ผืนป่าทุ่งใหญ่ฯ เป็นดั่งมหาสมุทรสีเขียวที่ไร้ขอบเขตในสายตาของคนนอก แต่สำหรับผู้ที่คลุกคลีอยู่กับมัน ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านพื้นถิ่น พรานป่า หรือแม้แต่นักอนุรักษ์อย่างดิฉัน ป่าแห่งนี้มีชีวิต มีลมหายใจ และมีเรื่องราวที่ซ่อนอยู่มากมาย เรื่องราวเหล่านั้น ไม่ได้มีแค่ความงดงามของธรรมชาติ แต่ยังรวมถึงความลึกลับ สยดสยอง และสิ่งเหนือธรรมชาติที่ไม่อาจหาคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ได้
ดิฉันชื่ออรุณี เป็นนักอนุรักษ์ที่อุทิศชีวิตให้กับการปกป้องผืนป่าและสัตว์ป่ามานานหลายปี ความเชื่อของดิฉันยึดโยงอยู่กับหลักวิทยาศาสตร์และเหตุผลมาโดยตลอด ไม่เคยคิดว่าเรื่องเล่าปากต่อปากเกี่ยวกับภูตผีปีศาจ หรืออาถรรพ์ป่าจะมาสั่นคลอนความเชื่อนั้นได้ จนกระทั่งภารกิจครั้งหนึ่งในป่าลึกทุ่งใหญ่ฯ เปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตดิฉันไปโดยสิ้นเชิง
วันนั้น อากาศในป่าอบอ้าวและชื้นแฉะเป็นพิเศษ เสียงจิ้งหรีดเรไรรอบตัวดังระงมเคล้าเสียงใบไม้เสียดสีกันตามแรงลม อากาศเต็มไปด้วยกลิ่นดินชื้นและกลิ่นของพืชพรรณนานาชนิด เราออกเดินเท้าตั้งแต่รุ่งสางเพื่อสำรวจพื้นที่ป่าแห่งหนึ่งที่เพิ่งถูกประกาศเป็นเขตป่าสงวนพิเศษ เนื่องจากพบว่ามีการลักลอบตัดไม้ทำลายป่าอย่างรุนแรงในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ทีมของเราประกอบด้วยดิฉันเอง ในฐานะหัวหน้าทีมสำรวจ นายประทีป ผู้ช่วยนักวิจัย และจ่าสมบัติ อส. ผู้มีประสบการณ์สูงในพื้นที่และเป็นที่รู้จักของชาวบ้านในฐานะผู้รอบรู้เรื่องป่าอย่างแท้จริง
จ่าสมบัติเป็นชายวัยกลางคน รูปร่างกำยำ ใบหน้ากร้านแดดและเต็มไปด้วยหนวดเครา เขาไม่ค่อยพูดนัก แต่ทุกครั้งที่เอ่ยปาก ก็มักจะเป็นคำเตือนหรือข้อคิดที่ลึกซึ้งอยู่เสมอ ตั้งแต่เริ่มภารกิจ จ่าสมบัติมีสีหน้าที่ไม่ค่อยสบายใจนัก เขามักจะมองไปรอบตัวด้วยแววตาระมัดระวังเป็นพิเศษ และมักจะกำตะกรุดที่คล้องคอแน่นอยู่เสมอ
"อาจารย์ครับ ทางนี้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่เลยนะผมว่า" จ่าสมบัติเอ่ยขึ้นหลังจากเราเดินผ่านพุ่มไม้รกทึบเข้าไปในส่วนที่ป่าดูหนาทึบและมืดมิดกว่าเดิม แสงแดดส่องลงมาได้เพียงรำไร ทิ้งให้ป่าเบื้องล่างปกคลุมด้วยความมืดสลัวและบรรยากาศที่เงียบสงัดผิดปกติ "ตรงนี้มันเป็นที่ของเจ้าป่าเจ้าเขาครับ คนเฒ่าคนแก่บอกว่าห้ามเข้าลึกไปกว่านี้"
