ลมหนาวพัดโชยมาในยามค่ำคืนของหมู่บ้านริมคลอง ที่นี่เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่โอบล้อมด้วยป่าละเมาะและคลองสายเล็ก ๆ ที่ทอดตัวยาวไปสู่แม่น้ำใหญ่ ผู้คนส่วนใหญ่ที่นี่ใช้ชีวิตเรียบง่าย ผูกพันกับธรรมชาติ และแน่นอน... ผูกพันกับความเชื่อเก่าแก่ที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน ผมชื่อมนัส เป็นคนกรุงเทพฯ ที่เพิ่งย้ายมาอยู่บ้านคุณตาคุณยายที่นี่เมื่อไม่กี่ปีมานี้ เพราะหนีความวุ่นวายในเมืองหลวง เพื่อนสนิทที่สุดของผมในหมู่บ้านคือสมศักดิ์ หนุ่มใหญ่อารมณ์ดีที่มักจะหัวเราะกลบเกลื่อนความกลัวเสมอ
ช่วงก่อนหน้านั้นไม่กี่วัน บรรยากาศในหมู่บ้านเริ่มแปลกไปจากปกติ เสียงกระซิบกระซาบเรื่องลี้ลับดังขึ้นเรื่อย ๆ ชาวบ้านบางคนเล่าว่าได้ยินเสียงหมาหอนในยามวิกาลอย่างผิดปกติ บางคนสาบานว่าเห็นเงาดำตะคุ่ม ๆ แวบผ่านตาไปตามริมป่าช้าเก่า ทุกสายตาที่จับจ้องมองกันเหมือนมีความลับบางอย่างถูกซ่อนไว้ภายใต้ความเงียบงัน ยายของผมเองก็ดูท่าทางไม่สบายใจเป็นพิเศษ มักจะคอยเตือนให้ผมกลับบ้านก่อนตะวันตกดินเสมอ และพึมพำกับตัวเองบ่อย ๆ เรื่อง "คืนปล่อยของ" ที่กำลังจะมาถึง
ผมเคยได้ยินเรื่อง "คืนปล่อยของ" มาบ้างจากยาย มันเป็นความเชื่อโบราณที่ว่ากันว่าในคืนบางคืน โดยเฉพาะคืนเดือนมืด หรือคืนที่ตรงกับฤกษ์ยามที่ไม่ดี ผีปอบหรือผู้มีอาคมแก่กล้ามักจะออกหากิน หรือปล่อยของอาถรรพ์เพื่อเสริมวิชา หรือทำคุณไสยใส่ผู้อื่น ยายบอกว่ามันเป็นคืนที่สิ่งชั่วร้ายมีอำนาจมากที่สุด และเป็นคืนที่เราไม่ควรออกไปไหนคนเดียว
แล้วค่ำคืนนั้นก็มาถึง...
มันเป็นคืนเดือนมืดสนิท ลมพัดแรงกว่าทุกวัน หอบเอาความหนาวเย็นยะเยือกและกลิ่นดินชื้น ๆ ลอยมาตามกระแสลม เสียงใบไม้เสียดสีกันเป็นระยะเหมือนมีใครกำลังเคลื่อนไหวอยู่ในความมืด ผมกับสมศักดิ์กำลังนั่งคุยกันเรื่องฟุตบอลอย่างออกรสอยู่บนระเบียงบ้านไม้เก่า ๆ ของผม ยายเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำแล้ว ส่วนตาก็ไปเยี่ยมญาติที่ต่างอำเภอ ทำให้บ้านเงียบสงบเป็นพิเศษ จนบางครั้งผมก็รู้สึกว่าความเงียบนั้นมันเกินไปจนน่าขนลุก
"เฮ้ย มนัส คืนนี้มันเงียบแปลก ๆ ว่ะ" สมศักดิ์เปรยขึ้นมา ใบหน้าของเขาแม้จะพยายามยิ้ม แต่ก็ฉายแววความกังวลเล็กน้อย
"นั่นสิ ผมก็รู้สึกเหมือนกัน" ผมตอบพลางกวาดสายตามองออกไปยังความมืดที่ปกคลุมอยู่รอบบ้าน มองไม่เห็นอะไรเลยนอกจากเงาตะคุ่มของต้นไม้ใหญ่ "ยายก็ดูเป็นกังวลมาหลายวันแล้ว เรื่องคืนปล่อยของนั่นแหละ"
"โธ่เอ๊ย! มันก็แค่เรื่องเล่าโบราณน่ะ" สมศักดิ์หัวเราะพรืด แต่รอยยิ้มนั้นมันดูกร่อย ๆ "ไม่เห็นจะมีอะไรหรอกน่า"
ทันใดนั้นเอง... เสียงหวีดร้องโหยหวนก็ดังแทรกความเงียบขึ้นมา!
