ผมยังจำคดีนี้ได้ดี ราวกับมันเกิดขึ้นเมื่อวาน ทั้งที่ความจริงแล้วมันผ่านมาหลายปี คดี "บ้านพะยอมพิมาน" เป็นชื่อที่สื่อตั้งให้มัน แต่สำหรับพวกเราในวงการ เราเรียกมันว่าคดี "ผืนดินต้องคำสาป" มันเป็นคดีที่ท้าทายทุกหลักเหตุผลที่ผมเคยยึดมั่น เป็นคดีที่พาผมไปสำรวจขอบเขตอันบางเบาระหว่างความจริงที่จับต้องได้ กับบางสิ่งบางอย่างที่ซ่อนเร้นอยู่ในเงามืดของประวัติศาสตร์และจิตใจมนุษย์
เรื่องเริ่มต้นขึ้นเมื่อครอบครัวอดีตผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้มั่งคั่งและทรงอิทธิพล หายตัวไปอย่างลึกลับจากคฤหาสน์หรู "พะยอมพิมาน" คฤหาสน์หลังใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขาที่โอบล้อมด้วยป่าทึบ ทางเหนือของจังหวัด สื่อให้ความสนใจอย่างมาก เพราะไม่มีร่องรอยการต่อสู้ ไม่มีของมีค่าใดๆ หายไป ประตูหน้าต่างล็อคสนิทจากด้านใน ราวกับทุกคนในบ้านเพียงแค่เดินออกไปกลางอากาศ
ผมคือสารวัตรธนิน ผู้รับผิดชอบคดีนี้ ผมขึ้นชื่อเรื่องความเด็ดขาดและยึดมั่นในหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เสมอมา ผมไม่เคยเชื่อเรื่องภูตผีปีศาจ หรือเรื่องเหนือธรรมชาติใดๆ ในพจนานุกรมของผม มีเพียงอาชญากรและเหยื่อ มีเพียงพยานหลักฐานและแรงจูงใจ แต่คดีนี้มันแตกต่างออกไปตั้งแต่วันแรกที่ผมก้าวเท้าเข้าไปในตัวคฤหาสน์
วันแรกที่ทีมของเราเข้าตรวจสอบคฤหาสน์พะยอมพิมาน กลิ่นอับชื้นผสมกับกลิ่นดอกพะยอมจางๆ ที่ลอยมากับลมเย็นยะเยือกตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ ความเงียบงันภายในบ้านนั้นน่าขนลุกยิ่งกว่าเสียงใดๆ ภาพแรกที่เห็นคือโต๊ะอาหารที่ยังคงจัดวางจานชามไว้อย่างประณีต อาหารเย็นชืดคาอยู่ในจาน ราวกับเจ้าของบ้านเพิ่งลุกจากไปเมื่อครู่ ปริศนามันเริ่มต้นขึ้นตรงนั้น ไม่มีแม้แต่รอยนิ้วมือแปลกปลอม ไม่มีสัญญาณการบุกรุก ไม่มีร่องรอยการงัดแงะ ทุกอย่างดูปกติวิสัย ยกเว้นเพียงอย่างเดียวคือ ‘ผู้คน’ หายไป
ผมสั่งให้ทีมพิสูจน์หลักฐานทำงานอย่างละเอียดทุกตารางนิ้ว แพทย์นิติเวช ดร.ประวีณ ที่ร่วมทีมกับผมมาหลายสิบปี เข้ามาตรวจสอบสภาพแวดล้อมอย่างถี่ถ้วน ดร.ประวีณเป็นผู้หญิงวัยกลางคนที่มีความสุขุมรอบคอบ เธอเป็นคนเดียวที่ยังคงรักษาสีหน้าเรียบเฉยได้ในขณะที่คนอื่นเริ่มแสดงความอึดอัดกับบรรยากาศแปลกๆ ในบ้านหลังนั้น
สองวันต่อมา ดร.ประวีณโทรหาผมด้วยน้ำเสียงที่ต่างไปจากปกติ ไม่ใช่ตื่นตระหนก แต่เหมือนครุ่นคิดอย่างหนัก
