1046_ผืนดินอาถรรพ์_เสียงกระซิบแห่งอคิราวิลล่า

เรื่องราวที่เรากำลังจะเล่าขานในวันนี้ พาเราย้อนกลับไปยังปี พ.ศ. 2560 ความทรงจำของคนกรุงเทพฯ หลายคนอาจจดจำโครงการ “อคิราวิลล่า” คอนโดมิเนียมหรูระดับซูเปอร์ลักซ์ชัวรี ที่เคยถูกโฆษณาว่าเป็นที่สุดแห่งการใช้ชีวิตใจกลางเมือง แต่เบื้องหลังความหรูหรานั้น กลับซ่อนเร้นปริศนาที่ดำมืด และเสียงกระซิบที่ไม่มีใครอยากได้ยินเอาไว้


เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการในคืนหนึ่ง ก่อนวันเปิดตัวโครงการเพียงไม่กี่วัน แสงไฟระยิบระยับจากตัวอาคารสูงเสียดฟ้าส่องสว่างตัดกับความมืดมิดของท้องฟ้ายามราตรี แต่ภายในห้องเพนต์เฮาส์ที่กว้างขวางบนชั้นสูงสุดของอาคาร กลับมีบางสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น นั่นคือการหายตัวไปอย่างลึกลับของ คุณธีรเดช อัศวรุ่งโรจน์ สถาปนิกชื่อดังผู้ออกแบบโครงการนี้ เขาก็เหมือนกับตัวอาคาร ที่จู่ๆ ก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันและความไม่ชอบมาพากล


รุ่งเช้าของการค้นพบ เหตุการณ์นี้ถูกรายงานไปยังสถานีตำรวจนครบาลท้องที่ ร้อยตำรวจเอกชนะชัย สิทธิกร นักสืบผู้คร่ำหวอดในวงการ คุ้นเคยกับคดีคนหายเป็นอย่างดี แต่เมื่อเขาเหยียบย่างเข้ามาในโครงการอคิราวิลล่า เขากลับรู้สึกถึงบรรยากาศบางอย่างที่แตกต่างออกไปจากคดีอื่นๆ ที่เคยเจอมา


“ที่นี่มันเงียบแปลกๆ นะครับ” เขาเอ่ยขึ้นกับจ่าสิบตำรวจตรีสมศักดิ์ คู่หู ซึ่งกำลังถ่ายภาพบริเวณที่เกิดเหตุ “เหมือนไม่ใช่คอนโดใหม่ที่กำลังจะเปิด”


ห้องเพนต์เฮาส์ของคุณธีรเดชถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ ข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวยังคงอยู่ครบครัน โน้ตบุ๊กเปิดทิ้งไว้บนโต๊ะทำงานพร้อมแบบแปลนที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ แก้วกาแฟที่ยังมีคราบกาแฟแห้งกรังติดอยู่ บ่งบอกว่าเจ้าของห้องเพิ่งลุกไปจากตรงนั้นไม่นาน แต่กลับไม่มีร่องรอยการต่อสู้ หรือการบุกรุกใดๆ ประตูหน้าถูกล็อกอย่างแน่นหนาจากด้านใน ทุกอย่างดูเหมือนปกติ ยกเว้นแต่ว่า... ไม่มีคุณธีรเดชอยู่


จากการตรวจสอบเบื้องต้น ไม่มีใครเห็นคุณธีรเดชหลังจากเวลาเที่ยงคืนของคืนก่อนหน้า กล้องวงจรปิดของคอนโดมิเนียม ไม่พบภาพเขาสู่ออกนอกอาคาร หรือใครเข้าออกห้องของเขาเลยแม้แต่น้อย


“ลุงสมชาย รปภ. ที่เข้าเวรกะดึกครับ” จ่าสมศักดิ์รายงาน “แกยืนยันว่าไม่เห็นอะไรผิดปกติ”


แต่เมื่อชนะชัยเข้าไปสอบปากคำลุงสมชาย รปภ. วัยใกล้เกษียณ เขาสัมผัสได้ถึงความไม่สบายใจบางอย่างจากชายชราคนนี้


