามเขต
สอง ตรวจกล่องที่เสียหายหนักถ่ายรูปส่งระบบ
สาม ถ้ากล่องไหนติดปัญหา ที่อยู่ไม่ชัด เลขผิด หรือไม่มีคนเซ็นรับ มันจะถูกตีกลับมาไว้ในห้องท้ายโรงเก็บของ… ห้องนั้นแหละ ห้องตีกลับ มึงมีหน้าที่ช่วยจดรายละเอียดของพวกมันลงระบบ”
ธามพยักหน้า ไม่ได้คิดอะไรเป็นพิเศษ
จนเป้งพูดประโยคต่อมา
“ถ้าไม่จำเป็น… อย่าอยู่ในห้องนั้นคนเดียวตอนตีสาม”
ธามหัวเราะ “ทำไมอะพี่ ผีดุเหรอ”
เป้งไม่ตอบทันที เขาแค่ยิ้มมุมปากแล้วยักไหล่ “จะผีหรือไม่ผี กูก็ไม่รู้ กูรู้แค่ว่า… อยู่ไปนานๆ ของมันเริ่ม ‘ไม่เหมือนเดิม’ วะ”
ธามทำหน้างง “ของไหนพี่”
“ของที่ไม่มีใครมาเอาคืน” เป้งตอบสั้นๆ แล้วก็หันไปตะโกนด่าเด็กอีกคนที่ยืนคุยเล่นมากกว่าทำงาน ทิ้งให้ธามยืนงงกับประโยคแปลกๆ นั้นอยู่คนเดียว
ธามอายุยี่สิบสาม เพิ่งเข้ามาทำงานเป็นพนักงานคัดแยกพัสดุได้ไม่ถึงเดือน งานหนัก เหนื่อย ตัวเลอะฝุ่นทุกวัน แต่สำหรับเขา มันดีกว่าการนั่งว่างๆ อยู่บ้านในต่างจังหวัดโดยไม่มีรายได้อะไรเลย
ศูนย์ที่เขาทำงานอยู่เปิดยี่สิบสี่ชั่วโมง มีพนักงานผลัดเปลี่ยนกันทั้งวันทั้งคืน ช่วงกลางวันวุ่นวายกับรถขนส่งเข้าออกไม่หยุด ส่วนกลางคืน กองพัสดุที่มากองไว้จะถูกรื้อออก แยกตามเส้นทาง ต่างจังหวัด กรุงเทพ ปริมณฑล ส่งออก ฯลฯ
ธามอยู่กะดึก ห้าทุ่มถึงเจ็ดโมงเช้า
ตอนที่คนอื่นกำลังเตรียมตัวนอน เขาเพิ่งสแกนบัตรเดินเข้าอาคาร
คืนแรกที่เขาเข้ากะ หัวหน้าเป้งที่เป็นหัวหน้ากะดึกตัวใหญ่ ตาหมีแพนด้า บอกกับเขาง่ายๆ ว่า
“มึงมีสามหน้าที่หลัก
หนึ่ง รับของจากสายพานแยกตามเขต
สอง ตรวจกล่องที่เสียหายหนักถ่ายรูปส่งระบบ
สาม ถ้ากล่องไหนติดปัญหา ที่อยู่ไม่ชัด เลขผิด หรือไม่มีคนเซ็นรับ มันจะถูกตีกลับมาไว้ในห้องท้ายโรงเก็บของ… ห้องนั้นแหละ ห้องตีกลับ มึงมีหน้าที่ช่วยจดรายละเอียดของพวกมันลงระบบ”
ธามพยักหน้า ไม่ได้คิดอะไรเป็นพิเศษ
จนเป้งพูดประโยคต่อมา
“ถ้าไม่จำเป็น… อย่าอยู่ในห้องนั้นคนเดียวตอนตีสาม”
ธามหัวเราะ “ทำไมอะพี่ ผีดุเหรอ”
เป้งไม่ตอบทันที เขาแค่ยิ้มมุมปากแล้วยักไหล่ “จะผีหรือไม่ผี กูก็ไม่รู้ กูรู้แค่ว่า… อยู่ไปนานๆ ของมันเริ่ม ‘ไม่เหมือนเดิม’ วะ”
ธามทำหน้างง “ของไหนพี่”
“ของที่ไม่มีใครมาเอาคืน” เป้งตอบสั้นๆ แล้วก็หันไปตะโกนด่าเด็กอีกคนที่ยืนคุยเล่นมากกว่าทำงาน ทิ้งให้ธามยืนงงกับประโยคแปลกๆ นั้นอยู่คนเดียว
ประตูเหล็กกับกลิ่นอับที่เหมือนเวลาค้างอยู่ในนั้น
ผ่านไปหลายคืน ธามก็เริ่มชินกับจังหวะงาน เสียงสายพานหมุน เสียงกล่องกระแทกกัน เสียงเครื่องสแกนบาร์โค้ด ปี๊บๆ ล้วนกลายเป็นเสียงพื้นหลังเหมือนเพลงกล่อมประจำกะดึก
คืนหนึ่งช่วงตีสอง งานหน้าไลน์สายพานเริ่มซาลง เป้งเดินมาหาแล้วโยนกุญแจชุดเล็กๆ มาให้ธาม
“ไปช่วยลงทะเบียนของตีกลับหน่อย เด็กอีกคนมันลาป่วย กูไม่อยากเข้าไปในนั้นนาน มึงเก็บรายละเอียด ถ่ายรูปกล่อง ส่งเข้าระบบให้ครบก็พอ”
ธามรับกุญแจมา พลางนึกตลกในใจที่หัวหน้าอาวุโสตัวบึกบึนกลัวอะไรกับแค่ห้องเก็บของใบหนึ่ง เขาเดินผ่านโซนสายพานหลักไปทางด้านหลังโกดัง แสงไฟจากโคมฟลูออเรสเซนต์เรียงเป็นแถวยาว ทิ้งเงากล่องพัสดุเป็นสี่เหลี่ยมทับซ้อนกันบนพื้น
สุดทางเดิน มีประตูเหล็กสีเทาหม่นบานใหญ่ตั้งอยู่ ป้ายเหล็กที่หัวหน้าบอกอยู่เหนือประตู ตัวอักษรลอกลายไปครึ่งหนึ่ง แต่ยังพออ่านได้ว่า
“RETURN / LOST & FOUND”
ด้านล่างมีสติ๊กเกอร์เก่าฉีกครึ่งแปะอยู่อีกชั้น เขียนด้วยปากกาเมจิก “เจ้าหน้าที่เท่านั้น”
ธามเสียบกุญแจบิด กลอนเหล็กฝืดๆ ส่งเสียงขูดโลหะดังไปทั้งทางเดิน เขาผลักประตูเข้าไป กลิ่นในห้องนั้นตีหน้าเขาทันที
กลิ่นอับชื้นของกระดาษเก่าที่ดูดความชื้นมานาน
กลิ่นฝุ่นที่ไม่ค่อยมีใครเข้ามากวาด
กลิ่นเหมือนห้องเก็บของที่ไม่เคยมีใครเปิดไฟนานหลายเดือน
แต่แสงในห้องยังสว่างจ้า หลอดไฟยาวบนเพดานสองสามแท่งติดสว่างปกติ เผยให้เห็นกองพัสดุที่วางเรียงกันบนชั้นเหล็กซ้อนกันเป็นแนวลึกเข้าไปด้านใน
กล่องใหญ่เล็กปนกันไป บางกล่องมีฉลากฉีกขาด บางกล่องมีรอยสติ๊กเกอร์เก่าทับซ้อนกัน บางกล่องขึ้นราเป็นดวงเขียวเทา สลับกับถุงผ้าบ้าง ลังกระดาษที่ไม่มีป้ายชื่อบ้าง
ธามก้าวเข้าไปข้างใน วางแฟ้มลงบนโต๊ะเล็กๆ ติดผนัง โต๊ะนั้นวางคอมเครื่องเล็กเก่าๆ หน้าจอซีดๆ เอาไว้ใช้งานเฉพาะในห้องนี้ เขาล็อกประตูไว้ครึ่งหนึ่งกันคนอื่นเข้ามาแกล้ง และกันเสียงรบกวนจากด้านนอก
เสียงในห้องตีกลับมีแค่เสียงไฟฟ้าหึ่งเบาๆ กับเสียงฝีเท้าของตัวเขาเอง ไม่มีเสียงเครื่องจักร ไม่มีเสียงคนคุยกัน เหมือนถูกตัดออกจากศูนย์หลักไปอีกโลก
เขาเปิดระบบ เช็กตามรายการที่หัวหน้าส่งมา
คืนนี้มีของตีกลับประมาณยี่สิบกว่าชิ้น ส่วนใหญ่เป็นของที่ที่อยู่ไม่ชัด โทรหาผู้รับไม่ติด หรือส่งไปแล้วปลายทางปฏิเสธรับ
หน้าที่ของเขาคือ
-
ถ่ายรูปแต่ละกล่อง
-
กรอกเลขแทร็กกิ้ง สภาพกล่อง
-
บันทึกว่าเหตุผลตีกลับคืออะไร
จากนั้นก็วางเรียงไว้ในโซน “รอทำลาย” หรือ “รอผู้ส่งมารับคืน” ตามที่ระบบบอก
งานไม่ยาก แต่เสียเวลานิดหน่อย
ธามเริ่มจากชั้นแรกสุด หยิบกล่องเล็กกล่องหนึ่งขึ้นมาถ่ายรูป พลิกดูฉลาก แล้วเขาก็รู้สึกถึงอะไรบางอย่าง
เขารู้สึกเหมือนมี “สายตา” จากด้านในห้องมืด ทะลุกองกล่องมองมาทางเขา
เขาสะบัดหัว ไล่ความรู้สึกนั้นออกไป
“คิดมากไปเอง มึงดูหนังมากไป” เขาด่าตัวเองเบาๆ แล้วกลับไปจดรายละเอียดกล่องต่อ
จนเขาเดินไปถึงแถวสุดท้าย ที่ติดผนังด้านในสุดของห้อง
แถวนั้นของไม่เยอะเท่าแถวอื่น แต่ตั้งโดดๆ อยู่หนึ่งช่อง
เป็นชั้นโล่งๆ ที่มีแค่ของชิ้นเดียววางอยู่ตรงกลาง
ของชิ้นนั้นคือ… ตุ๊กตาตัวหนึ่ง
ผ่านไปหลายคืน ธามก็เริ่มชินกับจังหวะงาน เสียงสายพานหมุน เสียงกล่องกระแทกกัน เสียงเครื่องสแกนบาร์โค้ด ปี๊บๆ ล้วนกลายเป็นเสียงพื้นหลังเหมือนเพลงกล่อมประจำกะดึก
คืนหนึ่งช่วงตีสอง งานหน้าไลน์สายพานเริ่มซาลง เป้งเดินมาหาแล้วโยนกุญแจชุดเล็กๆ มาให้ธาม
“ไปช่วยลงทะเบียนของตีกลับหน่อย เด็กอีกคนมันลาป่วย กูไม่อยากเข้าไปในนั้นนาน มึงเก็บรายละเอียด ถ่ายรูปกล่อง ส่งเข้าระบบให้ครบก็พอ”
ธามรับกุญแจมา พลางนึกตลกในใจที่หัวหน้าอาวุโสตัวบึกบึนกลัวอะไรกับแค่ห้องเก็บของใบหนึ่ง เขาเดินผ่านโซนสายพานหลักไปทางด้านหลังโกดัง แสงไฟจากโคมฟลูออเรสเซนต์เรียงเป็นแถวยาว ทิ้งเงากล่องพัสดุเป็นสี่เหลี่ยมทับซ้อนกันบนพื้น
สุดทางเดิน มีประตูเหล็กสีเทาหม่นบานใหญ่ตั้งอยู่ ป้ายเหล็กที่หัวหน้าบอกอยู่เหนือประตู ตัวอักษรลอกลายไปครึ่งหนึ่ง แต่ยังพออ่านได้ว่า
“RETURN / LOST & FOUND”
ด้านล่างมีสติ๊กเกอร์เก่าฉีกครึ่งแปะอยู่อีกชั้น เขียนด้วยปากกาเมจิก “เจ้าหน้าที่เท่านั้น”
ธามเสียบกุญแจบิด กลอนเหล็กฝืดๆ ส่งเสียงขูดโลหะดังไปทั้งทางเดิน เขาผลักประตูเข้าไป กลิ่นในห้องนั้นตีหน้าเขาทันที
กลิ่นอับชื้นของกระดาษเก่าที่ดูดความชื้นมานาน
กลิ่นฝุ่นที่ไม่ค่อยมีใครเข้ามากวาด
กลิ่นเหมือนห้องเก็บของที่ไม่เคยมีใครเปิดไฟนานหลายเดือน
แต่แสงในห้องยังสว่างจ้า หลอดไฟยาวบนเพดานสองสามแท่งติดสว่างปกติ เผยให้เห็นกองพัสดุที่วางเรียงกันบนชั้นเหล็กซ้อนกันเป็นแนวลึกเข้าไปด้านใน
กล่องใหญ่เล็กปนกันไป บางกล่องมีฉลากฉีกขาด บางกล่องมีรอยสติ๊กเกอร์เก่าทับซ้อนกัน บางกล่องขึ้นราเป็นดวงเขียวเทา สลับกับถุงผ้าบ้าง ลังกระดาษที่ไม่มีป้ายชื่อบ้าง
ธามก้าวเข้าไปข้างใน วางแฟ้มลงบนโต๊ะเล็กๆ ติดผนัง โต๊ะนั้นวางคอมเครื่องเล็กเก่าๆ หน้าจอซีดๆ เอาไว้ใช้งานเฉพาะในห้องนี้ เขาล็อกประตูไว้ครึ่งหนึ่งกันคนอื่นเข้ามาแกล้ง และกันเสียงรบกวนจากด้านนอก
เสียงในห้องตีกลับมีแค่เสียงไฟฟ้าหึ่งเบาๆ กับเสียงฝีเท้าของตัวเขาเอง ไม่มีเสียงเครื่องจักร ไม่มีเสียงคนคุยกัน เหมือนถูกตัดออกจากศูนย์หลักไปอีกโลก
เขาเปิดระบบ เช็กตามรายการที่หัวหน้าส่งมา
คืนนี้มีของตีกลับประมาณยี่สิบกว่าชิ้น ส่วนใหญ่เป็นของที่ที่อยู่ไม่ชัด โทรหาผู้รับไม่ติด หรือส่งไปแล้วปลายทางปฏิเสธรับ
หน้าที่ของเขาคือ
-
ถ่ายรูปแต่ละกล่อง
-
กรอกเลขแทร็กกิ้ง สภาพกล่อง
-
บันทึกว่าเหตุผลตีกลับคืออะไร
จากนั้นก็วางเรียงไว้ในโซน “รอทำลาย” หรือ “รอผู้ส่งมารับคืน” ตามที่ระบบบอก
งานไม่ยาก แต่เสียเวลานิดหน่อย
ธามเริ่มจากชั้นแรกสุด หยิบกล่องเล็กกล่องหนึ่งขึ้นมาถ่ายรูป พลิกดูฉลาก แล้วเขาก็รู้สึกถึงอะไรบางอย่าง
