แบนชี: เสียงร่ำลาที่ก้องกังวานในสายลมไอร์แลนด์ | #BansheeCry #IrishFolklore #DeathOmen
เสียงลมที่พัดผ่านทุ่งมัวร์ในไอร์แลนด์ตะวันตก มันไม่เคยเป็นแค่เสียงลมธรรมดา
ในบางค่ำคืน โดยเฉพาะคืนที่หมอกลงจัดและพระจันทร์ส่องแสงเป็นสีเงินซีด เสียงลมนั้นอาจพัดพาเอาอะไรมากกว่านั้นมาด้วย... เสียงร้องที่ตัดกลางความเงียบ เสียงกรีดร้องที่เหมือนมาจากปลายโลกและปลายชีวิต
ผมกำลังคุยกับ ฌอน โอ'มาลีย์ ชายวัย 82 ปีที่เกิดและโตในหมู่บ้านเล็กๆ ในเคาน์ตี้แกลเวย์
"ตอนผมอายุเจ็ดขวบ คุณยายป่วยหนัก" เสียงของเขาค่อย แต่ชัดเจนราวกับพูดถึงเรื่องเมื่อวาน "คืนหนึ่ง ผมตื่นขึ้นมากลางดึก เพราะได้ยินเสียงร้องข้างนอกหน้าต่าง"
"มันไม่ใช่เสียงสัตว์ ไม่ใช่เสียงผู้หญิงร้องไห้ธรรมดา... มันเป็นเสียงที่เจ็บปวด ลึกซึ้ง ก้องอยู่ในกระดูก"
"ผมมองออกไปนอกหน้าต่าง ที่สนามหญ้าหน้าบ้าน มีผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ ใส่เสื้อคลุมยาวสีเทา ผมสีเงินรุงรัง"
"เธอมองมาที่หน้าต่างผม... และร้องอีกครั้ง"
"เช้าวันต่อมา คุณยายเสียชีวิตอย่างสงบในนอนหลับ"
"นั่นคือแบนชี... Bean sí... หญิงแห่งเนินฝังศพ"
ในตำนานไอริช แบนชีไม่ใช่ผีที่มาทำร้ายคน
เธอคือผู้ส่งสาร
ผู้ส่งข่าวแห่งความตาย
ดร. ฟิโอนา ไนท์ นัก folklore จากมหาวิทยาลัยดับลิน อธิบายให้ผมฟัง
"คำว่า 'Bean sí' ในภาษาไอริชแปลว่า 'หญิงแห่งเนิน' ซึ่งหมายถึงเนินฝังศพในยุคก่อนคริสต์ศาสนา" เธอกล่าว "แบนชีไม่ได้เป็นปีศาจร้าย เธอเป็นวิญญาณผู้หญิงที่เชื่อมโยงกับตระกูลเก่าแก่บางตระกูลในไอร์แลนด์ เธอจะปรากฏตัวเพื่อร่ำลาก่อนที่สมาชิกในตระกูลนั้นจะเสียชีวิต"
"แต่ที่น่าสนใจคือ แบนชีไม่ใช่ตัวเดียวกันเสมอไป"
ดร.ไนท์เปิดหนังสือโบราณเล่มหนึ่ง
"ในบางภูมิภาค เธอคือ 'Án Cailleach' หญิงชราผู้ดูแลความตาย ในบางพื้นที่เธอคือหญิงสาวที่ตายก่อนวัยอันควร บางตำนานบอกว่าเธอเป็นเทพธิดาในยุคก่อนคริสต์ศาสนาที่ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นวิญญาณ"
แต่สิ่งที่สอดคล้องกันคือ เสียงร้องของเธอ
มิวเรียล แม็กคาร์ธี หญิงวัย 75 ปีจากเคาน์ตี้แคลร์ เล่าเรื่องจากแม่ของเธอ
"แม่ของฉันมาจากตระกูลโอ'ไบรอัน ตระกูลเก่าแก่" เธอบอก "ในปี 1938 ลุงของเธอซึ่งเป็นทหารอยู่ที่ดับลินป่วยหนัก"
"คืนหนึ่ง ที่บ้านไร่ในแคลร์ ทั้งบ้านได้ยินเสียงร้องมาจากทิศตะวันตก"
"เสียงนั้น... แม่บอกว่ามันทำให้แก้วสั่น เหมือนเสียงร้องจากโลกอื่น"