"สารวัตรคะ ดิฉันเจออะไรบางอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน" เธอพูดช้าๆ "จากการตรวจสอบในห้องนอนใหญ่ของท่านผู้ว่าฯ เราพบผงสีดำละเอียด เหมือนขี้เถ้า แต่เมื่อนำไปวิเคราะห์ในห้องแล็บ มันไม่ใช่ขี้เถ้าทั่วไปค่ะ"
"แล้วมันคืออะไรครับหมอ" ผมถาม
"มันคืออินทรียวัตถุที่ผ่านการเผาไหม้ในอุณหภูมิที่สูงมาก จนโครงสร้างโมเลกุลบางส่วนเปลี่ยนไป แต่ที่แปลกคือ เราไม่พบร่องรอยการเผาไหม้บนพื้นผิวใดๆ ในห้องเลยค่ะ ไม่มีรอยไหม้บนพรม ผนัง หรือเฟอร์นิเจอร์ มันเหมือนกับว่ามีบางสิ่งถูกเผาไหม้จนมอดไหม้ไปเองกลางอากาศ แล้วทิ้งผงนี้ไว้" ดร.ประวีณอธิบายด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"และไม่ใช่แค่ในห้องนอนใหญ่ค่ะ เราเจอแบบเดียวกันในห้องนอนของภรรยาท่านผู้ว่าฯ และลูกสาวด้วย" เธอเสริม "อีกอย่างที่แปลกคือ เมื่อนำตัวอย่างผงเหล่านี้ไปทดสอบกับเครื่องวัดพลังงาน เราพบว่ามันมีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าบางชนิดที่ผิดปกติ คลื่นเหล่านี้มีความถี่ต่ำมาก แต่มีความเข้มข้นสูง มันไม่ใช่สิ่งที่เครื่องมือเราเคยบันทึกได้จากสารอินทรีย์ทั่วไปค่ะ"
คำอธิบายของ ดร.ประวีณ ทำให้ผมรู้สึกหนาวสะท้านขึ้นมาอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ผมยังคงยึดมั่นในวิทยาศาสตร์ แต่สิ่งที่เธอพูดมันอยู่นอกเหนือกรอบความเข้าใจของผมสิ้นเชิง
ผมตัดสินใจเปลี่ยนทิศทางการสืบสวนเล็กน้อย จากการค้นหาอาชญากร ผมเริ่มค้นหาเรื่องราวของบ้านพะยอมพิมานและผืนดินแห่งนี้ ผมติดต่อคุณป้าพิมประภา อดีตครูประวัติศาสตร์ท้องถิ่นวัยเจ็ดสิบกว่าปีที่รู้จักประวัติศาสตร์ของชุมชนแห่งนี้เป็นอย่างดี คุณป้าพิมเป็นผู้หญิงร่างเล็ก ใบหน้าเปื้อนยิ้มเสมอ แต่แววตาของเธอฉายแววรู้ทันโลกและเต็มไปด้วยเรื่องเล่ามากมาย
ผมนั่งลงตรงข้ามกับคุณป้าที่บ้านไม้โบราณของเธอ กลิ่นชาสมุนไพรและดอกไม้แห้งลอยอบอวลไปทั่วห้อง คุณป้าจิบชาอุ่นๆ แล้วเริ่มเล่าเรื่องราวของบ้านพะยอมพิมาน
"สารวัตรคงไม่เชื่อเรื่องพวกนี้หรอกนะ" คุณป้าเริ่มต้นด้วยรอยยิ้มจางๆ "แต่บ้านพะยอมพิมาน ไม่ใช่ที่ที่ใครจะอยู่ได้นานๆ หรอกค่ะ"
เธอเล่าว่าที่ดินผืนนั้นเคยเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านโบราณที่สาบสูญไปเมื่อหลายร้อยปีก่อน ไม่ใช่เพราะโรคระบาด หรือภัยสงคราม แต่เป็นเพราะ 'การหายสาบสูญ' ของผู้คนในหมู่บ้านนั้นเอง
