อสูรแห่งป่านิวเจอร์ซีย์: หนึ่งร้อยปีแห่งปีกและปริศนา | #JerseyDevil #CryptidSightings #MonsterLegend
ถ้าคุณเคยขับรถผ่านถนนที่ตัดกลาง Pine Barrens ป่าบึงกว้างใหญ่ในรัฐนิวเจอร์ซีย์ ในยามพลบค่ำ คุณอาจเข้าใจความรู้สึกที่ว่านี้ มันไม่ใช่แค่ความมืดธรรมดา แต่เป็นความมืดที่หนาแน่น อัดแน่นไปด้วยเสียงจั๊กจั่นและสัตว์ร้ายกลางคืน และบางครั้ง... เสียงที่สูงแหลมกว่าจักจั่น เสียงที่เหมือนเสียงร้องระหว่างม้าและนกอินทรี
ผมกำลังพูดถึงเจอร์ซีย์เดวิล หรือที่ชาวท้องถิ่นเรียกว่า 'เดอะลีดส์เดวิล'
เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ตำนานเพื่อขู่เด็ก มันคือส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ของรัฐนิวเจอร์ซีย์มาเกือบสามศตวรรษ
ผมได้คุยกับ โทมัส 'ทอมมี' อเล็กซานเดอร์ ชายวัย 78 ปีที่เกิดและโตในหมู่บ้านแถบ Pine Barrens ตลอดชีวิตของเขาในฐานะคนตัดไม้และพราน
"ผมเห็นมันครั้งแรกตอนอายุสิบขวบ" เสียงของทอมมีแหบต่ำ "ปี 1955 ผมกับพี่ชายออกไปตกปลาในบึงตอนใกล้ค่ำ"
"ฟ้าสีแปลกๆ มันเป็นสีเขียวอมเทา ก่อนพายุจะมา"
"แล้วเราก็ได้ยินเสียง... พระเจ้า... เสียงที่ทำให้เลือดในตัวเย็นทันที"
"มันบินมาจากทางเหนือ ปีกมัน... มันใหญ่กว่าความยาวของเรือเรา มันบินต่ำมาก เห็นชัด"
ทอมมีหยุดพักเป็นเวลานาน
"มันมีหัวเหมือนม้า แต่มีเขาเหมือนกวาง ท้องขาว ปีกเหมือนค้างคาวแต่ใหญ่กว่ามาก หางยาว มีขาหลังเหมือนนกเค้าแมวแต่มีกงเล็บ"
"มันมองเราทั้งสองคน แล้วส่งเสียงร้องอีกครั้ง... และบินหายไปในพายุ"
"พี่ชายผมไม่พูดอะไรเลยตลอดทางกลับบ้าน"
"และเช้าวันต่อมา ปลาในกระสอบเรา... ตายทั้งหมด ทั้งที่เมื่อคืนยังสดอยู่"
นี่คือหนึ่งในรายงานนับไม่ถ้วนเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตประหลาดที่เรียกกันว่าเจอร์ซีย์เดวิล
แต่จุดเริ่มต้นของตำนานนี้ลึกลงไปในประวัติศาสตร์
ดร. อลิซาเบธ วอร์เรน นักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นจากมหาวิทยาลัยสต็อกตัน อธิบายให้ผมฟัง
"เรื่องเล่าแรกสุดบันทึกไว้ในปี 1735 โดยชาวบ้านชื่อลีฮ์ส์" เธอกล่าว "แม่บ้านคนหนึ่งชื่อมิสซิสลีดส์ ที่อาศัยอยู่ในป่า Pine Barrens ถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มด และสาปแช่งว่าลูกคนที่สิบสามของเธอจะกลายเป็นปีศาจ"
