1040_จุดจบไอ้ต้น_เมื่อคนห้าวเหยียบย่ำศาลเพียงตา_สู่ค่ำคืนคลานเข่าขอขมา

 เรื่องราวความเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติ มักเป็นเส้นบางๆ ที่กั้นระหว่างความศรัทธากับความไม่เชื่อ คนที่ห้าวหาญ ไม่ยำเกรง หรือแม้แต่เย้ยหยันสิ่งที่มองไม่เห็น มักจะได้พบกับบทเรียนที่เจ็บปวดเสมอ วันนี้ผมมีเรื่องราวหนึ่งที่จะมาเล่าให้ฟัง เป็นเรื่องราวของกลุ่มวัยรุ่นเลือดร้อน และชายหนุ่มผู้หนึ่งที่ชื่อ "ไอ้ต้น" ที่ความคะนองปากและมือ นำพาเขาไปสู่ประสบการณ์ที่ลืมไม่ลง ประสบการณ์ที่ทำให้คำว่า "ห้าว" ต้องพังทลายลงในค่ำคืนอันเงียบงัน คืนที่เขาต้องคลานเข่าไปขอขมาต่อสิ่งที่เขาเคยดูถูกเหยียดหยาม


เรื่องราวนี้เกิดขึ้นในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง ไม่ไกลจากตัวเมืองมากนัก เป็นหมู่บ้านที่ยังคงมีการรักษาขนบธรรมเนียม ประเพณี และความเชื่อท้องถิ่นไว้อย่างเหนียวแน่น ผู้คนในหมู่บ้านยังคงเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เจ้าที่เจ้าทาง และวิญญาณบรรพบุรุษ แต่ท่ามกลางความสงบและศรัทธานั้น มีกลุ่มวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งที่ดูเหมือนจะไม่สนใจสิ่งเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย


กลุ่มของไอ้ต้น ประกอบไปด้วย ต้น, หนึ่ง, อาร์ม และป๊อปปี้ พวกเขาเป็นเพื่อนสนิทกันมาตั้งแต่เด็กๆ แต่นิสัยใจคอของต้นนั้นโดดเด่นกว่าใครเพื่อน เขาเป็นคนใจร้อน ไม่กลัวใคร ปากไว ชอบพูดจาโอ้อวด และมักจะแสดงความไม่เชื่อในเรื่องลี้ลับเหนือธรรมชาติอย่างออกนอกหน้าเสมอ เขามักจะพูดอยู่เสมอว่า "อะไรที่มองไม่เห็น มันก็ไม่มีจริงหรอกวะ" หรือ "งมงายไปได้ พวกเรื่องผีสางเทวดา" คำพูดเหล่านี้มักจะทำให้เพื่อนๆ ของเขาต้องพากันปราม แต่ก็ไม่เคยมีใครทำให้ต้นเปลี่ยนความคิดได้เลย


วันหนึ่ง กลุ่มของต้นได้ไปรวมตัวกันที่บ้านร้างหลังหนึ่งท้ายหมู่บ้าน ซึ่งอยู่ติดกับป่าละเมาะเล็กๆ ที่ชาวบ้านมักจะห้ามปรามไม่ให้เด็กๆ เข้าไปเล่น เนื่องจากเชื่อว่าเป็นที่สิงสถิตของสิ่งเร้นลับ แม้แต่ผู้ใหญ่เองก็ยังไม่กล้าเข้าไปลึกนัก ในบริเวณนั้น มีศาลเพียงตาเก่าๆ ตั้งอยู่หนึ่งหลัง เป็นศาลไม้ที่ดูทรุดโทรม มีผ้าสามสีผูกไว้รอบเสา มีพวงมาลัยแห้งเหี่ยวแขวนอยู่ และมีของเซ่นไหว้เล็กๆ น้อยๆ วางอยู่ตรงหน้าศาล แสดงให้เห็นว่ายังมีคนแวะเวียนมาดูแลอยู่บ้างประปราย


วันนั้นเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ พวกเขากำลังนั่งดื่มเบียร์และเล่นกีตาร์กันอย่างสนุกสนานตามประสาวัยรุ่น เสียงหัวเราะผสมกับเสียงเพลงดังลั่นไปทั่วบริเวณ บรรยากาศเริ่มคึกคัก ต้นซึ่งดื่มไปได้หลายขวดแล้ว เริ่มมีอาการเมาได้ที่ เขาเดินโซซัดโซเซออกจากวงมาปัสสาวะใกล้ๆ กับศาลเพียงตานั้น พลางบ่นพึมพำกับตัวเอง