"คนแก่คนเฒ่าเล่าต่อกันมาว่า สมัยก่อนที่ตรงนั้นเป็นป่าทึบ มีต้นพะยอมขนาดใหญ่ขึ้นอยู่กลางดง ตอนกลางคืนจะมีแสงประหลาดเล็ดลอดออกมาจากใต้ต้นพะยอมนั้น ผู้คนในหมู่บ้านก็พากันไปกราบไหว้บูชา เชื่อว่าเป็นที่สถิตของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่แล้วอยู่มาวันหนึ่ง ผู้คนในหมู่บ้านก็หายไปหมด ไม่มีใครเหลืออยู่เลย เหลือไว้เพียงบ้านเรือนที่ว่างเปล่า" คุณป้าเล่าด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่าเล็กน้อย
"แล้วคฤหาสน์หลังนี้เพิ่งสร้างขึ้นมาเมื่อไม่กี่สิบปีที่ผ่านมานี่คะ" ผมแย้ง
"ใช่ค่ะสารวัตร" คุณป้าพยักหน้า "แต่ก่อนหน้านั้น เคยมีเจ้าของมาแล้วหลายคน ทุกคนล้วนแต่ประสบชะตากรรมคล้ายๆ กัน บางคนก็ล้มละลาย บางคนก็ป่วยตายอย่างปริศนา แต่ส่วนใหญ่ก็คือ 'หายตัวไป' อย่างไร้ร่องรอย เจ้าของคนสุดท้ายก่อนท่านผู้ว่าฯ คือเศรษฐีนักค้าไม้รายใหญ่ เขาสร้างบ้านหลังใหญ่บนที่ดินผืนนั้น ตั้งใจจะให้เป็นเรือนหอ แต่แล้วเขาก็หายไปพร้อมกับเจ้าสาวในคืนวันแต่งงาน เหลือไว้เพียงเรือนหอที่ว่างเปล่าและเรื่องเล่าอาถรรพ์"
ผมฟังเรื่องราวของคุณป้าด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเปกันระหว่างความสงสัยและความไม่เข้าใจ เรื่องราวเหล่านี้ไม่มีหลักฐานยืนยัน แต่เมื่อนำมาปะติดปะต่อกับสิ่งที่ ดร.ประวีณพบ ผมเริ่มรู้สึกว่ามันมีบางอย่างเชื่อมโยงกันอย่างประหลาด
จากนั้น ผมได้ไปคุยกับลุงสมชาย หัวหน้าคนงานก่อสร้างวัยห้าสิบกว่า ที่เคยรับเหมาปรับภูมิทัศน์รอบๆ คฤหาสน์พะยอมพิมานเมื่อหลายปีก่อน ลุงสมชายเป็นคนแข็งแรง รูปร่างกำยำ แต่เมื่อผมเอ่ยถึงบ้านพะยอมพิมาน สีหน้าของเขาก็ซีดเผือดลงทันที
"โอ๊ย สารวัตร ไม่พูดถึงบ้านหลังนั้นได้ไหมครับ ผมขนลุกไปหมดแล้ว" ลุงสมชายพูดเสียงแหบพร่า ขณะที่เขากำแก้วกาแฟแน่น
ผมพยายามปลอบและให้เขามั่นใจว่าจะปลอดภัย ลุงสมชายถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วเริ่มเล่า
"ตอนที่พวกผมไปทำกันครั้งแรก สารวัตรเชื่อไหมว่าเครื่องจักรมันรวนไปหมด ทั้งๆ ที่เพิ่งเช็คสภาพมาอย่างดี รถแบ็คโฮที่กำลังจะขุดดินดันไปสะดุดเข้ากับอะไรบางอย่างใต้ดิน แรงมากจนคันโยกกระเด็นออกจากมือคนขับ พอไปดู ก็เห็นแค่ก้อนหินแปลกๆ เป็นหินสีดำสนิท มีรอยสลักอะไรก็ไม่รู้เต็มไปหมด"
"แล้วมันอยู่ที่ไหนครับลุง" ผมรีบถาม