"ตำนานบอกว่า ทารกที่เกิดมาร่างกายเปลี่ยนไปทันที มีปีก มีเขา หาง และเล็บ ขี้เถ้าถ่านและส่งเสียงดังหนีออกจากบ้าน ขึ้นไปบนท้องฟ้า"
"แต่หลักฐานทางประวัติศาสตร์จริงๆ อาจต่างออกไป"
ดร.วอร์เรนเปิดบันทึกเก่าให้ผมดู
"ในบันทึกศตวรรษที่ 18 พบว่าครอบครัวลีดส์จริงๆ แล้วเป็นครอบครัวใหญ่ที่อาศัยอยู่ตามลำพังในป่า พวกเขามีความขัดแย้งกับชุมชนเควกเกอร์ในพื้นที่ ที่มองว่าวิถีชีวิตของพวกเขาเป็นเรื่องป่าเถื่อน"
"และที่น่าสนใจคือ บุตรชายคนหนึ่งของครอบครัวลีดส์ชื่อจอห์นาธาน มีอาการของโรคทางพันธุกรรมที่ทำให้เขามีรูปร่างผิดปกติ ผม ร่างกาย และอาจมีอาการทางจิต"
"เขาถูกขับไล่จากชุมชน หนีเข้าไปอยู่ในป่า และหลายคนเชื่อว่าเขากลับมาในรูปแบบของ 'ปีศาจ' เพื่อแก้แค้น"
นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของตำนวน แต่เรื่องราวไม่ได้หยุดแค่นั้น
ตลอดศตวรรษที่ 19 มีรายงานการพบเห็นเพิ่มขึ้น
บันทึกของทหารจากช่วงสงครามปี 1812 บันทึกว่า "สัตว์ประหลาดปีกกว้างบินเหนือค่ายทหารที่ตั้งอยู่ในนิวเจอร์ซีย์ ส่งเสียงร้องที่ทำให้ม้าตื่นตกใจ"
แต่ยุคทองของเจอร์ซีย์เดวิลคือช่วงสัปดาห์ในเดือนมกราคม 1909
มีรายงานการพบเห็นมากกว่าหนึ่งร้อยครั้งจากทั่วรัฐนิวเจอร์ซีย์ และแม้แต่ในรัฐเพนซิลเวเนียและเดลาแวร์
หนังสือพิมพ์ Philadelphia Evening Bulletin รายงานเมื่อวันที่ 19 มกราคม 1909
"สัตว์ประหลาดถูกพบโดยพลเมืองในเมืองหลายแห่ง พิชัย อี. มินเนลล์ สาบานว่าเห็นสิ่งมีชีวิตปีกขนาดใหญ่บินลงมาในลานหลังบ้านของเขาในเมืองเบอร์ลิงตัน มันทิ้งรอยเท้าแปลกๆ ไว้ในหิมะ"
"และที่เมืองแคมเดน ตำรวจพบรอยเท้าแปลกๆ บนหลังคาบ้าน รอยเท้านี้มีสองนิ้วและกงเล็บยาว"
โจเซฟีน แม็กกี้ หญิงชราวัย 102 ปี (สัมภาษณ์ผ่านหลานสาว) เล่าจากความทรงจำเมื่อเธออายุ 7 ขวบ
"พ่อของฉันเป็นตำรวจในเซาท์แคมเดน" เธอบันทึกเสียงไว้ "ในคืนวันที่ 20 มกราคม เขาออกไปตรวจตามรายงาน"
"เขาเห็นมันนั่งอยู่บนหลังคาโบสถ์เก่า"
"มันสูงเท่าชายผู้ใหญ่ แต่รูปร่างไม่ใช่มนุษย์ มันหันมามองเขา ตาเป็นสีแดงเรืองในความมืด"
"เขายิงปืน แต่กระสุน... ดูเหมือนจะไม่กระทบมัน"
"มันแค่กางปีกออก ซึ่งกว้างกว่าต้นไม้ข้างโบสถ์เสียอีก แล้วบินขึ้นโดยไม่มีเสียง"
"พ่อกลับมาบ้าน ตัวสั่นตลอดคืน เขาไม่เคยพูดถึงมันอีกเลย"
นักวิทยาศาสตร์และนักสืบมีคำอธิบายไหม?