ดิฉันหยุดเท้า เงยหน้ามองต้นไม้ใหญ่เบื้องหน้าที่สูงเสียดฟ้า ต้นยางนาขนาดมหึมาหลายต้นเรียงรายกันเป็นพืด กิ่งก้านแผ่สาขาปกคลุมจนแทบมองไม่เห็นท้องฟ้า ความรู้สึกเย็นยะเยือกบางอย่างเริ่มคืบคลานเข้ามา แม้ว่าอากาศจะยังคงอบอ้าว แต่บริเวณนี้กลับมีความชื้นและความเย็นผิดปกติ
"จ่าอย่าเพิ่งพูดให้ใจเสียเลยค่ะ เราต้องสำรวจให้ครบตามแผน" ดิฉันพยายามรักษาน้ำเสียงให้มั่นคง แม้ว่าในใจจะเริ่มรู้สึกไม่สบายเหมือนกัน "เราไม่ได้ทำอะไรไม่ดี แค่มาสำรวจเฉยๆ คงไม่มีอะไรหรอกค่ะ"
จ่าสมบัติไม่ตอบ เพียงแค่พยักหน้าเล็กน้อยและยังคงเดินนำหน้าไปอย่างระมัดระวังกว่าเดิม ทุกย่างก้าวของเขามีความหมาย เหมือนกำลังหยั่งเท้าลงบนพื้นผิวน้ำแข็งที่อาจแตกได้ทุกเมื่อ นายประทีปที่เดินตามหลังจ่าสมบัติก็ดูจะไม่สบายใจเช่นกัน เขาเงียบผิดปกติ ไม่ได้ส่งเสียงบ่นเรื่องแมลงหรือความเหนื่อยล้าเหมือนอย่างเคย
ยิ่งเราลึกเข้าไปในป่า บรรยากาศก็ยิ่งกดดัน เหมือนมีบางสิ่งกำลังจับจ้องเราอยู่ตลอดเวลา เสียงสัตว์ป่าที่เคยได้ยินแว่วๆ ก็เงียบหายไป มีเพียงเสียงฝีเท้าของพวกเรา และเสียงใบไม้แห้งกรอบที่เหยียบย่ำ ดังก้องอยู่ในความเงียบงัน กลิ่นดินชื้นเริ่มเปลี่ยนเป็นกลิ่นหอมเย็นฉุนๆ คล้ายกลิ่นกำยานผสมกับกลิ่นดอกไม้ป่าที่ไม่เคยได้กลิ่นมาก่อน มันเป็นกลิ่นที่ชวนให้รู้สึกขนลุก
แล้วเราก็มาถึงจุดที่เราต้องหยุดสำรวจ นายประทีปที่มัวแต่ก้มหน้าก้มตาจดบันทึกเกี่ยวกับพิกัดและสภาพป่า เดินชนเข้ากับแผ่นไม้ขนาดใหญ่ที่ถูกตัดโค่นล้มระเนนระนาด มันคือต้นยางนาขนาดมหึมา ที่มีร่องรอยการตัดด้วยเลื่อยยนต์ขนาดใหญ่ ต้นไม้เหล่านี้ถูกทิ้งไว้กลางป่า ไม่ได้ถูกขนย้ายไปไหน มันถูกทิ้งราวกับว่าคนตัดได้ทิ้งทุกอย่างไว้ตรงนั้นอย่างกะทันหัน
สภาพรอบตัวบ่งบอกถึงความโหดร้ายของการทำลายล้าง ต้นไม้ใหญ่น้อยถูกโค่นล้มเป็นบริเวณกว้าง กิ่งก้านและใบไม้ที่เคยเขียวขจีบัดนี้แห้งกรัง เศษไม้และขี้เลื่อยกระจัดกระจายเกลื่อนกลาด มันเป็นภาพที่บาดตาบาดใจสำหรับนักอนุรักษ์อย่างดิฉันมาก
"นี่มันเกินไปแล้ว!" ดิฉันพึมพำกับตัวเองด้วยความโกรธแค้น ป่าที่เคยสมบูรณ์บัดนี้กลายเป็นซากปรักหักพังเพียงชั่วข้ามคืน "พวกเขาทำลายทุกสิ่งทุกอย่าง"
แต่จ่าสมบัติไม่ได้มีท่าทีโกรธแค้น เขาดูหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด ใบหน้าของเขาซีดเผือด สายตาเบิกโพลง เขามองไปรอบๆ ราวกับกำลังมองหาบางสิ่งบางอย่างที่มองไม่เห็น
"อาจารย์ครับ ผมว่าเรากลับกันเถอะครับ" จ่าสมบัติเอ่ยเสียงแผ่วเบา น้ำเสียงสั่นเครือ "ที่นี่มันไม่ดีแล้วครับ"
