1036_ก้อนเนื้อพิศวงคืนวันโกน_เสียงหวีดร้อง_คำสาป_และความจริงที่ถูกปล่อย

 สายลมยามค่ำคืนของปลายฤดูฝนพัดโชยมาเอื่อยๆ พาเอาไอเย็นและกลิ่นดินชื้นๆ ลอยเข้ามาในห้องนอนของผม มันเป็นความรู้สึกที่สงบและคุ้นเคยเสมอ ผมกับเจน ภรรยาของผม ชอบบรรยากาศแบบนี้ เราเพิ่งย้ายมาอยู่บ้านหลังเล็กๆ กลางทุ่งนาท้ายหมู่บ้านเมื่อไม่กี่เดือนก่อน ตั้งใจจะมาใช้ชีวิตที่เรียบง่าย ห่างไกลความวุ่นวายจากเมืองหลวงที่เคยอยู่ แต่ในคืนนั้น...ความสงบเหล่านั้นกลับกลายเป็นฉากหลังของเรื่องราวที่ผมไม่มีวันลืมไปตลอดชีวิต


คืนนั้นเป็นคืนวันโกน แสงจันทร์ถูกบดบังด้วยม่านเมฆหนา มีเพียงแสงริบหรี่ลอดออกมาให้พอเห็นเค้ารางของความมืดมิดภายนอก ผมกำลังอ่านหนังสืออยู่บนเตียง ส่วนเจนหลับไปแล้วข้างๆ หลังจากบ่นว่าง่วงมาทั้งวัน ความเงียบในบ้านถูกแทนที่ด้วยเสียงจิ้งหรีดเรไรร้องระงม และเสียงกบเขียดที่ประสานเสียงกันมาจากท้องนาข้างบ้าน มันเป็นเสียงที่ทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลายเสมอ


เวลาล่วงเลยไปจนเกือบเที่ยงคืน ผมรู้สึกว่าเปลือกตาเริ่มหนักขึ้น จึงปิดหนังสือวางไว้บนโต๊ะข้างเตียง กำลังจะเอนตัวลงนอน ทันใดนั้น...


เปรี้ยงงงง!


เสียงดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าผ่ากลางบ้าน ทำให้ผมสะดุ้งสุดตัว หัวใจแทบจะหลุดออกมาจากอก เจนสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจ ดวงตาเบิกโพลง “เสียงอะไรน่ะพี่พัฒน์?” เธอถามเสียงสั่นๆ


ผมพยายามรวบรวมสติ หูของผมยังได้ยินเสียงซ่าๆ คล้ายสิ่งของขนาดใหญ่กระแทกเข้ากับอะไรบางอย่างอย่างรุนแรง แล้วก็กลิ้งตกลงไปจากหลังคาบ้าน เสียงนั้นเหมือนมาจากห้องครัวที่อยู่ท้ายบ้านพอดี


“ไม่รู้สิเจน มันเหมือนมีอะไรตกลงมาใส่หลังคา” ผมพูดพลางลุกขึ้นจากเตียง คิ้วขมวดเข้าหากันด้วยความสงสัยระคนหวาดระแวง บ้านเราเป็นบ้านชั้นเดียว หลังคามุงด้วยกระเบื้องซีแพคแข็งแรงดี ยากนักที่อะไรจะทำให้เกิดเสียงดังขนาดนั้นได้


“อย่าเพิ่งออกไปดูนะพี่พัฒน์ มันดึกมากแล้ว” เจนเอื้อมมือมาจับแขนผมไว้แน่น เธอคงกลัวเหมือนกัน


แต่ความอยากรู้ของผมมันมีมากกว่าความกลัว “ไม่เป็นไรหรอกเจน อาจจะเป็นแค่กิ่งไม้ใหญ่หล่นใส่ก็ได้ หรือไม่ก็...อะไรสักอย่าง” ผมบอกไปอย่างนั้น ทั้งที่ในใจก็รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีอย่างประหลาด


ผมเดินไปที่หน้าต่างห้องครัว ซึ่งเป็นบานเกล็ดเล็กๆ ผมค่อยๆ แง้มมันออก เงยหน้ามองขึ้นไปบนหลังคาบ้านเท่าที่จะทำได้ ในความมืดมิดนั้น ผมไม่เห็นอะไรผิดปกติ นอกจากเงาตะคุ่มๆ ของต้นมะม่วงใหญ่ที่อยู่ข้างบ้านซึ่งยื่นกิ่งก้านมาบังหลังคาบางส่วน


