1037_คืนปล่อยของ_ก้อนเนื้ออาถรรพ์_และเสียงหวีดร้องจากเงาอำมหิต

 ชีวิตของเราส่วนใหญ่มักจะดำเนินไปภายใต้กรอบของเหตุผลและวิทยาศาสตร์ เราเรียนรู้ที่จะอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ ด้วยตรรกะที่พิสูจน์ได้ แต่บางครั้ง บางคราว ก็มีเหตุการณ์แปลกประหลาดบางอย่างเกิดขึ้น ท้าทายความเข้าใจของเรา ทำให้เราต้องตั้งคำถามถึงสิ่งที่เราเคยเชื่อ และมันยิ่งน่าขนลุกเมื่อเหตุการณ์เหล่านั้นผูกโยงกับความเชื่อเก่าแก่ ที่ฝังรากลึกอยู่ในวัฒนธรรมของเรามาเนิ่นนาน


ผมอาร์ตครับ และเรื่องราวที่ผมจะเล่าให้ฟังวันนี้ เป็นเรื่องที่ผมเองก็ยังสั่นสะท้านทุกครั้งที่นึกถึง มันคือประสบการณ์ตรงที่ทำให้ผมต้องกลับมาทบทวนสิ่งเร้นลับที่ซ่อนตัวอยู่รอบๆ ตัวเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน "คืนปล่อยของ" ที่ชาวบ้านต่างบอกว่า "วันโกนอย่าทัก"


เรื่องนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อหลายเดือนก่อน ผมได้รับข้อมูลกระซิบมาจากคนรู้จักที่อยู่ในวงการสายมู ว่ามีเรื่องประหลาดเกิดขึ้นบ่อยครั้งในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งทางภาคเหนือของไทย เป็นหมู่บ้านที่ยังคงรักษาขนบธรรมเนียมเก่าแก่ และความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ไว้อย่างเหนียวแน่น ผู้คนในหมู่บ้านเล่าขานกันว่า ในคืนวันโกน จะมีสิ่งของบางอย่างถูก "ปล่อย" ออกมา บ้างก็ว่าเป็นการทำคุณไสยใส่กัน บ้างก็ว่าเป็นการทิ้งของเสียที่เกิดจากการประกอบพิธี และของเหล่านั้น มักจะนำมาซึ่งความหวาดกลัวและหายนะ


ความอยากรู้ผสมกับความท้าทายในฐานะนักเล่าเรื่องราวพิศวง ทำให้ผมตัดสินใจออกเดินทาง ผมขับรถไปตามถนนลูกรังที่คดเคี้ยว ลึกเข้าไปในหุบเขา ผ่านทุ่งนาเขียวขจี และป่าไม้ที่ดูร่มรื่นแต่ก็แฝงเร้นด้วยความลึกลับ ถนนเส้นสุดท้ายที่นำไปสู่หมู่บ้านเล็กมากจนแทบจะดูเหมือนทางเดินเท้า พอไปถึง ผมก็รู้สึกได้ทันทีถึงบรรยากาศที่แตกต่าง ผู้คนในหมู่บ้านดูเคร่งขรึม ไม่ค่อยพูดจา และมีสายตาที่เหมือนจะระแวดระวังอะไรบางอย่างตลอดเวลา


ผมตั้งใจจะหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่อง "คืนปล่อยของ" และ "วันโกนอย่าทัก" โดยเฉพาะเรื่องของ "ก้อนเนื้อปริศนา" ที่ว่ากันว่าเคยตกลงมาจากฟ้า ผมตัดสินใจเข้าไปหา "ลุงจอน" ซึ่งเป็นผู้เฒ่าผู้แก่ที่ชาวบ้านให้ความเคารพ และลือกันว่าลุงจอนมีความรู้เรื่องไสยศาสตร์และสิ่งเร้นลับเป็นอย่างดี ลุงจอนเป็นชายชราใบหน้าเหี่ยวย่น แต่ดวงตาทอประกายแววเฉียบคม ผมพบเขาอยู่ที่ร้านกาแฟเล็กๆ ริมทางในหมู่บ้าน เขากำลังนั่งจิบกาแฟดำร้อนๆ ช้าๆ อย่างใจเย็น


