051 พิทักษ์ไพรอาถรรพ์ แรงอาฆาตใต้เงาต้นไม้ใหญ่

 ผืนป่าดึกดำบรรพ์มักซ่อนเร้นเรื่องราวมากมายไว้ใต้ร่มเงาของมัน ทั้งความงามที่ยากจะหาใดเปรียบ และความลี้ลับที่ท้าทายการพิสูจน์ เรื่องราวที่เราจะเล่าในวันนี้ก็เป็นหนึ่งในนั้นค่ะ มันเกิดขึ้นกับกลุ่มคนผู้ซึ่งอุทิศชีวิตให้กับการพิทักษ์ป่า แต่กลับต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่อยู่เหนือความเข้าใจของมนุษย์เรา


เรื่องนี้เริ่มขึ้นเมื่อประมาณสองสามปีก่อน ในผืนป่าใหญ่ทางตอนเหนือของประเทศ ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความอุดมสมบูรณ์และยังคงความบริสุทธิ์ของป่าดิบชื้นเอาไว้ได้อย่างน่าอัศจรรย์ ทว่าความบริสุทธิ์นี้ก็ไม่ได้หมายถึงความสงบเสมอไป ป่าแห่งนี้ยังเป็นที่หมายตาของกลุ่มลักลอบตัดไม้และล่าสัตว์มาโดยตลอด ทำให้เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าและอาสาสมัครป้องกันภัย (อส.) ต้องทำงานอย่างหนักเพื่อปกป้องสมบัติอันล้ำค่าของชาติผืนนี้


พิมเป็นนักอนุรักษ์สาวไฟแรง เธอจบจากคณะวนศาสตร์ด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ความฝันของเธอคือการใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยในการจัดการและอนุรักษ์ป่า เธอเชื่อมั่นในข้อมูล ตัวเลข และหลักฐานเชิงประจักษ์ แต่ในป่าแห่งนี้ ความเชื่อของเธอกำลังจะถูกท้าทายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน


ส่วนจ่าสม หรือที่คนในพื้นที่เรียกติดปากว่า "จ่าสม ป่ารักษ์" เขาเป็นอส. มากว่าสามสิบปี ร่างกายอาจจะเริ่มโรยราไปบ้างตามกาลเวลา แต่จิตใจของเขาแข็งแกร่งดั่งหินผา ความรู้เรื่องป่าของจ่าสมนั้นเรียกได้ว่าอยู่ในสายเลือด เขารู้จักทุกซอกทุกมุมของป่า รู้จักรอยเท้าสัตว์ทุกชนิด และที่สำคัญ เขารู้จัก "เรื่องเล่า" ของป่าได้เป็นอย่างดี จ่าสมเป็นคนเงียบ ๆ ไม่ค่อยพูด แต่เมื่อไรที่เขาพูด ทุกคำที่หลุดออกมาจากปากมักมีความหมายแฝงที่ลึกซึ้ง และเป็นจริงเสมอ โดยเฉพาะเรื่องราวที่เกี่ยวกับอาถรรพ์และสิ่งเร้นลับที่เฝ้าปกปักผืนป่าแห่งนี้


วันหนึ่ง ในช่วงปลายฤดูฝนที่ป่าทึบและชื้นแฉะเป็นพิเศษ ทีมลาดตระเวนของพิมและจ่าสมได้รับแจ้งจากระบบเซ็นเซอร์ที่ติดตั้งไว้ว่ามีการบุกรุกป่าในเขตป่าชั้นในที่ถือเป็น "เขตหวงห้าม" ที่สุดของอุทยาน ซึ่งเป็นเขตที่มีต้นไม้ใหญ่และสัตว์ป่าหายากอาศัยอยู่หนาแน่น การบุกรุกครั้งนี้ค่อนข้างผิดปกติ เพราะเป็นจุดที่เข้าถึงยากมาก ไม่น่าจะมีใครกล้าเสี่ยงเข้าไปโดยไม่จำเป็น


"พิมว่ามันแปลก ๆ นะคะจ่าสม ปกติพวกลักลอบตัดไม้จะไม่เข้าไปลึกขนาดนี้ เพราะเสี่ยงเกินไป" พิมเอ่ยขึ้นขณะที่กางแผนที่ดาวเทียมดูพิกัดอย่างละเอียด


จ่าสมที่กำลังลับมีดพกคู่ใจด้วยสีหน้าเรียบนิ่งเงยหน้าขึ้นมามองพิมแวบหนึ่ง "ป่ามีเจ้าของนะคุณพิม บางทีเจ้าของป่าเขาก็ไม่ชอบให้ใครไปยุ่มย่าม"


พิมยิ้มแหย ๆ "จ่าสมก็พูดไปค่ะ เจ้าของป่าคือพวกเราทุกคนนี่แหละค่ะ" เธอตอบอย่างไม่ใส่ใจกับคำพูดเชิงปริศนาของจ่าสมนัก