มันเป็นเสียงที่แหลมเล็กบาดลึกเข้าไปในโสตประสาท ราวกับเสียงสัตว์ที่กำลังถูกทรมานอย่างแสนสาหัส หรือเสียงของใครบางคนที่กำลังเผชิญหน้ากับความตายอย่างทรมานสยดสยอง เสียงนั้นดังมาจากทางป่าละเมาะด้านหลังบ้าน ก่อนจะขาดหายไปอย่างรวดเร็วราวกับถูกกระชากหายไปในความมืดมิด
ผมกับสมศักดิ์มองหน้ากันเลิ่กลั่ก ใบหน้าของสมศักดิ์ซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด
"เสียงอะไรวะนั่น?" สมศักดิ์กระซิบถาม เสียงสั่นพร่า
"ผมก็ไม่รู้..." ผมตอบพลางกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก หัวใจเต้นรัวระส่ำเหมือนกลองเพล
ยังไม่ทันที่ความตกใจจะจางหายไป... "ตุ้บ!"
เสียงดังหนักแน่นสนั่นหวั่นไหวราวกับของแข็งขนาดใหญ่หล่นลงกระทบหลังคาบ้านไม้เก่า ๆ ของผมอย่างแรง แรงสั่นสะเทือนทำเอาฝุ่นผงบนเพดานร่วงหล่นลงมาเล็กน้อย
"เหี้ยเอ๊ย!" สมศักดิ์อุทาน มือไม้ของเขาสั่นระริก
"มัน... มันอะไรวะนั่น?" ผมถามอย่างสับสน ไม่เคยมีอะไรแบบนี้เกิดขึ้นมาก่อน
"หรือว่า... หรือว่ามันเป็นลูกมะม่วง?" สมศักดิ์พยายามจะหาเหตุผลมาปลอบใจตัวเอง แต่ต้นมะม่วงที่บ้านผมก็อยู่ห่างจากตัวบ้านพอสมควร และลูกมะม่วงขนาดไหนกันที่จะหล่นลงมาเสียงดังขนาดนี้?
เราสองคนนั่งแข็งทื่ออยู่พักหนึ่ง ไม่กล้าลุกขึ้นไปดู ไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัวราวกับว่าหากเราส่งเสียง หรือเคลื่อนไหวแม้แต่น้อย ก็จะเป็นการเชิญชวนสิ่งที่เราไม่อยากเจอให้เข้ามาใกล้ขึ้น
ผ่านไปนานนับนาที ผมรวบรวมความกล้า จุดตะเกียงน้ำมันเก่า ๆ ที่วางอยู่ข้างตัว ก่อนจะชวนสมศักดิ์ขึ้นไปดูบนหลังคา
"ไปเถอะสมศักดิ์ เราต้องรู้ว่ามันคืออะไร" ผมบอก แม้เสียงของตัวเองจะสั่นเทาเล็กน้อย
สมศักดิ์พยักหน้า สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว แต่ก็มีความอยากรู้อยากเห็นอยู่ไม่น้อย
เราเดินขึ้นไปบนบันไดไม้ที่นำไปสู่ห้องใต้หลังคาอย่างช้า ๆ แต่ละย่างก้าวช่างหนักอึ้งราวกับมีหินถ่วงขา ผมค่อย ๆ แง้มบานหน้าต่างไม้เก่า ๆ ที่เปิดออกสู่หลังคา เสียงลมพัดหวีดหวิวเข้ามาทันที พร้อมกับกลิ่นประหลาดบางอย่าง กลิ่นคาว ๆ ปนกับกลิ่นสาบเฉพาะตัวที่ผมไม่เคยได้กลิ่นมาก่อนในชีวิต
ภาพที่เห็นทำให้เราสองคนแทบหยุดหายใจ
บนหลังคากระเบื้องเก่า ๆ ตรงจุดที่เสียงดังขึ้นนั้น มีก้อนเนื้อขนาดใหญ่เท่าศีรษะคน กองอยู่ มันเป็นสีแดงเข้ม ชุ่มโชกไปด้วยของเหลวเหนียวหนืดที่คล้ายเลือด แต่ก็หนืดข้นกว่า และที่น่าขนลุกที่สุดคือมันยังคง "ขยับ" ได้เล็กน้อย ราวกับยังมีชีวิตอยู่ มีเส้นใยบาง ๆ ยื่นออกมาจากก้อนเนื้อนั้น คล้ายรากฝอย หรือเส้นเลือดฝอยที่บิดเบี้ยว มันไม่ใช่เนื้อสัตว์ที่ผมเคยเห็น ไม่ใช่เนื้อหมู เนื้อไก่ หรือเนื้อวัวใด ๆ ที่รู้จัก มันดูแปลกประหลาด น่าสะอิดสะเอียน และเหนือธรรมชาติเกินกว่าจะอธิบายได้ด้วยหลักเหตุผลใด ๆ
