เพนน์เฮิร์สต์: เสียงกระซิบในหอคอยที่ถูกลืม | #HauntedAsylum #PennhurstHorror #MentalHospital
ความเงียบในโรงพยาบาลจิตเวนร้าง... มันไม่เคยเงียบจริงๆ เสียที
ถ้าคุณตั้งใจฟัง ให้ลึกพอ ระหว่างเสียงลมพัดผ่านหน้าต่างกระจกแตก เสียงไม้ครากใต้เท้า คุณอาจได้ยินเสียงอื่นที่แทรกมา เสียงกระซิบ เสียงร้องเบาๆ เสียงสะอื้นที่ไม่ได้มาจากสายลม
และไม่มีที่ไหนในอเมริกาที่เสียงเหล่านั้นจะดังชัดเจนเท่ากับที่เพนน์เฮิร์สต์ แอซิลัม ในรัฐเพนซิลเวเนีย
ผมกำลังนั่งคุยกับชายคนหนึ่งที่ขอใช้ชื่อว่า "แซม" เขาทำงานเป็นยามรักษาการณ์ที่เพนน์เฮิร์สต์ในช่วงทศวรรษ 1970 ตอนที่โรงพยาบาลแห่งนี้ยังทำงานอยู่บางส่วน ก่อนจะปิดตัวลงในปี 1987
"คุณรู้ไหมว่าสิ่งที่ผวาที่สุดไม่ใช่สิ่งที่เห็น" เสียงของแซมแหบเคร้น "แต่คือสิ่งที่ได้ยิน ในหอผู้ป่วยชายตอนกลางคืน เสียงประตูเปิดเอง เสียงคนเดินในโถงทางเดินที่ว่างเปล่า แต่มีหนึ่งเสียงที่ผมไม่มีวันลืม"
เขาหยุดพักราวกับรวบรวมความกล้า
"เสียงล็อคที่เลื่อนเปิด จากภายในตู้เก็บของที่ผนัง"
"และเสียงเด็กร้องไห้ มาจากในนั้น"
"แต่ตู้เหล่านั้น... มันลึกแค่ครึ่งเมตรเองนะ มันเป็นแค่ตู้เก็บผ้าปูเตียง"
เรื่องนี้ทำให้ผมต้องกลับไปค้นบันทึกประวัติศาสตร์ของเพนน์เฮิร์สต์ และสิ่งที่พบ มันมืดมนกว่าตำนานผีสิงใดๆ
เพนน์เฮิร์สต์เปิดดำเนินการในปี 1908 ในชื่อ "เพนซิลเวเนีย สเตท โคลอีนี ฟอร์ เดอะ ฟีเบิล มายน์เด็ด" สถานที่สำหรับผู้ที่สังคมมองว่า "อ่อนแอทางจิต" ซึ่งในยุคนั้นรวมถึงทุกคนตั้งแต่ผู้มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ผู้ป่วยจิตเภท ไปจนถึงเด็กที่เป็นแค่สมาธิสั้นหรือดื้อดัน
ดร.อลิซาเบธ แคร์รอลล์ นักประวัติศาสตร์การแพทย์ เล่าให้ผมฟังว่า "ในยุคแรกๆ เพนน์เฮิร์สต์ถูกออกแบบให้เป็นชุมชนในอุดมคติ มีพื้นที่เกษตรกรรม มีโรงงานเล็กๆ ให้ผู้ป่วยทำงานตามความสามารถ แต่ความจริงมันกลายเป็นสถานที่แออัด ขาดแคลน และเต็มไปด้วยความโหดร้าย"
"ในทศวรรษ 1960 เพนน์เฮิร์สต์มีผู้ป่วยเกือบ 3,000 คน ในขณะที่มีเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ไม่ถึง 400 คน" เธอกล่าวต่อ "ผู้ป่วยถูกทิ้งให้อยู่ในสภาพที่ไม่อาจจินตนาการได้ ถูกตรึงไว้กับเตียง ถูกจับมัด ถูกกักขังในห้องเดี่ยวเป็นวันๆ"