เขารู้สึกเหมือนมี “สายตา” จากด้านในห้องมืด ทะลุกองกล่องมองมาทางเขา
เขาสะบัดหัว ไล่ความรู้สึกนั้นออกไป
“คิดมากไปเอง มึงดูหนังมากไป” เขาด่าตัวเองเบาๆ แล้วกลับไปจดรายละเอียดกล่องต่อ
จนเขาเดินไปถึงแถวสุดท้าย ที่ติดผนังด้านในสุดของห้อง
แถวนั้นของไม่เยอะเท่าแถวอื่น แต่ตั้งโดดๆ อยู่หนึ่งช่อง
เป็นชั้นโล่งๆ ที่มีแค่ของชิ้นเดียววางอยู่ตรงกลาง
ของชิ้นนั้นคือ… ตุ๊กตาตัวหนึ่ง
ตุ๊กตาที่ไม่เหมือนของเด็กเล่นทั่วไป
มันเป็นตุ๊กตาผ้าขนาดประมาณครึ่งแขน ยาวราวๆ สามสิบเซนติเมตร รูปทรงมนุษย์หัวโต ตัวเล็ก แขนขาสั้นๆ แต่มองเผินๆ ไม่ได้ดูน่ารักเหมือนตุ๊กตาทั่วไป ผ้าสีซีดออกเทาๆ ครีมๆ เหมือนเคยเป็นสีอย่างอื่นแล้วโดนเวลาซัดออกไปหมด
หน้าไม่ได้เย็บเป็นรูปการ์ตูนสดใส แต่ใช้ด้ายดำเย็บเป็นตาเม็ดกลมสองข้าง ปากเส้นโค้งยาวเกือบถึงแก้มทั้งสองด้าน ทำให้มันดูเหมือนกำลังยิ้มกว้างตลอดเวลา
ยิ้มแบบที่ไม่รู้ว่ากำลังดีใจหรือกำลังเยาะใครอยู่
ที่ตัวมันมีป้ายผ้ายาวเล็กๆ เย็บติดไว้ เขียนชื่อภาษาอังกฤษตัวโตแปลกๆ ว่า “LILA” ตัว I ตัว L ปนกันจนเกือบอ่านไม่ออก แต่ยังพอเดาได้
ใต้ชั้นที่วางตุ๊กตา มีถุงพลาสติกใสแบบที่ใช้ห่อของในห้องเก็บของ หลุดหล่นอยู่ ถุงนั้นฉีกตรงปากเล็กน้อย เหมือนมีใครเอาตุ๊กตาออกมาแล้ววางทิ้งไว้เฉยๆ
ธามเลิกคิ้ว “ของแบบนี้ทำไมไม่เก็บในถุงให้เรียบร้อยวะ”
เขาก้มลงหยิบถุง แล้วหยิบบาร์โค้ดที่ติดอยู่ข้างถุงขึ้นมาดู เลขแทร็กกิ้งด้านบนเลือนนิดหน่อย แตายังพอสแกนได้ เขาเอื้อมมือไปหยิบตุ๊กตาขึ้นมาวางบนโต๊ะด้านข้าง ตั้งใจจะถ่ายรูปเก็บเข้าระบบแล้วห่อใหม่ให้มัน
สัมผัสแรกที่มือเขาจับโดนตัวตุ๊กตา
เขารู้สึกว่าผ้ามัน “เย็น” กว่าที่ควร ทั้งที่อยู่ในห้องโล่งๆ ไม่ได้มีแอร์จ่ออะไรเลย
เย็นแบบเย็นชื้น คล้ายผ้าชุบน้ำบิดหมาดๆ แล้วทิ้งไว้ในห้องอับนานๆ
ธามขมวดคิ้วแต่ก็ยกมันขึ้นมา
ตาของตุ๊กตาที่ทำจากเม็ดตาดำเย็บติด จ้องตรงมาที่หน้าเขาเหมือนตั้งใจ
“มองอะไรกูนักหนา” ธามบ่น ขยับมันวางให้หันไปอีกทาง แอบหัวเราะขำตัวเองที่ดันพูดกับของเล่น
เขาถ่ายรูปด้านหน้า ด้านข้าง ด้านหลัง แล้วกรอกเลขในระบบ
ในช่องรายละเอียดเห็นว่า ตุ๊กตาตัวนี้ถูกส่งมาเมื่อเกือบห้าเดือนก่อน
ส่งจากจังหวัดทางเหนือ ไปยังเด็กผู้หญิงคนหนึ่งในกรุงเทพ
สถานะระบุว่า
“ตีกลับ – ผู้รับย้ายที่อยู่ / ไม่มีผู้รับตามที่ระบุ”
และในช่อง “ผู้ส่ง” คือผู้หญิงชื่อฝรั่งยาวๆ ที่เขาอ่านไม่ออก แต่ต่อท้ายวงเล็บไว้ว่า “แม่”
เขาเลื่อนสายตาไปดูโน้ตเล็กๆ ข้างใต้
บันทึกโดยพนักงานคนก่อนหน้า ระบุว่า
“ผู้ส่งโทรมาตามของกลับ บอกว่าจะมารับเอง แต่ไม่เคยมา จนถึงวันนี้”
ธามยิ้มแหยๆ “ฝากลูกไว้กับเรานานเหมือนกันนะ”
เขาวางตุ๊กตาไว้ตรงขอบโต๊ะ หันหลังไปหยิบปากกากับเทปกาว ตั้งใจจะซ่อมถุงให้มันหน่อย
ในระหว่างที่ก้มเก็บของตรงพื้นนั้น เขาก็รู้สึกถึงบางอย่างอีกครั้ง
บางอย่างแบบเดียวกับตอนแรกที่เดินเข้าห้องมา
เหมือนมีสายตาหนักๆ จากด้านหลัง
จ้องมาที่ต้นคอเขาไม่กะพริบ
มันเป็นตุ๊กตาผ้าขนาดประมาณครึ่งแขน ยาวราวๆ สามสิบเซนติเมตร รูปทรงมนุษย์หัวโต ตัวเล็ก แขนขาสั้นๆ แต่มองเผินๆ ไม่ได้ดูน่ารักเหมือนตุ๊กตาทั่วไป ผ้าสีซีดออกเทาๆ ครีมๆ เหมือนเคยเป็นสีอย่างอื่นแล้วโดนเวลาซัดออกไปหมด
หน้าไม่ได้เย็บเป็นรูปการ์ตูนสดใส แต่ใช้ด้ายดำเย็บเป็นตาเม็ดกลมสองข้าง ปากเส้นโค้งยาวเกือบถึงแก้มทั้งสองด้าน ทำให้มันดูเหมือนกำลังยิ้มกว้างตลอดเวลา
ยิ้มแบบที่ไม่รู้ว่ากำลังดีใจหรือกำลังเยาะใครอยู่
ที่ตัวมันมีป้ายผ้ายาวเล็กๆ เย็บติดไว้ เขียนชื่อภาษาอังกฤษตัวโตแปลกๆ ว่า “LILA” ตัว I ตัว L ปนกันจนเกือบอ่านไม่ออก แต่ยังพอเดาได้
ใต้ชั้นที่วางตุ๊กตา มีถุงพลาสติกใสแบบที่ใช้ห่อของในห้องเก็บของ หลุดหล่นอยู่ ถุงนั้นฉีกตรงปากเล็กน้อย เหมือนมีใครเอาตุ๊กตาออกมาแล้ววางทิ้งไว้เฉยๆ
ธามเลิกคิ้ว “ของแบบนี้ทำไมไม่เก็บในถุงให้เรียบร้อยวะ”
เขาก้มลงหยิบถุง แล้วหยิบบาร์โค้ดที่ติดอยู่ข้างถุงขึ้นมาดู เลขแทร็กกิ้งด้านบนเลือนนิดหน่อย แตายังพอสแกนได้ เขาเอื้อมมือไปหยิบตุ๊กตาขึ้นมาวางบนโต๊ะด้านข้าง ตั้งใจจะถ่ายรูปเก็บเข้าระบบแล้วห่อใหม่ให้มัน
สัมผัสแรกที่มือเขาจับโดนตัวตุ๊กตา
เขารู้สึกว่าผ้ามัน “เย็น” กว่าที่ควร ทั้งที่อยู่ในห้องโล่งๆ ไม่ได้มีแอร์จ่ออะไรเลย
เย็นแบบเย็นชื้น คล้ายผ้าชุบน้ำบิดหมาดๆ แล้วทิ้งไว้ในห้องอับนานๆ
ธามขมวดคิ้วแต่ก็ยกมันขึ้นมา
ตาของตุ๊กตาที่ทำจากเม็ดตาดำเย็บติด จ้องตรงมาที่หน้าเขาเหมือนตั้งใจ
“มองอะไรกูนักหนา” ธามบ่น ขยับมันวางให้หันไปอีกทาง แอบหัวเราะขำตัวเองที่ดันพูดกับของเล่น
เขาถ่ายรูปด้านหน้า ด้านข้าง ด้านหลัง แล้วกรอกเลขในระบบ
ในช่องรายละเอียดเห็นว่า ตุ๊กตาตัวนี้ถูกส่งมาเมื่อเกือบห้าเดือนก่อน
ส่งจากจังหวัดทางเหนือ ไปยังเด็กผู้หญิงคนหนึ่งในกรุงเทพ
สถานะระบุว่า
“ตีกลับ – ผู้รับย้ายที่อยู่ / ไม่มีผู้รับตามที่ระบุ”
และในช่อง “ผู้ส่ง” คือผู้หญิงชื่อฝรั่งยาวๆ ที่เขาอ่านไม่ออก แต่ต่อท้ายวงเล็บไว้ว่า “แม่”
เขาเลื่อนสายตาไปดูโน้ตเล็กๆ ข้างใต้
บันทึกโดยพนักงานคนก่อนหน้า ระบุว่า
“ผู้ส่งโทรมาตามของกลับ บอกว่าจะมารับเอง แต่ไม่เคยมา จนถึงวันนี้”
ธามยิ้มแหยๆ “ฝากลูกไว้กับเรานานเหมือนกันนะ”
เขาวางตุ๊กตาไว้ตรงขอบโต๊ะ หันหลังไปหยิบปากกากับเทปกาว ตั้งใจจะซ่อมถุงให้มันหน่อย
ในระหว่างที่ก้มเก็บของตรงพื้นนั้น เขาก็รู้สึกถึงบางอย่างอีกครั้ง
บางอย่างแบบเดียวกับตอนแรกที่เดินเข้าห้องมา
เหมือนมีสายตาหนักๆ จากด้านหลัง
จ้องมาที่ต้นคอเขาไม่กะพริบ
ครั้งแรกที่หน้ามันไม่เหมือนเดิม
ธามสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วหันกลับไปทางโต๊ะทันที
เขาคิดว่าถ้าเป็นภาพหลอนจากความกลัวล่ะก็ พอหันปุ๊บมันก็จะหายเอง
แต่สิ่งที่เขาเห็นทำให้หัวใจชะงักไปหนึ่งจังหวะ
ตุ๊กตาที่เขาวางเอาไว้ก่อนหันหลังกลับ…
ตอนนี้มันหันหน้ามาทางเขาเฉย ทั้งที่เมื่อกี้เขาวางให้มันเบี่ยงไปมองผนังอีกทางอย่างชัดเจน
ยิ่งไปกว่านั้น รอยยิ้มเย็บด้ายเส้นดำบนหน้ามัน ดู “แคบลง” กว่าเดิม
จากที่เมื่อกี้เป็นรอยยิ้มยาวจนเกือบถึงแก้ม ตอนนี้กลายเป็นเส้นโค้งสั้นๆ วนอยู่ตรงกลางปาก เหมือนคนกำลังเม้มปากแน่น
เม็ดตาดำสองเม็ดก็เหมือนเย็บให้ชิดกันขึ้นนิดหนึ่ง ทำให้หน้ามันดูขมวดคิ้วเล็กๆ ไปด้วยในที
ธามจ้องไปสักพัก หัวสมองพยายามหาเหตุผล
เขาอาจจำผิด มุมมองอาจเปลี่ยนเพราะระยะห่าง
“มึงคิดมากไปเอง” เขาพึมพำอีกครั้ง
เพื่อพิสูจน์ เขาจับตุ๊กตาหันหน้าหนีไปจนสุด เอียงให้มองออกไปทางประตูเลยด้วยซ้ำ
จากนั้นก็ถอยหลังไปยืนกลางห้อง ตั้งใจวัดเลยว่า ถ้าหันกลับมาแล้วตุ๊กตากลับมามองเขาอีก เขาจะรีบเดินไปเรียกหัวหน้าให้มาดูด้วยกัน
เขาหายใจเข้าลึกๆ หลับตาแป๊บหนึ่ง
แล้วหันกลับไปทางโต๊ะ…
ตุ๊กตาหันหน้ากลับมามองเขาแล้ว
ในตำแหน่งที่ตาตรงกับระดับสายตาเขาพอดี
ครั้งนี้ไม่ใช่แค่หันกลับมาเท่านั้น
แต่รูปปากที่เย็บด้วยด้ายดำกลายเป็นเส้นตรงยาวเหมือนเดิม แต่ไม่โค้งขึ้นเหมือนยิ้มอีกต่อไป มันตรงสนิท เหมือนคนทำหน้าบึ้ง
และเม็ดตาดำที่เคยเย็บกลมๆ ตอนนี้ดูเบี้ยวเล็กน้อย เหมือนด้ายบางส่วนถูกดึงออกด้านข้าง ทำให้ตาดูเหมือน “เหลือบ” มองขึ้นนิดๆ เพิ่มความรู้สึกไม่สบายใจเข้าไปอีกเท่าตัว
ธามตัวชาไปครึ่งวินาที เขารู้สึกได้ถึงเหงื่อเย็นๆ ซึมออกมาตรงแผ่นหลังใต้เสื้อยูนิฟอร์ม
ห้องทั้งห้องเหมือนเงียบลงไปอีกระดับ
เสียงไฟฟ้าหึ่งๆ บนเพดานกลายเป็นเสียงเดียวที่ดังอยู่
“ไม่ตลกแล้วนะ” เขาพูดออกมาอย่างไม่รู้จะทำยังไง
เขาเดินตรงเข้าไปที่ตุ๊กตา จับมันยกขึ้นมาดูใกล้ๆ
ตรวจดูตะเข็บ ด้ายเย็บ ตรงรอยตา รอยปาก มือเขาลูบไปตามผืนผ้า พยายามหาอะไรที่บอกได้ว่า เมื่อกี้เขาแค่เข้าใจผิด
แต่ยิ่งลูบ เขายิ่งรู้สึกเย็นที่ปลายนิ้ว เหมือนใต้ผ้าบริเวณใบหน้ามีอะไรแข็งๆ ตึงๆ อยู่ใต้ชั้นเส้นใย
เขาบีบเบาๆ
มันให้สัมผัสไม่เหมือนสำลีหรือฟองน้ำที่ใช้ยัดตุ๊กตาทั่วไป
มันคล้ายอะไรบางอย่างที่มีรูปทรง ลื่นๆ ด้านใน แต่ถูกยัดอัดไว้แน่นจนขยับไม่ได้
เขารีบดึงมือกลับ ความรู้สึกคล้ายจับโดนวัตถุที่ไม่ควรอยู่ตรงนั้นแล่นวาบตั้งแต่ปลายนิ้วขึ้นมาถึงต้นแขน
ธามวางตุ๊กตาลง กลืนน้ำลายฝืดคอ
เขาตัดสินใจว่า แค่ถ่ายรูปลงระบบให้เสร็จ แล้วรีบออกจากห้องนี้ไปคงดีที่สุด
เขาหันกลับไปหาแฟ้มที่วางไว้บนโต๊ะอีกด้าน
