ลา โยโรนา: เสียงสะอื้นในสายน้ำแห่งความเจ็บปวดและความทรงจำ | #LaLloronaStory #WeepingWoman #MexicanHorror
แม่น้ำแห่งเม็กซิโกในยามค่ำคืน ไม่เคยเงียบจริงๆ เสียที
ในสายลมที่พัดผ่านต้นวิลโลว์ ใต้แสงจันทร์ที่ส่องกระทบผิวน้ำ มีเสียงหนึ่งที่ชาวเม็กซิกันรู้จักดีมาตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย จนถึงรุ่นเหลนในยุคดิจิทัล
เสียงผู้หญิงร้องไห้
"¡Ay, mis hijos!" โอ้ ลูกๆ ของฉัน啊!
นี่คือเสียงของ ลา โยโรนา ผู้หญิงร้องไห้ หนึ่งในตำนานผีที่แพร่หลายที่สุดในโลกฮิสแปนิก แต่ก็เป็นหนึ่งในตำนานที่ถูกเข้าใจผิดมากที่สุดเช่นกัน
ผมกำลังคุยกับ อันโตนิโอ ชายวัย 72 ปีที่เกิดและเติบโตในเมืองเล็กๆ ริมแม่น้ำซานฮวนในรัฐกวานาวาโต
"ตอนผมอายุหกขวบ คุณยายบอกผมว่า 'อย่าเล่นริมแม่น้ำหลังพระอาทิตย์ตกเป็นอันขาด'" เสียงของอันโตนิโอขรึมแต่แผ่วเบา "เธอบอกว่าถ้าได้ยินผู้หญิงร้องไห้ ให้วิ่งกลับบ้านทันที อย่าหันกลับมามองเป็นอันขาด"
"คืนหนึ่ง ผมกับพี่ชายแอบออกไปตกปลากันดึก"
"และเราได้ยินมัน"
"ไม่ใช่เสียงร้องไห้ธรรมดา... แต่เป็นเสียงสะอื้น หายใจเฮือก มาจากทิศทางแม่น้ำ"
"พี่ชายผมจับแขนผมแน่นแล้วกระซิบว่า 'วิ่ง... วิ่งเลย'"
"เราไม่หันมอง เราแค่วิ่ง"
"แต่ผมได้ยินเสียงน้ำกระจาย... ราวกับมีใครเดินขึ้นมาจากแม่น้ำ"
"และได้ยินเสียงกระซิบใกล้หู... '¿Has visto a mis hijos?' คุณเห็นลูกๆ ฉันไหม?"
"เราเข้าไปในบ้านได้ทัน ประตูปิดกึก"
"เช้าวันต่อมา ที่พื้นดินเปียกชื้นหน้าบ้าน... มีรอยเท้าเปียกน้ำ เป็นรอยเท้าผู้หญิง"
"แต่รอยเท้านั้น... มันชี้มาที่ประตูบ้านเรา"
ตำนานพื้นฐานของลา โยโรนาเป็นที่รู้จักกันดี: หญิงสาวชนพื้นเมืองหรือเมสติซาชื่อมาเรีย มีรักกับชายสเปนผู้มีอันจะกิน มีลูกด้วยกันสองคน แต่ชายคนนั้นทิ้งเธอไปแต่งงานกับหญิงสเปนเชื้อสายสูงเพื่อสถานะทางสังคม
มาเรียในความโกรธแค้นและเสียใจ จึงจับลูกทั้งสองจมน้ำตายในแม่น้ำ จากนั้นเมื่อรู้สึกตัวว่าได้ทำอะไรลงไป เธอก็ฆ่าตัวตายตาม
แต่เนื่องจากเธอ соверฆาตกรรก่อนจะตาย วิญญาณของเธอจึงถูกสาปให้วนเวียนอยู่ริมน้ำตลอดกาล ค้นหาลูกๆ ของเธอไปไม่มีที่สิ้นสุด
และนี่คือจุดที่คนมักเข้าใจผิด
ดร. อิซาเบล เมนโดซา นัก民俗วิทยาจากมหาวิทยาลัยอิสระแห่งชาติเม็กซิโก อธิบายให้ผมฟัง
"ลา โยโรนาไม่ได้เป็นเพียงตำนานสอนเด็กให้อย่าเล่นน้ำตอนกลางคืน" เธอกล่าว "มันเป็นเรื่องเล่าที่สะท้อนบาดแผลทางประวัติศาสตร์ของเม็กซิโก"
"การที่ชายสเปนทิ้งหญิงพื้นเมือง หมายถึงยุคอาณานิคม การกดขี่"
"การฆ่าลูก หมายถึงการทำลายรุ่นต่อไปของวัฒนธรรมพื้นเมือง"
"และแม่น้ำ... คือสายน้ำแห่งความทรงจำที่ชำระล้างแต่ก็เก็บกักความเจ็บปวดไว้"