ผมเดินออกมานอกบ้านอย่างระมัดระวัง เจนตามออกมาพร้อมกับคว้าไฟฉายในลิ้นชักมาให้ ผมรับมาเปิดส่องไปรอบๆ บ้าน คืนเดือนมืดเช่นนี้ทำให้แสงไฟฉายยิ่งดูสลัวลงไปถนัดตา


“เดี๋ยวพี่เดินไปดูที่หลังบ้านหน่อยนะ เสียงมันมาจากตรงนั้น” ผมบอกเจน เธอไม่พูดอะไร ได้แต่พยักหน้า สีหน้าซีดเผือด


ผมเดินอ้อมไปทางหลังบ้าน ซึ่งเป็นบริเวณที่ติดกับท้องทุ่งนา มีป่าละเมาะเล็กๆ อยู่ไม่ไกลนัก ลมพัดแรงขึ้น เสียงใบไม้เสียดสีกันดังซู่ซ่า ราวกับมีใครกำลังกระซิบกระซาบอยู่รอบตัว ผมเปิดไฟฉายส่องขึ้นไปบนหลังคาบริเวณที่คาดว่าจะเป็นจุดที่เกิดเสียง


ภาพที่เห็นทำให้ผมชะงักกึก เลือดในกายเหมือนจะหยุดหมุน


บนกระเบื้องหลังคาสีเทาเข้ม มีคราบสีแดงคล้ำขนาดใหญ่เปรอะเปื้อนอยู่ มันไม่เหมือนคราบน้ำฝน หรือคราบโคลน แต่มันดูเหมือน... เลือด ผมส่องไฟไปรอบๆ อีกครั้ง เพื่อดูว่ามีกิ่งไม้หักลงมาหรือไม่ แต่ก็ไม่พบอะไรผิดปกติเลย


แล้วสายตาของผมก็กวาดไปเห็นอะไรบางอย่างที่วางอยู่ตรงพื้นหญ้าใต้หลังคาบริเวณเดียวกันนั้น มันเป็นก้อน... ก้อนประหลาด มีขนาดราวๆ ลูกมะพร้าว ผิวของมันดูเหมือนจะเปียกชื้นและมีสีแดงอมม่วงคล้ำๆ คล้ายเนื้อสดที่ถูกทิ้งไว้นานจนขึ้นรา มันไม่กลมทีเดียว แต่ก็ไม่ใช่รูปทรงที่เป็นธรรมชาติของอะไรที่ผมเคยเห็นมาก่อน ที่สำคัญคือ... มันมีกลิ่น! กลิ่นเหม็นเน่าฉุนกึก คล้ายซากสัตว์ที่ตายมาหลายวัน ผสมกับกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งจนน่าเวียนหัว


“พี่พัฒน์!” เสียงเจนเรียกอย่างตกใจ ผมหันกลับไปมอง เธอชี้ไปที่ก้อนเนื้อปริศนาตรงพื้น ดวงตาของเธอมองไปยังสิ่งนั้นด้วยความรังเกียจและหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด


“มันคืออะไรกันแน่” ผมพึมพำกับตัวเอง ความกลัวเริ่มคืบคลานเข้าสู่หัวใจอย่างช้าๆ มันไม่ใช่แค่กิ่งไม้ ไม่ใช่แค่สัตว์ตกลงมา แต่เป็นบางอย่างที่เหนือธรรมชาติ สิ่งที่ไม่อาจอธิบายได้ด้วยตรรกะ


ผมไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่าความอยากรู้และความกังวลว่ามันจะเป็นอันตราย จึงตัดสินใจใช้ไม้เขี่ยก้อนเนื้อนั้นดู เพื่อให้แน่ใจว่ามันไม่ใช่สัตว์ที่ยังมีชีวิตอยู่ ทันทีที่ปลายไม้กระทบกับก้อนเนื้อนั้น ผมรู้สึกได้ถึงความนิ่มและหนืดหนับ ที่สำคัญคือ มีของเหลวสีแดงคล้ำๆ ไหลเยิ้มออกมาจากรอยแยกเล็กๆ บนผิวของมัน กลิ่นเหม็นเน่าก็รุนแรงขึ้นจนแทบสำลัก