"เอ๊ย...อะไรวะเนี่ย ตั้งอะไรเกะกะชะมัด" ต้นหันไปมองศาลเพียงตาด้วยสายตาไม่พอใจนัก "ศาลอะไรก็ไม่รู้ ขวางหูขวางตาจริง"


หนึ่ง เพื่อนสนิทของต้น เห็นท่าไม่ดีจึงรีบเดินตามมา "ต้น มึงอย่าไปยุ่งกับมันนะเว้ย มันเป็นศาลเจ้าที่ เดี๋ยวเจอดี"


ต้นหัวเราะเสียงดังลั่น "เจอดีอะไรวะไอ้หนึ่ง มึงก็เชื่ออะไรของมึงนักหนา มองไม่เห็นก็ไม่มีจริงดิ" เขาส่ายหัวไปมาอย่างไม่แยแส แล้วทำสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด เขากลับเตะกระป๋องเบียร์ที่วางอยู่ตรงหน้าศาลนั้นจนกระเด็นไปไกล แล้วยังเดินเข้าไปใกล้ๆ ศาล เอื้อมมือไปจับเสาศาลโยกเบาๆ ราวกับจะทดสอบความแข็งแรงของมัน


"ฮ่าๆๆๆ ดูสิเนี่ย เก่าๆ พุพังแค่นี้ จะมีอะไรมาหลอกวะ" ต้นพูดด้วยน้ำเสียงดูถูก "ถ้ามีจริง ก็ออกมาให้เห็นหน่อยสิวะ!"


คำพูดท้าทายนั้นทำให้เพื่อนๆ ของเขาที่เหลือถึงกับหน้าซีดเผือด ป๊อปปี้ ซึ่งเป็นคนที่ขี้กลัวที่สุดในกลุ่ม รีบวิ่งเข้ามาดึงแขนต้นไว้ "พอแล้วต้น! อย่าทำแบบนี้เลยนะ! กูขอร้อง!"


แต่ต้นไม่ฟัง เขายิ้มเยาะ "อะไรกันวะ พวกมึงนี่มันอ่อนหัดจริงๆ เชื่ออะไรไร้สาระ" แล้วเขาก็ถ่มน้ำลายลงพื้นตรงหน้าศาลอย่างจงใจ ก่อนจะเดินกลับเข้าวงไปนั่งดื่มต่อ ท่ามกลางความอึดอัดใจและสีหน้าไม่สบายใจของเพื่อนๆ


คืนนั้น พวกเขายังคงสังสรรค์กันจนดึกดื่น ก่อนจะแยกย้ายกันกลับบ้าน แต่หลังจากคืนนั้น ชีวิตของต้นก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป


เริ่มต้นจากคืนแรกที่ต้นกลับถึงบ้าน เขาเข้านอนตามปกติ แต่ตลอดทั้งคืน เขารู้สึกเหมือนมีใครบางคนจ้องมองอยู่ตลอดเวลา ห้องนอนที่เคยอบอุ่นกลับกลายเป็นเย็นยะเยือกจนขนลุกชัน เขาพยายามข่มตาหลับ แต่ภาพของศาลเพียงตาเก่าๆ ที่เขาไปลบหลู่ มันกลับฉายวนเวียนอยู่ในหัวซ้ำๆ เขาได้ยินเสียงแว่วๆ เหมือนมีคนกระซิบอยู่ข้างหู แต่พยายามเงี่ยหูฟังก็จับใจความไม่ได้ ร่างกายต้นเริ่มอ่อนเพลียจากการนอนไม่พอติดต่อกันหลายวัน


ต่อมา อาการก็เริ่มหนักขึ้น ต้นเริ่มฝันร้าย ฝันเห็นเงาดำทะมึนล้อมรอบตัวเขา บางครั้งก็เห็นภาพศาลเพียงตานั้นตั้งอยู่กลางความมืดมิด แล้วมีเงาร่างสูงใหญ่ยืนจ้องมองมาที่เขาจากด้านในศาล ต้นตื่นขึ้นมากลางดึกทุกคืนด้วยความหวาดกลัว เหงื่อท่วมตัว ใจเต้นระรัว


เรื่องแปลกๆ ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในความฝัน บางครั้งขณะที่ต้นกำลังเดินอยู่ในบ้าน เขาก็ได้กลิ่นธูปเก่าๆ โชยมา ทั้งที่ไม่มีใครในบ้านจุดธูปเลยสักคน ข้าวของในห้องของต้นบางชิ้นก็ถูกจัดวางเปลี่ยนตำแหน่งไปเอง ทั้งที่เขาแน่ใจว่าไม่ได้ขยับมัน ต้นเริ่มเล่าเรื่องเหล่านี้ให้เพื่อนๆ ฟัง แต่ด้วยความที่เขายังคงเป็นคนห้าวๆ ทำให้ตอนแรกเขาก็ยังคงพูดด้วยน้ำเสียงติดตลก เหมือนพยายามจะกลบเกลื่อนความกลัวในใจ