ในวินาทีที่หันหลังให้ตุ๊กตา เขารู้สึกเหมือนในห้อง…
มีเสียงผ้าลากเบาๆ ดังขยับบนโต๊ะ ตามด้วยเสียงอะไรนุ่มๆ ตกกระทบพื้นเบาๆ
เขาแข็งค้างอยู่ตรงนั้น ไม่กล้าหันกลับทันที หัวใจเต้นกระหน่ำจนได้ยินชัดในหูตัวเอง
สุดท้ายเขาก็หันกลับไป
ช้าๆ ระวังสายตาไปทุกองศา
ภาพที่เห็นคือ โต๊ะว่างเปล่า
ตุ๊กตาไม่อยู่บนโต๊ะแล้ว
ธามก้มลงมองพื้นด้านล่าง
ตุ๊กตานอนคว่ำหน้าอยู่บนพื้น ระหว่างโต๊ะกับชั้นเหล็ก
แขนมันกางออกเล็กน้อย ท่าทางเหมือนคนล้มหน้าทิ่มแต่ยันมือไว้ไม่ทัน
“ตกลงมา…” เขาพึมพำ
พยายามบอกตัวเองว่ามันแค่ตกจากโต๊ะลงมา ตามแรงสั่นอะไรก็ตาม
เขาก้มลงจะหยิบมันขึ้น
ในจังหวะที่มือจะจับโดนตัวตุ๊กตา เขาชะงัก
เพราะหางตาเขาเห็นอะไรบางอย่างตรงผนังด้านขวา ที่มีกระจกเล็กๆ เป็นช่องหน้าต่างระบายอากาศติดอยู่
ในกระจกสะท้อนเงาบางอย่างตรงพื้นแทนเขา
เงาของตุ๊กตาที่ควรจะคว่ำหน้า… กลับสะท้อนเป็นตุ๊กตานั่งตั้งตรง หันหน้าเข้าหากระจก ยิ้มกว้าง จ้องมาที่เขาในภาพสะท้อนเต็มๆ
แต่ของจริงตรงหน้าเขา… มันยังนอนคว่ำอยู่
ธามสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วหันกลับไปทางโต๊ะทันที
เขาคิดว่าถ้าเป็นภาพหลอนจากความกลัวล่ะก็ พอหันปุ๊บมันก็จะหายเอง
แต่สิ่งที่เขาเห็นทำให้หัวใจชะงักไปหนึ่งจังหวะ
ตุ๊กตาที่เขาวางเอาไว้ก่อนหันหลังกลับ…
ตอนนี้มันหันหน้ามาทางเขาเฉย ทั้งที่เมื่อกี้เขาวางให้มันเบี่ยงไปมองผนังอีกทางอย่างชัดเจน
ยิ่งไปกว่านั้น รอยยิ้มเย็บด้ายเส้นดำบนหน้ามัน ดู “แคบลง” กว่าเดิม
จากที่เมื่อกี้เป็นรอยยิ้มยาวจนเกือบถึงแก้ม ตอนนี้กลายเป็นเส้นโค้งสั้นๆ วนอยู่ตรงกลางปาก เหมือนคนกำลังเม้มปากแน่น
เม็ดตาดำสองเม็ดก็เหมือนเย็บให้ชิดกันขึ้นนิดหนึ่ง ทำให้หน้ามันดูขมวดคิ้วเล็กๆ ไปด้วยในที
ธามจ้องไปสักพัก หัวสมองพยายามหาเหตุผล
เขาอาจจำผิด มุมมองอาจเปลี่ยนเพราะระยะห่าง
“มึงคิดมากไปเอง” เขาพึมพำอีกครั้ง
เพื่อพิสูจน์ เขาจับตุ๊กตาหันหน้าหนีไปจนสุด เอียงให้มองออกไปทางประตูเลยด้วยซ้ำ
จากนั้นก็ถอยหลังไปยืนกลางห้อง ตั้งใจวัดเลยว่า ถ้าหันกลับมาแล้วตุ๊กตากลับมามองเขาอีก เขาจะรีบเดินไปเรียกหัวหน้าให้มาดูด้วยกัน
เขาหายใจเข้าลึกๆ หลับตาแป๊บหนึ่ง
แล้วหันกลับไปทางโต๊ะ…
ตุ๊กตาหันหน้ากลับมามองเขาแล้ว
ในตำแหน่งที่ตาตรงกับระดับสายตาเขาพอดี
ครั้งนี้ไม่ใช่แค่หันกลับมาเท่านั้น
แต่รูปปากที่เย็บด้วยด้ายดำกลายเป็นเส้นตรงยาวเหมือนเดิม แต่ไม่โค้งขึ้นเหมือนยิ้มอีกต่อไป มันตรงสนิท เหมือนคนทำหน้าบึ้ง
และเม็ดตาดำที่เคยเย็บกลมๆ ตอนนี้ดูเบี้ยวเล็กน้อย เหมือนด้ายบางส่วนถูกดึงออกด้านข้าง ทำให้ตาดูเหมือน “เหลือบ” มองขึ้นนิดๆ เพิ่มความรู้สึกไม่สบายใจเข้าไปอีกเท่าตัว
ธามตัวชาไปครึ่งวินาที เขารู้สึกได้ถึงเหงื่อเย็นๆ ซึมออกมาตรงแผ่นหลังใต้เสื้อยูนิฟอร์ม
ห้องทั้งห้องเหมือนเงียบลงไปอีกระดับ
เสียงไฟฟ้าหึ่งๆ บนเพดานกลายเป็นเสียงเดียวที่ดังอยู่
“ไม่ตลกแล้วนะ” เขาพูดออกมาอย่างไม่รู้จะทำยังไง
เขาเดินตรงเข้าไปที่ตุ๊กตา จับมันยกขึ้นมาดูใกล้ๆ
ตรวจดูตะเข็บ ด้ายเย็บ ตรงรอยตา รอยปาก มือเขาลูบไปตามผืนผ้า พยายามหาอะไรที่บอกได้ว่า เมื่อกี้เขาแค่เข้าใจผิด
แต่ยิ่งลูบ เขายิ่งรู้สึกเย็นที่ปลายนิ้ว เหมือนใต้ผ้าบริเวณใบหน้ามีอะไรแข็งๆ ตึงๆ อยู่ใต้ชั้นเส้นใย
เขาบีบเบาๆ
มันให้สัมผัสไม่เหมือนสำลีหรือฟองน้ำที่ใช้ยัดตุ๊กตาทั่วไป
มันคล้ายอะไรบางอย่างที่มีรูปทรง ลื่นๆ ด้านใน แต่ถูกยัดอัดไว้แน่นจนขยับไม่ได้
เขารีบดึงมือกลับ ความรู้สึกคล้ายจับโดนวัตถุที่ไม่ควรอยู่ตรงนั้นแล่นวาบตั้งแต่ปลายนิ้วขึ้นมาถึงต้นแขน
ธามวางตุ๊กตาลง กลืนน้ำลายฝืดคอ
เขาตัดสินใจว่า แค่ถ่ายรูปลงระบบให้เสร็จ แล้วรีบออกจากห้องนี้ไปคงดีที่สุด
เขาหันกลับไปหาแฟ้มที่วางไว้บนโต๊ะอีกด้าน
ในวินาทีที่หันหลังให้ตุ๊กตา เขารู้สึกเหมือนในห้อง…
มีเสียงผ้าลากเบาๆ ดังขยับบนโต๊ะ ตามด้วยเสียงอะไรนุ่มๆ ตกกระทบพื้นเบาๆ
เขาแข็งค้างอยู่ตรงนั้น ไม่กล้าหันกลับทันที หัวใจเต้นกระหน่ำจนได้ยินชัดในหูตัวเอง
สุดท้ายเขาก็หันกลับไป
ช้าๆ ระวังสายตาไปทุกองศา
ภาพที่เห็นคือ โต๊ะว่างเปล่า
ตุ๊กตาไม่อยู่บนโต๊ะแล้ว
ธามก้มลงมองพื้นด้านล่าง
ตุ๊กตานอนคว่ำหน้าอยู่บนพื้น ระหว่างโต๊ะกับชั้นเหล็ก
แขนมันกางออกเล็กน้อย ท่าทางเหมือนคนล้มหน้าทิ่มแต่ยันมือไว้ไม่ทัน
“ตกลงมา…” เขาพึมพำ
พยายามบอกตัวเองว่ามันแค่ตกจากโต๊ะลงมา ตามแรงสั่นอะไรก็ตาม
เขาก้มลงจะหยิบมันขึ้น
ในจังหวะที่มือจะจับโดนตัวตุ๊กตา เขาชะงัก
เพราะหางตาเขาเห็นอะไรบางอย่างตรงผนังด้านขวา ที่มีกระจกเล็กๆ เป็นช่องหน้าต่างระบายอากาศติดอยู่
ในกระจกสะท้อนเงาบางอย่างตรงพื้นแทนเขา
เงาของตุ๊กตาที่ควรจะคว่ำหน้า… กลับสะท้อนเป็นตุ๊กตานั่งตั้งตรง หันหน้าเข้าหากระจก ยิ้มกว้าง จ้องมาที่เขาในภาพสะท้อนเต็มๆ
แต่ของจริงตรงหน้าเขา… มันยังนอนคว่ำอยู่
เสียงหัวเราะที่ไม่ได้มาจากคน
ธามผงะถอยหลัง สายตาวูบวาบไปมาระหว่างของจริงกับภาพสะท้อน เขารู้สึกว่าห้องนี้เริ่มแคบลงอย่างประหลาด อากาศหนืดๆ ติดลำคอเหมือนหายใจได้ไม่เต็มปอด
อยู่ดีๆ ก็มีเสียงบางอย่างดังขึ้นมาในห้อง
เสียงเบาๆ คล้ายผ้าเสียดสีกับพื้นปูน ช้าๆ เป็นจังหวะ
ตามด้วยเสียงคล้ายหัวเราะที่ถูกกดทับให้แผ่ว เหมือนเด็กหัวเราะจากไกลๆ ผ่านผนังหนาๆ
เสียงนั้นไม่ได้มาจากลำโพง
ไม่ได้มาจากคน
มันลอยมากลางอากาศในห้องเล็กๆ นี้เอง
ธามมองหาต้นเสียง สายตาวิ่งไล่ไปตามกองกล่องชั้นแล้วชั้นเล่า
ไม่มีอะไรขยับ
แต่เสียงหัวเราะนั้นกลับดังขึ้นอีกนิด เหมือนใกล้เขามากขึ้น
เขาหันกลับไปมองตุ๊กตาที่พื้นอีกครั้ง
คราวนี้มันไม่ได้อยู่ที่เดิมแล้ว
มันยืนพิงขาโต๊ะ ขาตุ๊กตาทั้งสองข้างห้อยลง แตะพื้นแบบไม่สนิทเหมือนห้อยเท้าอยู่บนเก้าอี้สูง
หัวของมันเอียงเล็กน้อยไปด้านหนึ่ง รอยยิ้มด้ายดำบนหน้ากลับมายาวจนสุดแก้มเหมือนตอนแรก
แต่เม็ดตาดำเบี้ยวๆ กลับดูมีประกายขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
“พอแล้ว!” ธามตะโกนออกมา เสียงสะท้อนใส่ตัวเขาเองในห้องโล่ง
เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา กดโทรหาหัวหน้าเป้ง
สัญญาณดังอยู่สองสามครั้ง ก่อนเป้งจะรับสาย เสียงงัวเงียเล็กน้อย
“มีอะไรธาม กูทำงานอยู่ฝั่งโน้น”
“พี่… ห้องตีกลับ… ของในนี้แม่งแปลกๆ ว่ะ ตุ๊กตาตัวหนึ่งมันขยับเอง หน้ามันเปลี่ยน”
ปลายสายเงียบไปชั่วอึดใจ
ก่อนเป้งจะถอนหายใจยาวๆ แบบคนที่ได้ยินคำนี้มาแล้วมากกว่าหนึ่งครั้ง
“มึงอยู่คนเดียวในนั้นใช่ไหม”
“ใช่พี่”
“ออกมาก่อน ล็อกประตู แล้วมึงมาหากูที่สายพานหลัก เดี๋ยวกูเข้าไปกับมึงเอง ถ้ามึงเชื่อใจกู ทำตามที่กูบอก อย่ามองย้อนกลับไปในห้องตอนปิดประตูแล้ว”
เสียงหัวหน้าไม่ได้ล้อเล่น ธามรับรู้ได้ทันทีจากน้ำเสียง
เขารีบพยักหน้า ทั้งที่ปลายสายมองไม่เห็น “ได้พี่ ผมกำลังจะออก”
เขาหยิบกุญแจในกระเป๋า ก้าวถอยหลังไปทางประตูโดยไม่ละสายตาจากตุ๊กตา มันยังพิงขาโต๊ะอยู่ท่าเดิม
สายตาดำๆ คู่นั้นจ้องมาที่เขาไม่วางตา รอยยิ้มกว้างเหมือนเดิม
ในจังหวะที่มือเขาจับลูกบิดประตู เสียงหัวเราะแผ่วเบาก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ชัดเจนกว่าทุกครั้งก่อนหน้า
เป็นเสียงหัวเราะของเด็กเล็กๆ
เสียงนั้นไม่ได้ดังจากมุมห้องไหน แต่ดัง “ตรงหู” เขาเลยทีเดียว
เหมือนมีใครยืนอยู่ข้างใบหู บิดปากหัวเราะให้เขาฟังโดยเฉพาะ
ขนทั้งตัวธามลุกซู่ เขากดเปิดประตู ผลักออก แล้วก้าวพรวดเดียวออกจากห้อง
มืออีกข้างรีบปิดบานเหล็กกระแทกอย่างแรง ล็อกกุญแจแทบจะในวินาทีเดียวกัน
พอคลายมือออก เขาสังเกตว่าตัวเองกำลังสั่น
เขายืนหอบหายใจหน้าประตู
แต่หูของเขายังได้ยินเสียงบางอย่างลอดมาจากด้านใน
เสียงผ้าเสียดสีกับพื้น
เสียงอะไรนุ่มๆ ลากไปชิดกับบานประตูด้านใน
เหมือนมีของบางอย่างมา “แนบ” อยู่ตรงที่เขายืนพอดี
ธามถอยหลังออกมาสองก้าว
ยืนนิ่งอยู่แบบนั้นอยู่พักใหญ่
ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับไปทางไลน์สายพานด้วยหัวใจที่ยังเต้นไม่เป็นจังหวะ
ธามผงะถอยหลัง สายตาวูบวาบไปมาระหว่างของจริงกับภาพสะท้อน เขารู้สึกว่าห้องนี้เริ่มแคบลงอย่างประหลาด อากาศหนืดๆ ติดลำคอเหมือนหายใจได้ไม่เต็มปอด
อยู่ดีๆ ก็มีเสียงบางอย่างดังขึ้นมาในห้อง
เสียงเบาๆ คล้ายผ้าเสียดสีกับพื้นปูน ช้าๆ เป็นจังหวะ