“พี่พัฒน์! พอเถอะพี่ อย่าไปยุ่งกับมันเลย!” เจนร้องบอกเสียงหลง สีหน้าของเธอซีดเผือดจนน่าเป็นห่วง


ผมเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าอีกครั้ง ไม่มีอะไรเลย มีเพียงเมฆดำทะมึนและลมหนาวที่พัดพาความมืดมิดเข้ามา ปกติแล้วชาวบ้านมักจะเตือนกันว่า “วันโกนอย่าทัก” คืออย่าไปทักทายหรือยุ่งกับอะไรแปลกๆ ในคืนวันโกน เพราะเชื่อกันว่าเป็นวันที่สิ่งเร้นลับออกอาละวาดหรือทำพิธีกรรมต่างๆ ผมเองก็เคยได้ยินมาบ้าง แต่ไม่เคยเชื่ออย่างจริงจัง จนกระทั่งคืนนี้…


คืนนั้นเราสองคนแทบไม่ได้นอนเลย เราพยายามคิดหาเหตุผลต่างๆ นานามาอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ก็ไม่สามารถหาคำตอบที่น่าพอใจได้ กลิ่นเหม็นเน่าจากก้อนเนื้อปริศนายังคงลอยอบอวลอยู่รอบบ้าน แม้ว่าเราจะปิดประตูหน้าต่างทุกบานแล้วก็ตาม ผมตัดสินใจว่ารุ่งเช้าจะไปขอความช่วยเหลือจากลุงบุญ ลุงบุญเป็นคนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้านที่รู้จักเรื่องราวลี้ลับและพิธีกรรมโบราณเป็นอย่างดี


เช้าวันรุ่งขึ้น ผมตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกอ่อนเพลียอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เจนก็ดูไม่ต่างกัน รอบดวงตาของเธอคล้ำอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเราเปิดประตูออกไป กลิ่นเหม็นเน่าจากก้อนเนื้อนั้นเบาบางลงไปมาก แต่สิ่งที่ยังคงอยู่คือคราบสีแดงคล้ำบนหลังคาและบนพื้นดิน เจนยืนห่างจากก้อนเนื้อนั้นราวสามเมตร แล้วชี้ไปที่มันพร้อมกับร้องเสียงหลง “พี่พัฒน์ ดูนั่นสิ!”


ผมก้าวเข้าไปใกล้ แล้วก้มลงมอง ก้อนเนื้อปริศนาที่เคยมีขนาดเท่าลูกมะพร้าวเมื่อคืนนี้ ดูเหมือนจะหดเล็กลงไปครึ่งหนึ่ง และมีสีคล้ำขึ้นจนเกือบดำสนิท มันดูแห้งเหี่ยวและแข็งกระด้าง คล้ายกับเนื้อที่ถูกทิ้งให้ตากแดดตากลมจนแห้งกรัง แต่สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นคือ รอบๆ ก้อนเนื้อนั้น มีร่องรอยคล้ายรอยเท้าเล็กๆ นับสิบปรากฏอยู่บนพื้นดินที่ชื้นแฉะ มันเป็นรอยเท้าของอะไรบางอย่างที่ไม่ใช่สัตว์ที่เราคุ้นเคย มันมีลักษณะคล้ายรอยเท้าของลูกเป็ด แต่ก็ไม่ใช่ เพราะมันมีรอยเล็บแหลมๆ ยื่นออกมาอย่างน่าขนลุก รอยเท้าเหล่านั้นเดินวนรอบก้อนเนื้อ แล้วก็หายไปในพงหญ้ารกข้างบ้าน


ผมรู้สึกหนาวสะท้านไปถึงไขสันหลัง ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่ไม่ใช่เรื่องธรรมชาติอีกต่อไปแล้ว


