ดินแดนชายแดน เปรียบเสมือนผืนผ้าใบแห่งเรื่องราวที่ไม่มีวันสิ้นสุด เรื่องราวของความกล้าหาญ การเสียสละ และเหนือสิ่งอื่นใด เรื่องราวของสิ่งลี้ลับที่ท้าทายตรรกะและเหตุผลของมนุษย์ เสียงกระสุนปืน เสียงระเบิด และเสียงกรีดร้องของผู้คนที่ต้องเผชิญหน้ากับความตายอย่างต่อเนื่อง ก่อให้เกิดมิติบางอย่างที่บางครั้งก็สั่นสะเทือนม่านกั้นระหว่างโลกที่เรามองเห็นกับโลกที่ซ่อนเร้นเอาไว้เบื้องหลังผืนป่าทึบและภูเขาสูงชัน
วันนี้ฉันจะพาทุกคนดำดิ่งลงไปในเรื่องราวที่ได้รับฟังมาจาก จ่าคง ทหารพรานวัยห้าสิบกว่า ที่ผ่านสมรภูมิรบมานับไม่ถ้วน รอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าของแกไม่ได้บอกเล่าแค่ประสบการณ์การรบเท่านั้น แต่ยังซ่อนเร้นเรื่องราวที่ทำให้แม้แต่คนที่ใจกล้าอย่างแกยังต้องยอมรับในอำนาจที่มองไม่เห็น มันคือเรื่องราวของ "ฐานเนินกระบอกไม้ไผ่" ค่ายทหารพรานร้างกลางป่าลึก ที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลังด้วยเหตุผลที่ไม่มีใครอยากเอ่ยถึง
จ่าคงเล่าให้ฉันฟังด้วยน้ำเสียงที่นิ่งเรียบ แต่แววตาของแกกลับฉายแววบางอย่างที่ยากจะอธิบาย มันเป็นความทรงจำที่ฝังลึกและไม่เคยจางหายไป
“ตอนนั้นฉันยังเป็นพลฯ จู่โจมหนุ่มแน่น เพิ่งผ่านการฝึกมาหมาดๆ ได้ประจำการในหน่วยทหารพรานที่ต้องลาดตระเวนตามแนวชายแดนไทย-พม่าแถบกาญจนบุรี” จ่าคงเริ่มต้นเรื่องราว “ภารกิจของเราคือการเข้าไปตรวจการณ์ค่ายเก่าที่ถูกทิ้งร้างแห่งหนึ่ง ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งของหน่วยทหารพรานมาก่อน แล้วจู่ๆ ก็ถูกสั่งให้ถอนกำลังออกไปอย่างเร่งด่วน โดยไม่มีใครอธิบายเหตุผลที่ชัดเจน มีแต่ข่าวลือกระซิบกระซาบว่า…มีอะไรบางอย่างที่นั่น”
หมวดวิทย์ ผู้หมวดหนุ่มไฟแรงแต่มากด้วยประสบการณ์ เป็นผู้นำหน่วยในครั้งนั้น จ่าคงเล่าว่าหมวดวิทย์เป็นคนไม่เชื่อเรื่องงมงาย สิ่งที่หมวดวิทย์เชื่อคือยุทธวิธี แผนการรบ และอาวุธคู่กาย แต่ในครั้งนี้ สิ่งที่พวกเขาต้องเผชิญอาจไม่ใช่แค่ศัตรูที่จับต้องได้ด้วยอาวุธปืน
“หมวดวิทย์สั่งให้เราเตรียมตัวให้พร้อมที่สุด เพราะพื้นที่ที่เราจะไปนั้นขึ้นชื่อเรื่องความทุรกันดารและมีกลุ่มผู้ไม่หวังดีเคลื่อนไหวอยู่ตลอด” จ่าคงเล่า “แต่ในใจลึกๆ ของพวกเราทุกคน มันมีความรู้สึกหนักอึ้งบางอย่างที่ไม่ใช่แค่ความกังวลเรื่องการปะทะกับศัตรู แต่มันเป็นความรู้สึกเหมือนกำลังจะก้าวเข้าไปในดินแดนที่ไม่มีใครควรเหยียบย่าง”