ดิฉันยังคงจดจ่ออยู่กับการสำรวจความเสียหาย ไม่ได้สนใจคำเตือนของจ่าสมบัติมากนัก จนกระทั่งนายประทีปที่ยืนอยู่ข้างๆ ส่งเสียงร้องออกมาด้วยความตกใจ
"อาจารย์ครับ ดูนี่สิครับ!" เขานิ้วชี้ไปยังลำต้นของต้นยางนาที่ถูกตัดโค่น มันเป็นต้นไม้ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบริเวณนั้น โคนต้นยังคงตั้งตระหง่านอยู่บนพื้นดิน ส่วนลำต้นที่ถูกตัดโค่นพาดผ่านเนินดินไปไกล
บนหน้าตัดของลำต้นยางนาขนาดมหึมา ปรากฏรอยคล้ายกับรอยเลือดสีแดงเข้มที่ยังไม่แห้งสนิท ไหลซึมออกมาจากเนื้อไม้ มันเป็นสีแดงฉานตัดกับเนื้อไม้สีน้ำตาลอ่อน ทำให้ดิฉันรู้สึกขนลุกไปทั่วร่างทันที
"เลือด... เลือดต้นไม้เหรอ" ดิฉันพึมพำ มันเป็นสิ่งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ ต้นไม้ไม่มีเลือด ไม่มีของเหลวใดๆ ที่เป็นสีแดงเข้มขนาดนี้ แต่สิ่งที่เห็นตรงหน้ามันเป็นสีแดงสดราวกับเพิ่งถูกกรีดออกมา
จ่าสมบัติทรุดตัวลงคุกเข่าทันที เขาพนมมือขึ้นเหนือศีรษะ หลับตาพริ้ม และเริ่มสวดมนต์พึมพำเป็นภาษาถิ่นที่ดิฉันไม่เข้าใจ เสียงสวดมนต์ของเขาดังก้องในความเงียบราวกับเสียงสะท้อนจากอดีต
ขณะที่จ่าสมบัติกำลังสวดมนต์อยู่นั้น ลมพัดแรงกรรโชกมาอย่างกะทันหัน ใบไม้แห้งปลิวว่อน พัดเอากลิ่นดินและกลิ่นสาบแปลกๆ เข้ามาปะทะจมูก ดิฉันรู้สึกเย็นเยือกจากภายใน เหมือนมีมือที่มองไม่เห็นมาลูบไล้ไปทั่วร่าง
แล้วเสียงร้องไห้ก็ดังขึ้น มันเป็นเสียงร้องไห้ที่แผ่วเบา แต่เปี่ยมไปด้วยความโศกเศร้าและความเจ็บปวด เหมือนเสียงสะอื้นของเด็กเล็กๆ ที่ถูกทิ้งไว้กลางป่าลึก เสียงนั้นดังก้องอยู่รอบตัว ไม่สามารถระบุทิศทางได้
นายประทีปหน้าซีดเผือด ตัวสั่นเทาจนเห็นได้ชัด เขาดึงชายเสื้อดิฉันไว้แน่น
"อาจารย์ครับ เสียงอะไรครับ" เขาถามด้วยน้ำเสียงกระซิบกระซาบ
ดิฉันเองก็ไม่รู้จะตอบว่าอะไร ความคิดทางวิทยาศาสตร์ทุกอย่างพังทลายลงในพริบตา สิ่งที่อยู่ตรงหน้า สิ่งที่ได้ยิน มันเกินกว่าที่สมองจะประมวลผลได้
เสียงร้องไห้ค่อยๆ ดังขึ้น ดังขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นเสียงหวีดหวิวโหยหวนราวกับเสียงลมที่พัดผ่านช่องเขา ความเจ็บปวดและความโกรธแค้นในเสียงนั้นทำให้ดิฉันรู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
"นี่คือเสียง... เสียงของเจ้าป่าครับ อาจารย์" จ่าสมบัติเงยหน้าขึ้นมาพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว แต่ก็มีความเคารพอยู่ในนั้น "พวกเขาตัดต้นยางนาศักดิ์สิทธิ์ ต้นไม้ที่เป็นที่สิงสถิตของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พวกเขาปลุกความพิโรธของเจ้าป่าแล้วครับ"