ผมแนะนำตัวกับลุงจอน เล่าถึงความสนใจของผมในเรื่องราวแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นในหมู่บ้าน ลุงจอนมองผมอย่างพิจารณาอยู่นาน ก่อนจะค่อยๆ วางถ้วยกาแฟลง


"หนุ่มเมืองกรุงอย่างเอ็งนี่ก็กล้าดีนะที่เข้ามาถึงนี่" ลุงจอนเริ่มพูดด้วยเสียงแหบพร่า "เรื่องราวแบบนี้ มันไม่ใช่เรื่องที่ใครๆ ก็จะรับฟังได้ง่ายๆ หรอก"


ผมตอบไปว่า "ผมแค่อยากจะเข้าใจมันครับลุง อยากรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันคืออะไรกันแน่"


ลุงจอนถอนหายใจช้าๆ "บางเรื่องน่ะหนุ่มเอ้ย ไม่รู้จะดีกว่านะ" เขาเว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อ "แต่ถ้าเอ็งอยากรู้จริงๆ ข้าก็จะเล่าให้ฟังก็ได้"


เขาเริ่มเล่าถึงความเชื่อเรื่อง "ของ" ที่ถูก "ปล่อย" เรื่องราวของการทำคุณไสย การทิ้งของอาถรรพ์ต่างๆ ที่มักจะเกิดขึ้นในคืน "วันโกน" ซึ่งเป็นคืนก่อนวันพระใหญ่ เพราะเชื่อกันว่าในคืนนั้น เป็นช่วงเวลาที่ประตูระหว่างโลกมนุษย์กับโลกวิญญาณเปิดกว้างที่สุด เป็นช่วงเวลาที่พลังงานลึกลับรุนแรงและมีอานุภาพมากที่สุด ใครที่คิดจะทำของ หรือทำพิธีอะไรก็ตาม มักจะเลือกคืนวันโกนนี้ และที่สำคัญที่สุดคือ "วันโกนอย่าทัก" หมายถึง หากเจอสิ่งผิดปกติใดๆ ในคืนนั้น ห้ามทัก ห้ามไปยุ่งเด็ดขาด เพราะนั่นอาจนำภัยมาสู่ตัว


"แล้วเรื่องก้อนเนื้อปริศนาที่ตกลงมาล่ะครับลุง มันคืออะไร" ผมถาม


ลุงจอนหรี่ตาลงเล็กน้อย "ไอ้ก้อนเนื้อนั่นน่ะ มันเป็น 'ของทิ้ง' ที่เคยตกลงมาจริง หนุ่มเอ้ย มันไม่ใช่ของธรรมดา เป็นของที่เกิดจากพิธีอาถรรพ์ บางทีก็เป็นเครื่องสังเวยที่ถูกทิ้ง บางทีก็เป็นส่วนประกอบของวิญญาณที่ถูกรวบรวมไว้เพื่อจุดประสงค์บางอย่าง แล้วพอหมดประโยชน์ หรือพิธีล้มเหลว มันก็จะถูกโยนทิ้งไป"


เขาบอกว่าชาวบ้านในอดีตเคยเจอเรื่องแบบนี้มาหลายครั้งแล้ว แต่พักหลังๆ ก็เงียบไปพักใหญ่ จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ ก็มีเรื่องแปลกๆ เริ่มกลับมาอีกครั้ง และผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือ "ป้านวล" หญิงชราที่อาศัยอยู่โดดเดี่ยวท้ายหมู่บ้าน


"ป้านวลแกมีเรื่องอะไรกับใครหรือเปล่าครับ" ผมถามอย่างใคร่รู้


ลุงจอนส่ายหน้า "เรื่องเก่าๆ มันก็มีอยู่บ้าง ป้านวลแกก็เคยมีเรื่องบาดหมางกับคนในหมู่บ้านอยู่หลายครั้ง แต่ส่วนใหญ่ก็จบไปนานแล้ว ไม่มีใครรู้ว่าทำไมของแบบนี้ถึงกลับมาลงที่บ้านแกอีกครั้ง" ลุงจอนหยุดพูดชั่วขณะ แล้วมองออกไปนอกร้าน "คืนนี้ก็วันโกนพอดี เอ็งอาจจะได้เห็นอะไรที่ไม่เคยเห็นก็ได้นะ"