การเดินทางใช้เวลาเกือบสองวันเต็มๆ ในป่าทึบที่แสงแดดยากจะเล็ดรอดลงมาถึงพื้นดิน ความชื้นแฉะของป่าฝนเกาะกุมทั่วร่างกาย เสียงจิ้งหรีดเรไรและสัตว์ป่าก้องกังวานยามค่ำคืน สร้างบรรยากาศที่ทั้งสงบและน่าขนลุกในเวลาเดียวกัน
“เราเดินเท้าผ่านป่าไผ่ที่ขึ้นหนาแน่น กระบอกไม้ไผ่สูงเสียดฟ้าเสียดสีกันตามแรงลมส่งเสียงครืดคราดน่าขนลุก” จ่าคงเล่า “จนกระทั่งเราไปถึงจุดที่แผนที่ระบุไว้ว่าคือ ‘ฐานเนินกระบอกไม้ไผ่’ มันเป็นเพียงเนินดินเล็กๆ ที่เคยถูกปรับให้ราบเพื่อสร้างค่ายชั่วคราว มีบังเกอร์ดินที่พังทลายลงมาบางส่วน และโครงสร้างไม้ที่ผุพังตามกาลเวลา ปกคลุมไปด้วยเถาวัลย์และมอสเขียวครึ้ม”
บรรยากาศที่นั่นผิดแปลกไปจากป่าโดยรอบอย่างชัดเจน ความเงียบที่ไร้เสียงนกเสียงสัตว์ใดๆ ราวกับป่าทั้งป่าหยุดหายใจรอคอยการมาของพวกเขา อากาศบริเวณนั้นเย็นเยียบผิดปกติ ทั้งๆ ที่เป็นช่วงบ่ายคล้อย แสงแดดที่ส่องผ่านร่มไม้ลงมาได้เพียงรำไรก็ดูเหมือนจะไม่มีพลังพอจะสาดส่องความอบอุ่นให้แก่พื้นที่แห่งนั้น
พลฯ สันติ ทหารหนุ่มหน้าใหม่ในหน่วย ที่ยังไม่เคยเจอประสบการณ์ลึกลับใดๆ มาก่อน เป็นคนแรกที่เริ่มแสดงอาการผิดปกติ
“หมวดครับ… ผมรู้สึกเหมือนมีคนมองอยู่ตลอดเลยครับ” สันติกระซิบถามหมวดวิทย์ น้ำเสียงของเขาสั่นเล็กน้อย
หมวดวิทย์ปรายตามองสันติ “แกคิดมากไปเองไอ้หนู นี่มันแนวหน้า ไม่ใช่สวนสนุก” แม้จะพูดแบบนั้น แต่ในใจของหมวดวิทย์เองก็รู้สึกถึงความแปลกประหลาดของสถานที่แห่งนี้เช่นกัน เขาสังเกตเห็นว่านกเงือกที่มักจะส่งเสียงก้องกังวานตามป่าชายแดน กลับเงียบกริบ ไม่มีแม้แต่เสียงแมลงหวี่แมลงวัน ทุกสิ่งหยุดนิ่งราวกับกาลเวลาถูกแช่แข็ง
พวกเขาใช้เวลาในช่วงเย็นในการสำรวจพื้นที่รอบๆ ค่ายร้าง จ่าคงและพลฯ ชาญ พบกับร่องรอยการตั้งค่ายเก่าๆ บังเกอร์ที่ทรุดโทรม และเศษข้าวของที่ถูกทิ้งไว้กระจัดกระจายราวกับผู้คนรีบร้อนจากไปโดยไม่ได้จัดเก็บ ไม่ว่าจะเป็นจานข้าว เสื้อผ้า หรือแม้แต่ปืนบางกระบอกที่ถูกปลดจากซองและวางทิ้งไว้ข้างที่นอนไม้ไผ่ที่ผุพัง บ่งบอกถึงความตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด
“ดูสิครับจ่า” พลฯ ชาญชี้ไปที่มุมหนึ่งของบังเกอร์ “นี่มันเหมือนกับว่าคนพวกนี้ทิ้งทุกอย่างแล้ววิ่งหนีเอาตัวรอดเลยนะ”
จ่าคงพยักหน้า สีหน้าเคร่งขรึม “ใช่…ไม่มีหน่วยไหนทิ้งของแบบนี้ไว้ ถ้าไม่ใช่สถานการณ์ที่บังคับจริงๆ”
เมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไป ความมืดมิดก็เข้ามากลืนกินผืนป่าอย่างรวดเร็ว เสียงลมพัดผ่านช่องว่างของบังเกอร์เก่าๆ ดังหวีดหวิว ราวกับเสียงร้องของใครบางคนที่ถูกทรมาน พวกเขากางเต็นท์นอนใกล้ๆ กัน โดยมีหมวดวิทย์จัดเวรยามเพื่อความปลอดภัยตามระเบียบ แต่คราวนี้ ดูเหมือนว่าศัตรูที่พวกเขาต้องเผชิญหน้าจะไม่ได้มาในรูปแบบของมนุษย์ติดอาวุธ
คืนแรกผ่านไปอย่างยาวนานและทรมาน พวกเขาได้ยินเสียงประหลาดมากมาย เสียงเหมือนมีคนเดินวนรอบๆ เต็นท์ เสียงเหมือนลมหายใจแผ่วๆ ใกล้หู เสียงกระซิบที่ฟังไม่ได้ศัพท์ พลฯ สันติที่นอนไม่หลับมาตั้งแต่หัวค่ำเริ่มมีอาการหนักขึ้นเรื่อยๆ เขานอนตัวสั่นเทา หอบหายใจถี่ๆ เหงื่อกาฬผุดพรายเต็มใบหน้า
“มัน… มันมาแล้วจ่า” สันติกระซิบออกมาอย่างตื่นตระหนก “ผมเห็น… เห็นเงาดำๆ มันมองเราอยู่”
จ่าคงที่เข้าเวรยามอยู่ก่อนหน้าพยายามปลอบสันติ “แกตาฝาดไปเองไอ้หนู ป่านนี้แล้วไม่มีใครกล้าเข้ามาหรอก” แม้จะพูดออกไปแบบนั้น แต่จ่าคงเองก็รู้สึกถึงสายตาที่มองมาจากความมืดมิดรอบตัว เขากวาดปืนไปรอบๆ อย่างระมัดระวัง แต่ก็ไม่พบสิ่งใดที่ผิดปกติ
เช้ามืดวันรุ่งขึ้น ทุกคนดูอิดโรยและอ่อนเพลีย หมวดวิทย์พยายามรวบรวมสติ “เอาละทุกคน เราต้องทำงานให้เสร็จ แล้วรีบออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด”
พวกเขาเริ่มลงมือซ่อมแซมบังเกอร์ที่พอจะใช้ได้ เพื่อเป็นที่หลบภัยชั่วคราวและใช้เป็นจุดสังเกตการณ์ สันติที่ยังคงหวาดระแวงตลอดเวลา อยู่ๆ ก็ชี้ไปที่ต้นไม้ใหญ่กลางค่าย ซึ่งมีลักษณะเป็นต้นตะเคียนเก่าแก่ขนาดมหึมา ลำต้นปกคลุมด้วยมอสและเฟิร์น ดูน่าเกรงขาม
“หมวดครับ…ตรงนั้น…ผมรู้สึกไม่ดีเลย” สันติพูดด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
จ่าคงเล่าว่า เมื่อเดินเข้าไปใกล้ต้นตะเคียนต้นนั้น พวกเขาก็พบว่าที่โคนต้นมีศาลเพียงตาเล็กๆ ที่ผุพังวางอยู่ มีเศษผ้าสามสีเก่าๆ ที่ขาดวิ่นผูกไว้รอบลำต้น บ่งบอกว่าเคยมีผู้คนเข้ามาสักการะบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นี่มาก่อน แต่ตอนนี้ศาลแห่งนั้นถูกทิ้งร้างและปกคลุมไปด้วยวัชพืช
“พลฯ ชาญ ลองไปดูหน่อยซิ ว่ามีอะไรบ้าง” หมวดวิทย์สั่ง