ขณะที่จ่าสมบัติพูดจบ ทันใดนั้น ต้นไม้ที่ล้มระเนนระนาดอยู่รอบตัวก็เริ่มมีเสียงแปลกๆ ดังขึ้น เสียงเหมือนคนเดิน เสียงเหมือนกิ่งไม้หัก แต่ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆ ที่มองเห็น มันเป็นเสียงที่อยู่รอบตัวเรา เหมือนมีบางสิ่งที่มองไม่เห็นกำลังเคลื่อนไหววนเวียนอยู่ใกล้ๆ
แสงอาทิตย์ที่เคยส่องลงมาได้รำไรก็เลือนหายไป กลายเป็นความมืดมิดที่ปกคลุมเข้ามาอย่างรวดเร็ว แม้จะยังไม่ถึงเวลาพลบค่ำ แต่บริเวณนั้นกลับมืดมิดราวกับถูกปิดบังด้วยผืนผ้าสีดำ กลิ่นกำยานผสมดอกไม้ป่าก็ยิ่งแรงขึ้น จนแสบจมูก
"เราต้องไปจากที่นี่ครับอาจารย์ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป" จ่าสมบัติลุกขึ้นยืน ดึงมือดิฉันให้ตามเขาไป
เราเริ่มออกเดินเท้ากลับอย่างเร่งรีบที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในความมืดสลัวที่ปกคลุมป่า จ่าสมบัติใช้สัญชาตญาณและประสบการณ์นำทาง พวกเราทั้งสามคนวิ่งไม่คิดชีวิต โดยไม่รู้ว่ากำลังวิ่งหนีอะไรกันแน่ รู้แค่เพียงว่าสิ่งที่อยู่เบื้องหลังนั้นน่ากลัวเกินกว่าจะเผชิญหน้า
ระหว่างทาง เสียงหวีดหวิวโหยหวนยังคงตามติดเรามาไม่ห่าง บางครั้งเราได้ยินเสียงกระซิบแผ่วๆ ข้างหู เป็นภาษาที่ไม่คุ้นเคย แต่เต็มไปด้วยความอาฆาตแค้น ดิฉันรู้สึกเหมือนถูกจับจ้องจากทุกทิศทาง ใบไม้รอบตัวไหวเอนราวกับมีมือที่มองไม่เห็นมาจับต้อง
จ่าสมบัติเริ่มแสดงอาการแปลกๆ ใบหน้าของเขาแดงก่ำ ดวงตาเบิกโพลง เขายังคงวิ่งนำหน้าพวกเรา แต่ดูเหมือนเขาจะไม่ใช่จ่าสมบัติคนเดิมอีกต่อไป เสียงสวดมนต์ของเขาดังขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่ใช่บทสวดที่เราได้ยินตอนแรก มันเป็นบทสวดที่ฟังดูดุดันและแข็งกร้าว เหมือนกำลังต่อสู้กับบางสิ่งบางอย่าง
จู่ๆ เขาก็หันกลับมา ตะโกนใส่เราสองคนด้วยน้ำเสียงที่ผิดเพี้ยนไปจากเดิม
"วิ่งไป! วิ่งไปให้พ้น! มันกำลังตามมา! มันต้องการเลือดของพวกที่ทำลายป่า!"
แล้วเขาก็ล้มลงไปกองกับพื้น ตัวสั่นสะท้าน มือทั้งสองข้างกุมศีรษะแน่น ราวกับกำลังทรมานจากความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส
"จ่าครับ จ่าเป็นอะไรไป!" ดิฉันรีบเข้าไปประคอง แต่จ่าสมบัติกลับปัดมือดิฉันออกอย่างแรง ดวงตาของเขาแดงก่ำราวกับมีเปลวไฟลุกโชนอยู่ในนั้น
"ไปซะ! ไปซะ!" เขาตะโกนเสียงแหบพร่า "เจ้าป่ามันมาแล้ว! มันมาเอาชีวิต!"
