ในคุกที่มีกำแพงสูงเสียดฟ้า มีห้องขังนับพันซ่อนตัวอยู่ ห้องขังแต่ละห้องคือพยานของเรื่องราวที่ไม่มีใครอยากจดจำ แต่บางห้องกลับเก็บงำความลับที่ดำมืดเกินกว่าที่จิตใจมนุษย์จะรับได้ เรื่องราวที่ผมกำลังจะเล่านี้ ไม่ได้มาจากหนังสือเล่มไหน ไม่ได้มาจากข่าวหน้าหนึ่ง แต่มันมาจากปากของ "ผู้คุม" คนหนึ่ง เขาเล่ามันให้ผมฟังในคืนที่ฝนตกหนัก คืนที่ความเงียบงันในบ้านพักข้าราชการถูกคุกคามด้วยเสียงลมหวีดหวิว ราวกับกำลังจะพัดพาความลับเหล่านั้นให้กระจายไปทั่ว
ผมชื่อชัช ผมทำงานเป็นผู้คุมมาเกือบยี่สิบปี ชีวิตในเรือนจำสอนให้ผมรู้จักความมืดมิดของจิตใจคนดี การเปลี่ยนแปลงของคนจากสามัญชนกลายเป็นผู้ต้องขัง จากผู้ต้องขังกลายเป็นอาชญากรที่ไม่มีอะไรจะเสีย ผมเห็นมาหมดแล้ว ทั้งความรุนแรง การทรยศหักหลัง ความหวังที่ริบหรี่ และความสิ้นหวังที่กัดกิน แต่มันไม่มีอะไรเลยที่เตรียมผมให้พร้อมกับสิ่งที่ผมต้องเจอใน 'บล็อกแซด'
บล็อกแซด ไม่ใช่ชื่อทางการของมันหรอก มันเป็นแค่ฉายาที่พวกผู้คุมรุ่นเก่าๆ ใช้เรียกแดนขังพิเศษ ที่ถูกปิดตายมานานหลายสิบปี มันอยู่ลึกที่สุดของเรือนจำ เป็นส่วนที่ถูกแยกออกมาด้วยกำแพงหนากว่าส่วนอื่น ล้อมรอบด้วยลวดหนามที่ขึ้นสนิมและต้นไม้เลื้อยที่ปกคลุมจนมิดชิด จนแทบจะกลืนหายไปกับป่ารกหลังเรือนจำ ผู้คุมรุ่นใหม่ไม่เคยเห็นมันด้วยซ้ำ บางคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันมีอยู่จริง
วันหนึ่ง เสียงกุกกักของวิทยุสื่อสารก็ดังขึ้นในห้องควบคุมกลาง "หัวหน้าชัชครับ ผู้บัญชาการเรียกพบด่วน" ผมตอบรับด้วยความงุนงง ไม่เคยมีเรื่องด่วนอะไรขนาดนี้ ในห้องของผู้บัญชาการ กลิ่นกาแฟฉุนกึกคละคลุ้งไปกับกลิ่นอับของเอกสารเก่าๆ เขานั่งอยู่หลังโต๊ะไม้โอ๊กตัวใหญ่ สีหน้าเคร่งเครียดเกินกว่าปกติ
"ชัช นายอยู่มานานที่สุดในบรรดาพวกเรา ใช่ไหม" ผู้บัญชาการถาม น้ำเสียงเขาต่ำและหนัก "ใช่ครับผู้บัญชาการ" "งั้นนายคงพอจะจำบล็อกแซดได้บ้าง" หัวใจผมกระตุกวูบ บล็อกแซด? ชื่อนั้นไม่เคยถูกเอ่ยถึงมาหลายปีดีดัก มันเป็นเหมือนตำนานเล่าขานถึงสถานที่ที่เต็มไปด้วยความชั่วร้าย "พอจะจำได้ครับ แต่ไม่เคยเข้าไป"
ผู้บัญชาการถอนหายใจยาว "วันนี้เช้า มีคำสั่งลับที่สุดจากเบื้องบน ให้เตรียมบล็อกแซดสำหรับนักโทษคนใหม่ เขาเป็นเคสพิเศษมาก ไม่มีบันทึกข้อมูลใดๆ ที่เปิดเผยได้ นอกจากรหัสลับและคำสั่งให้คุมขังเดี่ยวอย่างเข้มงวดที่สุด นายจะต้องเป็นคนดูแลบล็อกแซดนี่เอง เพราะนายเป็นคนที่เราไว้ใจที่สุดและประสบการณ์มากที่สุด"