บางคนเชื่อว่าเป็นนกขนาดใหญ่ที่เข้าใจผิด เช่น นกกระสาหรือนกเค้าแมวขนาดใหญ่ แต่รายงานส่วนใหญ่ระบุว่ามันใหญ่กว่านกทุกชนิดที่รู้จัก
บางคนคิดว่าเป็นหมีที่ป่วยด้วยโรคผิวหนังจนขนร่วง ทำให้ดูประหลาด แต่หมีบินไม่ได้
ทฤษฎีที่น่าสนใจเสนอโดย ดร. เคนเน็ธ ทัมลิน สัตววิทยา
"ในช่วงศตวรรษที่ 19 Pine Barrens เป็นที่อยู่ของม้าและสัตว์เลี้ยงหลายชนิด" เขาอธิบาย "บางตัวอาจหลุดเข้าไปในป่าและผสมข้ามพันธุ์กัน หรืออาจมีการกลายพันธุ์ทางพันธุกรรมที่รุนแรงเนื่องจากสภาพแวดล้อมที่เป็นบึงและมีแร่ธาตุบางชนิดสูง"
"และที่สำคัญ มีสายพันธุ์แร้งใหญ่ที่ชื่อว่า Teratorn ที่เคยอาศัยอยู่ในอเมริกาเหนือจนกระทั่ง 10,000 ปีก่อน มีหลักฐานฟอสซิลในนิวเจอร์ซีย์ด้วยซ้ำ มีความเป็นไปได้เล็กน้อยที่ประชากรกลุ่มหนึ่งรอดมาได้ในพื้นที่ห่างไกล"
แต่สำหรับชาวบ้าน คำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ไม่เคยเพียงพอ
มีเรื่องเล่าจากชุมชนชาวนากลุ่มหนึ่งในปี 1927
แฮงค์ วิลสัน (บันทึกจากลูกชาย) เล่าว่า
"พ่อของผมและเพื่อนๆ ตามรอยสัตว์ที่ขโมยแกะไปหลายตัว"
"พวกเขาพบโพรงในป่า และสิ่งที่อยู่ข้างใน... ไม่ใช่สัตว์ปกติ"
"มันมีหนังกบเหมือนซาลาแมนเดอร์ แต่มีขนาดเท่าหมาใหญ่ และมีปีกเล็กๆ"
"พ่อยิงมัน มันตาย"
"แต่เมื่อเช้ามาดู ศพมัน... มันหายไป มีเพียงรอยสีเขียวคล้ายเลือดไว้"
"และคืนต่อมา พวกเขาได้ยินเสียงร้องข้างบ้าน เหมือนเดิม แต่ดังกว่าเดิม ราวกับมีหลายตัว"
นี่นำไปสู่ความเชื่อว่า เจอร์ซีย์เดวิลอาจไม่ใช่ตัวเดียว แต่เป็นสัตว์ทั้งกลุ่ม หรือเผ่าพันธุ์หนึ่งที่ซ่อนตัวในป่าบึงอันกว้างใหญ่ซึ่งมีพื้นที่กว่า 1.1 ล้านเอเคอร์
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มีรายงานที่น่าสนใจ
นักบินฝึกหัดจากฐานทัพอากาศมิลล์วิลล์ รายงานว่าเห็น "วัตถุปีก" บินในระดับต่ำขณะฝึกบินตอนกลางคืน
หนึ่งในนั้นคือ กัปตัน ไมเคิล โอเบรียน (สัมภาษณ์ก่อนเสียชีวิต)
"ฉันคิดว่านั่นคือเครื่องบินของข้าศึก" เขาบอกในปี 2001 "ฉันติดตามมัน มันบินว่องไวมาก ไม่เหมือนเครื่องบินใดๆ ที่ฉันรู้จัก"
"แล้วมันก็บินลงต่ำมาก ฉันเห็นรูปร่างมันชัดเจนในแสงจันทร์"
"มันหันมามองฉัน... ฉันเห็นดวงตาของมัน"
"และมันบินลงสู่ป่าอย่างรวดเร็ว เร็วกว่าเครื่องบินเจ็ตสมัยนั้นเสียอีก"
"ฉันไม่รายงานเรื่องนี้ต่อผู้บังคับบัญชา ฉันไม่อยากให้คนคิดว่าฉันบ้า"
ในยุค 1950-1960 มีรายงานลดลง แต่ก็ยังมีอยู่
ที่สนับสนุนทฤษฎี "สัตว์กลายพันธุ์" คือรายงานจากปี 1966 เมื่อครอบครัวหนึ่งพบสัตว์ตายในป่า รูปร่างประหลาด มีทั้งขนและเกล็ด แต่ศพหายไปก่อนที่เจ้าหน้าที่จะมาถึง
ปัจจุบัน เจอร์ซีย์เดวิลเป็นสัญลักษณ์ของนิวเจอร์ซีย์
ทีมฮอกกี้นักสู้แห่งนิวเจอร์ซีย์ใช้มันเป็นมาสคอต
และทุกปีจะมีเทศกาลและทัวร์เกี่ยวกับเจอร์ซีย์เดวิลใน Pine Barrens
แต่สำหรับบางคน มันยังเป็นเรื่องจริง
ซาราห์ วัย 34 ปี นักวิจัยด้านนิเวศวิทยา เล่าให้ฟังเมื่อปี 2019
"ผมทำงานสำรวจใน Pine Barrens ทางตอนใต้"
"ผมติดตั้งกล้องดักถ่ายภาพสัตว์"
"หนึ่งในกล้องจับภาพได้สิ่งนี้..."