ตามด้วยเสียงคล้ายหัวเราะที่ถูกกดทับให้แผ่ว เหมือนเด็กหัวเราะจากไกลๆ ผ่านผนังหนาๆ
เสียงนั้นไม่ได้มาจากลำโพง
ไม่ได้มาจากคน
มันลอยมากลางอากาศในห้องเล็กๆ นี้เอง
ธามมองหาต้นเสียง สายตาวิ่งไล่ไปตามกองกล่องชั้นแล้วชั้นเล่า
ไม่มีอะไรขยับ
แต่เสียงหัวเราะนั้นกลับดังขึ้นอีกนิด เหมือนใกล้เขามากขึ้น
เขาหันกลับไปมองตุ๊กตาที่พื้นอีกครั้ง
คราวนี้มันไม่ได้อยู่ที่เดิมแล้ว
มันยืนพิงขาโต๊ะ ขาตุ๊กตาทั้งสองข้างห้อยลง แตะพื้นแบบไม่สนิทเหมือนห้อยเท้าอยู่บนเก้าอี้สูง
หัวของมันเอียงเล็กน้อยไปด้านหนึ่ง รอยยิ้มด้ายดำบนหน้ากลับมายาวจนสุดแก้มเหมือนตอนแรก
แต่เม็ดตาดำเบี้ยวๆ กลับดูมีประกายขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
“พอแล้ว!” ธามตะโกนออกมา เสียงสะท้อนใส่ตัวเขาเองในห้องโล่ง
เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา กดโทรหาหัวหน้าเป้ง
สัญญาณดังอยู่สองสามครั้ง ก่อนเป้งจะรับสาย เสียงงัวเงียเล็กน้อย
“มีอะไรธาม กูทำงานอยู่ฝั่งโน้น”
“พี่… ห้องตีกลับ… ของในนี้แม่งแปลกๆ ว่ะ ตุ๊กตาตัวหนึ่งมันขยับเอง หน้ามันเปลี่ยน”
ปลายสายเงียบไปชั่วอึดใจ
ก่อนเป้งจะถอนหายใจยาวๆ แบบคนที่ได้ยินคำนี้มาแล้วมากกว่าหนึ่งครั้ง
“มึงอยู่คนเดียวในนั้นใช่ไหม”
“ใช่พี่”
“ออกมาก่อน ล็อกประตู แล้วมึงมาหากูที่สายพานหลัก เดี๋ยวกูเข้าไปกับมึงเอง ถ้ามึงเชื่อใจกู ทำตามที่กูบอก อย่ามองย้อนกลับไปในห้องตอนปิดประตูแล้ว”
เสียงหัวหน้าไม่ได้ล้อเล่น ธามรับรู้ได้ทันทีจากน้ำเสียง
เขารีบพยักหน้า ทั้งที่ปลายสายมองไม่เห็น “ได้พี่ ผมกำลังจะออก”
เขาหยิบกุญแจในกระเป๋า ก้าวถอยหลังไปทางประตูโดยไม่ละสายตาจากตุ๊กตา มันยังพิงขาโต๊ะอยู่ท่าเดิม
สายตาดำๆ คู่นั้นจ้องมาที่เขาไม่วางตา รอยยิ้มกว้างเหมือนเดิม
ในจังหวะที่มือเขาจับลูกบิดประตู เสียงหัวเราะแผ่วเบาก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ชัดเจนกว่าทุกครั้งก่อนหน้า
เป็นเสียงหัวเราะของเด็กเล็กๆ
เสียงนั้นไม่ได้ดังจากมุมห้องไหน แต่ดัง “ตรงหู” เขาเลยทีเดียว
เหมือนมีใครยืนอยู่ข้างใบหู บิดปากหัวเราะให้เขาฟังโดยเฉพาะ
ขนทั้งตัวธามลุกซู่ เขากดเปิดประตู ผลักออก แล้วก้าวพรวดเดียวออกจากห้อง
มืออีกข้างรีบปิดบานเหล็กกระแทกอย่างแรง ล็อกกุญแจแทบจะในวินาทีเดียวกัน
พอคลายมือออก เขาสังเกตว่าตัวเองกำลังสั่น
เขายืนหอบหายใจหน้าประตู
แต่หูของเขายังได้ยินเสียงบางอย่างลอดมาจากด้านใน
เสียงผ้าเสียดสีกับพื้น
เสียงอะไรนุ่มๆ ลากไปชิดกับบานประตูด้านใน
เหมือนมีของบางอย่างมา “แนบ” อยู่ตรงที่เขายืนพอดี
ธามถอยหลังออกมาสองก้าว
ยืนนิ่งอยู่แบบนั้นอยู่พักใหญ่
ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับไปทางไลน์สายพานด้วยหัวใจที่ยังเต้นไม่เป็นจังหวะ
เรื่องเล่าของหัวหน้ากะดึก
เป้งยืนพิงเสาอยู่แถวสายพานหลัก สูบบุหรี่ตัวสุดท้ายในซองอย่างที่ชอบทำเวลาคิดอะไรเพลินๆ
พอเห็นธามเดินหน้าเผือดๆ กลับมา เขาก็แท็คบุหรี่ที่เหลือนิดเดียวทิ้งทันที
“แม่ง… กูบอกแล้วใช่ไหม ว่าอย่าอยู่ในนั้นคนเดียวตอนตีสาม” เป้งบ่น แต่สายตาไม่ได้ด่า แววตาออกไปทางเป็นห่วงด้วยซ้ำ
“มัน… มันขยับจริงๆ พี่ หน้ามันเปลี่ยน มือผมจับแล้วมันไม่เหมือนตุ๊กตาทั่วไปเลย ผ้านี่เย็นๆ เหมือนจับอะไรเปียกๆ” ธามเล่าเกือบไม่เป็นประโยค
เป้งพยักหน้าเบาๆ เหมือนคนเคยได้ยินมาแล้ว “ตุ๊กตา LILA ใช่ไหม”
“พี่รู้ชื่อมันได้ไง”
“ชื่อนั่นเย็บไว้ที่ตัวมัน กูเข้าไปเห็นมันครั้งแรกตอนมันเพิ่งถูกส่งเข้าห้อง ไม่ใช่แค่มึงคนเดียวที่เห็นว่าหน้ามันเปลี่ยนได้หรอก ก่อนหน้ามึง ก็มีเด็กอีกสองคนพูดแบบนี้เหมือนกัน”
ธามเงียบ รอฟังต่อ
“ประมาณห้าเดือนก่อน มีพัสดุตีกลับเข้ามา กล่องบนเป็นกล่องกระดาษธรรมดา มีโน้ตเขียนด้วยลายมือภาษาอังกฤษติดอยู่แถวนึง กูอ่านออกบ้างไม่ออกบ้าง แต่พอจับใจความได้ว่า ‘ถ้าของชิ้นนี้ยังไม่ถึงมือเจ้าของใหม่ ห้ามเปิด ห้ามแกะ ห้ามเล่น และห้ามมองหน้ามันนานเกินยี่สิบวินาที’”
“เจ้าของใหม่?” ธามทวนคำ
“อืม ที่กล่องเขียนว่า ของนี้เคยเป็นของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ตอนนี้เด็กคนนั้นตายแล้ว แม่เขาเลยส่งมาให้เพื่อนสนิทของลูก ที่เพิ่งย้ายมาอยู่กรุงเทพ” เป้งพูดต่อ น้ำเสียงเริ่มเปลี่ยนเป็นจริงจังมากขึ้น
“แต่พัสดุไปไม่ถึงหรอก ที่อยู่ผิด โทรติดต่อใครไม่ได้ สุดท้ายก็ถูกตีกลับมาเข้าห้องนี้”
“แล้ว… ทำไมมันถึงถูกแกะออกมา” ธามถาม
“ก็เพราะมีคนใจง่ายเหมือนมึงนี่แหละ” เป้งถอนหายใจ “ไอ้โจ๊ก เด็กเมื่อก่อนที่ทำกะดึก มันเห็นกล่องรั่วนิดหน่อย เศษผ้าหลุดออกมา ก็เลยเปิดดูว่าข้างในคืออะไร พอเห็นเป็นตุ๊กตา ก็เลยเอามาวางเล่นบนโต๊ะเหมือนที่มึงทำ”
“แล้วเกิดอะไรขึ้นกับพี่คนนั้น”
เป้งมองหน้าเขาแวบหนึ่ง ก่อนตอบสั้นๆ
“มันลาออกไปแล้ว หลังจากคืนนั้นไม่กี่วัน”
ธามรอ แต่เป้งไม่ขยายความต่อ เขาจึงถามเอง “มันเจอแบบเดียวกับผมเหรอ”
“ก็คล้ายๆ กัน ช่วงแรกมันบอกว่า หน้าตุ๊กตามันดูเหมือนยิ้มกว้างตลอดเวลา
คืนต่อมา มันเข้าไปเช็กของในห้องอีกที ก็เห็นตุ๊กตานั่งพิงผนัง ยิ้มแคบลงเหมือนอารมณ์เสีย
วันที่สาม มันบอกว่าหน้าตุ๊กตาเหมือนกำลังร้องไห้ ด้ายดำตรงตาเหมือนถูกดึงลง กลายเป็นเหมือนคนทำหน้าสลด”
เป้งหยุดสูดหายใจลึก เหมือนกำลังนึกภาพตาม “ทุกครั้งที่มันหันหลังให้ตุ๊กตา พอหันกลับมา หน้าตุ๊กตาจะไม่เหมือนเดิม ระยะห่างก็เปลี่ยน มันเริ่มมาอยู่ใกล้ประตูมากขึ้นทีละนิดๆ”
“แล้ว…” ธามกลืนน้ำลาย “สุดท้ายล่ะพี่”
“คืนสุดท้ายก่อนมันหายไปจากงาน น้องเวรเช้าเป็นคนเจอ มันบอกว่า ตอนเปิดประตูห้องตีกลับเข้าไป เห็นไอ้โจ๊กนั่งอยู่บนพื้น มองเข้าไปในมุมมืดของห้องแบบเหม่อลอย เหนื่อยๆ”
“แล้วตุ๊กตาล่ะพี่”
“ตุ๊กตานั่งบนตักมัน” เป้งตอบ
“หน้าไม่ได้ยิ้ม ไม่ได้ร้องไห้ แต่ด้ายที่เป็นตากับปาก ถูกดึงออกจนกลายเป็นเส้นยุ่งๆ ห้อยรุงรัง เหลือแต่ผ้าสีซีดๆ เป็นใบหน้าว่างเปล่า ไม่มีอะไรบนหน้าเลย นอกจากรอยเปื้อนคล้ายคราบน้ำตาเป็นวงๆ”
บรรยากาศรอบตัวทั้งคู่เงียบผิดปกติ แม้จะอยู่ใกล้เสียงเครื่องจักร ทำให้ธามรู้สึกวูบวาบในท้อง บอกไม่ถูกว่าคือความกลัวหรือความหนาว
“แล้วหลังจากนั้นล่ะพี่ โจ๊กเป็นอะไร”
“ฟังจากที่เด็กเช้าบอกนะ มันเข้าไปเรียกโจ๊กว่าจะเปลี่ยนกะให้ไปพัก แต่มันนั่งเงียบ ไม่ตอบ คอเอียงนิดๆ เหมือนคนนั่งหลับตา แต่ตาลืมโพลงอยู่” เป้งพูดช้าๆ “เด็กคนนั้นเดินเข้าไปใกล้ บอกแตะไหล่ไปทีหนึ่ง โจ๊กก็ล้มคว่ำลงกับพื้น แข็งทื่อไปทั้งตัว เหมือนคนหลับลึกแล้วโดนผลัก”
“ตายเหรอพี่”
“หมอบอกไม่ตาย แต่มันไม่พูดอีกเลย ติดต่ออะไรไม่ได้ เหมือนเขาเรียกกัน… สภาพผัก โคม่า ตื่นแต่ไร้การตอบสนอง ทุกวันนี้ได้ข่าวว่า แม่มันเอาไปดูแลที่ต่างจังหวัด กลับมาทำงานไม่ไหวแล้ว”
ธามรู้สึกหนาววูบทั้งตัว “แล้วตุ๊กตา…”
“ห้องตีกลับยังมีหน้าที่เก็บของตีกลับต่อไป ของชิ้นนั้นยังอยู่ในนั้นเหมือนเดิม ไม่มีใครกล้าเอาไปทิ้ง นโยบายบริษัทก็ไม่อนุญาตให้ทำลายของลูกค้าเองถ้าไม่มีเอกสารสั่งชัดๆ” เป้งถอนหายใจ “กูเลยบอกเด็กใหม่ทุกคนว่า ถ้าเข้าไปในห้องตอนดึก… อย่ามองมันนาน อย่าไปเล่น อย่าเอามันออกจากมุมที่มันอยู่”
เป้งหันมาจ้องธามเต็มๆ
“แต่เมื่อคืนมึงทำทุกอย่างครบเลยใช่ไหม”
ธามเงียบไป
เขารู้ตัวดีว่า เขาหยิบมันขึ้นมา หันหน้ามันเล่น ถ่ายรูป จ้องมันทุกรายละเอียด แถมอยู่กับมันสองต่อสองในห้องนานกว่าที่ควร
“แบบนี้ถือว่า… มัน ‘เห็น’ มึงชัดแล้วล่ะ” เป้งพูด ประโยคหลังเบาลง
“เห็นผม?” ธามถามย้ำ
“ถ้าของบางอย่างมัน ‘ผูก’ กับคน มันคงเริ่มจากการจดจำใบหน้า เสียง กลิ่นของคนๆ นั้นก่อน มึงเปิดโอกาสให้มันรู้จักมึงตั้งแต่คืนแรกเลยไง”
เป้งยืนพิงเสาอยู่แถวสายพานหลัก สูบบุหรี่ตัวสุดท้ายในซองอย่างที่ชอบทำเวลาคิดอะไรเพลินๆ
พอเห็นธามเดินหน้าเผือดๆ กลับมา เขาก็แท็คบุหรี่ที่เหลือนิดเดียวทิ้งทันที
“แม่ง… กูบอกแล้วใช่ไหม ว่าอย่าอยู่ในนั้นคนเดียวตอนตีสาม” เป้งบ่น แต่สายตาไม่ได้ด่า แววตาออกไปทางเป็นห่วงด้วยซ้ำ
“มัน… มันขยับจริงๆ พี่ หน้ามันเปลี่ยน มือผมจับแล้วมันไม่เหมือนตุ๊กตาทั่วไปเลย ผ้านี่เย็นๆ เหมือนจับอะไรเปียกๆ” ธามเล่าเกือบไม่เป็นประโยค
เป้งพยักหน้าเบาๆ เหมือนคนเคยได้ยินมาแล้ว “ตุ๊กตา LILA ใช่ไหม”
“พี่รู้ชื่อมันได้ไง”