แต่ในใจลึก ๆ เธอก็รู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง ยิ่งใกล้จุดพิกัดมากเท่าไหร่ บรรยากาศก็ยิ่งเย็นยะเยือกและเงียบสงัดผิดธรรมชาติ ปกติแล้วในป่าที่อุดมสมบูรณ์เช่นนี้ ควรจะได้ยินเสียงนก เสียงสัตว์ป่าร้องระงม แต่ที่นี่กลับมีเพียงเสียงลมพัดผ่านยอดไม้ และเสียงฝีเท้าของพวกเธอเองที่ย่ำไปบนพื้นดินชื้นแฉะ


เมื่อไปถึงจุดพิกัด สิ่งที่ทีมพบทำให้ทุกคนถึงกับต้องยืนนิ่งไปชั่วขณะ แทนที่จะเป็นกองไม้ซุงหรือซากสัตว์ป่า พวกเขาพบต้นตะเคียนยักษ์อายุนับร้อยปี ที่กิ่งก้านสาขาของมันสูงเสียดฟ้า ถูกโค่นล้มลงอย่างอุกอาจ ใบไม้ที่เคยเขียวขจีตอนนี้แห้งกรัง ซากลำต้นขนาดใหญ่ถูกเลื่อยเป็นท่อน ๆ เตรียมขนย้าย แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนขนลุกที่สุดคือ ภาพของชายฉกรรจ์สามคนนอนเสียชีวิตอยู่รอบ ๆ ลำต้น ใบหน้าของพวกเขามีร่องรอยของความหวาดกลัวสุดขีด ดวงตาเบิกโพลง และร่างกายไม่มีบาดแผลใด ๆ เลยแม้แต่น้อย


"นี่มันเกิดอะไรขึ้นคะจ่าสม!" พิมถามเสียงสั่น ร่างกายเริ่มสั่นเทาด้วยความตื่นตระหนก ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ทั้งหมดที่มีไม่สามารถอธิบายสิ่งที่เห็นตรงหน้าได้เลย


จ่าสมไม่ได้ตอบ เขาเดินเข้าไปใกล้ซากต้นตะเคียนช้า ๆ แล้วทรุดตัวลงมองรอบ ๆ พลางขยับจมูกดมกลิ่นอากาศ ดวงตาของเขาฉายแววเคร่งเครียดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน


"มีกลิ่นคาวเลือดจาง ๆ... แล้วก็กลิ่นธูปไหม้เก่า ๆ ด้วย" จ่าสมพูดเสียงเบา "พวกมันคงทำพิธีอะไรบางอย่าง ก่อนจะลงมือโค่นต้นไม้ใหญ่ต้นนี้"


จากนั้นจ่าสมก็ชี้ไปที่โคนต้นตะเคียนที่ถูกตัด เผยให้เห็นรอยบุบขนาดใหญ่ และมีลักษณะคล้ายรอยไหม้เกรียมเป็นวงกว้าง "ดูนี่คุณพิม... เหมือนมีอะไรบางอย่างกระแทกเข้าที่ต้นไม้แรง ๆ แล้วก็มีรอยคล้ายถูกไฟไหม้ แต่ไม่ใช่ไฟจากธรรมชาติแน่นอน"


พิมเดินเข้าไปดูใกล้ ๆ และสิ่งที่ทำให้เธอยิ่งประหลาดใจคือ บริเวณรอบโคนต้นมีหญ้าและใบไม้แห้งเกรียมเป็นวงกว้าง ราวกับว่ามีพลังงานบางอย่างแผ่ออกมาเผาผลาญพืชพรรณรอบ ๆ


"นี่มันเป็นไปไม่ได้นะคะจ่าสม ต้นไม้ไม่ได้มีรอยฟ้าผ่า และไม่มีร่องรอยการจุดไฟด้วย" พิมพึมพำกับตัวเอง


จ่าสมเงยหน้ามองยอดไม้ที่เหลืออยู่ สายตาของเขาจับจ้องไปยังกิ่งก้านที่ยังคงยืนต้นอยู่ครึ่งหนึ่ง "ต้นตะเคียน... เป็นที่สิงสถิตของนางไม้ คุณพิมคงเคยได้ยินเรื่องเล่าพวกนี้มาบ้าง"


พิมพยักหน้าเล็กน้อย เรื่องนางไม้ตะเคียนเป็นตำนานพื้นบ้านที่เธอเคยได้ยินมาตั้งแต่เด็ก แต่ไม่เคยคิดว่ามันจะมีอยู่จริง


"ป่าแห่งนี้มีกฎของมันเองค่ะคุณพิม ถ้าใครล่วงละเมิดกฎ ผีป่า ผีไพร เขาจะจัดการเอง" จ่าสมพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง "พวกที่ตายไปนี่... คงไม่ใช่แค่มันอยากได้ไม้หรอกค่ะ มันคงอยากลองของ ลองดีกับเจ้าป่าเจ้าเขา"


ทีมตัดสินใจแจ้งเหตุไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และถอนกำลังออกจากพื้นที่นั้นทันที แม้จะยังไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจน แต่ความรู้สึกอันหนักอึ้งและน่าขนลุกยังคงเกาะกุมจิตใจของทุกคน