เธอแสดงรูปให้ดู (แม้ว่าผมจะเห็นแค่คำอธิบาย)
"มันเป็นภาพกลางคืน ใช้แสงอินฟราเรด"
"มีร่างอะไรบางอย่างยืนสองขา สูงประมาณ 5 ฟุต มันดูไม่ใช่มนุษย์ ไม่ใช่หมี"
"มีสิ่งที่ดูเหมือนปีกพับอยู่หลังมัน"
"และที่พื้น... มีรอยเท้าสองนิ้ว"
"ผมไม่รู้ว่านั่นคืออะไร แต่มันไม่ใช่สัตว์ที่เรารู้จักในนิวเจอร์ซีย์"
คำถามคือ ทำไมตำนานนี้อยู่มายาวนานเกือบ 300 ปี?
ดร.วอร์เรนให้คำอธิบายสุดท้าย
"Pine Barrens คือพื้นที่ลึกลับในตัวเอง มันเป็นป่าบึงที่อยู่ไม่ไกลจากเมืองใหญ่ที่สุดของอเมริกา แต่ก็ยังเป็นดินแดนที่แปลกแยก"
"คนต้องการคำอธิบายสำหรับสิ่งที่พบเห็นในพื้นที่นั้น เสียงแปลกๆ รอยเท้าแปลกๆ"
"และเจอร์ซีย์เดวิลเป็นคำตอบที่สมบูรณ์แบบ"
"มันเป็นตัวแทนของธรรมชาติที่ยังไม่ถูกพิชิต ความลึกลับที่อยู่ใกล้บ้านเราเอง"
"และในยุคสมัยที่วิทยาศาสตร์อธิบายทุกสิ่งได้ เรายังอยากเชื่อว่ามีบางสิ่งที่อธิบายไม่ได้อยู่ใกล้ๆ"
สุดท้าย ทอมมี ชายวัย 78 ปีที่เราได้ยินตอนเริ่มต้น บอกผมว่า
"ทุกฤดูใบไม้ผลิ ผมยังเข้าไปใน Pine Barrens"
"และบางค่ำคืน เมื่อลมมาจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือ"
"ผมยังได้ยินเสียงร้องนั้น"
"ผมไม่กลัวอีกแล้ว"
"เพราะถ้ามันอยู่ที่นั่นมา 300 ปี มันก็เป็นส่วนหนึ่งของป่านี้"
"และใครจะไปรู้ บางทีเราอาจเป็นผู้บุกรุกของมัน ไม่ใช่กลับกัน"
เจอร์ซีย์เดวิลสอนเราว่า บางครั้งปริศนายิ่งคงอยู่เมื่อเราไม่สามารถไขมันได้
และบางที ความลึกลับก็เป็นสิ่งจำเป็น ทำให้เรารู้สึกว่ายังมีอะไรให้ค้นหา แม้ในโลกที่ดูเหมือนจะถูกสำรวจหมดแล้ว
ในป่าทุกแห่ง ไม่ว่าจะในนิวเจอร์ซีย์หรือที่ใดในโลก อาจมีสิ่งที่ไม่สามารถอธิบายได้รอคอยอยู่
และบางที การที่เราเชื่อในสิ่งเหล่านั้น อาจทำให้โลกนี้ไม่น่าเบื่อเกินไป
เพราะในความลึกลับ มีความหวังว่าโลกนี้ยังมีสิ่งมหัศจรรย์เหลืออยู่
และถ้าคุณขับรถผ่าน Pine Barrens ในคืนหนึ่ง และได้ยินเสียงร้องเหนือหัว...
บางที คุณอาจแค่คิดไปเอง
หรือบางที... คุณอาจเป็นพยานคนต่อไปของความลึกลับที่เรียกว่าเจอร์ซีย์เดวิล
เรื่องเล่าของสัตว์ลึกลับหรือคริปติดไม่ได้จบลงที่นิวเจอร์ซีย์ ในป่าแถบแปซิฟิกนอร์ทเวสต์ ยังมีตำนานของ บิกฟุต หรือ ซัสควอตช์ ที่มีรายงานการพบเห็นมากมายและยาวนานไม่แพ้กัน ในตอนถัดไป เราจะเดินทางเข้าไปในป่าลึกของแคนาดา เพื่อตามรอยเท้าขนาดใหญ่และเสียงคำรามที่ก้องกังวานในกลางคืน
0 $type={blogger}:
แสดงความคิดเห็น