“ชื่อนั่นเย็บไว้ที่ตัวมัน กูเข้าไปเห็นมันครั้งแรกตอนมันเพิ่งถูกส่งเข้าห้อง ไม่ใช่แค่มึงคนเดียวที่เห็นว่าหน้ามันเปลี่ยนได้หรอก ก่อนหน้ามึง ก็มีเด็กอีกสองคนพูดแบบนี้เหมือนกัน”
ธามเงียบ รอฟังต่อ
“ประมาณห้าเดือนก่อน มีพัสดุตีกลับเข้ามา กล่องบนเป็นกล่องกระดาษธรรมดา มีโน้ตเขียนด้วยลายมือภาษาอังกฤษติดอยู่แถวนึง กูอ่านออกบ้างไม่ออกบ้าง แต่พอจับใจความได้ว่า ‘ถ้าของชิ้นนี้ยังไม่ถึงมือเจ้าของใหม่ ห้ามเปิด ห้ามแกะ ห้ามเล่น และห้ามมองหน้ามันนานเกินยี่สิบวินาที’”
“เจ้าของใหม่?” ธามทวนคำ
“อืม ที่กล่องเขียนว่า ของนี้เคยเป็นของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ตอนนี้เด็กคนนั้นตายแล้ว แม่เขาเลยส่งมาให้เพื่อนสนิทของลูก ที่เพิ่งย้ายมาอยู่กรุงเทพ” เป้งพูดต่อ น้ำเสียงเริ่มเปลี่ยนเป็นจริงจังมากขึ้น
“แต่พัสดุไปไม่ถึงหรอก ที่อยู่ผิด โทรติดต่อใครไม่ได้ สุดท้ายก็ถูกตีกลับมาเข้าห้องนี้”
“แล้ว… ทำไมมันถึงถูกแกะออกมา” ธามถาม
“ก็เพราะมีคนใจง่ายเหมือนมึงนี่แหละ” เป้งถอนหายใจ “ไอ้โจ๊ก เด็กเมื่อก่อนที่ทำกะดึก มันเห็นกล่องรั่วนิดหน่อย เศษผ้าหลุดออกมา ก็เลยเปิดดูว่าข้างในคืออะไร พอเห็นเป็นตุ๊กตา ก็เลยเอามาวางเล่นบนโต๊ะเหมือนที่มึงทำ”
“แล้วเกิดอะไรขึ้นกับพี่คนนั้น”
เป้งมองหน้าเขาแวบหนึ่ง ก่อนตอบสั้นๆ
“มันลาออกไปแล้ว หลังจากคืนนั้นไม่กี่วัน”
ธามรอ แต่เป้งไม่ขยายความต่อ เขาจึงถามเอง “มันเจอแบบเดียวกับผมเหรอ”
“ก็คล้ายๆ กัน ช่วงแรกมันบอกว่า หน้าตุ๊กตามันดูเหมือนยิ้มกว้างตลอดเวลา
คืนต่อมา มันเข้าไปเช็กของในห้องอีกที ก็เห็นตุ๊กตานั่งพิงผนัง ยิ้มแคบลงเหมือนอารมณ์เสีย
วันที่สาม มันบอกว่าหน้าตุ๊กตาเหมือนกำลังร้องไห้ ด้ายดำตรงตาเหมือนถูกดึงลง กลายเป็นเหมือนคนทำหน้าสลด”
เป้งหยุดสูดหายใจลึก เหมือนกำลังนึกภาพตาม “ทุกครั้งที่มันหันหลังให้ตุ๊กตา พอหันกลับมา หน้าตุ๊กตาจะไม่เหมือนเดิม ระยะห่างก็เปลี่ยน มันเริ่มมาอยู่ใกล้ประตูมากขึ้นทีละนิดๆ”
“แล้ว…” ธามกลืนน้ำลาย “สุดท้ายล่ะพี่”
“คืนสุดท้ายก่อนมันหายไปจากงาน น้องเวรเช้าเป็นคนเจอ มันบอกว่า ตอนเปิดประตูห้องตีกลับเข้าไป เห็นไอ้โจ๊กนั่งอยู่บนพื้น มองเข้าไปในมุมมืดของห้องแบบเหม่อลอย เหนื่อยๆ”
“แล้วตุ๊กตาล่ะพี่”
“ตุ๊กตานั่งบนตักมัน” เป้งตอบ
“หน้าไม่ได้ยิ้ม ไม่ได้ร้องไห้ แต่ด้ายที่เป็นตากับปาก ถูกดึงออกจนกลายเป็นเส้นยุ่งๆ ห้อยรุงรัง เหลือแต่ผ้าสีซีดๆ เป็นใบหน้าว่างเปล่า ไม่มีอะไรบนหน้าเลย นอกจากรอยเปื้อนคล้ายคราบน้ำตาเป็นวงๆ”
บรรยากาศรอบตัวทั้งคู่เงียบผิดปกติ แม้จะอยู่ใกล้เสียงเครื่องจักร ทำให้ธามรู้สึกวูบวาบในท้อง บอกไม่ถูกว่าคือความกลัวหรือความหนาว
“แล้วหลังจากนั้นล่ะพี่ โจ๊กเป็นอะไร”
“ฟังจากที่เด็กเช้าบอกนะ มันเข้าไปเรียกโจ๊กว่าจะเปลี่ยนกะให้ไปพัก แต่มันนั่งเงียบ ไม่ตอบ คอเอียงนิดๆ เหมือนคนนั่งหลับตา แต่ตาลืมโพลงอยู่” เป้งพูดช้าๆ “เด็กคนนั้นเดินเข้าไปใกล้ บอกแตะไหล่ไปทีหนึ่ง โจ๊กก็ล้มคว่ำลงกับพื้น แข็งทื่อไปทั้งตัว เหมือนคนหลับลึกแล้วโดนผลัก”
“ตายเหรอพี่”
“หมอบอกไม่ตาย แต่มันไม่พูดอีกเลย ติดต่ออะไรไม่ได้ เหมือนเขาเรียกกัน… สภาพผัก โคม่า ตื่นแต่ไร้การตอบสนอง ทุกวันนี้ได้ข่าวว่า แม่มันเอาไปดูแลที่ต่างจังหวัด กลับมาทำงานไม่ไหวแล้ว”
ธามรู้สึกหนาววูบทั้งตัว “แล้วตุ๊กตา…”
“ห้องตีกลับยังมีหน้าที่เก็บของตีกลับต่อไป ของชิ้นนั้นยังอยู่ในนั้นเหมือนเดิม ไม่มีใครกล้าเอาไปทิ้ง นโยบายบริษัทก็ไม่อนุญาตให้ทำลายของลูกค้าเองถ้าไม่มีเอกสารสั่งชัดๆ” เป้งถอนหายใจ “กูเลยบอกเด็กใหม่ทุกคนว่า ถ้าเข้าไปในห้องตอนดึก… อย่ามองมันนาน อย่าไปเล่น อย่าเอามันออกจากมุมที่มันอยู่”
เป้งหันมาจ้องธามเต็มๆ
“แต่เมื่อคืนมึงทำทุกอย่างครบเลยใช่ไหม”
ธามเงียบไป
เขารู้ตัวดีว่า เขาหยิบมันขึ้นมา หันหน้ามันเล่น ถ่ายรูป จ้องมันทุกรายละเอียด แถมอยู่กับมันสองต่อสองในห้องนานกว่าที่ควร
“แบบนี้ถือว่า… มัน ‘เห็น’ มึงชัดแล้วล่ะ” เป้งพูด ประโยคหลังเบาลง
“เห็นผม?” ธามถามย้ำ
“ถ้าของบางอย่างมัน ‘ผูก’ กับคน มันคงเริ่มจากการจดจำใบหน้า เสียง กลิ่นของคนๆ นั้นก่อน มึงเปิดโอกาสให้มันรู้จักมึงตั้งแต่คืนแรกเลยไง”
คืนที่สองในห้องเดิม
หลังจากคืนนั้น ธามพยายามเลี่ยงไม่เข้าใกล้ห้องตีกลับเลย ถ้าไม่จำเป็นก็จะไม่ข้องเกี่ยว เขาขอหัวหน้าช่วยสลับหน้าที่กับคนอื่น เอาไปคัดแยกสายพานแทน เอาไปวิ่งของในโกดังแทน อะไรก็ได้ที่ไม่ต้องเดินไปสุดทางแล้วหันซ้ายเข้าห้องนั้น
แต่โชคก็ไม่ได้เข้าข้างเขาตลอดไป
คืนหนึ่ง หัวหน้ากะต้องออกไปเคลียร์เรื่องเอกสารกับลูกค้ารายใหญ่ด้านหน้า มีคนไม่พอ ธามถูกเรียกชื่อดังลั่นข้ามศูนย์
“ธาม! ไปเก็บรายการตีกลับคืนนี้ให้หน่อย กูส่งลิสต์เข้าเมลแล้ว”
ธามอยากจะปฏิเสธทันที แต่พอมองไปรอบๆ ก็เห็นแต่เพื่อนร่วมงานอีกสองคนที่ตัวเล็กกว่าเขา หน้าซีดกว่าเขา และไม่มีใครอยากเข้าใกล้ห้องนั้นมากกว่าตัวเขาเองด้วยซ้ำ
เขากลืนน้ำลายเบาๆ พยักหน้า “ได้พี่”
แล้วเดินไปหยิบกุญแจชุดเดิม
หัวใจเขาเต้นแรงตั้งแต่เริ่มเดินเข้าโซนหลังโกดัง
ทุกก้าวเหมือนเสียงเท้าตัวเองดังเกินจริง
เมื่อถึงหน้าประตูเหล็กสีหม่น เขายืนมองป้าย LOST & FOUND อยู่พักหนึ่ง
เหมือนมันไม่ได้บอกว่า “ห้องเก็บของที่หายไป” อย่างเดียว
แต่มันเหมือนกำลังบอกว่า “ที่เก็บสิ่งที่ยังหาทางกลับไม่ได้” ด้วย
ธามบิดกุญแจ กลอนฝืดๆ ส่งเสียงครืดเหมือนคราวก่อน
กลิ่นเดิมพุ่งออกมาทันที แต่มันเหมือนแรงกว่าครั้งแรก
มีทั้งกลิ่นอับ กลิ่นฝุ่น และกลิ่นบางอย่างคล้ายผ้าเปียกเก่าที่ไม่ได้ซักนาน
คล้ายๆ กลิ่นตุ๊กตาที่มือเขาเคยจับ
เขาลังเลว่าจะเปิดไฟไหม แต่สุดท้ายก็เอื้อมไปกดสวิตช์
หลอดไฟบนเพดานกระพริบหนึ่งครั้งก่อนจะติดสว่าง
ภาพในห้องเหมือนเดิมเกือบทุกอย่าง
กองพัสดุยังวางอยู่ในตำแหน่งเดิมๆ เพิ่มของใหม่บางกอง
แต่สายตาของเขามองข้ามทุกอย่างไปที่มุมเดิม
มุมชั้นโล่งๆ ที่เคยมีตุ๊กตา LILA วางอยู่
ตอนนี้… มันว่างเปล่า
ชั้นโล่งไม่มีอะไร
ไม่มีถุงพลาสติกขาดๆ
ไม่มีตุ๊กตานั่ง
ไม่มีแม้แต่รอยฝุ่นที่ควรจะเป็นรูปวงกลมจากของวางอยู่
ธามยืนนิ่ง
ในหัวเขามีสองความคิดตีกันอยู่
หนึ่ง ดีแล้ว ของหายไปจากห้องนี้ หมดเรื่อง
สอง ถ้ามันไม่ได้อยู่ในห้อง… มันไปอยู่ที่ไหน
เขากลืนน้ำลายฝืดๆ เดินเข้าไปลึกขึ้นอีกหน่อย
กวาดตามองรอบแล้วรอบเล่า
แต่ไม่พบร่องรอยของตุ๊กตาผ้าสีซีดๆ ตัวนั้นเลย
ทว่าในขณะที่เขากำลังโล่งใจครึ่งหนึ่ง
หูเขาก็ได้ยินเสียงเบาๆ ดังมาจากด้านหลัง
เสียงผ้าเสียดสีกับไม้
เสียงของ “อะไรนุ่มๆ” ถูกลากไปตามพื้นไม้อัด
แต่พื้นห้องตีกลับเป็นปูน
เสียงนั้นจึงไม่ควรมี
ช้าๆ เขาหันหลังกลับไปมองทางผนังอีกด้าน
ผนังที่มีโต๊ะคอม
และเก้าอี้เหล็กตัวเดียววางอยู่
บนเก้าอี้นั้น…
มีตุ๊กตาตัวหนึ่งนั่งไขว่ห้างอยู่
แขนทั้งสองข้างวางบนตัก
หัวเอียงไปด้านหนึ่ง เหมือนกำลังฟังอะไรอยู่เงียบๆ
ใบหน้าของมันกลับมามีด้ายดำเย็บเป็นตาและปากเหมือนเดิม
แต่ครั้งนี้ ด้ายที่เป็นรูปปากไม่ได้เย็บเป็นเส้นโค้งหรือเส้นตรง
มันถูกเย็บเป็น “รูปกากบาท” ปิดปาก
เหมือนคนที่ถูกเย็บปิดปากไม่ให้พูดอีก
เม็ดตาดำๆ ทั้งสองข้าง… ไม่มีแสงสะท้อนใดๆ
ทื่อ ดำ และลึกกว่าที่เคย
ธามยืนแข็งอยู่ตรงนั้น ใจเต้นจนรู้สึกเจ็บหน้าอก
เขานึกถึงคำของหัวหน้าเป้ง
“อย่ามองหน้ามันนานเกินไป”
เขาพยายามเบือนสายตาไปทางอื่น แต่กลับเหมือนตาถูกดูดเข้าหามันเอง
เหมือนเวลานั่งมองรูดำๆ บนผนัง แล้วรู้สึกอยากเอานิ้วแหย่เข้าไปดูว่าในนั้นมีอะไร
เขาเผลอนับในใจ
หนึ่ง… สอง… สาม…
ยิ่งนับ เขายิ่งรู้สึกว่าตาของตุ๊กตาขยับช้าๆ ตาม
จากเดิมที่มันมองตรงไปข้างหน้า เริ่มเหลียวเบนเล็กน้อยให้ตรงกับตำแหน่งขยับของเขา
แม้ว่าแขนขาและตัวมันจะไม่ขยับเลย
สี่… ห้า… หก…
ภาพในหัวของเขาเริ่มวูบไหว
ในวินาทีนั้นเอง
เขาเห็นภาพซ้อนบางอย่างซึ่ง “ไม่ควรเห็น”
ภาพในหัวไม่ได้อยู่ในห้องตีกลับ
แต่มันเหมือนมองผ่านตาของตุ๊กตา LILA ออกไปยังสถานที่อื่น
เขาเห็นห้องเล็กๆ สี่เหลี่ยมคับแคบ ผนังสีขาวเปื้อนคราบสกปรก
พื้นห้องเป็นเสื่อเก่าๆ แผ่นหนึ่ง
กลางห้องมี “เงาร่างของเด็กผู้หญิง” นั่งหันหลังให้ เข่าชิดอก กอดตัวเองแน่น
ไหล่เธอสั่นน้อยๆ คล้ายกำลังร้องไห้
ข้างตัวเธอวางตุ๊กตาผ้าตัวหนึ่งขนาดเท่ากับ LILA
แต่สีสดกว่า ดูใหม่กว่า ไม่มีด้ายดำเลอะเทอะ