"โอ้โห... อะไรวะเนี่ย?" สมศักดิ์อุทานเสียงแผ่ว ใบหน้าของเขาตอนนี้ซีดขาวราวกับกระดาษ และดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจและหวาดผวา
"ก้อนเนื้อ... ก้อนเนื้อปริศนา" ผมพึมพำกับตัวเอง มือที่ถือตะเกียงสั่นจนแสงไฟแกว่งไปมา
เรายืนจ้องมองก้อนเนื้อประหลาดนั้นอยู่พักใหญ่ ในหัวเต็มไปด้วยคำถามมากมาย มันมาจากไหน? มันคืออะไรกันแน่? และทำไมมันถึงมาปรากฏอยู่บนหลังคาบ้านของผมในคืนนี้? ความรู้สึกเย็นยะเยือกแล่นพล่านไปทั่วทั้งร่าง ไม่ใช่เพราะลมหนาว แต่เป็นความกลัวที่เกาะกุมจิตใจ
เราตัดสินใจว่าจะเอามันลงมา มันดูเหมือนไม่มีพิษมีภัยในตอนนี้ แต่มันก็ดูผิดปกติเกินไปที่จะปล่อยไว้แบบนั้น สมศักดิ์ใช้ไม้กวาดค่อย ๆ เขี่ยก้อนเนื้อนั้นให้ตกลงมาใส่ภาชนะที่เราเตรียมไว้ เมื่อมันตกลงมา กระแสลมที่พัดผ่านนำกลิ่นคาวและสาบนั้นเข้ามาในห้องใต้หลังคาอย่างรุนแรงจนน่าคลื่นไส้ ก้อนเนื้อนั้นยังคงขยับได้เล็กน้อยเมื่อถูกกระทบ แต่เมื่อวางลงนิ่ง ๆ มันก็ค่อย ๆ หยุดนิ่งไปในที่สุด
เช้าวันรุ่งขึ้น แสงแดดยามเช้าไม่ได้ช่วยให้ความรู้สึกสยดสยองเมื่อคืนจางหายไปเลย ผมกับสมศักดิ์นำก้อนเนื้อประหลาดนั้นไปให้ยายดู ยายมองมันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความตกใจและความหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด
"คืนปล่อยของ... แล้วนี่มันวันอะไร?" ยายถามเสียงเครือ
"มันคือวันโกนครับยาย" ผมตอบ
ยายตัวแข็งทื่อทันที สีหน้าของเธอเปลี่ยนเป็นซีดเผือด ยายรีบยกมือขึ้นทาบอกและพึมพำคาถาโบราณที่ผมไม่เข้าใจ
"วันโกน... เป็นคืนปล่อยของในวันโกน... นี่มันไม่ดีเลยนะมนัส ไม่ดีเลย" ยายบอกด้วยเสียงที่สั่นพร่า "ในวันโกน ผีจะเฮี้ยนเป็นพิเศษ สิ่งชั่วร้ายจะมีอำนาจมากกว่าปกติ และการที่ของแบบนี้มาตกที่บ้านเรา มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ ๆ"
ยายเล่าให้ฟังว่า "วันโกน" คือวันที่คนไทยสมัยก่อนใช้โกนผม โกนหนวด โกนคิ้ว และเป็นวันที่พระสงฆ์โกนผม และเป็นวันก่อนวันพระหนึ่งวัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ว่ากันว่าประตูระหว่างโลกมนุษย์กับโลกวิญญาณจะเปิดกว้างกว่าปกติ สิ่งเร้นลับจะออกมาเพ่นพ่าน หากมีผู้มีอาคมแก่กล้าทำพิธีปล่อยของในคืนวันโกน ของที่ถูกปล่อยออกมาจะมีพลังอำนาจรุนแรง และมีอานุภาพร้ายกาจกว่าปกติหลายเท่า
"ยายบอกอะไรหน่อยสิครับ มันคืออะไรกันแน่?" ผมถามยายด้วยความกระหายใคร่รู้