พลฯ ชาญก้าวเข้าไปอย่างระมัดระวัง เขาใช้ปลายรองเท้าเขี่ยกองใบไม้แห้งที่ปกคลุมศาลออก แล้วก็ต้องผงะเมื่อพบว่าข้างในศาลมีเพียงเศษกระดูกคล้ายกระดูกสัตว์ และที่น่าตกใจกว่านั้นคือมีรูปปั้นไม้แกะสลักเป็นรูปใบหน้าที่บิดเบี้ยว ดวงตาเบิกโพลง แสดงความเจ็บปวดทรมานอย่างแสนสาหัส รูปปั้นนั้นมีรอยแตกและรอยไหม้บางส่วน
ทันใดนั้นเอง สันติที่ยืนอยู่ด้านหลังก็ล้มลงไปนั่งกับพื้นพร้อมกับกรีดร้องออกมาสุดเสียง ร่างกายของเขากระตุกเกร็ง ดวงตาเบิกโพลงและเหลือกลาน เหมือนเห็นอะไรบางอย่างที่น่าสะพรึงกลัวอย่างที่สุด
“มันบอกว่า… พวกเรามาผิดที่… มันไม่ต้อนรับ… ออกไป!” สันติกรีดร้องเสียงแหลม ดวงตาของเขาแดงก่ำ และแววตาที่เคยฉายแววความบริสุทธิ์ของทหารหนุ่ม บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความอาฆาตแค้นที่ไม่ใช่ของเขาเอง
หมวดวิทย์และจ่าคงรีบเข้าไปพยุงร่างของสันติ แต่เขากลับดิ้นรนขัดขืนอย่างรุนแรงราวกับมีพละกำลังมหาศาล เขาตะโกนด่าทอด้วยภาษาที่ไม่ใช่ภาษาของมนุษย์ เป็นเสียงที่เย็นเยียบและชวนขนหัวลุก
จ่าคงเล่าว่า เขาเคยเห็นอาการแบบนี้มาก่อนจากชาวบ้านบางคนในถิ่นทุรกันดาร นั่นคืออาการที่เรียกว่า “โดนของ” หรือถูกผีเข้าสิง เขารีบสั่งให้พลฯ ชาญไปหาน้ำมนต์ที่พกติดตัวมาเสมอจากกระเป๋าเป้ แม้จะดูเป็นเรื่องงมงาย แต่ในป่าลึกเช่นนี้ สิ่งที่อยู่เหนือเหตุผลมักจะเข้ามามีบทบาทสำคัญเสมอ
เมื่อได้น้ำมนต์มา จ่าคงสาดใส่หน้าสันติพร้อมกับท่องบทสวดที่แกจำได้จากครูบาอาจารย์ เสียงกรีดร้องของสันติยิ่งดังขึ้น แต่คราวนี้เป็นเสียงที่แสดงความเจ็บปวด เมื่อสาดน้ำมนต์ไปอีกครั้ง ร่างของสันติก็อ่อนแรงลง ดวงตาที่แดงก่ำกลับมาเป็นปกติ เขาล้มลงนอนหมดสติไป
เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ทุกคนหวาดกลัวอย่างแท้จริง โดยเฉพาะหมวดวิทย์ที่เคยเชื่อมั่นในหลักการทางวิทยาศาสตร์มาตลอด บัดนี้ต้องยอมรับว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่วิทยาศาสตร์ไม่สามารถอธิบายได้
“มันไม่ใช่แค่ผีตายโหงทั่วไปนะหมวด” จ่าคงพูดเสียงเครียด “ที่นี่…มันเป็นที่ของเจ้าที่เจ้าทางที่แรงกล้า อาจจะเป็นวิญญาณผู้พิทักษ์ป่า หรือวิญญาณคนเก่าคนแก่ที่ตายไปนานแล้ว และพวกเราไปรบกวนอาณาเขตของท่าน”
คืนที่สอง พวกเขาไม่กล้าหลับตาอีกเลย สันติยังคงไม่ได้สติ แต่ลมหายใจของเขาสม่ำเสมอ จ่าคงนั่งเฝ้าเขาไม่ห่าง เสียงกระซิบกระซาบดังถี่ขึ้นกว่าเดิม มีบางครั้งที่พวกเขาได้ยินเสียงเหมือนมีคนลากโซ่เหล็กไปมาบนพื้นดินรอบๆ ค่าย เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นราวกับมีใครเดินย่ำก้าวไปมากลางความมืดมิด