"สามวันต่อมา มีโทรเลขมาว่าลุงเสียชีวิตในดับลินพอดีตอนที่เราได้ยินเสียงร้อง"
"และนี่คือสิ่งที่หลายคนไม่เข้าใจ: แบนชีไม่ได้เตือนถึงความตายที่กำลังจะมา"
"เธอเป็นการแสดงความเศร้าโศกต่อความตายที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนั้น"
นี่คือความแตกต่างที่สำคัญ แบนชีไม่ได้เป็นลางบอกเหตุ แต่เป็นเสียงร้องร่วมทุกข์
ในวัฒนธรรมไอริช ความตายไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลง
และแบนชีคือส่วนหนึ่งของพิธีกรรมเปลี่ยนผ่านนั้น
เควิน แบล็กเบิร์น ชายวัย 60 ปีที่ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ในปราสาทยุคกลางแห่งหนึ่งในเคาน์ตี้มีธ เล่าให้ฟัง
"ในปี 1987 ผมทำงานดึกอยู่ที่หอคอยเก่า"
"ประมาณตีสอง ผมได้ยินเสียงร้องจากสวนปราสาท"
"ผมมองลงไปจากหน้าต่าง และเห็นเธอ"
"ผู้หญิงใส่ชุดยุคกลางสีขาว ยืนอยู่ใต้ต้นแอชโบราณ"
"และเธอกำลัง... แปรงผมสีเงินยาวของเธอ"
"ในตำนานบอกว่า หากคุณเห็นแบนชีกำลังแปรงผม นั่นหมายความว่าความตายกำลังมาเยือนใครบางคนที่เกี่ยวข้องกับสถานที่นั้น"
"เช้าวันต่อมา ไกด์ท่องเที่ยวสูงอายุคนหนึ่งที่ทำงานที่นี่มานาน หัวใจวายเสียชีวิตที่บ้านของเขา"
"เขามีเชื้อสายจากตระกูลเจ้าของปราสาทเดิม"
แบนชีไม่ได้ปรากฏเฉพาะในไอร์แลนด์เท่านั้น
ในสกอตแลนด์ มีสิ่งคล้ายกันเรียกว่า 'Bean Nighe' หญิงซักผ้า ผู้ซักผ้าสีเลือดของผู้ที่กำลังจะตาย
ในเวลส์ มี 'Cyhyraeth' เสียงครวญครางแห่งความตาย
แต่อำนาจของแบนชีไอริชดูจะลึกซึ้งและเชื่อมโยงกับสายเลือดอย่างแนบแน่น
ฟรานซิส โอ'คอนเนล อดีตบาทหลวงวัย 78 ปีจากเคาน์ตี้คอร์ก ให้มุมมองที่น่าสนใจ
"ในคริสต์ศาสนา เราเชื่อว่าความตายคือการไปหาพระเจ้า" เขากล่าว "แต่ในความเชื่อเก่าก่อน ความตายคือการเดินทางที่ต้องมีผู้ส่งและผู้รับ"
"แบนชีอาจเป็นผู้ส่งคนนั้น"
"เธอไม่ได้น่ากลัว เธอแค่ทำหน้าที่ของเธอ"
"และหน้าที่นั้นคือการทำให้แน่ใจว่าวิญญาณจะไม่เดินทางไปตามลำพัง"
มีบันทึกทางประวัติศาสตร์มากมายเกี่ยวกับแบนชี
ในจดหมายของลอร์ดบางคนจากศตวรรษที่ 18 เขียนว่า
"คนใช้ชาวไอริชของข้าพเจ้าพูดถึง 'บานชี' วิญญาณผู้หญิงที่ร้องให้ก่อนความตาย ในคืนก่อนที่เพื่อนบ้านคนหนึ่งจะเสียชีวิต พวกเขาสาบานว่าได้ยินเสียงร้องที่น่าสะพรึงกลัวจากทุ่งนาหลังบ้าน"
แม้แต่เซอร์ วอลเตอร์ สกอตต์ นักเขียนชื่อดัง ยังบันทึกเรื่องแบนชีไว้หลังจากไปเยือนไอร์แลนด์
แต่ในยุคใหม่ แบนชียังปรากฏตัวอยู่ไหม?