เสียงสะอื้นแผ่วเบาดังเข้ามาในหัวเขา ไม่ได้ผ่านหู
“แม่… หนูหนาว… แม่อยู่ไหน…”
ภาพนั้นวูบเข้า วูบออก
แทรกเข้ามาระหว่างภาพห้องตีกลับจริงๆ ที่เขายืนอยู่
จนเขาไม่แน่ใจว่าตัวเองยืนอยู่ที่ไหนกันแน่
เจ็ด… แปด…
มือเขาเริ่มสั่น เขาอยากก้มมองพื้น อยากหลับตา แต่กลับทำไม่ได้
เหมือนมีอะไรบางอย่างจับศีรษะเขาไว้ บังคับให้มองตรงไปที่ใบหน้าผ้าสีซีดนั่น
เก้า…
ในภาพซ้อน เขาเห็นประตูห้องเล็กๆ นั้นเปิดออก
ร่างของผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามา ผอม โทรม ใบหน้าซีด
ในอ้อมแขนเธออุ้มตุ๊กตาผ้าอีกตัวหนึ่งที่เหมือน LILA เกือบทุกอย่าง แต่สีจะต่างกันนิดหน่อย
เธอวางตุ๊กตานั้นลงตรงหน้าด้านข้างเด็ก แล้วพูดเบาๆ ด้วยเสียงเหนื่อยล้า
“เล่นกับเพื่อนใหม่นะลูก แม่ต้องไปหาเงิน ถ้าแม่ไม่กลับมา… เพื่อนคนนี้จะอยู่กับหนูแทนแม่”
สิบ…
เสียงเหมือนเป้งตะโกนอยู่ลางๆ ในความทรงจำ “อย่ามองมันนานเกินยี่สิบวินาที”
ธามสะดุ้งสุดตัว เหมือนถูกปลุกจากฝันร้ายสั้นๆ
เขาหันหน้าหนีจากตุ๊กตาทันที หยุดมอง ไม่สนอีกแล้วว่ามันจะขยับหรือไม่
ลมหายใจของเขาติดขัดไปพักหนึ่ง ก่อนกลับมาเป็นจังหวะ
เหงื่อเย็นๆ แทรกออกมาตามกรอบหน้า
เขาตัดสินใจแน่วแน่ในวินาทีนั้น
คืนนี้จะไม่ยุ่งกับมันอีก
หน้าที่อื่นในห้องนี้ เขาจะทำเท่าที่จำเป็น
แต่จะไม่แตะ ไม่ขยับ LILA ไม่มองหน้า มันเหมือนสัญชาตญาณเตือน
เขาเดินอ้อมไปอีกด้านของห้อง เก็บข้อมูลกล่องอื่นตามลิสต์ที่ได้รับมา
แต่ไม่ว่าขาจะขยับไปทางไหน ร่างกายเขากลับรู้สึกถึงสายตาที่จ้องมาไม่เลิกจากมุมเก้าอี้ด้านหลัง
สายตาดำๆ ที่เหมือนตะปูปักกลางหลังตลอดเวลา
จนพอเก็บงานได้ครึ่งหนึ่ง เขาก็ทนไม่ไหว
คว้ากุญแจ รีบเดินออกมาจากห้อง ปิดไฟ ล็อกประตู
คราวนี้ไม่รอคำแนะนำจากหัวหน้าด้วยซ้ำ
แต่ในจังหวะที่เขากำลังจะเดินกลับ
เสียงบางอย่างก็ลอดออกมาจากข้างใน ประตูเหล็กตรงหน้าเขาสั่นเบาๆ
เหมือนมีอะไรนุ่มๆ มือเล็กๆ ทุบด้านในทีละครั้ง สองครั้ง
คล้ายเด็กเคาะประตูขอให้อุ้มออกไปจากห้องมืด
หลังจากคืนนั้น ธามพยายามเลี่ยงไม่เข้าใกล้ห้องตีกลับเลย ถ้าไม่จำเป็นก็จะไม่ข้องเกี่ยว เขาขอหัวหน้าช่วยสลับหน้าที่กับคนอื่น เอาไปคัดแยกสายพานแทน เอาไปวิ่งของในโกดังแทน อะไรก็ได้ที่ไม่ต้องเดินไปสุดทางแล้วหันซ้ายเข้าห้องนั้น
แต่โชคก็ไม่ได้เข้าข้างเขาตลอดไป
คืนหนึ่ง หัวหน้ากะต้องออกไปเคลียร์เรื่องเอกสารกับลูกค้ารายใหญ่ด้านหน้า มีคนไม่พอ ธามถูกเรียกชื่อดังลั่นข้ามศูนย์
“ธาม! ไปเก็บรายการตีกลับคืนนี้ให้หน่อย กูส่งลิสต์เข้าเมลแล้ว”
ธามอยากจะปฏิเสธทันที แต่พอมองไปรอบๆ ก็เห็นแต่เพื่อนร่วมงานอีกสองคนที่ตัวเล็กกว่าเขา หน้าซีดกว่าเขา และไม่มีใครอยากเข้าใกล้ห้องนั้นมากกว่าตัวเขาเองด้วยซ้ำ
เขากลืนน้ำลายเบาๆ พยักหน้า “ได้พี่”
แล้วเดินไปหยิบกุญแจชุดเดิม
หัวใจเขาเต้นแรงตั้งแต่เริ่มเดินเข้าโซนหลังโกดัง
ทุกก้าวเหมือนเสียงเท้าตัวเองดังเกินจริง
เมื่อถึงหน้าประตูเหล็กสีหม่น เขายืนมองป้าย LOST & FOUND อยู่พักหนึ่ง
เหมือนมันไม่ได้บอกว่า “ห้องเก็บของที่หายไป” อย่างเดียว
แต่มันเหมือนกำลังบอกว่า “ที่เก็บสิ่งที่ยังหาทางกลับไม่ได้” ด้วย
ธามบิดกุญแจ กลอนฝืดๆ ส่งเสียงครืดเหมือนคราวก่อน
กลิ่นเดิมพุ่งออกมาทันที แต่มันเหมือนแรงกว่าครั้งแรก
มีทั้งกลิ่นอับ กลิ่นฝุ่น และกลิ่นบางอย่างคล้ายผ้าเปียกเก่าที่ไม่ได้ซักนาน
คล้ายๆ กลิ่นตุ๊กตาที่มือเขาเคยจับ
เขาลังเลว่าจะเปิดไฟไหม แต่สุดท้ายก็เอื้อมไปกดสวิตช์
หลอดไฟบนเพดานกระพริบหนึ่งครั้งก่อนจะติดสว่าง
ภาพในห้องเหมือนเดิมเกือบทุกอย่าง
กองพัสดุยังวางอยู่ในตำแหน่งเดิมๆ เพิ่มของใหม่บางกอง
แต่สายตาของเขามองข้ามทุกอย่างไปที่มุมเดิม
มุมชั้นโล่งๆ ที่เคยมีตุ๊กตา LILA วางอยู่
ตอนนี้… มันว่างเปล่า
ชั้นโล่งไม่มีอะไร
ไม่มีถุงพลาสติกขาดๆ
ไม่มีตุ๊กตานั่ง
ไม่มีแม้แต่รอยฝุ่นที่ควรจะเป็นรูปวงกลมจากของวางอยู่
ธามยืนนิ่ง
ในหัวเขามีสองความคิดตีกันอยู่
หนึ่ง ดีแล้ว ของหายไปจากห้องนี้ หมดเรื่อง
สอง ถ้ามันไม่ได้อยู่ในห้อง… มันไปอยู่ที่ไหน
เขากลืนน้ำลายฝืดๆ เดินเข้าไปลึกขึ้นอีกหน่อย
กวาดตามองรอบแล้วรอบเล่า
แต่ไม่พบร่องรอยของตุ๊กตาผ้าสีซีดๆ ตัวนั้นเลย
ทว่าในขณะที่เขากำลังโล่งใจครึ่งหนึ่ง
หูเขาก็ได้ยินเสียงเบาๆ ดังมาจากด้านหลัง
เสียงผ้าเสียดสีกับไม้
เสียงของ “อะไรนุ่มๆ” ถูกลากไปตามพื้นไม้อัด
แต่พื้นห้องตีกลับเป็นปูน
เสียงนั้นจึงไม่ควรมี
ช้าๆ เขาหันหลังกลับไปมองทางผนังอีกด้าน
ผนังที่มีโต๊ะคอม
และเก้าอี้เหล็กตัวเดียววางอยู่
บนเก้าอี้นั้น…
มีตุ๊กตาตัวหนึ่งนั่งไขว่ห้างอยู่
แขนทั้งสองข้างวางบนตัก
หัวเอียงไปด้านหนึ่ง เหมือนกำลังฟังอะไรอยู่เงียบๆ
ใบหน้าของมันกลับมามีด้ายดำเย็บเป็นตาและปากเหมือนเดิม
แต่ครั้งนี้ ด้ายที่เป็นรูปปากไม่ได้เย็บเป็นเส้นโค้งหรือเส้นตรง
มันถูกเย็บเป็น “รูปกากบาท” ปิดปาก
เหมือนคนที่ถูกเย็บปิดปากไม่ให้พูดอีก
เม็ดตาดำๆ ทั้งสองข้าง… ไม่มีแสงสะท้อนใดๆ
ทื่อ ดำ และลึกกว่าที่เคย
ธามยืนแข็งอยู่ตรงนั้น ใจเต้นจนรู้สึกเจ็บหน้าอก
เขานึกถึงคำของหัวหน้าเป้ง
“อย่ามองหน้ามันนานเกินไป”
เขาพยายามเบือนสายตาไปทางอื่น แต่กลับเหมือนตาถูกดูดเข้าหามันเอง
เหมือนเวลานั่งมองรูดำๆ บนผนัง แล้วรู้สึกอยากเอานิ้วแหย่เข้าไปดูว่าในนั้นมีอะไร
เขาเผลอนับในใจ
หนึ่ง… สอง… สาม…
ยิ่งนับ เขายิ่งรู้สึกว่าตาของตุ๊กตาขยับช้าๆ ตาม
จากเดิมที่มันมองตรงไปข้างหน้า เริ่มเหลียวเบนเล็กน้อยให้ตรงกับตำแหน่งขยับของเขา
แม้ว่าแขนขาและตัวมันจะไม่ขยับเลย
สี่… ห้า… หก…
ภาพในหัวของเขาเริ่มวูบไหว
ในวินาทีนั้นเอง
เขาเห็นภาพซ้อนบางอย่างซึ่ง “ไม่ควรเห็น”
ภาพในหัวไม่ได้อยู่ในห้องตีกลับ
แต่มันเหมือนมองผ่านตาของตุ๊กตา LILA ออกไปยังสถานที่อื่น
เขาเห็นห้องเล็กๆ สี่เหลี่ยมคับแคบ ผนังสีขาวเปื้อนคราบสกปรก
พื้นห้องเป็นเสื่อเก่าๆ แผ่นหนึ่ง
กลางห้องมี “เงาร่างของเด็กผู้หญิง” นั่งหันหลังให้ เข่าชิดอก กอดตัวเองแน่น
ไหล่เธอสั่นน้อยๆ คล้ายกำลังร้องไห้
ข้างตัวเธอวางตุ๊กตาผ้าตัวหนึ่งขนาดเท่ากับ LILA
แต่สีสดกว่า ดูใหม่กว่า ไม่มีด้ายดำเลอะเทอะ
เสียงสะอื้นแผ่วเบาดังเข้ามาในหัวเขา ไม่ได้ผ่านหู
“แม่… หนูหนาว… แม่อยู่ไหน…”
ภาพนั้นวูบเข้า วูบออก
แทรกเข้ามาระหว่างภาพห้องตีกลับจริงๆ ที่เขายืนอยู่
จนเขาไม่แน่ใจว่าตัวเองยืนอยู่ที่ไหนกันแน่
เจ็ด… แปด…
มือเขาเริ่มสั่น เขาอยากก้มมองพื้น อยากหลับตา แต่กลับทำไม่ได้
เหมือนมีอะไรบางอย่างจับศีรษะเขาไว้ บังคับให้มองตรงไปที่ใบหน้าผ้าสีซีดนั่น
เก้า…
ในภาพซ้อน เขาเห็นประตูห้องเล็กๆ นั้นเปิดออก
ร่างของผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามา ผอม โทรม ใบหน้าซีด
ในอ้อมแขนเธออุ้มตุ๊กตาผ้าอีกตัวหนึ่งที่เหมือน LILA เกือบทุกอย่าง แต่สีจะต่างกันนิดหน่อย
เธอวางตุ๊กตานั้นลงตรงหน้าด้านข้างเด็ก แล้วพูดเบาๆ ด้วยเสียงเหนื่อยล้า
“เล่นกับเพื่อนใหม่นะลูก แม่ต้องไปหาเงิน ถ้าแม่ไม่กลับมา… เพื่อนคนนี้จะอยู่กับหนูแทนแม่”
สิบ…
เสียงเหมือนเป้งตะโกนอยู่ลางๆ ในความทรงจำ “อย่ามองมันนานเกินยี่สิบวินาที”
ธามสะดุ้งสุดตัว เหมือนถูกปลุกจากฝันร้ายสั้นๆ
เขาหันหน้าหนีจากตุ๊กตาทันที หยุดมอง ไม่สนอีกแล้วว่ามันจะขยับหรือไม่
ลมหายใจของเขาติดขัดไปพักหนึ่ง ก่อนกลับมาเป็นจังหวะ
เหงื่อเย็นๆ แทรกออกมาตามกรอบหน้า
เขาตัดสินใจแน่วแน่ในวินาทีนั้น
คืนนี้จะไม่ยุ่งกับมันอีก
หน้าที่อื่นในห้องนี้ เขาจะทำเท่าที่จำเป็น
แต่จะไม่แตะ ไม่ขยับ LILA ไม่มองหน้า มันเหมือนสัญชาตญาณเตือน
เขาเดินอ้อมไปอีกด้านของห้อง เก็บข้อมูลกล่องอื่นตามลิสต์ที่ได้รับมา
แต่ไม่ว่าขาจะขยับไปทางไหน ร่างกายเขากลับรู้สึกถึงสายตาที่จ้องมาไม่เลิกจากมุมเก้าอี้ด้านหลัง
สายตาดำๆ ที่เหมือนตะปูปักกลางหลังตลอดเวลา
จนพอเก็บงานได้ครึ่งหนึ่ง เขาก็ทนไม่ไหว
คว้ากุญแจ รีบเดินออกมาจากห้อง ปิดไฟ ล็อกประตู
คราวนี้ไม่รอคำแนะนำจากหัวหน้าด้วยซ้ำ
แต่ในจังหวะที่เขากำลังจะเดินกลับ
เสียงบางอย่างก็ลอดออกมาจากข้างใน ประตูเหล็กตรงหน้าเขาสั่นเบาๆ
เหมือนมีอะไรนุ่มๆ มือเล็กๆ ทุบด้านในทีละครั้ง สองครั้ง
คล้ายเด็กเคาะประตูขอให้อุ้มออกไปจากห้องมืด
ความจริงที่เริ่มโผล่ออกมาทีละนิด