"ก็คนงานพวกผมยกมันออกมาแล้วก็โยนทิ้งไว้ข้างๆ กอไผ่ครับ แล้วคืนนั้นแหละครับ... เสียงร้องโหยหวนมันดังขึ้นมากลางดึก ไม่ใช่เสียงคนนะครับ เสียงมันเหมือนมาจากใต้ดิน เหมือนมีคนกำลังถูกทรมานอะไรอย่างนั้น" ลุงสมชายเล่าด้วยน้ำเสียงหวาดกลัว "แล้วก็มีคนงานอยู่ๆ ก็ล้มป่วยลงพร้อมกันหลายคน หมอก็หาสาเหตุไม่เจอ บางคนก็เพ้อเจ้อ เห็นภาพหลอน จนต้องกลับบ้านไปรักษาตัวกันหมด สุดท้ายผมก็ต้องเลิกรับงานนั้นไปเลยครับ"
ลุงสมชายอธิบายรูปร่างของก้อนหินนั้น มันเป็นทรงแท่งปริซึม ผิวเรียบเนียนผิดธรรมชาติ และมีรอยสลักเป็นสัญลักษณ์บางอย่างที่เขาไม่อาจเข้าใจ แต่ที่น่าสนใจคือ เขาจำได้ว่าหินก้อนนั้นมี "กลิ่นแปลกๆ" คล้ายกลิ่นดินไหม้ผสมกับกำมะถันจางๆ
ข้อมูลเหล่านี้ยิ่งทำให้ผมเชื่อมั่นว่าผืนดินแห่งนี้มีความลับบางอย่างซ่อนอยู่ ผมกลับไปที่คฤหาสน์พะยอมพิมานอีกครั้ง คราวนี้พร้อมกับทีมงานและอุปกรณ์ค้นหาพิเศษ เราเริ่มขุดค้นบริเวณที่ลุงสมชายชี้บอก มันเป็นจุดที่อยู่ไม่ไกลจากต้นพะยอมเก่าแก่ที่แห้งตายอยู่ข้างบ้าน
ในขณะที่เรากำลังขุดค้นอยู่นั้น ผมบังเอิญเดินไปพบกับคุณวีรชัย นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เจ้าของที่ดินผืนนี้คนปัจจุบัน เขากำลังเดินตรวจงานกับนายหน้าด้วยสีหน้าเคร่งเครียด คุณวีรชัยเป็นชายหนุ่มวัยสี่สิบต้นๆ แต่งกายภูมิฐาน ท่าทางทะเยอทะยาน
"สารวัตรยังไม่เลิกวุ่นวายกับที่ดินของผมอีกเหรอครับ" เขาถามด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ "ข่าวลือเรื่องผีสางเทวดาพวกนี้มันทำให้ราคาที่ดินของผมตกฮวบฮาบเลยนะครับ"
"เรากำลังสืบสวนคดีอยู่ครับคุณวีรชัย" ผมตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ "และเราพบหลักฐานบางอย่างที่เชื่อมโยงกับผืนดินผืนนี้"
คุณวีรชัยหัวเราะแห้งๆ "หลักฐานเหรอครับ? คงเป็นเรื่องผีสางแหงๆ ผมไม่เชื่อหรอกครับเรื่องไร้สาระพวกนี้ ผมจ่ายเงินซื้อที่ดินผืนนี้มาแพงลิบลิ่ว และผมจะพัฒนาที่นี่ให้เป็นโครงการระดับห้าดาวให้ได้"
ผมมองเขาแล้วรู้สึกถึงความทะเยอทะยานอันแรงกล้าที่กำลังบดบังวิจารณญาณ คุณวีรชัยดูเหมือนจะเป็นคนที่ไม่สนใจเรื่องตำนานหรือความเชื่อใดๆ เขาเชื่อมั่นในอำนาจของเงินทุนและความก้าวหน้าทางวัตถุเพียงอย่างเดียว ผมถามเขาว่าเคยเจอเหตุการณ์แปลกๆ บ้างไหม เขาตอบเพียงว่า "มีแค่เสียงลมโกรก กับหนูวิ่งไปมาเท่านั้นแหละครับ" แววตาของเขาดูไม่จริงใจนัก ผมรู้สึกว่าเขากำลังปกปิดอะไรบางอย่าง แต่ก็ยากที่จะพิสูจน์
ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ทีมงานของเราก็ขุดเจอสิ่งที่คล้ายกับแท่งหินที่ลุงสมชายอธิบาย มันเป็นแท่งหินสีดำสนิทขนาดใหญ่ ฝังอยู่ในดินลึกประมาณสองเมตร หินนั้นเย็นเฉียบแม้ในวันที่อากาศร้อนจัด และมีร่องรอยการสลักเป็นสัญลักษณ์ประหลาดที่เหมือนกับที่ ดร.ประวีณพบในผงสีดำ
ขณะที่เรากำลังช่วยกันนำแท่งหินขึ้นมา อากาศโดยรอบก็พลันเย็นยะเยือก กลิ่นดินไหม้ผสมกำมะถันจางๆ เริ่มโชยมาแรงขึ้นเรื่อยๆ ท้องฟ้าที่เคยสดใสก็มืดครึ้มลงอย่างรวดเร็ว เสียงลมหวีดหวิวพัดกรรโชกมาอย่างรุนแรง พัดพาเศษใบไม้และฝุ่นดินให้ปลิวว่อนไปทั่ว
ทันทีที่แท่งหินถูกยกขึ้นมาพ้นพื้นดิน เสียงหวีดหวิวก็ดังขึ้น ราวกับเสียงร้องของวิญญาณนับร้อยนับพันที่ถูกปลดปล่อย ผสมกับเสียงครวญครางต่ำๆ ที่มาจากใต้พิภพ พื้นดินรอบๆ เริ่มสั่นสะเทือนเบาๆ จนทุกคนรู้สึกได้ บรรยากาศรอบตัวอึดอัดจนหายใจไม่ออก ผมรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังกดทับลงมาอย่างหนักหน่วง ราวกับพลังงานอันมืดมิดที่ถูกกักขังไว้ใต้ดินมานานแสนนานกำลังตื่นขึ้น
ผมสั่งให้ทีมงานถอยห่างออกมา ทุกคนมีสีหน้าตื่นตระหนก ผมเองก็เช่นกัน หัวใจของผมเต้นรัวอย่างบ้าคลั่ง ความเชื่อที่ผมยึดมั่นมาตลอดชีวิตกำลังถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรง
แท่งหินนั้นถูกนำส่งไปที่หน่วยงานพิสูจน์หลักฐานเพื่อทำการวิเคราะห์อย่างละเอียด ผลการตรวจสอบออกมาน่าตกใจ แท่งหินนั้นไม่ใช่หินทั่วไป แต่มันเป็นแร่ธาตุที่ไม่เคยถูกค้นพบมาก่อนบนโลก มีโครงสร้างโมเลกุลที่ซับซ้อนและมีคุณสมบัติในการดูดซับและปลดปล่อยพลังงานบางชนิด และที่สำคัญคือ มีร่องรอยของ "การเผาไหม้ที่ไร้เปลวไฟ" อยู่บนพื้นผิวของมัน ซึ่งตรงกับลักษณะของผงสีดำที่พบในคฤหาสน์
จากการศึกษาเพิ่มเติมโดยผู้เชี่ยวชาญโบราณคดีและผู้เชี่ยวชาญด้านธรณีวิทยาที่เพิ่งมาร่วมทีม แท่งหินนั้นถูกระบุว่าเป็น "แท่นบูชาโบราณ" ที่ใช้ในพิธีกรรมบางอย่างของอารยธรรมที่สาบสูญไปเมื่อหลายพันปีก่อน ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าสัญลักษณ์ที่สลักอยู่บนแท่งหินนั้นคือ "ผนึก" ที่ใช้กักเก็บพลังงานบางอย่างที่อยู่ใต้ผืนดินแห่งนี้มานานแสนนาน พลังงานที่ว่านั้นไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นอะไร แต่ดูเหมือนมันจะ "ดูดกลืน" พลังชีวิต และ "เปลี่ยนรูป" ผู้ที่สัมผัสกับมันให้กลายเป็นผงธุลีในเวลาอันรวดเร็ว