"ยายก็ไม่รู้ชัดหรอกมนัส แต่รู้อย่างเดียวว่ามันเป็นของไม่ดี มันเป็นเศษเสี้ยวของมนต์ดำที่ถูกปล่อยออกมา อาจจะเป็นชิ้นส่วนของเครื่องสังเวย หรือแม้แต่ชิ้นส่วนร่างกายของคนที่ถูกทำพิธี" ยายพูดเสียงเบาหวิว "และที่สำคัญที่สุด... หากเห็นอะไรผิดปกติ หรือสิ่งเร้นลับใด ๆ ในช่วงนี้... อย่าทัก เด็ดขาดนะมนัส อย่าทักแม้แต่คำเดียว"
คำเตือนของยายทำให้ผมขนลุกซู่ ผมพยายามจะคิดหาเหตุผลทางวิทยาศาสตร์มาอธิบายเรื่องนี้ แต่ภาพก้อนเนื้อที่ยังคงขยับได้ในคืนนั้นมันยังคงติดตา ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหนก็หาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้
หลังจากวันนั้น ชาวบ้านเริ่มพูดถึง "ตาบุญ" ชายชราเร้นลับที่อาศัยอยู่คนเดียวในกระท่อมกลางป่าลึก เขาขึ้นชื่อเรื่องความรู้ด้านไสยศาสตร์ และมักจะมีพฤติกรรมแปลก ๆ ที่ชาวบ้านไม่ค่อยเข้าใจ บ้างก็ว่าตาบุญเป็นหมอผี บ้างก็ว่าเขาเป็นแค่คนบ้า ไม่ว่าจริงเท็จอย่างไร แต่ความสงสัยก็พุ่งเป้าไปที่ตาบุญทันที
คืนวันโกนถัดไป หลังจากเหตุการณ์ก้อนเนื้อปริศนา ผมกับสมศักดิ์ตัดสินใจแอบไปสังเกตการณ์ที่กระท่อมของตาบุญ แม้จะกลัวจนใจจะขาด แต่ความอยากรู้ก็มีมากกว่า เราค่อย ๆ ย่องเข้าไปใกล้กระท่อมของตาบุญอย่างเงียบเชียบ แสงจันทร์ส่องรอดจากช่องเมฆบาง ๆ สาดส่องให้เห็นเงาตะคุ่มของต้นไม้รอบตัว
เสียงสวดมนต์แผ่วเบาดังออกมาจากกระท่อม เป็นภาษาที่ผมไม่คุ้นเคย มันฟังดูศักดิ์สิทธิ์ แต่ก็เยือกเย็นจนน่าขนลุก เราสองคนแอบซ่อนอยู่หลังพุ่มไม้ใหญ่ ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง เสียงสวดมนต์ดังขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่ง...
มีเงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นนอกกระท่อม!
มันเป็นเงาร่างสูงโปร่ง สีดำทะมึน ราวกับถูกสร้างขึ้นจากความมืดมิดทั้งหมด รูปร่างของมันดูบิดเบี้ยวคล้ายมนุษย์แต่ก็ไม่เหมือนทั้งหมด มันยืนนิ่งอยู่หน้ากระท่อมของตาบุญ แต่ทว่า... เท้าของมันไม่ได้แตะพื้นดิน! มันลอยขึ้นจากพื้นเล็กน้อย เคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้า แต่ดูน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าสิ่งใดที่ผมเคยเห็นมา
สมศักดิ์ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ผมถึงกับอ้าปากค้าง กำลังจะส่งเสียงร้องออกมาด้วยความตกใจสุดขีด "เฮ้ย...!"
แต่ผมไวกว่า ผมรีบตะครุบปากของสมศักดิ์ไว้แน่นทันที! มืออีกข้างบีบแขนเขาอย่างแรงเป็นสัญญาณเตือนให้เขาเงียบ เพราะคำเตือนของยายยังคงดังก้องอยู่ในหัว "อย่าทัก เด็ดขาด!"