“คุณธีรเดชหายไปไหน ลุงไม่รู้จริงๆ ครับนาย” ลุงสมชายตอบเสียงสั่น “แต่...แต่เมื่อคืนมันมีเสียงแปลกๆ ครับ”


“เสียงอะไรครับลุง?” ชนะชัยถามอย่างตั้งใจ


ลุงสมชายกวาดตามองไปรอบๆ ราวกับกลัวว่าจะมีใครได้ยิน “เสียง...เสียงกระซิบครับนาย มันดังมาจากผนังบ้าง ลมแผ่วๆ ที่ไม่มีที่มาบ้าง มันเย็นยะเยือกไปถึงข้างในเลยครับ” ลุงสมชายเล่าพร้อมยกมือขึ้นลูบแขนตัวเองที่ลุกซู่ “ลุงเคยได้ยินเสียงแบบนี้มาหลายคืนแล้วครับนาย ตั้งแต่ตอนที่เขากำลังก่อสร้างกันเลย บางทีก็ได้ยินเหมือนคนเดิน แต่พอออกไปดูก็ไม่เจอใคร”


ชนะชัยพยายามตีความคำพูดของลุงสมชาย เขาคิดว่าอาจเป็นเพียงเรื่องที่คนสูงอายุคิดไปเอง หรืออาจเป็นผลจากความเครียดจากการทำงาน แต่ก็ยอมรับว่าในห้องเพนต์เฮาส์นั้น แม้จะปิดแอร์แล้ว แต่ก็ยังมีความเย็นยะเยือกบางอย่างแผ่ออกมา


คดีนี้เริ่มซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ เมื่อทีมสืบสวนไม่พบร่องรอยเพิ่มเติม ชนะชัยตัดสินใจขยายวงสอบสวนไปยังผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ เพื่อหาเบาะแสที่อาจถูกมองข้ามไป


เขาเริ่มต้นด้วย คุณพลอย สถาปนิกสาวผู้เป็นลูกทีมคนสนิทของคุณธีรเดช เธอเป็นคนแรกที่พบว่าคุณธีรเดชหายไป เมื่อเธอมาถึงออฟฟิศในตอนเช้าและพบว่าเขายังไม่มาทำงาน


“ช่วงหลังๆ มานี้ คุณธีรเดชดูเครียดมากค่ะ” คุณพลอยเล่าด้วยน้ำเสียงกังวล “เขาใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่ไซต์งานคอนโดอคิราวิลล่า บางทีก็ค้างคืนที่นั่นเลย เขาบอกว่ามีอะไรบางอย่างที่ผิดปกติเกี่ยวกับโครงสร้างของอาคาร”


“ผิดปกติยังไงครับ?” ชนะชัยถามพลางจดบันทึก


“เขาบอกว่าได้ยินเสียงแปลกๆ จากผนังค่ะ บางครั้งก็เหมือนมีลมพัดผ่านตัว ทั้งๆ ที่อยู่ภายในอาคารปิด เขาบอกว่ามันเป็นเสียงกระซิบที่ทำให้เขาปวดหัว และบางครั้งก็สับสน” คุณพลอยเล่าต่อ “ระยะหลังมานี้ เขาเริ่มวาดรูปแปลกๆ ในสมุดโน้ตของเขาด้วยค่ะ เป็นสัญลักษณ์ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ดูโบราณมากๆ”


คุณพลอยเดินไปหยิบสมุดโน้ตเล่มหนึ่งออกมาจากลิ้นชัก เธอเปิดหน้าที่มีสัญลักษณ์ประหลาดที่ดูคล้ายตัวอักษรโบราณ หรืออาจจะเป็นภาพวาดที่ซับซ้อนมากกว่าสัญลักษณ์ใดๆ ชนะชัยรับสมุดมาพลิกดู เขาจดจำสัญลักษณ์เหล่านี้ไม่ได้เลย แต่บางอย่างในภาพวาดนั้น ทำให้เขารู้สึกขนลุก


“ก่อนที่คุณธีรเดชจะหายไป เขาได้บอกอะไรคุณพลอยเป็นพิเศษไหมครับ?”


คุณพลอยนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง “มีค่ะ... เขาเคยพูดถึงแผนที่เก่าๆ ของพื้นที่แถวนี้ เขาดูหมกมุ่นกับมันมาก เหมือนกำลังหาอะไรบางอย่าง เขาบอกว่าเขารู้สึกเหมือนมี ‘คนโบราณ’ กำลังสื่อสารกับเขาผ่านผนัง”


คำว่า “คนโบราณ” ทำให้ชนะชัยหวนคิดถึงคำว่า “ดินแดนวิญญาณเร่ร่อน” ที่เขาเคยได้ยินจากปากของลุงสมชาย สัญลักษณ์โบราณ และแผนที่เก่าๆ นี่เริ่มไม่ใช่คดีคนหายธรรมดาเสียแล้ว


เมื่อคุณพลอยพาเขาไปยังห้องทำงานของคุณธีรเดชในสำนักงาน เขาพบว่ามีซอกหลืบเล็กๆ ซ่อนอยู่หลังชั้นวางหนังสือที่ถูกผลักออก ภายในนั้นมีกล่องไม้เก่าๆ บรรจุแผนที่กระดาษที่เหลืองกรอบและมีรอยพับหลายรอย เมื่อกางออก แผนที่นั้นดูเก่าแก่กว่าแผนที่เมืองทั่วไป แสดงถึงอาณาบริเวณของที่ตั้งคอนโดอคิราวิลล่าในอดีต ซึ่งดูเหมือนจะเคยเป็นพื้นที่รกร้างว่างเปล่า และมีสัญลักษณ์แปลกๆ กำกับอยู่บางจุด คล้ายกับภาพวาดในสมุดโน้ตของคุณธีรเดช


บนแผนที่นั้น มีข้อความลายมือคุณธีรเดชเขียนกำกับไว้ด้วยดินสอจางๆ ว่า “ใต้ผืนดินแห่งนี้”


ชนะชัยตัดสินใจนำเรื่องราวไปปรึกษา ป้าสร้อย ผู้เฒ่าประจำชุมชนเก่าแก่ที่อาศัยอยู่ไม่ไกลจากโครงการอคิราวิลล่า ป้าสร้อยเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นผู้รู้เรื่องราวและตำนานเก่าแก่ของพื้นที่แห่งนี้


“เรื่องของอคิราวิลล่าหรือพ่อหนุ่ม” ป้าสร้อยเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย แต่แฝงไปด้วยความกังวล เมื่อชนะชัยเล่าเรื่องราวการหายตัวไปและสิ่งผิดปกติที่เขาค้นพบ “ที่ตรงนั้นน่ะนะ... แต่ก่อนมันเคยเป็นป่าช้าเก่าแก่เชียวล่ะ”


ชนะชัยตาเบิกกว้าง “ป่าช้าเก่าแก่?”


“ใช่แล้วพ่อหนุ่ม” ป้าสร้อยพยักหน้า “ไม่ใช่ป่าช้าธรรมดานะ ที่นั่นเขาเรียกกันว่า ‘ป่าช้าคนตายโหง’ คนที่ตายไปแล้วไม่มีญาติมารับศพ หรือตายไปอย่างไม่เป็นสุข วิญญาณก็จะเร่ร่อนอยู่ที่นั่นแหละ เขาว่ากันว่าผืนดินตรงนั้นมันไม่เคยสงบเลย”


ป้าสร้อยเล่าต่อว่า เมื่อหลายสิบปีก่อน เคยมีคนพยายามจะมาสร้างอะไรบางอย่างบนที่ดินผืนนั้น แต่ก็เกิดอุบัติเหตุแปลกๆ ขึ้นบ่อยครั้ง คนงานเจ็บป่วยล้มตาย คนคุมงานก็เจอเรื่องหลอน จนไม่มีใครกล้าสร้างต่อ จนกระทั่งมีกลุ่มทุนใหม่เข้ามาซื้อที่ดินผืนนั้นเมื่อไม่กี่ปีก่อน