ผมขับรถพาเจนไปหาลุงบุญที่บ้านทันที ลุงบุญเป็นชายชราผิวหนังเหี่ยวย่นตามวัย ใบหน้ามีรอยยิ้มเสมอ แต่แววตาของท่านนั้นเฉียบคมและดูเหมือนจะรู้ไปหมดทุกสิ่ง เมื่อผมเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง ลุงบุญก็เงียบฟังอย่างตั้งใจ มีเพียงรอยยิ้มบางๆ บนใบหน้า แต่แววตาของท่านไม่ได้ยิ้มตามเลย


“เอ็งนี่มันซื่อจริงนะ ไอ้พัฒน์” ลุงบุญเอ่ยขึ้นหลังจากผมเล่าจบ “ชาวบ้านเขาเตือนกันตั้งนานแล้วว่าวันโกนอย่าทัก อย่าออกไปยุ่งกับอะไรแปลกๆ ตอนกลางคืน โดยเฉพาะคืนวันโกน”


ผมก้มหน้าลงอย่างรู้สึกผิด “ผมก็ไม่คิดว่ามันจะเป็นเรื่องจริงจังอะไรขนาดนี้ครับลุง”


ลุงบุญถอนหายใจยาว “ไอ้ก้อนเนื้อที่เอ็งว่านั่นน่ะ มันคือของที่พวกเล่นของต่ำเขา ‘ปล่อย’ ออกมาน่ะสิ”


คำว่า “ปล่อยของ” ทำให้ผมขนลุกชัน ผมเคยได้ยินมาบ้างว่าเป็นการใช้ไสยศาสตร์มนต์ดำ ส่งของไปทำร้ายคน หรือทำพิธีกรรมบางอย่าง แต่ไม่เคยคิดว่ามันจะมาเกิดขึ้นกับตัวเอง


“ของที่ว่านี่มันคืออะไรครับลุง?” เจนถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ใบหน้าของเธอยิ่งซีดกว่าเดิม


ลุงบุญจิบน้ำชาอุ่นๆ แล้วพูดต่อด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “มันแล้วแต่ว่าใครจะปล่อยอะไรออกไป บางคนก็ใช้เศษซากศพสัตว์ที่ตายโหง เอามาปลุกเสกผสมกับดินเจ็ดป่าช้า น้ำมันพราย หรือบางทีก็เป็นชิ้นส่วนของคนตาย บางคนที่วิชาแก่กล้าหน่อย ก็อาจจะใช้ชิ้นส่วนของตัวเอง หรือแม้กระทั่งวิญญาณมาปลุกเสกให้เป็นของอาถรรพ์”


ผมกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก “แล้วทำไมมันถึงมาตกใส่หลังคาบ้านผมล่ะครับ”


“นี่แหละประเด็นสำคัญ” ลุงบุญมองหน้าผมตรงๆ “การปล่อยของ ส่วนใหญ่จะไม่ได้ทำส่งไปให้ตกใส่บ้านคนอื่นเฉยๆ นอกจากว่า...เจ้าของของเขาตั้งใจจะส่งไปให้ใครสักคน”


หัวใจผมเต้นระรัว “หมายความว่า... มีคนตั้งใจจะทำร้ายผมเหรอครับลุง”


ลุงบุญไม่ตอบตรงๆ ท่านเพียงแต่ถอนหายใจแล้วหรี่ตาลง “ก้อนเนื้อที่เอ็งเจอ มันมีกลิ่นเหม็นเน่าแรงมากใช่ไหม?”


ผมพยักหน้าหงึกๆ “ครับลุง กลิ่นคาวเลือดผสมกลิ่นซากศพจนแทบอ้วก”


“นั่นแหละ ของที่มันมีกลิ่นแรงแบบนั้น ส่วนใหญ่เป็นของที่เขาส่งไปเพื่อจะ 'ผูกของ' หรือ 'ทำเสน่ห์' ที่เรียกกันว่า ‘คุณไสย’ นั่นแหละ แต่ในกรณีของเอ็ง มันเป็นกลิ่นเน่าเหม็นคล้ายซากศพ แถมยังมีรอยเท้าประหลาดปรากฏขึ้นมาอีก นี่มันไม่ใช่แค่เรื่องเสน่ห์ยาแฝดธรรมดาแล้วไอ้พัฒน์ นี่มัน ‘คุณคน’ หรือไม่ก็ ‘คุณผี’ ชนิดที่เขาตั้งใจจะทำลายล้างกันเลยเชียว”