และนี่คือที่มาของเสียง
เสียงที่อัดอั้นในผนัง เสียงที่สะท้อนอยู่ในโถงทางเดิน
บิลลี หนึ่งในผู้ป่วยที่รอดชีวิตจากเพนน์เฮิร์สต์และปัจจุบันอาศัยอยู่ในบ้านพักคนชราในฟิลาเดลเฟีย ให้สัมภาษณ์กับนักข่าวในปี 2005 ก่อนเขาเสียชีวิต
"ผมเข้าไปตอนอายุสิบสอง" บิลลี่เล่าในเอกสารนั้น "เพียงเพราะผมอ่านหนังสือไม่ออกและมีพฤติกรรมบางอย่างที่ครูไม่ชอบ"
"พวกเขาใส่ผมไว้ในวอร์ด G ห้องนั้นเต็มไปด้วยเสียง เสียงคนร้อง เสียงกระทบประตู แต่เสียงที่แย่ที่สุดคือเสียงเงียบ... เมื่อใครสักคนหยุดร้องไป แล้วเราก็รู้ว่าเขาจะไม่กลับมาอีก"
มีเรื่องเล่าหนึ่งจากอีเวอลิน พยาบาลที่ทำงานที่เพนน์เฮิร์สต์ในช่วงปี 1968-1972 ซึ่งบันทึกไว้ในไดอารี่ส่วนตัว
"คืนวันที่ 16 พฤศจิกายน 1971 ฉันกำลังเวรดึกที่หอผู้ป่วยหญิง ตึกแปด ชั้นสาม มีผู้ป่วยหญิงชื่อแอนนา ที่มักร้องเพลงกล่อมตัวเองเวลากลางคืน"
"แต่คืนนั้น เสียงเพลงหยุดกะทันหัน"
"แทนที่ด้วยเสียงกรีดร้องที่ทำให้เลือดเย็น แล้วก็เงียบสนิท"
"เมื่อฉันและยามเข้าไปตรวจ เราเห็นแอนนายืนอยู่กลางห้อง มองออกไปนอกหน้าต่างด้วยดวงตาที่ว่างเปล่า เธอพูดเป็นคำๆ ซ้ำๆ ว่า 'เขาเอาไปแล้ว... เขาเอาไปแล้ว'"
"ที่ข้อมือของเธอมีรอยจับที่ชัดเจน เป็นรูปมือ แต่มันใหญ่เกินมือมนุษย์ปกติ"
"และที่หน้าต่างซึ่งสูงจากพื้นถึงสิบฟุต มีรอยมือเปื้อนอะไรบางอย่างติดอยู่"
"สองวันต่อมา แอนนาเสียชีวิตอย่างสงบในเวลากลางวัน สาเหตุทางการแพทย์ระบุว่าหัวใจล้มเหลว แต่ฉันรู้ว่าเธอตายตั้งแต่คืนนั้นแล้ว ที่เหลือเป็นเพียงร่างกายที่ยังหายใจ"
ตำนานเรื่อง "ตัวเอาไป" นี้เป็นที่เล่าขานในหมู่ผู้ป่วยและเจ้าหน้าที่ของเพนน์เฮิร์สต์ มันหมายถึงสิ่งมีชีวิตหรือวิญญาณที่คอยมาเอา "ส่วนที่ยังดีอยู่" ของผู้ป่วยไป ทำให้พวกเขาเหลือแต่ร่างกายที่ว่างเปล่า
แซม ยามรักษาการณ์ บอกผมเพิ่มเติมว่า "ผมเคยคุยกับยามรุ่นเก่า เขาบอกว่ามีระบบอุโมงค์ใต้ดินเชื่อมระหว่างตึกต่างๆ ของเพนน์เฮิร์สต์ ใช้ขนส่งอาหารและของต่างๆ แต่ก็ใช้ขนส่งอื่นๆ ด้วย บางครั้งในตอนกลางคืน จะมีเสียงล้อเกวียนลากผ่านใต้ดิน และเสียงร้องอื้ออึงมาจากท่อระบายอากาศ"
"และมีตึกหนึ่งที่ทุกคนกลัวที่สุดคือตึก 'ระงับอาการชัก'"