"เฮ้ย พวกมึง นี่กูเจออะไรแปลกๆ ว่ะ" ต้นพูดกับเพื่อนๆ ที่ร้านอาหาร "แบบว่าเหมือนมีใครจ้องมองกูตลอดเวลาเลย กลิ่นธูปก็โชยมาบ่อยๆ"


หนึ่งมองหน้าต้นอย่างจริงจัง "บอกแล้วไงว่าอย่าไปลบหลู่เจ้าที่ไง ตอนนี้เป็นไงล่ะ มึงยังไม่เชื่ออีกเหรอ"


ต้นปัดมือ "โอ๊ย ก็แค่เรื่องบังเอิญน่า อย่ามาพูดให้กูกลัวดิ" แต่สีหน้าของเขาไม่ได้แสดงความมั่นใจเหมือนคำพูด


หลังจากนั้นไม่นาน โชคร้ายก็เริ่มถาโถมเข้ามา ต้นเริ่มมีปัญหากับพ่อแม่โดยไม่มีเหตุผล บางครั้งก็ทะเลาะกันรุนแรงจนบ้านแทบแตก เขามีอุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ บ่อยขึ้น เช่น สะดุดล้มจนข้อเท้าแพลง รถจักรยานยนต์ที่เพิ่งซ่อมมาอย่างดีก็เกิดเสียกลางทางบ่อยครั้งอย่างไม่น่าเชื่อ เงินที่เคยมีก็ร่อยหรอไปกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง ทำให้เขาเริ่มหงุดหงิดและฉุนเฉียวง่ายขึ้นเรื่อยๆ


คืนหนึ่ง ต้นกลับจากไปเที่ยวกับเพื่อนๆ ดึกดื่น เขาเดินขึ้นบันไดบ้านเพื่อจะเข้าห้องนอน ทันใดนั้น เขาก็ได้ยินเสียงบางอย่างดังมาจากข้างล่าง เป็นเสียงเหมือนมีใครบางคนกำลังลากอะไรบางอย่างไปตามพื้นไม้ในครัว ต้นชะงักฝีเท้า หัวใจเริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะ เขาคิดว่าคงเป็นพ่อแม่กำลังทำอะไรสักอย่าง แต่เมื่อเขาก้าวเท้าขึ้นบันไดต่อไป เสียงนั้นก็กลับหยุดลง ต้นพยายามข่มความกลัวแล้วเดินต่อไป แต่เมื่อเขาจะก้าวขาขึ้นบันไดขั้นสุดท้าย ก็มีเสียงเหมือนใครบางคนกระซิบอยู่ข้างหูเขาอย่างชัดเจนว่า "ออกมา... ออกมา... ออกมา"


ต้นสะดุ้งสุดตัว ขนลุกซู่ไปทั้งร่าง เขาหันขวับกลับไปมองข้างล่าง แต่ก็ไม่เห็นใครเลย ความเย็นยะเยือกแล่นขึ้นมาจากปลายเท้าจนถึงศีรษะ เขารีบวิ่งเข้าห้องนอน ล็อกประตูแน่น แล้วทรุดตัวลงพิงประตูด้วยความหวาดกลัวจนตัวสั่นเทา


เหตุการณ์ในคืนนั้น ทำให้ความ "ห้าว" ของต้นเริ่มสั่นคลอน เขารู้สึกได้ว่าสิ่งที่เขากำลังเผชิญอยู่ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญอีกต่อไป มันคือบางสิ่งบางอย่างที่กำลังตามติดเขาอยู่ และมันเป็นผลมาจากการกระทำของเขาในคืนนั้น คืนที่เขาไปลบหลู่ศาลเพียงตา


คืนต่อมา ต้นนอนไม่หลับเลย เขาตัดสินใจโทรศัพท์หาหนึ่ง เพื่อนสนิทของเขา


"หนึ่ง..." เสียงของต้นแหบพร่าและสั่นเครือ "กู...กูไม่ไหวแล้วว่ะ"