"ในบาง版本ของตำนาน ลา โยโรนาไม่ได้ฆ่าลูกด้วยตัวเอง"
"บางเรื่องเล่าว่า ลูกๆ ของเธอถูกพรากไปจากเธอโดยชายสเปนคนนั้น"
"และเธอเสียสติ จนเดินวนเวียนหาเด็กๆ ไปเรื่อยๆ"
"ความจริงที่น่าสนใจคือ ตำนานคล้ายๆ กันนี้มีในหลายวัฒนธรรมในอเมริกา"
"ในนิวเม็กซิโก เธอเรียกว่า 'ลา โยโรนา' เช่นกัน"
"ในเท็กซัส มีเรื่องเล่าใกล้เคียงกัน"
"แม้แต่ในฟิลิปปินส์ ซึ่งเคยเป็นอาณานิคมสเปน ก็มีตำนาน 'เปนันกาลัน' ที่คล้ายกันมาก"
"นี่แสดงว่า มันอาจเป็นเรื่องเล่าที่มาพร้อมกับการล่าอาณานิคม"
แต่สำหรับคนที่เชื่อ การพบเจอลา โยโรนาไม่ใช่แค่เรื่องเล่า
คาร์เมน หญิงวัย 45 ปีที่อาศัยในเม็กซิโกซิตี้ เล่าให้ฟัง
"ตอนฉันอายุสิบเก้า ฉันขับรถกลับบ้านดึกจากงานปาร์ตี้ ต้องขับผ่านสะพานข้ามแม่น้ำ"
"รถฉันเสียกลางสะพาน"
"ฉันมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นหญิงคนหนึ่งยืนอยู่ริมน้ำ ใส่ชุดขาวยาว"
"ฉันคิดว่าหลอนตา แต่แล้วเธอก็หันมามองฉัน"
"ใบหน้าเธอ... มันไม่ใช่ใบหน้าคนเป็น"
"ตาโบ๋ ปากเปิดเหมือนกำลังร้องไห้ แต่ไม่มีเสียง"
"แล้วเธอก็เดินมาทางรถฉัน"
"ฉันล็อคประตูรถ แต่มือฉันสั่นจนเกือบหกกุญแจ"
"เธอมาถึงข้างรถ ยืนมองฉันผ่านกระจก"
"และฉันได้ยินเสียง... เสียงในหัวฉันเอง ไม่ใช่ผ่านหู"
" '¿Dónde están?' พวกเขาอยู่ที่ไหน?"
"ฉันไม่รู้จะตอบยังไง ฉันแค่สั่น"
"แล้วเธอก็เดินจากไป ลงไปในแม่น้ำ จมหายไป"
"เช้าวันต่อมา รถฉันติดได้ตามปกติ"
"แต่ที่ประตูรถฝั่งคนขับ... มีรอยมือน้ำติดอยู่"
คาร์เมนบอกว่า เธอไปพบนักจิตวิทยาและนักบวชทั้งคู่
นักจิตวิทยาบอกอาจเป็นอาการหลอนจากความเหนื่อย
แต่นักบวชบอกว่า บางครั้ง โลกมีสิ่งที่วิทยาศาสตร์อธิบายไม่ได้
มีบันทึกที่น่าสนใจจากศตวรรษที่ 16
ฟราย เบร์นาร์ดิโน เดอ ซาฮากุน มิชชันนารีฟรันซิสกัน บันทึกในหนังสือ Historia General de las Cosas de Nueva España ว่า
"ชาวพื้นเมืองบอกเล่าถึงจิตวิญญาณหญิงที่ปรากฏริมน้ำในยามค่ำคืน ร้องไห้หาบุตร เป็นวิญญาณที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของเด็ก"
นี่คือบันทึกยุคแรกๆ เกี่ยวกับลา โยโรนา
แต่ตำนานนี้อาจเก่าแก่กว่ายุคอาณานิคมเสียอีก
รามอน หัวหน้าเผ่าชาวนา瓦族วัย 68 ปี ในรัฐปวยบลา เล่าให้ฟังเรื่องที่แตกต่าง
"ในความเชื่อของเรา ก่อนที่ชาวสเปนจะมา มีเรื่องเล่าของ 'ซีฮัวพิลิ' หญิงผู้สูญเสีย"
"เธอไม่ใช่คนชั่วร้าย แต่เป็นเหยื่อของเทพเจ้าที่โกรธแค้น"
"เธอต้องพเนจรริมน้ำ เพราะน้ำคือสายสัมพันธ์ระหว่างโลกและโลกวิญญาณ"
"ชาวสเปนเอาเรื่องของเราไปผสมกับเรื่องของพวกเขา เกิดเป็นลา โยโรนา"
"แต่แก่นแท้ยังเหมือนเดิม: ความเจ็บปวดของแม่ที่สูญเสียลูก"
ลา โยโรนาไม่ได้ปรากฏแค่ริมน้ำเสมอไป