สิ่งของของพวกเขาเริ่มหายไป กระสุนสำรอง ข้าวสารที่เตรียมไว้ อาหารแห้ง แม้แต่วิทยุสื่อสารที่วางอยู่ข้างหมวดวิทย์ก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย ทุกคนเริ่มรู้สึกถึงความสิ้นหวัง การถูกตัดขาดจากโลกภายนอกท่ามกลางป่าลึกที่เต็มไปด้วยสิ่งลี้ลับ มันเป็นความรู้สึกที่เลวร้ายยิ่งกว่าการถูกข้าศึกปิดล้อมเสียอีก
หมวดวิทย์ตัดสินใจว่าพวกเขาไม่สามารถอยู่ในที่แห่งนี้ได้อีกต่อไป ภารกิจการตรวจการณ์ต้องถูกยกเลิก พวกเขาต้องพาพลฯ สันติที่ยังคงไม่ได้สติออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด ก่อนที่ทุกคนจะถูกพลังงานลึกลับนี้เล่นงานจนเสียสติไปทั้งหมด
“จ่า เราต้องไปจากที่นี่แล้ว” หมวดวิทย์พูดด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “เราไม่มีทางสู้กับอะไรแบบนี้ได้”จ่าคงพยักหน้าเห็นด้วย “แต่ก่อนไป เราต้องขอขมาท่านก่อนหมวด ทำอะไรผิดพลาดไปโดยไม่ตั้งใจ ก็ต้องขออภัย” จ่าคงรวบรวมเศษข้าวสารที่ยังเหลืออยู่เล็กน้อยกับน้ำเปล่าที่ยังพอมี เขาเดินไปยังศาลเพียงตาที่โคนต้นตะเคียนใหญ่อีกครั้ง และคราวนี้เขาเข้าไปด้วยความนอบน้อม
จ่าคงวางข้าวสารและน้ำไว้หน้าศาลจุดเล็กๆ แล้วก้มลงกราบสามครั้ง พร้อมกับพนมมือแล้วเริ่มกล่าวขอขมาด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง
“ข้าพเจ้าและพวกพ้อง ที่มาเยือนในสถานที่แห่งนี้โดยไม่รู้เหนือรู้ใต้ หากได้ล่วงเกิน ล่วงล้ำ หรือกระทำสิ่งใดให้ท่านผู้เป็นเจ้าของที่แห่งนี้ไม่พอใจ ขอท่านโปรดอโหสิกรรมให้แก่พวกเราด้วย” จ่าคงกล่าว “พวกเราไม่มีเจตนาจะมาบุกรุก หรือลบหลู่ ขอท่านโปรดเมตตา เปิดทางให้พวกเราได้ออกไปจากที่นี่ด้วยเถิด”
หลังจากจ่าคงกล่าวขอขมาเสร็จสิ้น บรรยากาศรอบๆ ค่ายก็ดูเหมือนจะผ่อนคลายลง ความเย็นยะเยือกที่เคยปกคลุมเริ่มจางหายไปเล็กน้อย เสียงลมที่เคยหวีดหวิวก็แผ่วเบาลง ทุกคนรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลง แม้จะยังไม่ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็รู้สึกดีขึ้นกว่าเดิมมาก
พวกเขาจัดเตรียมสัมภาระที่เหลือรอดจากการถูกขโมย แบกหามร่างของพลฯ สันติที่ยังคงไม่ได้สติ แล้วเริ่มออกเดินทางจากค่ายร้างแห่งนั้นทันทีโดยไม่รอให้รุ่งเช้า พวกเขาเดินย่ำเท้าไปตามเส้นทางที่คาดว่าจะพาออกไปสู่โลกภายนอกที่คุ้นเคย แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมารำไรดูเหมือนจะเป็นสัญญาณแห่งการอนุญาตให้ผ่านพ้นไปได้