ธามไม่กล้าเล่าเรื่องที่เห็นทั้งหมดให้เพื่อนฟังในคืนเดียว เขาแค่บอกเป้งว่า “ตุ๊กตายังอยู่ แต่ย้ายที่นั่งเอง” แล้วหัวเราะห้วนๆ กลบเกลื่อนตัวเอง
เป้งมองหน้าเขาอยู่นาน
ก่อนพยักหน้าเหมือนรับรู้ แล้วบอกสั้นๆ ว่า
“ตั้งแต่คืนนี้ ถ้าในลิสต์มีชื่อของ LILA โผล่ขึ้นมาในรายการของตีกลับอีกเมื่อไหร่… มึงโทรหากูก่อนเข้าไป”
ธามแอบมองจอคอมของหัวหน้า เห็นว่ามีไฟล์หนึ่งเปิดอยู่ เป็นเอกสารเก่าที่ดูเหมือนรายงานภายใน
หัวกระดาษเขียนด้วยภาษาอังกฤษว่า “INCIDENT REPORT – LOST & FOUND ROOM”
เขาไม่ได้ถามต่อว่ามีอะไรในนั้น
แต่คืนนั้นเขากลับบ้านพร้อมกับความฝันแปลกๆ
ในฝัน เขาเห็นห้องเล็กๆ ห้องเดิม
เด็กผู้หญิงคนเดิมนั่งหันหลัง เหมือนคืนก่อน
แต่ครั้งนี้ เด็กหันหน้ากลับมาทางเขา
หน้าเธอซีด ดวงตาบวมแดงจากการร้องไห้นานๆ
แขนทั้งสองข้างกอดตุ๊กตาแน่น
ตัวตุ๊กตาที่เธอกอด… ไม่มีหน้า
ใบหน้าผ้าสีซีดๆ เปลือยโล่งไม่มีตา ไม่มีปาก
แต่รอบๆ ตำแหน่งที่ควรเป็นตาและปาก กลับมีรอยเปื้อนน้ำตาและรอยนิ้วจิ้มขูดเป็นวงวน
เด็กคนนั้นกระซิบเบาๆ ด้วยเสียงเหมือนเอื้อมมาจากก้นบึ้งของห้องมืด
“พี่… ถ้าพี่เจอแม่หนู… บอกแม่หนูด้วยว่า หนู ‘ไม่อยากเล่น’ กับมันแล้ว”
ธามสะดุ้งตื่นกลางดึก หัวใจเต้นแรง
ทั้งห้องเงียบ มีเพียงเสียงแอร์บ้านค่อยๆ เป่า
เขานั่งนิ่งอยู่นานในความมืด ก่อนจะหยิบมือถือมาเปิดดูเวลา
ตีสี่เกือบครึ่ง
ห่างจากช่วงที่เขาเข้าไปในห้องตีกลับไม่กี่ชั่วโมง
วันต่อมา เขาตัดสินใจลองค้นข้อมูลเพิ่มด้วยตัวเอง
ในใจก็ไม่แน่ใจว่าอยากรู้หรือไม่อยากรู้กันแน่
เขาจำชื่อส่งของไม่ได้ทั้งหมด แต่จำได้ว่าตุ๊กตาส่งมาจากจังหวัดทางเหนือ
ส่งถึงเด็กผู้หญิงในกรุงเทพ
ผู้ส่งลงท้ายว่า “แม่”
เขาลองเปิดระบบหลังบ้านของบริษัทในส่วนที่พนักงานเข้าถึงได้
ค้นจากเลขแทร็กกิ้งเก่าที่เขาแอบถ่ายรูปไว้คืนแรก
ข้อมูลโผล่ขึ้นมาบนหน้าจอ
มีที่อยู่ผู้ส่งและผู้รับชัดเจน
เขาเอาที่อยู่ผู้ส่งไปค้นต่อในอินเทอร์เน็ต พิมพ์ด้วยความลังเล
ผลลัพธ์โผล่ขึ้นมาไม่กี่รายการ
แต่มีข่าวท้องถิ่นชิ้นหนึ่งเมื่อสองปีก่อน
ขึ้นหัวข้อว่า “พบศพเด็กหญิงเสียชีวิตในบ้านเช่าร้าง ทางเหนือ”
เนื้อข่าวสั้นๆ ระบุว่า เด็กหญิงวัยห้าขวบถูกพบอยู่ในห้องเล็กๆ เพียงลำพัง ศพเริ่มขึ้นอืด คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่าสามวัน
แม่ของเด็กหายตัวไปไม่มีใครรู้ว่าอยู่ที่ไหน
ในห้องพบตุ๊กตาผ้าตัวหนึ่งขาดวิ่น วางแนบอยู่ข้างตัวเด็ก
รอยเย็บด้ายดำบนใบหน้าตุ๊กตา… ถูกระบุในข่าวด้วย
ว่า “ดูคล้ายใบหน้าที่ถูกเย็บปากปิด”
ธามเลื่อนสายตาลงไปด้านล่างของข่าว
มีรูปประกอบ รูปเล็กแต่ชัดพอ
เด็กสาวบนเตียงผ้าห่มเก่าๆ ถูกเบลอหน้าไว้
ข้างๆ เห็นแค่ส่วนหนึ่งของตุ๊กตานอนอยู่
สีผ้าซีด ด้ายเย็บดำๆ
เขาแทบไม่ต้องเดาเลยว่ามันคล้ายกับ LILA แค่ไหน
ใต้ข่าวมีคอมเมนต์ของชาวบ้านในท้องถิ่น
บางคนบอกว่า แม่เด็กเครียดจากหนี้สิน พ่อของเด็กทิ้งไป
บางคนลือว่าแม่เอาเด็กขังไว้ในห้องแล้วออกไปหาเงินหลายวันกลับมาไม่ทัน
เด็กหนาว หิว และตายอยู่กับตุ๊กตาตัวนั้นเพียงลำพัง
หนึ่งในคอมเมนต์เขียนข้อความที่ทำให้ธามขนลุก
“ตอนเจอศพ ตำรวจบอกว่า เล็บเด็กมีรอยขูดบนผนัง เขียนคำว่า ‘หนูไม่อยากเล่นแล้ว’ แต่เขียนไม่จบ”
ธามไม่กล้าเล่าเรื่องที่เห็นทั้งหมดให้เพื่อนฟังในคืนเดียว เขาแค่บอกเป้งว่า “ตุ๊กตายังอยู่ แต่ย้ายที่นั่งเอง” แล้วหัวเราะห้วนๆ กลบเกลื่อนตัวเอง
เป้งมองหน้าเขาอยู่นาน
ก่อนพยักหน้าเหมือนรับรู้ แล้วบอกสั้นๆ ว่า
“ตั้งแต่คืนนี้ ถ้าในลิสต์มีชื่อของ LILA โผล่ขึ้นมาในรายการของตีกลับอีกเมื่อไหร่… มึงโทรหากูก่อนเข้าไป”
ธามแอบมองจอคอมของหัวหน้า เห็นว่ามีไฟล์หนึ่งเปิดอยู่ เป็นเอกสารเก่าที่ดูเหมือนรายงานภายใน
หัวกระดาษเขียนด้วยภาษาอังกฤษว่า “INCIDENT REPORT – LOST & FOUND ROOM”
เขาไม่ได้ถามต่อว่ามีอะไรในนั้น
แต่คืนนั้นเขากลับบ้านพร้อมกับความฝันแปลกๆ
ในฝัน เขาเห็นห้องเล็กๆ ห้องเดิม
เด็กผู้หญิงคนเดิมนั่งหันหลัง เหมือนคืนก่อน
แต่ครั้งนี้ เด็กหันหน้ากลับมาทางเขา
หน้าเธอซีด ดวงตาบวมแดงจากการร้องไห้นานๆ
แขนทั้งสองข้างกอดตุ๊กตาแน่น
ตัวตุ๊กตาที่เธอกอด… ไม่มีหน้า
ใบหน้าผ้าสีซีดๆ เปลือยโล่งไม่มีตา ไม่มีปาก
แต่รอบๆ ตำแหน่งที่ควรเป็นตาและปาก กลับมีรอยเปื้อนน้ำตาและรอยนิ้วจิ้มขูดเป็นวงวน
เด็กคนนั้นกระซิบเบาๆ ด้วยเสียงเหมือนเอื้อมมาจากก้นบึ้งของห้องมืด
“พี่… ถ้าพี่เจอแม่หนู… บอกแม่หนูด้วยว่า หนู ‘ไม่อยากเล่น’ กับมันแล้ว”
ธามสะดุ้งตื่นกลางดึก หัวใจเต้นแรง
ทั้งห้องเงียบ มีเพียงเสียงแอร์บ้านค่อยๆ เป่า
เขานั่งนิ่งอยู่นานในความมืด ก่อนจะหยิบมือถือมาเปิดดูเวลา
ตีสี่เกือบครึ่ง
ห่างจากช่วงที่เขาเข้าไปในห้องตีกลับไม่กี่ชั่วโมง
วันต่อมา เขาตัดสินใจลองค้นข้อมูลเพิ่มด้วยตัวเอง
ในใจก็ไม่แน่ใจว่าอยากรู้หรือไม่อยากรู้กันแน่
เขาจำชื่อส่งของไม่ได้ทั้งหมด แต่จำได้ว่าตุ๊กตาส่งมาจากจังหวัดทางเหนือ
ส่งถึงเด็กผู้หญิงในกรุงเทพ
ผู้ส่งลงท้ายว่า “แม่”
เขาลองเปิดระบบหลังบ้านของบริษัทในส่วนที่พนักงานเข้าถึงได้
ค้นจากเลขแทร็กกิ้งเก่าที่เขาแอบถ่ายรูปไว้คืนแรก
ข้อมูลโผล่ขึ้นมาบนหน้าจอ
มีที่อยู่ผู้ส่งและผู้รับชัดเจน
เขาเอาที่อยู่ผู้ส่งไปค้นต่อในอินเทอร์เน็ต พิมพ์ด้วยความลังเล
ผลลัพธ์โผล่ขึ้นมาไม่กี่รายการ
แต่มีข่าวท้องถิ่นชิ้นหนึ่งเมื่อสองปีก่อน
ขึ้นหัวข้อว่า “พบศพเด็กหญิงเสียชีวิตในบ้านเช่าร้าง ทางเหนือ”
เนื้อข่าวสั้นๆ ระบุว่า เด็กหญิงวัยห้าขวบถูกพบอยู่ในห้องเล็กๆ เพียงลำพัง ศพเริ่มขึ้นอืด คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่าสามวัน
แม่ของเด็กหายตัวไปไม่มีใครรู้ว่าอยู่ที่ไหน
ในห้องพบตุ๊กตาผ้าตัวหนึ่งขาดวิ่น วางแนบอยู่ข้างตัวเด็ก
รอยเย็บด้ายดำบนใบหน้าตุ๊กตา… ถูกระบุในข่าวด้วย
ว่า “ดูคล้ายใบหน้าที่ถูกเย็บปากปิด”
ธามเลื่อนสายตาลงไปด้านล่างของข่าว
มีรูปประกอบ รูปเล็กแต่ชัดพอ
เด็กสาวบนเตียงผ้าห่มเก่าๆ ถูกเบลอหน้าไว้
ข้างๆ เห็นแค่ส่วนหนึ่งของตุ๊กตานอนอยู่
สีผ้าซีด ด้ายเย็บดำๆ
เขาแทบไม่ต้องเดาเลยว่ามันคล้ายกับ LILA แค่ไหน
ใต้ข่าวมีคอมเมนต์ของชาวบ้านในท้องถิ่น
บางคนบอกว่า แม่เด็กเครียดจากหนี้สิน พ่อของเด็กทิ้งไป
บางคนลือว่าแม่เอาเด็กขังไว้ในห้องแล้วออกไปหาเงินหลายวันกลับมาไม่ทัน
เด็กหนาว หิว และตายอยู่กับตุ๊กตาตัวนั้นเพียงลำพัง
หนึ่งในคอมเมนต์เขียนข้อความที่ทำให้ธามขนลุก
“ตอนเจอศพ ตำรวจบอกว่า เล็บเด็กมีรอยขูดบนผนัง เขียนคำว่า ‘หนูไม่อยากเล่นแล้ว’ แต่เขียนไม่จบ”
สิ่งที่ผูกกันด้วยคำว่า “เล่น”
วันคืนผ่านไป ธามพยายามทำงานต่อเหมือนทุกอย่างปกติ
แต่ความรู้สึกว่า “มีสายตา” จ้องมองจากปลายทางเดินหลังโกดังไม่เคยหาย
แม้ประตูห้องตีกลับจะปิดเงียบ ล็อกแน่น
บางคืน ระหว่างเดินผ่าน เขารู้สึกเหมือนมือเล็กๆ เคาะเบาๆ จากด้านใน
อย่างอ้อนวอน อย่างเหนื่อยล้า
เหมือนเด็กที่ขอให้ใครสักคนมาเปิดประตูให้สักที
เขาตัดสินใจเล่าเรื่องนี้ให้เป้งฟังทั้งหมด ทั้งภาพซ้อน ทั้งความฝัน ทั้งข่าวที่ค้นเจอ
เป้งฟังเงียบๆ สูบบุหรี่ไปด้วย ดวงตาไม่ได้เบนหนีแม้แต่น้อย
“กูเคยสงสัยเหมือนกัน ว่าทำไมบริษัทไม่ย้ายของในห้องนั้นออกไปสักที” เป้งพูดหลังจากเงียบไปนาน
“แต่พอทำงานไปหลายปี กูก็เริ่มคิดว่า… บางอย่างมันไม่ได้ ‘ติด’ กับสิ่งของที่เรามองเห็นเท่านั้น”
“ติดกับอะไรพี่” ธามถาม
“ติดกับเส้นทาง” เป้งตอบ “ห้องตีกลับ คือที่สุดท้ายของของที่ ‘กลับไม่ถึงมือเจ้าของ’ ไม่ใช่แค่ในความหมายพัสดุ กล่อง ของเล่น แต่รวมไปถึงคำพูดที่ไม่เคยพูด ความรู้สึกที่ไม่เคยบอก และคนที่ไม่เคยได้รับโอกาสตอบกลับอะไรเลย”
เขาวางบุหรี่ลงบนที่เขี่ยมุมเสา เหยียบอย่างแรง
“ตุ๊กตาตัวนั้นเคยเป็นของเด็กคนหนึ่ง ที่น่าจะเป็นเพื่อนเล่นเพียงอย่างเดียวของเขาในห้องเล็กๆ ห้องนั้น
ตอนเด็กตาย มันก็ถูกทิ้งไว้
แม่พยายามส่งต่อให้เพื่อนของลูก แทนคำว่าขอโทษ แทนความรู้สึกผิด
แต่ของไม่เคยถึงมือเจ้าของใหม่”
เป้งหันมามองธาม
“แล้วเส้นทางระหว่างต้นทางกับปลายทางทั้งหมด ก็เหลือ ‘เรากับห้องนี้’ ที่เป็นพยาน”
ธามรู้สึกว่าคำว่าพยานนี่ หนักกว่าที่คิดมาก
“แล้วพี่คิดว่ามันต้องการอะไร”
“กูไม่รู้หรอกว่ามันคือผีอะไร หรือเป็นพลังงานแบบไหน แต่จากที่เด็กก่อนหน้าเจอ จากที่มึงเจอ จากข่าวที่มึงเล่า กูเดาได้อย่างเดียวว่า… มันเบื่อคำว่า ‘เล่น’ แล้ว” เป้งพูดช้าๆ