มีการรายงานว่าเห็นเธอในตรอกซอกซอยในเมือง ในสวนสาธารณะ ในโรงเรียนเก่า
แต่เสมอๆ ที่จะมีน้ำเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นท่อระบายน้ำ พื้นที่ชื้นแฉะ หรือแม้แต่ในวันที่ฝนตก
ในปี 1999 มีเหตุการณ์ในโรงเรียนประถมแห่งหนึ่งในโซโนรา
เด็กนักเรียนหลายคนรายงานว่าเห็นหญิงใส่ชุดขาวยืนมองพวกเขาจากนอกหน้าต่างห้องเรียนตอนเย็น
ครูใหญ่คิดว่าเป็นเรื่องหลอกลวง
จนกระทั่งวันหนึ่ง ครูอาคารหลังเก่าคนหนึ่งยืนยันว่าเห็นเช่นกัน
"เธอยืนอยู่ที่ปลายโถงทางเดิน" ครูคนนั้นเล่าในที่ประชุมครู "แล้วก็เดินผ่านประตูที่ปิดล็อคอยู่"
โรงเรียนนั้นสร้างบนที่ดินที่เคยเป็นลำธารมาก่อน
มีวิธีการป้องกันจากลา โยโรนาไหม?
ตามความเชื่อดั้งเดิม มีหลายวิธี
การพกกุญแจหรือวัตถุโลหะเล็กๆ เพราะเชื่อว่าผีกลัวโลหะ
การสวดมนต์ต่อนักบุญ หรือกล่าวชื่อพระเยซู
การไม่ตอบคำถามถ้าได้ยินเสียงถามว่า "คุณเห็นลูกๆ ฉันไหม"
และการไม่เข้าใกล้น้ำในเวลากลางคืน
แต่ที่น่าสนใจคือ ในบางชุมชน มีพิธีกรรมเฉพาะ
มาลีนา หญิงวัย 58 ปีจากโอกาชากา บอกผมว่า
"ทุกปี ในวันแห่งความตาย เราจะวางของเล่นเล็กๆ น้อยๆ ไว้ริมแม่น้ำ"
"ไม่ใช่เพื่อลา โยโรนา แต่เพื่อเด็กๆ ที่จากไป"
"เพื่อให้พวกเขามีของเล่น และให้แม่ของพวกเขาได้พักผ่อน"
"มันคือการแสดงความเห็นอกเห็นใจ"
นี่คือมุมมองที่แตกต่าง: ลา โยโรนาไม่ใช่ปีศาจร้าย แต่เป็นแม่ผู้โศกเศร้าที่ต้องการความช่วยเหลือ
ในวัฒนธรรมสมัยนิยม ลา โยโรนาปรากฏในภาพยนตร์ ซีรีส์ เพลง
แต่สำหรับคนที่เชื่อจริงๆ การทำให้เธอกลายเป็นความบันเทิงอาจไม่เหมาะสม
อีวา นักศึกษามหาวิทยาลัยวัย 22 ปีจากกัวดาลาฮารา ให้ความเห็นที่น่าสนใจ
"สำหรับรุ่นเรา ลา โยโรนาคือสัญลักษณ์ของปัญหาสังคม"
"การที่ผู้ชายทิ้งความรับผิดชอบ"
"สุขภาพจิตของแม่หลังคลอด"
"แม้แต่ประเด็นการทำแท้ง"
"เธอคือการเตือนว่า ความเจ็บปวดของผู้หญิงไม่ควรถูกทำให้เงียบ"
มีรายงานสมัยใหม่ที่น่าสนใจ
ปี 2015 ในเอนเซนา达 บาฮากาลิฟอร์เนีย
กลุ่มนักท่องเที่ยวถ่ายวิดีโอได้ขณะไปตั้งแคมป์ริมทะเล
ในวิดีโอ มีเสียงผู้หญิงร้องไห้ชัดเจน ทั้งที่ไม่มีผู้หญิงคนใดในกลุ่มร้องไห้
และในเฟรมหนึ่ง มีเงาสีขาวในระยะไกล
ผู้เชี่ยวชาญด้านเสียงวิเคราะห์แล้วบอกว่า ไม่ใช่เสียงที่สร้างขึ้นเทียม
แต่ก็ไม่อาจอธิบายที่มาได้
เรื่องเล่าจากปากของ ฆอร์เฮ ชายวัย 40 ปีที่ทำงานเป็นยามรักษาการณ์ในโรงแรมเก่าริมแม่น้ำในเวราครูซ
"ทุกคืนวันพระจันทร์เต็มดวง ฉันจะได้ยินเสียงร้องไห้มาจากทิศทางแม่น้ำ"
"ครั้งหนึ่ง ฉันตัดสินใจเดินไปดู"
"ที่ริมน้ำ มีหญิงคนหนึ่งนั่งอยู่ ร่างกายเธอเหมือนจะโปร่งแสง"
"เธอกำลังมองลงไปในน้ำ แล้วก็หันมามองฉัน"
"ฉันพูดออกไปโดยไม่คิดว่า 'Señora, ¿está bien?' ท่านสบายดีไหม?"