เจนปล่อยโฮออกมาทันทีเมื่อได้ยินคำว่า ‘ทำลายล้าง’ ผมรีบเข้าไปกอดเธอไว้แน่น พยายามปลอบโยน แต่ในใจผมก็หวาดหวั่นไม่แพ้กัน


ลุงบุญทอดถอนใจ “คืนวันโกน เป็นวันที่พวกเล่นของเขาถือฤกษ์ดีในการทำพิธีกรรม เพราะเชื่อว่าเป็นวันที่ผีวิญญาณและสิ่งลี้ลับต่างๆ ออกมาเพ่นพ่านได้ง่าย ของที่ถูกปล่อยออกมาในคืนวันโกนจึงมีอานุภาพแรงกล้าเป็นพิเศษ และที่สำคัญคือ... เมื่อมีของตกใส่บ้านใครในคืนวันโกนแล้ว ถ้าเจ้าของบ้านออกไปทัก หรือไปยุ่งเกี่ยวกับของนั้น ของก็จะ ‘เข้าตัว’ ได้ง่ายขึ้น”


ผมแทบทรุดลงไปกับพื้น ผมจำได้ว่าผมเขี่ยก้อนเนื้อนั้นด้วยไม้ เจนก็ไปยืนดูอยู่ใกล้ๆ นั่นเท่ากับว่าเราสองคนได้ “ทักทาย” กับของอาถรรพ์เข้าแล้วอย่างเต็มที่


“แล้วรอยเท้านั่นล่ะครับลุง?” ผมถามด้วยความหวังว่ามันจะเป็นเบาะแสอะไรบางอย่าง


“รอยเท้าเล็กๆ รอบๆ ก้อนเนื้อ นั่นมันรอยเท้าของ ‘ผีถ้วยแก้ว’ หรือบางคนก็เรียกว่า ‘กุมารทอง’ ที่ถูกปลุกเสกขึ้นมา บางทีก็ใช้ผีเด็ก หรือผีตายโหงมาเป็นบริวารเพื่อเฝ้าของ หรือใช้ทำตามคำสั่ง” ลุงบุญตอบด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ “มันน่าจะเป็นของที่ถูกส่งมาเพื่อ ‘ปักฐาน’ และมันก็ปักฐานได้สำเร็จแล้ว เพราะเอ็งไปยุ่งกับมันเข้าแล้วนั่นเอง”


ผมรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบถล่มลงมาตรงหน้า “แล้วเราจะทำยังไงดีครับลุง!”


“ใจเย็นๆ ก่อนไอ้พัฒน์” ลุงบุญบอก “ตอนนี้พวกเอ็งสองคนต้องระวังตัวให้มากที่สุด ของที่มันเข้าไปแล้วมันจะไม่ได้แสดงอาการทันที มันจะค่อยๆ บ่มเพาะอยู่ในกาย แล้วจะออกอาการร้ายแรงขึ้นเรื่อยๆ อาการเริ่มต้นก็จะคล้ายๆ กัน คืออ่อนเพลีย ปวดหัว ตัวร้อน เหมือนคนเป็นไข้ แต่กินยาเท่าไหร่ก็ไม่หาย ฝันร้ายบ่อยๆ เห็นภาพหลอน ได้ยินเสียงแปลกๆ”


ผมกับเจนมองหน้ากัน เราทั้งคู่ไม่ได้นอนทั้งคืน อ่อนเพลียจนแทบเดินไม่ไหว แล้วเมื่อเช้าผมก็รู้สึกปวดหัวตึบๆ เจนก็บ่นว่าปวดเมื่อยตัวเหมือนกัน มันคืออาการเริ่มต้นอย่างที่ลุงบุญว่าจริงๆ


“แล้วถ้าอาการหนักขึ้นล่ะครับ” เจนถามเสียงสั่นเทา


“ถ้าอาการหนักขึ้น ก็จะเริ่มมีอาการเจ็บปวดทรมาน เหมือนมีอะไรกัดกินอยู่ข้างใน บางคนก็เลือดออกทางทวารต่างๆ บางคนก็คลุ้มคลั่งไปเลยก็มี” ลุงบุญพูดไปอย่างช้าๆ แต่ทุกคำพูดของท่านล้วนบาดลึกเข้าไปในความรู้สึกของผม


“แต่ไม่ต้องกลัวไปหรอก” ลุงบุญพูดต่อเมื่อเห็นสีหน้าของเราสองคน “ถึงแม้ว่ามันจะร้ายแรง แต่ถ้าเรารู้ตัวและรีบหาทางแก้ไข มันก็ยังมีทางอยู่”


ผมกับเจนรู้สึกมีความหวังขึ้นมาบ้าง “ต้องทำยังไงบ้างครับลุง!”