ผมกลับไปที่บ้านพะยอมพิมานอีกครั้งหลังจากนั้น ทุกอย่างดูสงบลง แต่ความรู้สึกหวาดกลัวยังคงเกาะกุมอยู่ในใจ ผมเดินเข้าไปในห้องนอนใหญ่ที่ครอบครัวผู้ว่าฯ หายไป ผมจินตนาการภาพการหายตัวไปของพวกเขา ภาพของพลังงานลึกลับที่ดูดกลืนร่างกายของพวกเขาให้กลายเป็นผงธุลีอย่างเงียบเชียบ เหลือไว้เพียงความว่างเปล่าและความเงียบงัน มันไม่ใช่การฆาตกรรมโดยมนุษย์ ไม่ใช่การลักพาตัว แต่เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยกฎฟิสิกส์ใดๆ ที่เรารู้จัก
บทสรุปของคดี "ผืนดินต้องคำสาป" ไม่ใช่การจับกุมอาชญากร ไม่ใช่การไขปริศนาด้วยหลักฐานที่จับต้องได้ทั้งหมด แต่เป็นการยอมรับว่าบางสิ่งบางอย่างในโลกนี้อยู่เหนือความเข้าใจของเรา นักวิทยาศาสตร์ยังคงพยายามวิเคราะห์แท่นบูชาโบราณนั้น แต่ไม่มีใครกล้าเข้าไปใกล้หรือสัมผัสโดยตรง ที่ดินผืนนั้นถูกประกาศให้เป็นเขตอันตรายและห้ามเข้าโดยเด็ดขาด คฤหาสน์พะยอมพิมานยังคงตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขา เป็นอนุสรณ์แห่งความลึกลับและความหวาดกลัว
คดีนี้สอนผมว่า โลกใบนี้ไม่ได้มีแค่สิ่งที่มองเห็นและจับต้องได้เสมอไป บางครั้งสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ใต้ผืนดิน ผืนน้ำ หรือแม้กระทั่งในจิตใจมนุษย์ ก็สามารถสร้างความสยดสยองที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าจินตนาการ และบางครั้ง การสืบสวนก็ไม่ได้นำไปสู่คำตอบที่ชัดเจนเสมอไป แต่มันนำไปสู่ความเข้าใจที่ลึกซึ้งขึ้นเกี่ยวกับความเร้นลับของจักรวาลและตัวตนของเราเอง ความรู้ที่ได้มานั้นอาจไม่ปลอบโยน แต่มันทำให้เราตระหนักถึงความอ่อนน้อมถ่อมตนต่อพลังที่ยิ่งใหญ่กว่าที่เราคิด และความสำคัญของการรับฟังเรื่องราวจากทุกมุมมอง แม้กระทั่งสิ่งที่ฟังดูเป็นเพียงตำนานเล่าขาน
เมื่อเราเผชิญหน้ากับความจริงที่ว่ามนุษย์นั้นเป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็กๆ ในจักรวาลอันกว้างใหญ่ที่มีพลังงานและปรากฏการณ์ที่เรายังไม่อาจเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ เราอาจพบว่าความกลัวนั้นไม่ได้มาจากการไม่รู้ แต่มาจากการปฏิเสธที่จะยอมรับว่ามีบางสิ่งที่เราไม่สามารถควบคุมได้เลยต่างหาก และในตอนถัดไป ผมจะพาคุณไปสำรวจคดีอีกคดีหนึ่ง ซึ่งเกี่ยวพันกับตำนานพื้นบ้าน และการหลงผิดของมนุษย์ที่นำไปสู่เหตุการณ์อันน่าสะพรึงกลัวที่ไม่มีใครคาดคิด.
0 $type={blogger}:
แสดงความคิดเห็น