“ป้าเคยได้ยินมาว่า พวกเขาขุดเจอโครงกระดูกเก่าๆ เยอะแยะเลยนะพ่อหนุ่ม” ป้าสร้อยเล่า “แต่แทนที่จะทำพิธีขอขมา เขากลับเร่งเอาไปทิ้งที่อื่น กลัวจะเสียฤกษ์เสียชัย”


คำบอกเล่าของป้าสร้อยสอดคล้องกับสิ่งที่ชนะชัยกำลังสงสัย เขาจึงย้อนกลับไปสอบปากคำ เฮียสุชาติ หัวหน้าคนงานก่อสร้างที่ดูแลโครงการอคิราวิลล่าตั้งแต่เริ่มต้น


“เรื่องกระดูกนี่จริงหรือเปล่าครับเฮีย?” ชนะชัยถามตรงประเด็น


เฮียสุชาติมีสีหน้ากระอักกระอ่วน “เอ่อ...คือว่า...ก็มีบ้างครับนาย แต่ก็แค่ไม่กี่ชิ้นเอง เป็นกระดูกเก่าๆ ที่อยู่ลึกมาก” เขาพยายามบ่ายเบี่ยง


แต่ชนะชัยไม่ยอมง่ายๆ “เฮียครับ ถ้าไม่อยากให้เรื่องมันใหญ่โตไปกว่านี้ เฮียเล่ามาให้หมดเถอะครับ”


เฮียสุชาติถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ครับนาย... มันไม่ใช่ไม่กี่ชิ้นหรอกครับ มันเป็นจำนวนมากเลยล่ะครับ ตอนที่เราขุดฐานรากอาคารตรงจุดที่จะสร้างอาคาร B น่ะครับ เราเจอโครงกระดูกคนเป็นร้อยๆ โครงเลยครับ มีทั้งกระดูกเด็กผู้ใหญ่ปะปนกันไป ตอนแรกพวกเราก็ตกใจกันมากครับ แต่ทางผู้บริหารโครงการสั่งให้รีบจัดการทันที ให้เอาไปทิ้งที่อื่นเงียบๆ ห้ามบอกใครเด็ดขาด กลัวเรื่องไม่เป็นมงคลจะทำให้โครงการล่าช้า”


เขาเล่าต่อด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “พวกเราทำตามคำสั่งครับ แต่หลังจากนั้น เรื่องประหลาดก็เริ่มเกิดขึ้น คนงานบางคนเริ่มเห็นเงาดำๆ แวบไปแวบมา บางคนก็ได้ยินเสียงคนเรียกชื่อในยามวิกาล บางคนก็ถึงขนาดป่วยหนักไม่ทราบสาเหตุ หรือมีอุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ เกิดขึ้นแทบทุกวัน จนคนงานเริ่มไม่กล้าทำงานตอนกลางคืนครับ”


“แล้วเฮียล่ะครับ เห็นอะไรบ้างไหม?” ชนะชัยถาม


เฮียสุชาติกลืนน้ำลาย “ผม...ผมก็ได้ยินเสียงกระซิบครับนาย บางทีก็เหมือนมีคนมายืนอยู่ข้างหลัง ผมหันไปมองก็ไม่เห็นใคร แต่ความรู้สึกเย็นวาบมันยังติดอยู่เลยครับ ผมบอกตรงๆ ว่าผมไม่สบายใจเลยครับ ผมรู้สึกเหมือนวิญญาณพวกนั้นยังคงวนเวียนอยู่แถวๆ นี้ ไม่พอใจที่เรามารบกวนพวกเขา”


ชนะชัยรวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่ได้มา ไม่ว่าจะเป็นคำให้การของลุงสมชาย คุณพลอย ป้าสร้อย และเฮียสุชาติ ทุกเรื่องราวชี้ไปในทิศทางเดียวกัน นั่นคือความเชื่อในเรื่องอาถรรพ์ของผืนดิน