แมรี่ เคต หญิงวัย 40 ปีจากดับลินบอกผมว่า
"ตอนฉันอายุสิบเจ็ด ปู่ของฉันป่วยมะเร็ง"
"คืนก่อนที่เขาจะเสียชีวิต ฉันนอนอยู่ที่บ้านยายในชนบท"
"และฉันได้ยินมัน... เสียงร้องที่เหมือนมาจากทุกทิศทาง"
"แต่ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด... มันเหมือนเสียงปลอบโยน"
"ราวกับมีใครกำลังบอกว่า 'ทุกอย่างจะดี'"
"เช้าวันต่อมา แม่โทรมาบอกว่าปู่เสียชีวิตตอนตีสามครึ่ง พอดีกับที่ฉันได้ยินเสียง"
นักวิทยาศาสตร์มีคำอธิบายไหม?
ดร. ไบรอัน มอร์แกน นักจิตวิทยา ให้ความเห็นว่า
"ในสถานการณ์ที่คนใกล้ตาย มนุษย์อาจมีความไวต่อสิ่งเร้าบางอย่างมากขึ้น เสียงลมผ่านรอยแตกของผนัง เสียงสัตว์กลางคืน อาจถูกสมองตีความว่าเป็นเสียงร้องได้"
"และการสื่อสารทาง telepathy ในครอบครัวก็เป็นปรากฏการณ์ที่ถูกศึกษาอยู่"
แต่สำหรับชาวไอริชหลายคน คำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ไม่สำคัญเท่ากับประสบการณ์
อิเมลดา หญิงวัย 68 ปีที่ทำงานเป็นพยาบาลในคอร์กมากว่า 40 ปี บอกว่า
"ฉันเห็นผู้ป่วยหลายคนพูดถึง 'ผู้หญิงสีเทา' ก่อนเสียชีวิต"
"โดยเฉพาะผู้ป่วยจากตระกูลเก่าแก่ในแถบตะวันตก"
"พวกเขามักจะบอกว่าเห็นผู้หญิงยืนอยู่ปลายเตียง แล้วก็จากไปอย่างสงบ"
แบนชีในวัฒนธรรมสมัยนิยมปรากฏในภาพยนตร์ หนังสือ เกม
แต่ความหมายที่แท้จริงมักสูญหายไป
ดร.ไนท์เตือนว่า
"การทำให้แบนชีเป็นปีศาจร้ายในสื่อสมัยใหม่เป็นการทำลายความหมายที่แท้จริง"
"เธอคือส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมแห่งความตายที่งดงามของไอร์แลนด์"
"วัฒนธรรมที่มองความตายเป็นเพื่อน ไม่ใช่ศัตรู"
ในยุคปัจจุบัน แบนชีอาจเปลี่ยนรูปแบบ
เอ็มม่า นักศึกษามหาวิทยาลัยจากไลม์ริกเล่า
"รุ่นเราอาจไม่เชื่อเรื่องแบนชีแบบคนรุ่นก่อน"
"แต่เรายังรู้สึกถึงอะไรบางอย่าง"
"เวลาไปงานศพเพื่อนที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ"
"ฉันกับเพื่อนอีกคนได้ยินเสียงเหมือนผู้หญิงร้องไห้ในลม ตรงบริเวณที่เขาเสียชีวิต"
"อาจเป็นแค่จินตนาการ"
"แต่มันทำให้เรารู้สึกว่าเขาไม่ได้จากไปอย่างโดดเดี่ยว"