“อันดับแรก ตอนนี้เอ็งกับหนูเจนต้องย้ายออกมาจากบ้านหลังนั้นก่อน ของที่มันปักฐานแล้วมันจะยิ่งส่งผลร้ายต่อคนในบ้านได้ง่ายขึ้น ส่วนเรื่องก้อนเนื้อนั้น ปล่อยมันไว้ก่อน อย่าเพิ่งไปยุ่งกับมันอีก จนกว่าลุงจะทำพิธีถอนของให้” ลุงบุญสั่งด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “คืนนี้พวกเอ็งมานอนค้างที่นี่กับลุงก่อน พรุ่งนี้เช้าลุงจะพาไปหามันสมุนไพรบางอย่างมาทำพิธีป้องกันตัวก่อนจะเริ่มทำการถอนของอย่างจริงจัง”


คืนนั้น เราสองคนนอนที่บ้านลุงบุญด้วยความรู้สึกที่ปะปนกันไป ทั้งกลัว ทั้งโล่งใจ และยังคงสงสัยว่าใครกันแน่ที่จงใจส่งของอาถรรพ์ร้ายกาจเช่นนี้มาให้เรา หรือเราไปทำอะไรให้ใครไม่พอใจกันแน่


ประสบการณ์คืนปล่อยของในคืนวันโกนนั้น ได้เปลี่ยนมุมมองของผมไปตลอดกาล ผมเคยเป็นคนที่ไม่เชื่อเรื่องไสยศาสตร์มนต์ดำเลยแม้แต่น้อย แต่เมื่อได้ประสบกับมันเข้ากับตัว ผมก็ไม่อาจปฏิเสธได้อีกต่อไปว่าโลกของเรานั้นมีสิ่งเร้นลับที่มองไม่เห็นอยู่จริง และบางครั้งมันก็สามารถคืบคลานเข้ามาในชีวิตประจำวันของเราได้โดยที่เราไม่ทันตั้งตัว สิ่งที่เราทำได้คือการมีสติ ไม่ประมาท และไม่ลบหลู่ต่อความเชื่อหรือภูมิปัญญาพื้นถิ่น เพราะบางเรื่องที่เราคิดว่าเป็นเพียงเรื่องเล่าปรัมปรา อาจซ่อนความจริงที่น่าสะพรึงกลัวเอาไว้รอวันที่มันจะถูก ‘ปล่อย’ ออกมา


เรื่องราวของผมและเจนยังไม่จบแค่นี้ การถอนของอาถรรพ์ร้ายแรงเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายดาย และมันได้พาเราไปพบกับความจริงที่น่าตกใจยิ่งกว่าเดิมเกี่ยวกับที่มาของก้อนเนื้อปริศนานั้น… ในตอนต่อไป เราจะมาล้วงลึกถึงเบื้องหลังของคำสาปนี้ ว่าใครคือผู้บงการ และอะไรคือความจริงอันน่าสะพรึงที่ซ่อนอยู่ในเงาของคืนวันโกน.

0 $type={blogger}:

แสดงความคิดเห็น

👻 ฟังเรื่องหลอน
✅ รองรับ PC & Mobile
พร้อมใช้งาน
ขับเคลื่อนโดย Blogger.

ผู้ติดตาม

สั่งกล่องพัสดุ 750 ส่งฟรี

✨ 750 ส่งฟรี ✨
โลโก้ ตุ้ยคุ้ยเรื่องหลอน

บทความ

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

**คนออนไลน์:** ...
ตุ้ยคุ้ยเรื่องหลอน: รวมเรื่องผี เรื่องเล่าสยองขวัญ และตำนานอาถรรพ์ © 2013 Published By Gooyaabi Templates Supported by Best Blogger Templates and Premium Blog Templates - Web Design