ผมรู้สึกเหมือนโดนจับแช่แข็ง ผู้บัญชาการยื่นแฟ้มสีดำหนาปึกให้ผม "นี่คือข้อมูลทั้งหมด เท่าที่เรามี เกี่ยวกับนักโทษคนนี้ รหัสคือ 713009 ส่วนชื่อ...ไม่มีชื่อระบุ นายต้องอ่านมันคนเดียว ห้ามเผยแพร่ ห้ามปรึกษาใคร" แฟ้มนั้นหนักอึ้ง ไม่ใช่แค่ด้วยกระดาษ แต่ด้วยน้ำหนักของความลับที่มันเก็บงำ
ผมกลับไปที่ห้องทำงานของตัวเอง เปิดแฟ้มนั้นด้วยมือที่สั่นเทา ข้างในมีเพียงไม่กี่หน้า กระดาษเก่าเหลืองบ่งบอกว่ามันถูกเก็บมานาน ข้อมูลเกี่ยวกับนักโทษ 713009 นั้นน้อยนิดอย่างน่าตกใจ ไม่มีรูปถ่าย ไม่มีประวัติอาชญากรรมที่ชัดเจน มีเพียงบันทึกสั้นๆ ที่เขียนด้วยลายมือหวัดๆ ว่า "อันตรายสูงสุด ไม่สามารถประเมินได้ สื่อสารไม่ได้ ปราศจากความรู้สึก มนุษยธรรม และความเป็นมนุษย์" บรรทัดสุดท้ายเขียนตัวหนาด้วยปากกาสีแดง "ห้ามมองตาโดยตรง"
ความรู้สึกไม่สบายใจเกาะกุมหัวใจผม มันไม่ใช่เรื่องปกติที่จะมีนักโทษที่ไร้ตัวตนขนาดนี้ ผมรวบรวมทีมงานเล็กๆ ผู้คุมหนุ่มอีกสองคนชื่อเต้และแบงค์ พวกเขาตื่นเต้นกับภารกิจ "ลับ" นี้ แต่ผมรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องน่าตื่นเต้นเลย
บล็อกแซดนั้นน่าขนลุกยิ่งกว่าที่ผมจำได้ เมื่อเปิดประตูเหล็กบานหนาหนัก เสียงเสียดสีของสนิมก็ดังลั่นก้องไปทั่วโถงทางเดินที่มืดมิด กลิ่นอับชื้นผสมกับกลิ่นโลหะและกลิ่นบางอย่างที่ผมไม่อาจระบุได้ มันเป็นกลิ่นที่ไม่ใช่ของธรรมชาติ มันเหมือนกลิ่นของความตายที่ยังไม่ตาย ความชื้นจับตัวเป็นหยดน้ำบนผนังหินเก่าๆ ไฟนีออนที่พวกเรานำมาติดตั้งใหม่กะพริบถี่ๆ ราวกับจะประท้วงการมาเยือนของเรา
เราเตรียมห้องขังสุดท้ายของบล็อกแซด ห้องขังเบอร์ศูนย์ มันเป็นห้องที่อยู่สุดทางเดิน โดดเดี่ยวและเงียบงันที่สุด ห้องขังนั้นมีกำแพงคอนกรีตหนากว่าห้องอื่น ประตูเป็นเหล็กกล้าที่เสริมความแข็งแรงเป็นพิเศษ ไม่มีหน้าต่าง มีเพียงช่องมองเล็กๆ ที่ปกคลุมด้วยแผ่นเหล็กหนา วันนั้นเราทำงานกันจนดึก ทุกอย่างดูเหมือนจะผ่านไปได้ด้วยดี แต่ผมรู้สึกได้ถึงสายตาที่มองตามจากเงามืด มันเป็นความรู้สึกที่ทำให้ขนลุกซู่ไปทั้งตัว
วันรุ่งขึ้น นักโทษ 713009 ถูกส่งตัวมาถึง เขามาพร้อมกับทีมคุ้มกันพิเศษในชุดดำสนิท ไม่มีใครพูดอะไรกันแม้แต่คำเดียว ร่างของเขาถูกห่อหุ้มด้วยเสื้อคลุมหนาที่คลุมไปถึงศีรษะ เขามีรูปร่างผอมสูง ท่าทางการเดินเชื่องช้า แต่ทุกย่างก้าวกลับเต็มไปด้วยน้ำหนักที่น่าขนลุก ผมพยายามมองหาดวงตาของเขา แต่สิ่งที่เห็นผ่านช่องว่างเล็กๆ ใต้ฮู้ดคือความมืดมิดที่ไร้ซึ่งมิติ