ในตึกนี้ มีการบำบัดด้วยไฟฟ้าในระดับที่รุนแรงเกินมาตรฐาน มีการฉีดอินซูลินเพื่อช็อคผู้ป่วย มีการผ่าตัดสมองบางรูปแบบที่ปัจจุบันถูกมองว่าไร้มนุษยธรรม
รอเจอร์ บราวน์ อดีตนักจิตวิทยาที่ทำงานที่เพนน์เฮิร์สต์ในช่วงสั้นๆ ในปี 1979 เล่าให้ฟัง
"ผมลาออกหลังจากหกเดือน ผมทนไม่ไหว" เสียงของรอเจอร์หนักหน่วง "แต่มีคืนหนึ่งก่อนผมลาออก ผมทำงานล่วงเวลาในตึกบริหาร"
"ผมได้ยินเสียงมาจากห้องบันทึกเทปเก่า เสียงเสียงหนึ่งกำลังอ่านรายชื่อผู้ป่วยพร้อมวันที่"
"ผมคิดว่ามีใครบางคนทำงานดึกด้วย เลยเดินไปดู"
"ในห้องนั้น... มีเครื่องบันทึกเทปเปิดทำงานอยู่ เทปหมุนไป แต่ไม่มีใครนั่งอยู่ที่นั่น"
"และเสียงนั้นก็ยังพูดต่อ"
"ผมเข้าไปใกล้พอจะได้ยินชัดเจน มันเป็นเสียงผู้ชายพูดว่า 'เจมส์ คัลเลน... 14 กันยายน 1956... ออกไปแล้ว... มาร์ธา วิลสัน... 3 ธันวาคม 1956... ออกไปแล้ว...'"
"มันคือรายชื่อผู้ป่วยที่เสียชีวิตในเพนน์เฮิร์สต์"
"ผมรีบปิดเครื่องแล้ววิ่งออกจากห้อง ตอนเช้าวันต่อมา ผมถามเลขาฯ เกี่ยวกับห้องนั้น เธอทำหน้าขาวแล้วบอกว่า 'เครื่องบันทึกเทปในห้องนั้นเสียมานานสิบปีแล้ว'"
เรื่องเล่าเหล่านี้สะท้อนผ่านการรายงานของบิลล์ บาลด์นักข่าวจากสถานีทีวีท้องถิ่นที่ทำสารคดีเกี่ยวกับเพนน์เฮิร์สต์ในปี 1983
"เรากำลังถ่ายทำในโถงทางเดินของตึกเด็ก" บาลด์เล่าในการให้สัมภาษณ์ปี 2010 "กล้องจับภาพบางอย่างที่ตาเราไม่เห็น"
"ในมอนิเตอร์ หลังทีมงานของเรา มีเงารูปเด็กยืนอยู่หลายคน"
"แต่เมื่อหันไปมองด้วยตาเปล่า... ไม่มีอะไร"
"และเสียง... ในหูฟังของช่างเสียง เขาบอกว่าได้ยินเสียงเด็กเล่นกัน เสียงหัวเราะ แต่ในโถงนั้นเงียบกริบ"
เพนน์เฮิร์สต์ปิดตัวลงในปี 1987 หลังการฟ้องร้องหลายคดีและการเปิดโปงสภาพการณ์ภายใน แต่ตำนานไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น
หลังจากปิดตัว สถานที่แห่งนี้กลายเป็นจุดหมายของนักล่าผีและผู้สนใจเรื่องลึกลับ มีรายงานการพบเห็นมากมาย
แต่มีหนึ่งเรื่องที่โดดเด่น เป็นของทีมนักวิจัยกลุ่มหนึ่งที่เข้าไปในปี 2008 พวกเขานำอุปกรณ์บันทึกเสียงและนำไปวิเคราะห์
ในคลิปเสียงหนึ่ง มีเสียงพูดชัดเจนว่า "ช่วยฉัน... หนูไม่ชอบที่นี่..."
เสียงเด็กหญิงเล็กๆ
และเมื่อนักวิจัยถามคำถามไปในความมืด มีเสียงตอบกลับมาว่า "ไม่มีใครชอบที่นี่... นั่นคือเหตุผลที่เรายังอยู่..."