เขากลับมาที่ห้องเพนต์เฮาส์ของคุณธีรเดชอีกครั้งพร้อมกับข้อมูลใหม่ในหัว แผนที่เก่าๆ ถูกกางออก สัญลักษณ์โบราณถูกเชื่อมโยงเข้ากับคำบอกเล่าของป้าสร้อย เสียงกระซิบที่ลุงสมชายและเฮียสุชาติได้ยิน คุณพลอยบอกว่าคุณธีรเดชเองก็ได้ยินเช่นกัน และมันทำให้เขาหมกมุ่น เขาเริ่มปวดหัว สับสน และในที่สุดก็หายตัวไป


ชนะชัยเดินสำรวจผนังห้องเพนต์เฮาส์ เขาลูบไล้ไปตามเนื้อปูนที่เรียบเนียน ลองเคาะเบาๆ เพื่อฟังเสียงสะท้อน เขาไม่พบอะไรผิดปกติ แต่ในใจเขากลับรู้สึกหนักอึ้งราวกับมีบางสิ่งกำลังจ้องมองอยู่จากภายในผนัง


เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าคุณธีรเดชไม่ได้แค่หายไปไหน แต่เขาอาจจะถูก "ดึงดูด" หรือ "กลืนกิน" ไปโดยบางสิ่งบางอย่างที่อยู่ใต้ผืนดินแห่งนี้ สิ่งที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาจากการรบกวน สิ่งที่เรียกร้องให้เขากลับไปสู่ที่ที่มันเคยอยู่


คดีการหายตัวไปของคุณธีรเดชไม่ได้จบลงด้วยการจับกุมผู้กระทำผิด หรือการค้นพบศพที่ไร้วิญญาณ แต่มันกลับจบลงด้วยคำถามที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเดิม นั่นคือสิ่งที่คุณธีรเดชค้นพบหรือเปล่า สิ่งที่ทำให้เขากลืนหายไปราวกับไม่เคยมีตัวตนอยู่


เรื่องราวของอคิราวิลล่าจึงไม่ใช่แค่คดีฆาตกรรม หรือคดีคนหายธรรมดา แต่มันคือตำนานบทใหม่ที่ถูกจารึกไว้บนผืนดินอาถรรพ์ ผืนดินที่ยังคงเก็บงำความลับดำมืด และเสียงกระซิบจากวิญญาณเร่ร่อนที่รอคอยการกลับคืน


เรื่องนี้สอนให้เรารู้ว่าบางครั้ง ความก้าวหน้าทางวัตถุที่เร่งรีบ อาจมาพร้อมกับต้นทุนที่มองไม่เห็น ต้นทุนแห่งการละเลยประวัติศาสตร์ การไม่เคารพสิ่งที่อยู่มาก่อน และพลังงานบางอย่างที่ยากเกินกว่าวิทยาศาสตร์จะอธิบายได้ บางครั้งการเงี่ยหูฟังเสียงกระซิบจากอดีต อาจไม่ใช่เรื่องงมงาย แต่เป็นการเปิดตาของเราให้เห็นถึงความจริงที่อยู่เบื้องลึกของสิ่งที่เราเรียกว่า "ปัจจุบัน"


เมื่อเราได้รู้เรื่องราวของผืนดินอาถรรพ์แห่งอคิราวิลล่าแล้ว ในตอนถัดไปเราจะดำดิ่งลงไปในความลึกลับของอีกหนึ่งสถานที่ ซึ่งเสียงสะท้อนจากอดีตยังคงก้องกังวาน ไม่ต่างจากเสียงกระซิบที่คอยกระซาบบอกเล่าถึงเรื่องราวอันน่าขนลุก...

0 $type={blogger}:

แสดงความคิดเห็น

👻 ฟังเรื่องหลอน
✅ รองรับ PC & Mobile
พร้อมใช้งาน
ขับเคลื่อนโดย Blogger.

ผู้ติดตาม

สั่งกล่องพัสดุ 750 ส่งฟรี

✨ 750 ส่งฟรี ✨
โลโก้ ตุ้ยคุ้ยเรื่องหลอน

บทความ

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

**คนออนไลน์:** ...
ตุ้ยคุ้ยเรื่องหลอน: รวมเรื่องผี เรื่องเล่าสยองขวัญ และตำนานอาถรรพ์ © 2013 Published By Gooyaabi Templates Supported by Best Blogger Templates and Premium Blog Templates - Web Design