คำพูดของลุงจอนทำให้ผมรู้สึกหนาวสะท้านขึ้นมาทันที ผมตัดสินใจว่าจะปักหลักอยู่ในหมู่บ้านนั้นเพื่อรอเฝ้าดูสถานการณ์ ผมเช่าห้องพักเล็กๆ ในบ้านชาวบ้านคนหนึ่งที่สนิทกับลุงจอน ห้องพักไม่มีอะไรมาก มีเพียงที่นอนกับพัดลม แต่บรรยากาศโดยรอบดูเงียบสงัด จนน่าขนลุก


พอตกเย็น บรรยากาศในหมู่บ้านก็ยิ่งเงียบงันลงไปอีก ผู้คนเก็บตัวอยู่ในบ้านเร็วเป็นพิเศษ ไม่มีเสียงเด็กร้องเล่นเหมือนปกติ มีเพียงเสียงจิ้งหรีดเรไรรอบทุ่ง และเสียงลมที่พัดเอื่อยๆ ผมพยายามข่มตาหลับ แต่ทำได้ยากนัก ความตื่นเต้นและความหวาดกลัวปะปนกันอยู่ในอก


เมื่อนาฬิกาบอกเวลาประมาณเที่ยงคืน อากาศพลันเย็นเยียบลงอย่างกะทันหัน ทั้งที่ตอนกลางวันก็ร้อนจัด ลมแรงขึ้นจนรู้สึกได้ถึงความเย็นที่พัดเข้ามาตามช่องหน้าต่าง เสียงใบไม้เสียดสีกันดังครืดคราดราวกับมีบางสิ่งเคลื่อนไหวอยู่ในความมืด ผมลุกขึ้นนั่งบนเตียง หูผึ่งฟังเสียงรอบข้าง


แล้วมันก็เริ่มขึ้น...


ในตอนแรก เป็นเพียงเสียงหมาหอนอย่างโหยหวนจากที่ไกลๆ ลากยาวนานผิดปกติ ไม่ใช่เสียงหมาหอนธรรมดา แต่เป็นเสียงที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและเจ็บปวด จากนั้น เสียงลมก็ยิ่งกระโชกแรงขึ้น เหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังพัดผ่านเหนือหมู่บ้านไปอย่างรวดเร็ว ผมมองออกไปนอกหน้าต่าง ไม่เห็นอะไรนอกจากความมืดสนิท


แล้วเสียงที่แท้จริงก็มาถึง...


เสียงนั้นไม่ได้มาจากหมา ไม่ได้มาจากสัตว์ป่าใดๆ ที่ผมเคยได้ยินมาทั้งชีวิต มันเป็นเสียงหวีดร้องแหลมสูง โหยหวนเสียดแทงประสาท ราวกับวิญญาณที่กำลังถูกทรมานอย่างแสนสาหัส เสียงนั้นดังมาจากทิศทางของบ้านป้านวล ท้ายหมู่บ้าน ผมรู้สึกว่าขนทุกเส้นบนร่างกายของผมลุกชัน หัวใจของผมเต้นรัวระส่ำเหมือนกลองเพล มันไม่ใช่เสียงที่มนุษย์จะทำได้ และไม่ใช่เสียงที่สัตว์จะเปล่งออกมา มันเป็นเสียงที่อยู่เหนือธรรมชาติอย่างแท้จริง


เสียงหวีดร้องนั้นดังยาวนานอย่างไม่น่าเชื่อ มันเต็มไปด้วยความเจ็บปวด ความโกรธแค้น และความทุกข์ระทม ก่อนที่มันจะจบลงอย่างกะทันหัน!