"มีอะไรวะต้น? มึงเป็นอะไรไป?" หนึ่งถามด้วยน้ำเสียงตกใจ


ต้นเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เขาเจอมาให้หนึ่งฟังอย่างละเอียด ตั้งแต่เสียงกระซิบ กลิ่นธูป ฝันร้าย ยันเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อคืน หนึ่งฟังอย่างตั้งใจ โดยไม่พูดแทรกเลย


"มึงว่าไงวะหนึ่ง...นี่มัน...มันใช่ที่กูไปลบหลู่ศาลนั่นจริงๆ ใช่ไหมวะ" ต้นถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างที่ไม่เคยมีใครได้ยินมาก่อน


หนึ่งถอนหายใจยาว "กูบอกมึงแล้วต้น มึงไม่เชื่อเอง ทุกครั้งที่มึงไปลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ มึงกำลังเปิดประตูให้สิ่งเหล่านั้นเข้ามาในชีวิตมึงนะเว้ย"


"แล้ว...แล้วกูต้องทำยังไงวะหนึ่ง กูไม่อยากเจอแบบนี้อีกแล้ว" เสียงของต้นเริ่มสั่นสะอื้น เขาเริ่มร้องไห้ออกมาด้วยความกลัวและสำนึกผิด


หนึ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้นมา "มึงต้องไปขอขมาต้น มึงต้องไปขอขมาศาลเพียงตานั่น"


เช้าวันรุ่งขึ้น ต้นและหนึ่งได้เดินทางไปที่บ้านของป้าชื่น ซึ่งเป็นผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านที่ชาวบ้านนับถือในเรื่องความรู้เกี่ยวกับสิ่งลี้ลับและพิธีกรรมต่างๆ ต้นเล่าเรื่องทั้งหมดให้ป้าชื่นฟัง โดยมีหนึ่งคอยนั่งอยู่ข้างๆ ป้าชื่นฟังด้วยใบหน้าเรียบเฉย ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ


"ไอ้หนูเอ๊ย... มึงนี่ก็ใจกล้าเกินไป ที่ไปลบหลู่ศาลเพียงตา ศาลนั้นน่ะไม่ใช่แค่เสาไม้ธรรมดานะลูก มันคือที่สถิตของเจ้าที่เจ้าทาง ผู้ดูแลคุ้มครองพื้นที่แถวนั้น และบางทีก็เป็นที่สถิตของวิญญาณเร่ร่อนที่อาศัยอยู่บริเวณนั้น มันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นะไอ้หนู"


ต้นนั่งก้มหน้าสำนึกผิด เขาไม่กล้าสบตาป้าชื่นเลย


"ตอนนี้มันคงโกรธมากที่มึงไปทำแบบนั้น" ป้าชื่นพูดต่อ "แต่ก็ยังไม่สายเกินไปหรอก ถ้ามึงจะแก้ไข มึงต้องไปขอขมาเขา"


ป้าชื่นบอกขั้นตอนและสิ่งของที่ต้องเตรียมไปขอขมา ทั้งธูป เทียน ดอกไม้ พวงมาลัย น้ำเปล่า ข้าวสารอาหารแห้งเล็กน้อย และที่สำคัญคือต้องไปในวันที่จิตใจพร้อมและสำนึกผิดจริงๆ


คืนนั้น เมื่อฟ้าเริ่มมืดสนิท ต้นและหนึ่งก็พากันเดินไปยังบ้านร้างท้ายหมู่บ้านที่เกิดเรื่องขึ้น ทั้งสองเดินถือของเซ่นไหว้ด้วยความเงียบ บรรยากาศรอบข้างเย็นยะเยือกผิดปกติ ลมพัดโชยมาเป็นระลอกราวกับมีใครกระซิบอยู่ข้างหู เสียงใบไม้แห้งไหวเสียดสีกันดังเครือแครก ต้นมองไปยังศาลเพียงตาเก่าๆ ที่ตั้งอยู่กลางความมืดมิด มีเพียงแสงจากไฟฉายเท่านั้นที่ส่องสว่างพอให้มองเห็น ต้นรู้สึกถึงแรงกดดันบางอย่างที่มองไม่เห็น มันหนักอึ้งจนเขารู้สึกหายใจติดขัด


เมื่อไปถึงหน้าศาล ต้นวางของเซ่นไหว้ลง เขาจุดธูปจุดเทียนแล้วคุกเข่าลงช้าๆ หนึ่งยืนอยู่ข้างๆ คอยให้กำลังใจ ต้นมองไปที่ศาล ดวงตาของเขาแดงก่ำไปด้วยน้ำตาแห่งความหวาดกลัวและความสำนึกผิด เขายกมือขึ้นพนม พร้อมทั้งก้มกราบลงกับพื้นช้าๆ