สมศักดิ์พยายามจะดิ้นรน แต่ผมจับเขาไว้แน่น ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีด แต่ก็ยอมสงบลงในที่สุด เราสองคนยืนนิ่งราวกับรูปปั้น เฝ้าสังเกตการณ์เงาร่างลึกลับนั้นอย่างไม่กระพริบตา
เงาร่างนั้นยืนอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่มันจะค่อย ๆ สลายตัวไปในอากาศ ราวกับควันจาง ๆ ทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าและความเงียบที่น่าขนลุก
เราสองคนไม่รอช้า รีบวิ่งหนีออกมาจากป่าอย่างไม่คิดชีวิต หัวใจเต้นระรัวจนแทบจะทะลุออกมาจากอก ไม่เคยคิดเลยว่าในชีวิตนี้จะได้เจออะไรที่เหนือธรรมชาติและน่ากลัวขนาดนี้
เช้าวันรุ่งขึ้น ข่าวร้ายก็แพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้าน
ตาบุญถูกพบเสียชีวิตในกระท่อมของเขา ศพของตานอนสงบนิ่งอยู่กลางกระท่อม ราวกับกำลังหลับไป ไม่มีร่องรอยการต่อสู้ หรือบาดแผลใด ๆ แต่สิ่งที่ทำให้ชาวบ้านทุกคนต้องประหลาดใจคือ บริเวณรอบกายของตาบุญถูกจัดวางด้วยข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวบางอย่างอย่างเป็นระเบียบ และมีบางอย่างที่ดูคล้ายเครื่องรางของขลังวางอยู่บนฝ่ามือของตา ข้าง ๆ ศพของตามีจานเก่า ๆ วางอยู่ แต่ที่น่าตกใจที่สุดคือ ก้อนเนื้อปริศนาที่เคยอยู่บนหลังคาบ้านของผม และเราเก็บไว้ในภาชนะนั้น "หายไป" อย่างไร้ร่องรอย เหลือไว้เพียงคราบสีแดงจาง ๆ ที่ยังคงติดอยู่ที่ก้นภาชนะ
ยายของผมได้แต่ส่ายหน้าและพึมพำกับตัวเอง
"ตาบุญคงไม่ได้ทำเองหรอก... เขาอาจจะเป็นผู้เฝ้า หรือไม่ก็เป็นผู้รับเคราะห์" ยายบอกด้วยน้ำเสียงสลด "คืนปล่อยของที่ตรงกับวันโกน เป็นคืนที่พลังงานด้านมืดแข็งแกร่งที่สุด มันสามารถดึงดูดสิ่งต่าง ๆ เข้ามา หรือแม้กระทั่งพรากชีวิตไป"
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตาบุญ และการหายไปของก้อนเนื้อปริศนา ทำให้ชาวบ้านทุกคนในหมู่บ้านเชื่อมั่นในเรื่องของ "คืนปล่อยของ" และ "วันโกน" มากขึ้นไปอีก ไม่ใช่ความเชื่อที่ปราศจากเหตุผลอีกต่อไป แต่เป็นประสบการณ์ตรงที่ทิ้งร่องรอยแห่งความหวาดกลัวและเคารพต่อสิ่งเหนือธรรมชาติไว้อย่างลึกซึ้ง
เรื่องราวของคืนปล่อยของในหมู่บ้านริมคลอง อาจดูเหมือนจบลงแล้ว แต่ในความเป็นจริง มันเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความเข้าใจใหม่ ว่ายังมีอีกหลายสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ในเงามืดของศรัทธาและความหวาดกลัว บางครั้ง สิ่งที่เรามองไม่เห็น สัมผัสไม่ได้ กลับมีอิทธิพลต่อชีวิตของเรามากกว่าที่คิด และบางตำนานความเชื่อเก่าแก่ ก็อาจไม่ใช่แค่เรื่องเล่าปรัมปรา แต่เป็นคำเตือนที่คนรุ่นก่อนส่งผ่านมาเพื่อคุ้มครองเราจากอันตรายที่เราไม่อาจหยั่งถึงได้ ในตอนต่อไป เราจะพาไปสำรวจอีกด้านหนึ่งของความเชื่อเหล่านี้ ที่อาจจะใกล้ตัวคุณมากกว่าที่คิด และคุณอาจจะเริ่มสงสัยว่า... รอบ ๆ ตัวคุณ มีอะไรที่กำลังถูก 'ปล่อยของ' ออกมาในคืนที่คุณไม่รู้ตัวหรือไม่?
0 $type={blogger}:
แสดงความคิดเห็น