นายประทีปดึงแขนดิฉันให้ลุกขึ้น เขามีสีหน้าหวาดกลัวจนน้ำตาไหล
"อาจารย์ครับ เราต้องไปแล้วครับ!" เขาพูดพร้อมกับฉุดกระชากดิฉันให้วิ่งหนี
เราวิ่งต่อมาอีกพักใหญ่ โดยทิ้งจ่าสมบัติไว้เบื้องหลัง เสียงร้องโหยหวนและเสียงกระซิบยังคงตามติด แต่ตอนนี้มันดูเหมือนจะจางลงไปบ้าง อาจเป็นเพราะเราวิ่งออกมาจากบริเวณนั้นแล้ว
เมื่อถึงเขตป่าชั้นนอกที่แสงแดดส่องถึง เราทรุดตัวลงกับพื้นด้วยความเหนื่อยล้าและหวาดกลัว ดิฉันหันไปมองนายประทีป เขายังคงสั่นเทาไม่หาย
"จ่าสมบัติ... จ่าสมบัติจะเป็นยังไงบ้าง" ดิฉันเอ่ยถามด้วยเสียงแผ่วเบา
นายประทีปไม่ตอบ เขาแค่ส่ายหน้าช้าๆ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
เรานั่งพักอยู่ตรงนั้นนานหลายนาที พยายามตั้งสติ และตัดสินใจว่าจะกลับไปช่วยจ่าสมบัติหรือไม่ แต่ในใจลึกๆ แล้ว ดิฉันรู้ว่าเราไม่สามารถทำอะไรได้เลย สิ่งที่เราเผชิญหน้าไม่ใช่คน หรือสัตว์ป่า มันเป็นสิ่งที่เหนือธรรมชาติอย่างแท้จริง
ในที่สุด เราตัดสินใจกลับออกไปจากป่าให้เร็วที่สุดเพื่อขอความช่วยเหลือ เราเดินออกมาจากป่าด้วยความรู้สึกหวั่นกลัวและผิดบาปที่ทิ้งจ่าสมบัติไว้เบื้องหลัง
วันรุ่งขึ้น ทีมค้นหาถูกส่งเข้าไปในป่าเพื่อตามหาจ่าสมบัติ ดิฉันและนายประทีปเข้าร่วมทีมค้นหาด้วยความหวังอันริบหรี่ แต่หลังจากค้นหาอยู่หลายวัน เราก็ไม่พบร่องรอยของจ่าสมบัติเลย ราวกับว่าเขาหายไปอย่างไร้ร่องรอย สิ่งที่พบเพียงอย่างเดียวคือตะกรุดของจ่าสมบัติที่ตกอยู่ข้างต้นยางนาที่ถูกตัดโค่นใบนั้น ตะกรุดที่เคยเงาวับบัดนี้กลับเป็นสนิมเขรอะ ราวกับผ่านกาลเวลามาเนิ่นนาน
เรื่องราวของจ่าสมบัติกลายเป็นปริศนาที่ไม่มีใครไขได้ ชาวบ้านในละแวกนั้นต่างเชื่อว่าจ่าสมบัติถูกเจ้าป่าเอาตัวไป เพราะเขาพยายามขัดขวางความโกรธแค้นของเจ้าป่า และอาจจะรับเคราะห์แทนพวกเรา
ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ดิฉันไม่เคยมองผืนป่าด้วยสายตาแบบเดิมอีกเลย ความเชื่อทางวิทยาศาสตร์ถูกสั่นคลอนจนแทบไม่เหลือชิ้นดี ดิฉันได้เรียนรู้ว่าธรรมชาติไม่ได้มีเพียงสิ่งที่จับต้องได้เท่านั้น แต่ยังมีพลังงานบางอย่างที่อยู่เหนือการรับรู้ของมนุษย์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เจ้าป่าเจ้าเขา หรืออะไรก็ตามแต่ที่ชาวบ้านเชื่อ พวกเขาไม่ได้โกหก พวกเขาเพียงแค่รับรู้ถึงสิ่งที่เรามองไม่เห็น
ประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้ดิฉันตระหนักได้ว่า การอนุรักษ์ป่าไม่ได้มีแค่การปกป้องต้นไม้และสัตว์ป่าจากน้ำมือของมนุษย์ แต่ยังหมายถึงการเคารพต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มองไม่เห็น การเคารพต่อความเชื่อของผู้คนในท้องถิ่น และการตระหนักว่าเราเป็นเพียงส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ไม่ใช่เจ้าของธรรมชาติ
ทุกวันนี้ ดิฉันยังคงทำหน้าที่นักอนุรักษ์ต่อไป แต่ด้วยมุมมองที่เปลี่ยนไป ดิฉันจะบอกเล่าเรื่องราวนี้ให้ผู้คนได้รับรู้ เพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงพลังอันยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ และอย่าได้ลองดีกับสิ่งเร้นลับที่คอยปกปักรักษาผืนป่าแห่งนี้ เพราะเมื่อใดที่ป่าโกรธเคือง เมื่อนั้นความพิโรธของสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะมาเยือน และไม่มีมนุษย์คนใดที่จะรอดพ้นไปได้เลย
0 $type={blogger}:
แสดงความคิดเห็น