เราพาเขาเข้าไปในห้องขังเบอร์ศูนย์ และปิดประตูเหล็กกล้าบานนั้นลงด้วยเสียงอันดังสนั่น ผมมองดูเขาผ่านช่องมอง เขาเพียงยืนนิ่งอยู่กลางห้อง แขนแนบลำตัว ไม่ขยับเขยื้อน ผมรอให้เขาขยับ หรือแสดงปฏิกิริยาอะไรบางอย่าง แต่เขากลับนิ่งสนิทราวกับรูปปั้น ความเงียบงันในห้องขังนั้นน่ากลัวยิ่งกว่าเสียงกรีดร้องใดๆ
ช่วงแรกๆ ทุกอย่างดูปกติ นักโทษ 713009 ไม่เคยสร้างปัญหา ไม่เคยร้องขออะไร ไม่เคยส่งเสียง แม้แต่ตอนที่เราเอาอาหารไปให้ เขาก็จะนั่งลงรับไปอย่างเงียบๆ และกินอย่างเชื่องช้า ผมไม่เคยเห็นเขานอน ไม่เคยเห็นเขาหลับ เขาจะยืนนิ่ง หรือบางครั้งก็นั่งนิ่งอยู่กลางห้องขัง จ้องมองไปยังกำแพงว่างเปล่า ราวกับมีบางสิ่งบางอย่างที่ผมมองไม่เห็น
เต้และแบงค์เริ่มแสดงความไม่สบายใจ "หัวหน้าครับ ห้องขังเบอร์ศูนย์นี่มันแปลกๆ นะครับ" เต้พูดในคืนหนึ่ง "ผมรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างจ้องมองตลอดเวลา" แบงค์เสริม "ผมได้ยินเสียงกระซิบเบาๆ ในตอนกลางคืน บางทีก็เหมือนเสียงคนเรียกชื่อ แต่พอหันไปก็ไม่มีอะไร" ผมพยายามปลอบพวกเขาว่ามันคงเป็นแค่อุปาทาน เพราะบล็อกแซดมันเก่าและหลอน
แต่ผมเองก็เริ่มรู้สึกได้ถึงความผิดปกติ ผมเริ่มฝันร้าย ฝันเห็นเงาผอมสูงยืนอยู่ปลายเตียง จ้องมองผมด้วยความมืดมิด ผมนอนไม่หลับ และเริ่มดื่มกาแฟมากขึ้นเพื่อสู้กับความเหนื่อยล้า บ่อยครั้งที่ผมเดินตรวจบล็อกแซด ผมจะได้ยินเสียงบางอย่าง มันไม่ใช่เสียงกระซิบ แต่มันเหมือนเสียงหอบหายใจแผ่วๆ จากภายในห้องขังเบอร์ศูนย์ และบางครั้งก็เป็นเสียงที่เหมือนคนกำลังขูดเล็บกับพื้นคอนกรีตอย่างช้าๆ
คืนหนึ่ง ผมตัดสินใจอยู่เวรที่บล็อกแซดเพียงลำพัง ผมอยากจะเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ผมนั่งอยู่หน้าจอวงจรปิดที่ฉายภาพภายในห้องขังเบอร์ศูนย์ นักโทษ 713009 ยืนนิ่งอยู่กลางห้องเหมือนเคย ไม่มีสิ่งผิดปกติใดๆ ปรากฏขึ้นบนหน้าจอ แต่ผมรู้สึกถึงความหนาวเย็นที่กัดกินเข้ามาในกระดูก ทั้งที่อากาศในห้องควบคุมไม่ได้เย็นขนาดนั้น
จู่ๆ ผมก็ได้ยินเสียงที่ทำให้ผมขนหัวลุก มันไม่ใช่เสียงหอบหายใจ แต่มันคือเสียงหัวเราะเบาๆ แผ่วๆ แต่ชัดเจน ราวกับมันดังมาจากข้างหลังผม ผมหันขวับไป แต่ก็ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น ผมมองกลับไปที่จอภาพ นักโทษ 713009 ยังคงยืนนิ่ง ไม่ได้ขยับแม้แต่นิดเดียว แต่แล้วผมก็สังเกตเห็นบางอย่าง... เงาของเขามันยาวกว่าปกติ เงาที่ควรจะทอดไปตามพื้น กำลังบิดเบี้ยวและยืดขึ้นไปบนกำแพง ราวกับมันมีชีวิตเป็นของตัวเอง
ผมกดบันทึกภาพหน้าจอไว้ และพยายามปรับสายตาให้จับจ้องไปที่นักโทษคนนั้นให้มากที่สุด ทันใดนั้น ไฟในบล็อกแซดก็ดับพรึ่บ ผมกรีดร้องด้วยความตกใจ รีบกดปุ่มเปิดไฟฉุกเฉิน แต่ไฟก็ไม่ติด ความมืดมิดเข้าปกคลุมบล็อกแซดอย่างสมบูรณ์