ทันทีที่เสียงร้องหายไป ความเงียบก็เข้าปกคลุมอีกครั้ง แต่เป็นความเงียบที่หนักอึ้งกว่าเดิม ราวกับเสียงนั้นถูกกลืนกินไปโดยความมืดมิดที่ไม่อาจหยั่งถึง ทันใดนั้นเอง... "ตึง!" เสียงดังหนักแน่น คล้ายมีของหนักขนาดใหญ่ตกลงมากระแทกอย่างรุนแรงบนหลังคาบ้านของป้านวล เสียงนั้นดังชัดเจนเสียจนผมรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนเบาๆ ที่พื้นบ้าน


ผมกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัวตามที่ลุงจอนเตือนไว้ "วันโกนอย่าทัก" ผมสะกดจิตตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผมจ้องมองออกไปนอกหน้าต่างอีกครั้ง แต่ก็ยังคงมองไม่เห็นสิ่งใด นอกจากความมืดที่ดูเหมือนจะยิ่งทวีความหนาแน่นขึ้น


ผมแทบจะไม่ได้หลับตลอดทั้งคืนนั้น ทุกเสียงกระทั่งเสียงลมพัดใบไม้ ก็ทำให้ผมสะดุ้งตื่นอยู่เสมอ ผมได้แต่รอคอยแสงแรกของวันใหม่ที่จะมาถึง


เมื่อแสงสีเงินยวงของรุ่งอรุณเริ่มสาดส่องเข้ามาในห้อง ผมรีบเด้งตัวลุกขึ้นและตรงไปหาลุงจอนทันที ลุงจอนเองก็ดูเหมือนจะรอผมอยู่แล้ว ใบหน้าของเขายังคงเคร่งขรึมกว่าปกติ


"ป้านวล..." ผมพูดยังไม่ทันจบ ลุงจอนก็พยักหน้า


"ใช่... ถึงเวลาไปดูแล้ว"


เราเดินไปด้วยกันเงียบๆ ไปยังบ้านของป้านวล ซึ่งอยู่ท้ายหมู่บ้าน ระหว่างทางไม่มีใครพูดอะไรกันเลย มีเพียงเสียงฝีเท้าของเรากระทบพื้นดิน และเสียงนกร้องทักทายยามเช้าที่ดูจะเบาบางลงกว่าทุกวัน


เมื่อเรามาถึงบ้านของป้านวล บ้านไม้ยกสูงหลังเก่าที่ดูเงียบสงบอยู่เสมอ วันนี้กลับให้ความรู้สึกอึมครึมอย่างประหลาด ป้านวลนั่งอยู่บนแคร่ไม้ไผ่หน้าบ้าน สีหน้าของแกดูซีดเผือด แกไม่ได้มองมาที่เรา แต่มองตรงไปยังหลังคาบ้านของตัวเองด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยหน่ายและยอมรับชะตากรรม


ผมเงยหน้ามองตามสายตาของแก แล้วก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจ...


บนกระเบื้องมุงหลังคาบ้านของป้านวล มีบางสิ่งบางอย่างกองอยู่ มันไม่ใช่ก้อนหิน ไม่ใช่กิ่งไม้ ไม่ใช่ซากสัตว์ที่ผมเคยเห็น มันเป็นก้อนเนื้อขนาดใหญ่พอสมควร สีออกไปทางม่วงคล้ำอมแดงคล้ายเนื้อที่ถูกทิ้งไว้จนเริ่มเน่า แต่สิ่งที่ทำให้มันผิดปกติไปจากเนื้อสัตว์ทั่วไปคือ รูปร่างของมันดูไม่เป็นทรง มันบิดเบี้ยวคล้ายกับก้อนอวัยวะที่ถูกฉีกขาดหรือบีบอัดจนเสียรูปทรง พื้นผิวของมันดูมันวาวเล็กน้อยคล้ายมีเมือกลื่นๆ เคลือบอยู่ และที่น่าขนลุกที่สุดคือดูเหมือนมันจะยังคง "ขยุกขยิก" ได้เล็กน้อย ราวกับยังมีชีวิตอยู่ข้างใน


กลิ่นเหม็นคาวคลุ้งปนกลิ่นเน่าเหม็นบางอย่างโชยมาตามลม ทำให้ผมต้องยกมือขึ้นปิดจมูกอัตโนมัติ มันเป็นกลิ่นที่บอกไม่ถูกว่ามาจากสิ่งมีชีวิตชนิดใด ผมรู้สึกคลื่นไส้ขึ้นมาทันที