แต่เรื่องที่ทำให้ผมสะเทือนใจที่สุด ไม่ใช่เรื่องเหนือธรรมชาติ แต่เป็นเรื่องจริงทางประวัติศาสตร์
ในปี 2012 มีการค้นพบกล่องเอกสารเก่าในห้องใต้ดินของตึกบริหาร ภายในมีจดหมายของผู้ป่วยหลายร้อยฉบับที่ไม่มีวันส่งออกไป
จดหมายหนึ่งเขียนโดยเด็กชายอายุสิบสี่ชื่อทอมมีในปี 1965
"ถึงแม่... วันนี้อากาศหนาวมาก ผมขอเสื้อกันหนาวจากนางพยาบาล เธอบอกว่าไม่มีให้ แต่ผมเห็นเธอเอาไปให้คนอื่น... ผมไม่เข้าใจว่าทำไมทุกคนโกรธผม... ผมแค่อยากบ้าน... ผมสัญญาว่าจะเป็นเด็กดี... รักทอมมี"
จดหมายนั้นไม่เคยถูกส่ง
แต่ในจดหมาย มีสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจ ทอมมีวาดรูปบ้านไว้ที่มุมจดหมาย และข้างๆ บ้าน มีรูปคนทรงสูงยืนอยู่ คล้ายกับคำอธิบายของ "ตัวเอาไป"
อาจารย์ด้าน folklore จากมหาวิทยาลัยเทมเพิลให้ความเห็นว่า "สิ่งที่เราเรียกว่าผีในสถานที่เช่นเพนน์เฮิร์สต์ อาจเป็นวิธีที่จิตใจเราจัดการกับความเจ็บปวดทางประวัติศาสตร์ ความรู้สึกผิดของสังคมต่อสิ่งที่เราทำกับผู้ที่อ่อนแอกว่า"
"หรือบางที" เขาพูดต่อ "วิญญาณเหล่านั้นจริงๆ แล้วคือความทรงจำ ความทรงจำที่รุนแรงจนถูกฝังลงในสถานที่ และสามารถสะท้อนกลับมาได้ในเงื่อนไขบางประการ"
ปัจจุบัน เพนน์เฮิร์สต์ส่วนหนึ่งถูกเปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์ บางส่วนถูกทิ้งร้าง และบางส่วนถูกใช้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวผีสิงในฤดูกาลฮาโลวีน
แซม บอกผมปิดท้ายว่า "บางคืนเมื่อผมขับรถผ่านบริเวณนั้น ผมยังรู้สึกว่ามีคนมองมาจากหน้าต่างตึกร้าง แม้ว่าตึกนั้นจะไม่มีใครอยู่มาสามสิบปีแล้วก็ตาม"
"และบางครั้งในความฝัน ผมยังได้ยินเสียงล็อคเลื่อนเปิด เสียงตู้ประตูเปิดออก"
"แต่ตอนนี้ ผมไม่กลัวเสียงเหล่านั้นอีกแล้ว"
"ผมแค่เศร้า"
"เพราะตอนนี้ผมเข้าใจแล้วว่า เสียงที่ผมได้ยินไม่ใช่เสียงผี แต่มันคือเสียงของความหวังที่ยังไม่ตาย เสียงของเด็กที่ยังรอคอยว่าจะมีใครมาพาเขากลับบ้าน"
เพนน์เฮิร์สต์สอนเราว่า บางครั้งความน่ากลัวที่สุดไม่ได้มาจากสิ่งที่มองไม่เห็น แต่มาจากสิ่งที่มองเห็นแล้วแต่เราหันหลังให้
เสียงในเพนน์เฮิร์สต์ยังคงดังอยู่ ไม่ใช่เพราะวิญญาณยังสิงสู่อยู่ แต่เพราะสังคมยังไม่เคยขอโทษอย่างจริงใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้นที่นั่น
และตราบใดที่เรายังไม่เรียนรู้จากประวัติศาสตร์ สถานที่เช่นเพนน์เฮิร์สต์จะยังคงเป็นกระจกสะท้อนด้านมืดของมนุษย์เรา
ในเรื่องราวของสถาบันจิตเวช ยังมีอีกแห่งที่น่าสนใจและน่ากลัวไม่แพ้กัน นั่นคือ โรงพยาบาลสปริงโกรฟ ในแมรี่แลนด์ ที่ซึ่งมีตำนานของ 'ผู้ป่วยหญิงในชุดขาว' ที่เดินไปมาบนหอคอยน้ำเก่า และเสียงเพลงวอลซ์ที่ดังขึ้นในวอร์ดที่ร้างแล้วในคืนเดือนหงาย

0 $type={blogger}:
แสดงความคิดเห็น