ในความมืดมิดนั้น ผมได้ยินเสียงบางอย่าง เสียงที่เหมือนกับเสียงลมหายใจหนักๆ ของสัตว์ร้าย มันดังขึ้นใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ผมได้ยินเสียงเหล็กที่ถูกขูดอย่างช้าๆ เสียงฝีเท้าที่ลากไปกับพื้นคอนกรีต ผมรู้ว่ามันไม่ใช่เสียงจากนักโทษ 713009 ที่ควรจะถูกขังอยู่ในห้อง แต่มันเป็นเสียงที่มาจากทางเดิน...ข้างนอกห้องขังของเขา
ผมคว้าไฟฉายที่อยู่ข้างตัว มือของผมสั่นจนแทบจะควบคุมไม่ได้ ผมส่องไฟไปตามทางเดินที่มืดมิด แสงไฟกระทบกับกำแพงเก่าๆ ที่มีคราบสกปรกเกรอะกรัง ไม่มีอะไรอยู่ตรงนั้น ผมได้ยินเสียงหัวเราะอีกครั้ง คราวนี้มันดังขึ้นชัดเจนกว่าเดิม มันไม่ใช่เสียงหัวเราะของมนุษย์ แต่มันเป็นเสียงหัวเราะที่แหบพร่า เย็นยะเยือก ราวกับมาจากห้วงลึกของนรก
แล้วผมก็เห็นมัน... ที่ช่องมองของห้องขังเบอร์ศูนย์ มีบางอย่างโผล่ออกมา มันไม่ใช่ดวงตาของนักโทษ 713009 แต่มันคือดวงตาคู่หนึ่งที่แดงก่ำราวกับถ่านไฟ ลอยอยู่กลางความมืด ดวงตาคู่นั้นจ้องมองมาที่ผมอย่างไม่กระพริบ ผมสัมผัสได้ถึงความชั่วร้ายที่แผ่ออกมาจากมันอย่างมหาศาล ความเย็นยะเยือกที่ปะทะเข้ามาไม่ได้มาจากอากาศ แต่มันมาจากจิตวิญญาณของสิ่งที่อยู่หลังบานประตูนั้น
ผมยืนตัวแข็งทื่อ ผมพยายามจะวิ่ง แต่ร่างกายมันไม่ตอบสนอง หัวใจของผมเต้นรัวจนแทบจะทะลุออกมาจากอก ดวงตาคู่นั้นยังคงจ้องมองผม ไม่มีความเกลียดชัง ไม่มีความโกรธ มีเพียงความว่างเปล่าที่ไร้ก้นบึ้ง และความมืดมิดที่ไม่อาจหยั่งถึง มันเป็นความรู้สึกที่บอกว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าผมนั้น ไม่ใช่มนุษย์ ไม่มีจิตวิญญาณ ไม่มีตัวตน แต่กลับมีพลังที่จะบดขยี้ทุกสิ่งทุกอย่าง
จู่ๆ ไฟก็กลับมาติดพรึ่บขึ้นอีกครั้ง ผมกระพริบตาถี่ๆ เพื่อปรับสายตา เมื่อผมมองไปยังช่องมองอีกครั้ง มันก็ว่างเปล่า ไม่มีอะไรอยู่ตรงนั้น ราวกับสิ่งที่ผมเห็นเมื่อครู่เป็นเพียงภาพหลอน ผมรีบวิ่งไปที่ห้องควบคุมกลางทันที ผมเปิดดูภาพบันทึกจากกล้องวงจรปิดในห้องขังเบอร์ศูนย์
ภาพที่ปรากฏบนจอทำให้ผมแทบจะสำลักน้ำลาย ในช่วงที่ไฟดับ นักโทษ 713009 ยังคงยืนนิ่งอยู่กลางห้อง แต่เงาของเขา... เงาของเขามันกลับขยับได้เอง เงาผอมสูงนั้นยืดตัวออกไปอย่างรวดเร็ว พุ่งชนกำแพงห้องขัง ราวกับมันพยายามจะแหวกกำแพงออกไป แล้วเงาบางส่วนก็หลุดลอยออกมาจากเงาหลัก เลื้อยคลานไปตามผนัง ก่อนจะหายลับไปในความมืดมิดของมุมห้อง