ลุงจอนเดินเข้าไปใกล้ๆ ค่อยๆ ขึ้นไปบนบันไดไม้ที่พาดอยู่กับตัวบ้านอย่างระมัดระวัง ผมรู้สึกอยากจะห้าม แต่ก็ไม่กล้า ลุงจอนใช้กิ่งไม้แห้งเขี่ยก้อนเนื้อนั้นอย่างเบามือ แล้วก็ถอยกลับลงมาด้วยสีหน้าเคร่งขรึมยิ่งกว่าเดิม


"หนุ่มเอ้ย นี่แหละ 'ของทิ้ง' อย่างที่ข้าเคยบอก" ลุงจอนพูดเสียงต่ำ "มันไม่ใช่เนื้อสัตว์ธรรมดา แต่เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นจากอาถรรพ์ จากความโกรธแค้นของคนที่ทำพิธี เพื่อจะมาลงโทษ หรือมาส่งสารบางอย่าง"


ป้านวลมองมาที่ลุงจอนด้วยแววตาเลื่อนลอย "มันกลับมาอีกแล้วหรือลุงจอน? ทำไมมันถึงไม่ยอมปล่อยข้าไปเสียที"


คำพูดของป้านวลทำให้ผมรู้สึกถึงเรื่องราวที่ซับซ้อนกว่าที่ผมคิด ผมมองไปที่ลุงจอน ลุงจอนพยักหน้าเล็กน้อย แล้วเดินเข้าไปนั่งข้างป้านวล


"ป้านวลแกเคยมีเรื่องราวในอดีตกับคนคนหนึ่งหนุ่มเอ้ย เรื่องมันนานมาแล้ว ป้านวลแกเคยเป็นคนรับปากในเรื่องสำคัญ แต่ด้วยเหตุจำเป็นบางอย่าง แกก็ผิดคำสัญญาไป ทำให้คนคนนั้นโกรธแค้นมาก ถึงขนาดไปพึ่งวิชาไสยศาสตร์เพื่อทำคุณไสยใส่ป้านวล แต่ป้านวลแกก็มีของดีติดตัวอยู่บ้าง เลยรอดมาได้" ลุงจอนเล่าให้ผมฟัง "แต่ดูเหมือนว่า คนที่ทำของใส่แกคงจะยังไม่เลิกรา เขายังคงวนเวียนทำของทิ้งของอาถรรพ์ใส่แกอยู่เรื่อยๆ โดยเฉพาะในคืนวันโกน เพื่อให้ป้านวลไม่สงบสุข"


"แล้วก้อนเนื้อนี่มันคืออะไรกันแน่ครับลุง" ผมถามอย่างอยากรู้


"มันเป็น 'ของอาถรรพ์' ที่ถูกปล่อยออกมานั่นแหละ บางทีมันก็เป็นก้อนเนื้อที่เกิดจากการรวมตัวของวิญญาณอาฆาตที่ถูกกักขังไว้ หรือไม่ก็เป็นผลผลิตจากการทำพิธีที่ล้มเหลว หรือแม้แต่เป็นส่วนหนึ่งของคำสาปแช่งที่จับต้องได้ มันคือเศษเสี้ยวของความชั่วร้าย ที่ถูกโยนทิ้งมาเพื่อทิ่มแทงใจคนรับ" ลุงจอนอธิบาย "สิ่งที่สำคัญคือมันไม่ควรอยู่ตรงนี้ มันต้องถูกกำจัดอย่างถูกวิธี"


ลุงจอนไปนำผ้าขาวผืนหนึ่งมา พร้อมกับน้ำมนต์และเทียน เขาทำพิธีเล็กๆ เพื่อ "ถอนของ" และ "กำจัด" ก้อนเนื้อปริศนานั้น เขาใช้ผ้าขาวห่อก้อนเนื้ออย่างระมัดระวัง แล้วท่องคาถาโบราณที่ผมฟังไม่เข้าใจ ก่อนจะนำไปฝังในป่าลึกตามจุดที่เขาบอกว่าเป็น "ที่ทิ้งของอาถรรพ์" เพื่อไม่ให้มันกลับมาสร้างความเดือดร้อนได้อีก