“เด็กที่ถูกทิ้งไว้คนเดียวในห้อง มักจะได้ยินผู้ใหญ่บอกว่า ‘อยู่เล่นไปก่อน เดี๋ยวแม่มา’
แต่ถ้าแม่ไม่มาเลยล่ะ
คำว่าเล่นก็กลายเป็นคำสาปไปได้เหมือนกัน”
ธามนั่งเงียบ
จู่ๆ เขาก็รู้สึกเห็นใจเด็กในภาพซ้อนมากกว่ากลัวตุ๊กตาอย่างบอกไม่ถูก
“ถ้าอย่างนั้น… เราควรทำยังไงกับมันดีพี่ ตุ๊กตาตัวนั้น” เขาถาม
เป้งถอนหายใจยาวอีกรอบ “ในกระดาษโน้ตที่ติดกล่องตอนแรก มีอีกประโยคหนึ่งที่กูเคยอ่านแล้วจำติดหัว มันเขียนว่า ‘ถ้าของชิ้นนี้ยังไม่ถึงมือเจ้าของใหม่ ห้ามทิ้งมันเด็ดขาด แต่ถ้ามันเริ่ม ‘มองตอบ’ คนอื่นนอกจากเจ้าของใหม่ ให้รีบ ‘คืน’ มันสู่ที่ที่มันจากมา’”
“คืนยังไง”
“กูก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคนเขียนตั้งใจหมายถึงอะไร” เป้งตอบ “แต่กูเดาว่า ถ้ามันผูกกับเส้นทาง มันก็คงอยากให้เรา ‘พามันกลับ’ ไปสู่จุดเริ่มต้นของมัน ไม่ใช่ปล่อยให้มันติดอยู่ในห้องตีกลับนี่”
ธามเม้มปาก แน่นอนว่าความคิดแรกของเขาคือ
ไม่มีทางที่เขาจะอุ้มตุ๊กตาตัวนั้นขึ้นรถไปไกลขนาดนั้นคนเดียวแน่ๆ
แค่เดินผ่านหน้าห้องตอนล็อกประตู เขายังขนลุกทุกครั้ง
แต่ลึกๆ ในใจเขาก็รู้ว่า
ถ้าปล่อยมันไว้แบบนี้ ต่อไปอาจมีคนเจอหนักกว่าที่เขาเจอ
และเด็กในภาพซ้อน… ก็คงไม่หยุดมองหาแม่ผ่านตาของตุ๊กตาผ้าสีซีดตัวนั้นสักที
เขาเงยหน้ามองเป้ง
“ถ้าพี่พร้อม ผมพร้อมไปด้วย” เขาพูดในที่สุด
“แต่มีเงื่อนไขเดียว ผมไม่อุ้มมันคนเดียวแน่”
หัวหน้ากะดึกหัวเราะหึๆ ผ่อนคลายลงนิดหน่อย “เออ กูก็ไม่อยากอุ้มมันเหมือนกันนั่นแหละ”
แต่อย่างน้อย… ธามก็พูดออกมาแล้ว
ว่าเขาไม่อยากปล่อย “ของตีกลับ” ชิ้นนี้ลอยค้างอยู่ในที่ที่ไม่มีใครอยากเข้าใกล้อีกต่อไป
วันคืนผ่านไป ธามพยายามทำงานต่อเหมือนทุกอย่างปกติ
แต่ความรู้สึกว่า “มีสายตา” จ้องมองจากปลายทางเดินหลังโกดังไม่เคยหาย
แม้ประตูห้องตีกลับจะปิดเงียบ ล็อกแน่น
บางคืน ระหว่างเดินผ่าน เขารู้สึกเหมือนมือเล็กๆ เคาะเบาๆ จากด้านใน
อย่างอ้อนวอน อย่างเหนื่อยล้า
เหมือนเด็กที่ขอให้ใครสักคนมาเปิดประตูให้สักที
เขาตัดสินใจเล่าเรื่องนี้ให้เป้งฟังทั้งหมด ทั้งภาพซ้อน ทั้งความฝัน ทั้งข่าวที่ค้นเจอ
เป้งฟังเงียบๆ สูบบุหรี่ไปด้วย ดวงตาไม่ได้เบนหนีแม้แต่น้อย
“กูเคยสงสัยเหมือนกัน ว่าทำไมบริษัทไม่ย้ายของในห้องนั้นออกไปสักที” เป้งพูดหลังจากเงียบไปนาน
“แต่พอทำงานไปหลายปี กูก็เริ่มคิดว่า… บางอย่างมันไม่ได้ ‘ติด’ กับสิ่งของที่เรามองเห็นเท่านั้น”
“ติดกับอะไรพี่” ธามถาม
“ติดกับเส้นทาง” เป้งตอบ “ห้องตีกลับ คือที่สุดท้ายของของที่ ‘กลับไม่ถึงมือเจ้าของ’ ไม่ใช่แค่ในความหมายพัสดุ กล่อง ของเล่น แต่รวมไปถึงคำพูดที่ไม่เคยพูด ความรู้สึกที่ไม่เคยบอก และคนที่ไม่เคยได้รับโอกาสตอบกลับอะไรเลย”
เขาวางบุหรี่ลงบนที่เขี่ยมุมเสา เหยียบอย่างแรง
“ตุ๊กตาตัวนั้นเคยเป็นของเด็กคนหนึ่ง ที่น่าจะเป็นเพื่อนเล่นเพียงอย่างเดียวของเขาในห้องเล็กๆ ห้องนั้น
ตอนเด็กตาย มันก็ถูกทิ้งไว้
แม่พยายามส่งต่อให้เพื่อนของลูก แทนคำว่าขอโทษ แทนความรู้สึกผิด
แต่ของไม่เคยถึงมือเจ้าของใหม่”
เป้งหันมามองธาม
“แล้วเส้นทางระหว่างต้นทางกับปลายทางทั้งหมด ก็เหลือ ‘เรากับห้องนี้’ ที่เป็นพยาน”
ธามรู้สึกว่าคำว่าพยานนี่ หนักกว่าที่คิดมาก
“แล้วพี่คิดว่ามันต้องการอะไร”
“กูไม่รู้หรอกว่ามันคือผีอะไร หรือเป็นพลังงานแบบไหน แต่จากที่เด็กก่อนหน้าเจอ จากที่มึงเจอ จากข่าวที่มึงเล่า กูเดาได้อย่างเดียวว่า… มันเบื่อคำว่า ‘เล่น’ แล้ว” เป้งพูดช้าๆ
“เด็กที่ถูกทิ้งไว้คนเดียวในห้อง มักจะได้ยินผู้ใหญ่บอกว่า ‘อยู่เล่นไปก่อน เดี๋ยวแม่มา’
แต่ถ้าแม่ไม่มาเลยล่ะ
คำว่าเล่นก็กลายเป็นคำสาปไปได้เหมือนกัน”
ธามนั่งเงียบ
จู่ๆ เขาก็รู้สึกเห็นใจเด็กในภาพซ้อนมากกว่ากลัวตุ๊กตาอย่างบอกไม่ถูก
“ถ้าอย่างนั้น… เราควรทำยังไงกับมันดีพี่ ตุ๊กตาตัวนั้น” เขาถาม
เป้งถอนหายใจยาวอีกรอบ “ในกระดาษโน้ตที่ติดกล่องตอนแรก มีอีกประโยคหนึ่งที่กูเคยอ่านแล้วจำติดหัว มันเขียนว่า ‘ถ้าของชิ้นนี้ยังไม่ถึงมือเจ้าของใหม่ ห้ามทิ้งมันเด็ดขาด แต่ถ้ามันเริ่ม ‘มองตอบ’ คนอื่นนอกจากเจ้าของใหม่ ให้รีบ ‘คืน’ มันสู่ที่ที่มันจากมา’”
“คืนยังไง”
“กูก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคนเขียนตั้งใจหมายถึงอะไร” เป้งตอบ “แต่กูเดาว่า ถ้ามันผูกกับเส้นทาง มันก็คงอยากให้เรา ‘พามันกลับ’ ไปสู่จุดเริ่มต้นของมัน ไม่ใช่ปล่อยให้มันติดอยู่ในห้องตีกลับนี่”
ธามเม้มปาก แน่นอนว่าความคิดแรกของเขาคือ
ไม่มีทางที่เขาจะอุ้มตุ๊กตาตัวนั้นขึ้นรถไปไกลขนาดนั้นคนเดียวแน่ๆ
แค่เดินผ่านหน้าห้องตอนล็อกประตู เขายังขนลุกทุกครั้ง
แต่ลึกๆ ในใจเขาก็รู้ว่า
ถ้าปล่อยมันไว้แบบนี้ ต่อไปอาจมีคนเจอหนักกว่าที่เขาเจอ
และเด็กในภาพซ้อน… ก็คงไม่หยุดมองหาแม่ผ่านตาของตุ๊กตาผ้าสีซีดตัวนั้นสักที
เขาเงยหน้ามองเป้ง
“ถ้าพี่พร้อม ผมพร้อมไปด้วย” เขาพูดในที่สุด
“แต่มีเงื่อนไขเดียว ผมไม่อุ้มมันคนเดียวแน่”
หัวหน้ากะดึกหัวเราะหึๆ ผ่อนคลายลงนิดหน่อย “เออ กูก็ไม่อยากอุ้มมันเหมือนกันนั่นแหละ”
แต่อย่างน้อย… ธามก็พูดออกมาแล้ว
ว่าเขาไม่อยากปล่อย “ของตีกลับ” ชิ้นนี้ลอยค้างอยู่ในที่ที่ไม่มีใครอยากเข้าใกล้อีกต่อไป
ข้อคิดจากห้องที่เต็มไปด้วยของคนอื่น
เรื่องของห้องตีกลับ กับตุ๊กตา LILA ที่หน้าตาเปลี่ยนไปทุกครั้งที่มีคนหันกลับมามอง อาจฟังดูเหมือนแค่เรื่องหลอนในโกดังมืดๆ เรื่องหนึ่ง
แต่ถ้ามองให้ลึกลงไปกว่านั้น มันสะท้อนอะไรบางอย่างที่อยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด
ในชีวิตประจำวัน
เรามี “ของตีกลับ” อยู่รอบตัวเต็มไปหมด
ไม่ใช่กล่องพัสดุ ไม่ใช่ตุ๊กตา
แต่เป็นคำพูดที่ไม่เคยพูด
ข้อความที่พิมพ์แล้วลบ
สายโทรศัพท์ที่ตั้งใจจะกดโทรหาใครบางคน แล้วเปลี่ยนใจ
คำขอโทษที่ค้างอยู่ในหน้าอก
ความห่วงใยที่คิดว่าเดี๋ยวค่อยพูด “พรุ่งนี้”
บางครั้ง คนที่เราตั้งใจจะส่ง “อะไรบางอย่าง” ไปหาก็จากเราไปก่อน
เหมือนแม่ที่ตั้งใจจะส่งตุ๊กตาไปให้เพื่อนของลูก เพื่อแทนคำขอโทษ
แต่ของไม่เคยไปถึงมือปลายทาง
เหลือแค่ของชิ้นเดียวที่ติดค้างอยู่ในเส้นทาง
ติดอยู่ในห้องที่ไม่มีใครอยากเปิดประตูเข้าไปหา
ของแบบนั้น ถ้าปล่อยไว้นานๆ มันก็เหมือนตุ๊กตาในห้องตีกลับ
มันอาจเริ่ม “เปลี่ยนหน้า”
จากความคิดถึง กลายเป็นความอาฆาต
จากความหวังดี กลายเป็นความรู้สึกผิดกัดกินตัวเอง
จากคำว่า “เล่นไปก่อน เดี๋ยวมา” กลายเป็นคำสาปที่ผูกมัดทั้งคนพูดและคนฟังไม่ให้ไปไหนได้สักที
สิ่งที่น่ากลัวที่สุด อาจไม่ใช่ตุ๊กตาที่ขยับเอง หรือหน้าที่เปลี่ยนไปทุกครั้งที่เราหัน
แต่อาจเป็น “สิ่งที่เราอยากส่งให้ใครสักคน” แต่ไม่เคยลงมือส่งจริงๆ ต่างหาก
เพราะเมื่อเวลาผ่านไป
เรื่องของห้องตีกลับ กับตุ๊กตา LILA ที่หน้าตาเปลี่ยนไปทุกครั้งที่มีคนหันกลับมามอง อาจฟังดูเหมือนแค่เรื่องหลอนในโกดังมืดๆ เรื่องหนึ่ง
แต่ถ้ามองให้ลึกลงไปกว่านั้น มันสะท้อนอะไรบางอย่างที่อยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด
ในชีวิตประจำวัน
เรามี “ของตีกลับ” อยู่รอบตัวเต็มไปหมด
ไม่ใช่กล่องพัสดุ ไม่ใช่ตุ๊กตา
แต่เป็นคำพูดที่ไม่เคยพูด
ข้อความที่พิมพ์แล้วลบ
สายโทรศัพท์ที่ตั้งใจจะกดโทรหาใครบางคน แล้วเปลี่ยนใจ
คำขอโทษที่ค้างอยู่ในหน้าอก
ความห่วงใยที่คิดว่าเดี๋ยวค่อยพูด “พรุ่งนี้”
บางครั้ง คนที่เราตั้งใจจะส่ง “อะไรบางอย่าง” ไปหาก็จากเราไปก่อน
เหมือนแม่ที่ตั้งใจจะส่งตุ๊กตาไปให้เพื่อนของลูก เพื่อแทนคำขอโทษ
แต่ของไม่เคยไปถึงมือปลายทาง
เหลือแค่ของชิ้นเดียวที่ติดค้างอยู่ในเส้นทาง
ติดอยู่ในห้องที่ไม่มีใครอยากเปิดประตูเข้าไปหา
ของแบบนั้น ถ้าปล่อยไว้นานๆ มันก็เหมือนตุ๊กตาในห้องตีกลับ
มันอาจเริ่ม “เปลี่ยนหน้า”
จากความคิดถึง กลายเป็นความอาฆาต
จากความหวังดี กลายเป็นความรู้สึกผิดกัดกินตัวเอง
จากคำว่า “เล่นไปก่อน เดี๋ยวมา” กลายเป็นคำสาปที่ผูกมัดทั้งคนพูดและคนฟังไม่ให้ไปไหนได้สักที
สิ่งที่น่ากลัวที่สุด อาจไม่ใช่ตุ๊กตาที่ขยับเอง หรือหน้าที่เปลี่ยนไปทุกครั้งที่เราหัน
แต่อาจเป็น “สิ่งที่เราอยากส่งให้ใครสักคน” แต่ไม่เคยลงมือส่งจริงๆ ต่างหาก
เพราะเมื่อเวลาผ่านไป
0 $type={blogger}:
แสดงความคิดเห็น