"เธอยิ้ม... ยิ้มเศร้าๆ แล้วพูดว่า 'Ellos están en paz ahora' ตอนนี้พวกเขาสงบสุขแล้ว"
"แล้วเธอก็จมหายไปในแม่น้ำ"
"ฉันไม่กลัวอีกแล้ว ฉันแค่รู้สึกสงสาร"
ฆอร์เฮบอกว่า ตั้งแต่นั้นมา เขาไม่เคยได้ยินเสียงร้องไห้อีก
บางคนเชื่อว่า การแสดงความเห็นอกเห็นใจ อาจเป็นวิธีปลดปล่อยลา โยโรนาได้
ดร. เมนโดซาสรุปให้ฟัง
"ลา โยโรนาคือเรื่องเล่าที่เติบโตและเปลี่ยนไปตามยุคสมัย"
"จากตำนานหลอกเด็ก กลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ของผู้หญิง"
"จากผีร้าย กลายเป็นตัวแทนของความโศกเศร้าที่ต้องการการเยียวยา"
"และนั่นคือความงดงามของ folklore"
"มันมีชีวิต หายใจ เปลี่ยนรูปร่างไปตามความต้องการของสังคม"
ลา โยโรนาสอนเราอะไร?
เธอสอนว่า ความเจ็บปใจไม่มีวันตายง่ายๆ มันอาจถูกส่งต่อผ่านเรื่องเล่า
สอนว่า ประวัติศาสตร์อาจบิดเบี้ยว แต่ความจริงทางอารมณ์ยังคงอยู่
และสอนว่า บางครั้ง สิ่งที่น่ากลัวที่สุดอาจไม่ใช่วิญญาณ แต่เป็นการกระทำของมนุษย์ต่อกัน
ในสายน้ำแห่งเม็กซิโก อาจมีแค่เสียงลม
หรืออาจมีเสียงสะอื้นของแม่ผู้สูญเสียลูกมานานหลายศตวรรษ
แต่ถ้าวันหนึ่ง คุณได้ยินเสียงร้องไห้ในยามค่ำคืน
บางที การส่งความคิดถึงไปให้ เผื่อว่าเธอจะได้พักผ่อนสักที
อาจดีกว่าการวิ่งหนีด้วยความกลัว
เพราะในที่สุด เราทุกคนล้วนมีความสูญเสีย
และบางที การที่เราได้ยินลา โยโรนา
อาจเป็นเพราะในใจเราก็มีเสียงร้องไห้ที่ยังไม่เงียบเช่นกัน
เรื่องราวของวิญญาณผู้หญิงที่ยังวนเวียนอยู่หลังความตายไม่ได้มีเพียงลา โยโรนา ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเราเอง ก็มีตำนาน 'แม่นาค' หรือ 'ผู้หญิงตายทั้งกลม' ที่สะท้อนความเจ็บปวดและการถูกทิ้งไม่ต่างกัน ในตอนถัดไป เราจะพูดถึงความเชื่อและเรื่องเล่าที่ว่านั้น ซึ่งลึกซึ้งและเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมท้องถิ่นของเราอย่างแนบแน่น
0 $type={blogger}:
แสดงความคิดเห็น