จ่าคงเล่าว่า ระหว่างทางที่เดินออกมาจากเขตอาถรรพ์นั้น พวกเขายังคงได้ยินเสียงกระซิบตามลม และรู้สึกถึงสายตาที่มองตามมาจากด้านหลัง แต่คราวนี้เสียงเหล่านั้นไม่ได้เต็มไปด้วยความอาฆาตเหมือนก่อน มันเหมือนเสียงกระซิบเตือน หรือเสียงอำลามากกว่า พวกเขาเดินเท้าทั้งคืน จนกระทั่งรุ่งสาง พวกเขาก็พบกับร่องรอยเส้นทางที่คุ้นเคย และในที่สุด ก็ไปถึงหมู่บ้านที่อยู่ใกล้ที่สุดอย่างปลอดภัย
พลฯ สันติฟื้นขึ้นมาในโรงพยาบาลสนาม เขาจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้เลย เหมือนกับว่าความทรงจำส่วนนั้นถูกลบทิ้งไป แต่ร่างกายของเขายังคงแสดงอาการอ่อนเพลียและหวาดผวาเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงลมพัดแรงๆ หรือเมื่ออยู่ในที่มืด
เรื่องราวของ “ฐานเนินกระบอกไม้ไผ่” กลายเป็นตำนานที่เล่าขานกันในหมู่ทหารพรานแถบนั้น ไม่มีใครกล้ากลับไปที่นั่นอีกเลย และไม่มีใครกล้าถามถึงเหตุผลที่แท้จริงที่ทำให้ค่ายแห่งนั้นถูกทิ้งร้างไปอย่างกะทันหัน
จ่าคงสรุปเรื่องราวด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความนับถือต่อธรรมชาติและสิ่งเหนือธรรมชาติ “ในป่าลึก…มันมีอะไรมากกว่าที่ตาเห็นนะหนูเอ๊ย ไม่ใช่แค่ข้าศึกเท่านั้นที่เราต้องระวัง บางครั้งศัตรูที่มองไม่เห็น น่ากลัวยิ่งกว่าหลายเท่า”
เรื่องราวนี้ทำให้ฉันคิดว่า ในยามสงครามที่มนุษย์ต้องเผชิญหน้ากับความโหดร้ายและความตายอยู่ตลอดเวลา ม่านแห่งความเป็นจริงอาจจะบางลงจนเปิดเผยให้เห็นมิติอื่นที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง ความเชื่อเรื่องสิ่งลี้ลับและไสยศาสตร์อาจไม่ใช่แค่เรื่องงมงายสำหรับคนที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความไม่แน่นอนและความตาย สิ่งเหล่านี้อาจเป็นที่พึ่งทางใจ หรือเป็นคำเตือนให้มนุษย์รู้จักถ่อมตนต่ออำนาจที่ยิ่งใหญ่กว่า และเคารพต่อทุกชีวิตและทุกสรรพสิ่ง แม้แต่สิ่งที่เรามองไม่เห็นด้วยตาเปล่าก็ตาม ความกล้าหาญของทหารไม่ได้อยู่ที่การสู้รบกับศัตรูที่จับต้องได้เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การยอมรับในสิ่งที่ไม่รู้จัก การถ่อมตน และการเผชิญหน้ากับความจริงที่ว่า โลกใบนี้มีบางสิ่งที่อยู่เหนือการควบคุมของมนุษย์เสมอ.
0 $type={blogger}:
แสดงความคิดเห็น