นี่อาจเป็นแก่นแท้ของแบนชีในยุคใหม่: การรับรู้ว่าความตายไม่ใช่จุดจบ และผู้ที่จากไปไม่เคยหายไปจริงๆ
ฌอน ชายวัย 82 ปีจากตอนเริ่มต้น บอกผมในตอนท้าย
"ผมได้ยินเสียงแบนชีอีกครั้ง เมื่อสิบปีที่แล้ว"
"คืนก่อนที่ภรรยาผมจะเสียชีวิต"
"คราวนี้ ผมไม่กลัว"
"ผมมองออกไปนอกหน้าต่าง แล้วบอกว่า 'ขอบคุณที่มา'"
"เพราะในเสียงร้องนั้น มีความรักอยู่"
"การร่ำลาคือการแสดงว่าระลึกถึง"
"และแบนชีก็ระลึกถึงเราทุกคน ที่เคยและจะจากไป"
แบนชีสอนเราว่า
ความตายไม่ใช่ศัตรูที่ต้องกลัว
แต่เป็นส่วนหนึ่งของวงจรที่ต้องให้เกียรติ
เสียงร้องของเธอไม่ใช่เสียงแห่งความหวาดกลัว
แต่เป็นเสียงแห่งการเปลี่ยนผ่าน
เสียงแห่งการบอกลา
เสียงแห่งการจดจำ
ในสายลมแห่งไอร์แลนด์ อาจมีเพียงเสียงลม
หรืออาจมีเสียงของหญิงผู้ทำหน้าที่มาเป็นเวลาหลายศตวรรษ
และถ้าวันหนึ่ง คุณได้ยินเสียงร้องในยามค่ำคืน
แทนที่จะหวาดกลัว
อาจลองนึกถึงใครบางคนที่กำลังเดินทาง
และส่งความปรารถนาดีไปกับพวกเขา
เพราะในที่สุด เราทุกคนต่างก็จะได้ยินเสียงแบนชีของตัวเอง
ไม่ใช่ในรูปแบบของวิญญาณ
แต่ในรูปแบบของความทรงจำที่ผู้คนมีต่อเรา
และบางที การที่เรายังเล่าเรื่องแบนชีกันอยู่
ก็เป็นวิธีหนึ่งที่เรารักษาวัฒนธรรมแห่งการบอกลา
วัฒนธรรมที่สอนเราว่า การจากไปไม่เคยหมายถึงการถูกลืม
ในโลกที่เร่งรีบและหลีกเลี่ยงการพูดถึงความตาย
เรื่องเล่าเช่นนี้ทำให้เราหยุดคิด
และให้เกียรติกับวงจรแห่งชีวิตที่สมบูรณ์
เสียงร้องแห่งไอร์แลนด์อาจแผ่วเบาลงในยุคสมัยใหม่
แต่ตราบใดที่ยังมีคนเล่าเรื่อง
แบนชีจะยังคงทำหน้าที่ของเธอต่อไป
ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง
และนั่นอาจเป็นสิ่งที่สวยงามที่สุดของตำนานนี้:
มันไม่เคยตาย
มันแค่ปรับเปลี่ยน
เหมือนชีวิต
เหมือนความตาย
และเหมือนทุกสิ่งที่สำคัญในความเป็นมนุษย์
ในไอร์แลนด์ยังมีเรื่องราวลึกลับอีกมากมายที่เชื่อมโยงกับโลกวิญญาณ ในตอนถัดไป เราจะเดินทางไปยัง "Slipán na Marbh" หรือ "เส้นทางแห่งความตาย" ที่เชื่อกันว่าเป็นเส้นทางที่วิญญาณใช้เดินทางไปสู่โลกหน้า และเหตุผลที่ชาวบ้านบางแห่งยังคงทิ้งหน้าต่างเปิดไว้ในคืนบางคืน
0 $type={blogger}:
แสดงความคิดเห็น