ตลอดพิธี ป้านวลนั่งมองด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวังและความเหนื่อยล้า ในขณะที่ผมได้แต่ยืนสังเกตการณ์ด้วยความรู้สึกที่ปะปนกันระหว่างความหวาดกลัว ความสงสัย และความเข้าใจในความเชื่อที่ลึกซึ้งของคนในหมู่บ้านนี้


เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น แสงอาทิตย์ยามเช้าก็สาดส่องลงมาในหมู่บ้านอย่างเต็มที่ บรรยากาศดูเหมือนจะเบาบางลงไปบ้าง แต่ความรู้สึกอึมครึมก็ยังคงหลงเหลืออยู่เล็กน้อยในใจผม


ผมกลับมาที่ห้องพักของผมพร้อมกับความคิดที่ตีกันอยู่ในหัว ตลอดชีวิตที่ผ่านมา ผมเชื่อมั่นในตรรกะและเหตุผล แต่สิ่งที่ผมได้เห็นในคืนวันโกนนั้น มันเกินกว่าที่วิทยาศาสตร์จะอธิบายได้หมดสิ้น ก้อนเนื้อปริศนานั้นเป็นของจริง เป็นวัตถุที่จับต้องได้ แต่ต้นกำเนิดและอำนาจของมันกลับหยั่งรากลงลึกในโลกของไสยศาสตร์และความเชื่อ ผมได้เห็นถึงผลกระทบของความโกรธแค้นของมนุษย์ที่สามารถส่งผ่านไปยังพลังงานที่มองไม่เห็น จนเกิดเป็นรูปธรรมที่น่าสะพรึงกลัว


เรื่องราวของป้านวลและก้อนเนื้อปริศนา ทำให้ผมต้องยอมรับว่า โลกนี้ยังคงมีสิ่งลึกลับมากมายที่เรายังไม่เข้าใจ สิ่งที่เราเรียกว่า "งมงาย" อาจจะมีมิติของความจริงที่ซ่อนอยู่ และบางครั้ง ความเชื่อเหล่านั้นก็มีอิทธิพลต่อชีวิตผู้คนอย่างมหาศาล และยังคงแสดงตัวตนออกมาอย่างชัดเจนที่สุดใน "คืนปล่อยของ" ที่มีคำเตือนเก่าแก่ว่า "วันโกนอย่าทัก"


บางสิ่งบางอย่างในโลกนี้ อาจจะไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ด้วยตาเปล่า ไม่จำเป็นต้องจับต้องได้เสมอไป แต่สัมผัสได้ด้วยความรู้สึกที่บอกว่า มันมีอยู่จริง และมันก็ยังคงทำหน้าที่ของมันอยู่ในเงามืดของโลกที่เรามองไม่เห็น ทำให้เราต้องทบทวนว่า ในความเป็นจริงแล้ว เราเข้าใจโลกใบนี้มากน้อยแค่ไหน และอะไรคือสิ่งที่ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังความมืดมิดเหล่านั้นบ้าง บางที...บางครั้ง การไม่รู้ อาจจะสบายใจกว่าการรู้ก็เป็นได้

0 $type={blogger}:

แสดงความคิดเห็น

👻 ฟังเรื่องหลอน
✅ รองรับ PC & Mobile
พร้อมใช้งาน
ขับเคลื่อนโดย Blogger.

ผู้ติดตาม

สั่งกล่องพัสดุ 750 ส่งฟรี

✨ 750 ส่งฟรี ✨
โลโก้ ตุ้ยคุ้ยเรื่องหลอน

บทความ

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

**คนออนไลน์:** ...
ตุ้ยคุ้ยเรื่องหลอน: รวมเรื่องผี เรื่องเล่าสยองขวัญ และตำนานอาถรรพ์ © 2013 Published By Gooyaabi Templates Supported by Best Blogger Templates and Premium Blog Templates - Web Design