"เจ้าที่เจ้าทาง ผู้ดูแลคุ้มครองพื้นที่นี้... วิญญาณเร่ร่อนที่สถิตอยู่ ณ ศาลเพียงตานี้... ผม... ไอ้ต้น... ขอขมาด้วยกาย วาจา ใจ ที่ได้ล่วงเกิน ลบหลู่ ดูหมิ่น ด้วยความไม่รู้ ด้วยความคะนองปาก คะนองมือ และด้วยความไม่เชื่อในสิ่งที่มองไม่เห็น" เสียงของต้นสั่นเครือ เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดอย่างแท้จริง "ผม...ผมสำนึกผิดแล้วครับ ผมขอให้ท่านโปรดอโหสิกรรมให้ผมด้วย และขอให้เรื่องราวร้ายๆ ที่เกิดขึ้นกับผม... ได้สิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ด้วยเถิดครับ"


ต้นก้มกราบลงกับพื้นอีกครั้งอย่างนอบน้อม เขากราบแล้วกราบอีกครั้ง ด้วยความรู้สึกที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความกลัว ความเสียใจ และความจริงใจที่จะขออภัย เขากราบอยู่นานจนหนึ่งต้องช่วยพยุงให้ลุกขึ้นมา


หลังจากคืนนั้น สิ่งต่างๆ ในชีวิตของต้นก็กลับมาเป็นปกติอีกครั้ง เสียงกระซิบ กลิ่นธูป ฝันร้าย และเรื่องราวโชคร้ายต่างๆ ก็ค่อยๆ หายไป ต้นไม่ได้กลับไปเป็นไอ้ต้นคนเดิมอีกต่อไปแล้ว เขากลายเป็นคนที่นอบน้อมมากขึ้น ไม่พูดจาโอ้อวดหรือลบหลู่สิ่งใดอีก เขายังคงไปดูแลและทำความสะอาดศาลเพียงตาเก่าๆ นั้นอยู่เป็นประจำทุกเดือน พร้อมกับจุดธูปขอขมาและขอพรเสมอ


เรื่องราวของไอ้ต้น สอนให้เราทุกคนรู้ว่า การไม่เชื่อไม่ใช่เรื่องผิด แต่การดูหมิ่น ลบหลู่ หรือเหยียบย่ำความเชื่อของผู้อื่น หรือแม้กระทั่งสิ่งที่เรามองไม่เห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนนับถือ ล้วนเป็นสิ่งที่มิควรกระทำ เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าเบื้องหลังความเชื่อเหล่านั้น มีอะไรซ่อนอยู่ และการกระทำเหล่านั้น อาจนำพาเรื่องร้ายๆ ที่เราคาดไม่ถึงมาสู่ชีวิตของเราได้เสมอ ความถ่อมตนและความเคารพ คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้เราอยู่ร่วมกับโลกทั้งสองใบนี้ได้อย่างสงบสุข โลกที่มองเห็น และโลกที่มองไม่เห็น


เรื่องราวนี้เป็นเพียงบทเรียนเล็กๆ ที่สอนให้เราย้อนกลับมามองตัวเองว่า เราได้ให้ความเคารพต่อสิ่งรอบข้างมากน้อยแค่ไหน รวมถึงความเชื่อและศรัทธาของผู้อื่นด้วยหรือไม่ เพราะบางครั้ง สิ่งที่เราคิดว่าไร้สาระ อาจมีพลังมากกว่าที่เราคิดนัก


ในตอนถัดไป เราจะมาเล่าเรื่องราวของอีกมุมหนึ่ง ที่ความไม่เคารพอาจไม่ได้นำมาซึ่งความหวาดกลัวเพียงอย่างเดียว แต่อาจนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่คาดไม่ถึงในชีวิตของคนคนหนึ่งด้วยเช่นกัน

0 $type={blogger}:

แสดงความคิดเห็น

👻 ฟังเรื่องหลอน
✅ รองรับ PC & Mobile
พร้อมใช้งาน
ขับเคลื่อนโดย Blogger.

ผู้ติดตาม

สั่งกล่องพัสดุ 750 ส่งฟรี

✨ 750 ส่งฟรี ✨
โลโก้ ตุ้ยคุ้ยเรื่องหลอน

บทความ

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

**คนออนไลน์:** ...
ตุ้ยคุ้ยเรื่องหลอน: รวมเรื่องผี เรื่องเล่าสยองขวัญ และตำนานอาถรรพ์ © 2013 Published By Gooyaabi Templates Supported by Best Blogger Templates and Premium Blog Templates - Web Design