ผมเข้าใจแล้ว สิ่งที่ผมเห็นที่ช่องมองนั้นไม่ใช่ตัวนักโทษ แต่เป็น "เงา" ของเขา เงาที่แยกตัวออกมาได้ เงาที่อาจจะมีชีวิตเป็นของตัวเอง ผมรีบเรียกผู้บัญชาการ และเล่าเรื่องทั้งหมดให้เขาฟัง เขาฟังด้วยสีหน้าเคร่งเครียด แต่ในแววตาของเขา ผมเห็นความไม่เชื่อ ผมเห็นความสงสัย
"ชัช นายคงเหนื่อยมากไปแล้วนะ พักผ่อนเถอะ" ผู้บัญชาการพูดด้วยน้ำเสียงที่พยายามจะปลอบโยน "บางทีบล็อกแซดมันก็มีผลต่อจิตใจคนได้" ผมพยายามจะโต้แย้ง แต่เขาก็โบกมือไล่ ผมรู้ว่าเขาจะไม่เชื่อ ผมเก็บภาพบันทึกนั้นไว้กับตัว มันคือหลักฐานเดียวที่ผมมี
หลังจากเหตุการณ์นั้น ผู้บัญชาการก็สั่งปิดบล็อกแซดอีกครั้ง นักโทษ 713009 ถูกย้ายออกไปอย่างเงียบๆ ไม่มีใครรู้ว่าเขาถูกย้ายไปที่ไหน หรือว่าเขายังคงมีตัวตนอยู่หรือไม่ ผมพยายามสืบค้นเรื่องราวของบล็อกแซดเพิ่มเติม แต่ข้อมูลทุกอย่างถูกลบออกไปจนหมดสิ้น ราวกับว่ามันไม่เคยมีอยู่จริง
ผมลาออกจากราชการหลังจากนั้นไม่นาน ประสบการณ์ที่บล็อกแซดมันกัดกินจิตใจผมมากเกินไป ผมไม่สามารถทำงานในที่ที่ผมไม่แน่ใจว่าอะไรคือความจริง อะไรคือสิ่งที่มองเห็น และอะไรคือสิ่งที่ซ่อนอยู่ในเงามืด แต่สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากประสบการณ์นั้นคือ ความชั่วร้ายที่แท้จริง ไม่ได้มีแค่รูปกายที่สัมผัสได้ บางครั้งมันก็มาในรูปแบบที่ไร้ตัวตน ซ่อนเร้นอยู่ในที่ที่เราไม่คาดคิด มันอาจจะเป็นเงาที่แยกออกมาจากจิตวิญญาณที่บิดเบี้ยวของผู้คน หรืออาจจะเป็นบางสิ่งบางอย่างที่เก่าแก่กว่าและดำมืดกว่าที่เราจะจินตนาการได้
มันคอยกัดกิน คอยบิดเบือนความเป็นจริง และทิ้งรอยแผลเป็นไว้ในจิตใจของผู้ที่บังเอิญไปเห็นมันอย่างไม่มีวันหายไป… สำหรับคนอย่างผม ที่เคยคิดว่าเห็นความชั่วร้ายมาทุกรูปแบบแล้ว ผมบอกได้เลยว่ามันยังมีความมืดมิดอีกมากที่ซ่อนอยู่ในโลกนี้ ที่เราไม่อาจเข้าใจได้ด้วยตรรกะหรือเหตุผล และบางครั้ง สิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็ไม่ใช่สิ่งที่จับต้องได้ แต่มันคือสิ่งที่มองไม่เห็น แต่กลับสัมผัสได้ถึงแก่นแท้ของความชั่วร้าย.
เรื่องราวจากบล็อกแซดคือหนึ่งในหลายเรื่องเล่าที่ผมได้ยินมาจากผู้คนในเครื่องแบบ พวกเขาใช้ชีวิตอยู่กับความตึงเครียด ความหวาดกลัว และความจริงที่โหดร้าย เรื่องเล่าเหล่านี้เป็นเสมือนบาดแผลทางใจที่หลงเหลืออยู่ในตัวพวกเขา และสำหรับผม มันคือคำเตือนว่าในโลกที่เต็มไปด้วยกฎเกณฑ์และเหตุผล ยังมีมุมมืดบางมุมที่เราควรจะระมัดระวัง เพราะเมื่อเราก้าวเข้าไปในความมืดมิดนั้น เราอาจจะต้องแลกมาด้วยบางสิ่งบางอย่างที่ประเมินค่าไม่ได้เลย.
0 $type={blogger}:
แสดงความคิดเห็น