หลังจากเหตุการณ์นั้น พิมเริ่มเก็บข้อมูลอย่างจริงจัง เธอพยายามหาหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มาอธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้น ทั้งการตรวจสอบดิน น้ำ และซากศพของชายสามคน แต่ผลที่ได้กลับทำให้เธอยิ่งสับสน ไม่มีร่องรอยสารพิษ ไม่มีการทำร้ายร่างกายอย่างเห็นได้ชัด การชันสูตรยืนยันว่าหัวใจวายเฉียบพลัน ซึ่งเป็นเรื่องแปลกมากสำหรับคนวัยฉกรรจ์พร้อมกันสามคน


วันเวลาผ่านไป เหตุการณ์ลักลอบตัดไม้ในเขตป่าชั้นในดูเหมือนจะเงียบลงอย่างผิดปกติ จนกระทั่งช่วงหนึ่ง กลุ่มลักลอบตัดไม้อีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเป็นที่รู้กันในหมู่เจ้าหน้าที่ว่าเป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลและไม่เกรงกลัวใคร ได้เริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้ง พวกเขาตั้งแคมป์อยู่ใกล้กับอาณาเขตของต้นตะเคียนอาถรรพ์ และมีข่าวลือว่าพวกเขากำลังวางแผนที่จะเข้าไปโค่นต้นไม้ขนาดใหญ่อีกต้นหนึ่งที่อยู่ลึกเข้าไปในป่า ซึ่งเป็นต้นยางนาโบราณที่มีขนาดใหญ่โตมโหฬารไม่แพ้ต้นตะเคียนที่ถูกโค่นไป


จ่าสมดูวิตกกังวลเป็นพิเศษ เขามักจะมานั่งคุยกับพิมที่สำนักงาน เล่าเรื่องราวเก่า ๆ เกี่ยวกับผืนป่าแห่งนี้ให้ฟัง


"ป่าแห่งนี้มี 'เจ้าป่า' ที่แรงกล้านะคุณพิม" จ่าสมเล่าในเย็นวันหนึ่ง ขณะที่พวกเขากำลังนั่งดื่มกาแฟร้อน ๆ ใต้แสงไฟสลัวของสำนักงาน "ไม่ใช่แค่ผีนางไม้ แต่เป็นดวงจิตวิญญาณของผู้พิทักษ์ป่าในอดีต ผสมรวมกับพลังงานของธรรมชาติ เขาจะคอยปกปักรักษาป่า ใครที่คิดไม่ดี ใครที่ไปทำลาย เขาจะโดนดีทุกคน"


"แต่ในทางวิทยาศาสตร์ เราไม่สามารถพิสูจน์เรื่องพวกนี้ได้เลยนี่คะจ่าสม" พิมตอบอย่างอ่อนใจ "บางทีมันอาจจะเป็นแค่เรื่องบังเอิญ หรือเป็นผลจากความเครียดและความหวาดกลัวของพวกเขาก็ได้"


จ่าสมยิ้มบาง ๆ "แล้วคุณพิมอธิบายยังไงกับชายสามคนที่ตายไปเมื่อคราวก่อนล่ะ ไม่มีร่องรอยการต่อสู้ ไม่มีบาดแผล แต่ตายด้วยความหวาดกลัวสุดขีด"


คำพูดของจ่าสมทำให้พิมนิ่งไป เธอไม่สามารถหาคำตอบที่น่าพอใจได้จริง ๆ


คืนนั้นเอง สัญญาณเตือนภัยจากเซ็นเซอร์ก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เป็นบริเวณใกล้เคียงกับแคมป์ของกลุ่มลักลอบตัดไม้ พิมและจ่าสมนำทีมออกลาดตระเวนทันที คราวนี้ความรู้สึกหวาดหวั่นปะปนกับความกระตือรือร้นที่จะหาคำตอบให้กับเหตุการณ์ปริศนา


ยิ่งเดินเข้าไปใกล้ เสียงกรีดร้องโหยหวนและเสียงปืนก็ดังขึ้นสลับกันไปในความมืดมิดของป่า พิมและจ่าสมเร่งฝีเท้า พวกเขาเตรียมพร้อมรับมือกับการปะทะกับพวกลักลอบตัดไม้ แต่สิ่งที่รออยู่ข้างหน้ากลับน่าสะพรึงกลัวกว่าการต่อสู้กับคนเป็น ๆ หลายเท่า


เมื่อไปถึงแคมป์ชั่วคราวของพวกลักลอบตัดไม้ ภาพที่เห็นทำให้ทุกคนถึงกับผงะ! แคมป์ถูกรื้อทำลายข้าวของกระจัดกระจาย มีชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งนอนดิ้นทุรนทุรายอยู่บนพื้น บางคนกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง บางคนพยายามคลานหนีด้วยใบหน้าซีดเผือดเหมือนเห็นผี พวกลักลอบตัดไม้หลายคนกำลังใช้มีดและขวานฟันแทงไปในอากาศอย่างหวาดกลัว ราวกับกำลังต่อสู้กับศัตรูที่มองไม่เห็น


"พวกมันกำลังโดนอะไรเล่นงานอยู่ก็ไม่รู้!" หนึ่งในลูกทีมกระซิบเสียงสั่น


จ่าสมสั่งให้ทุกคนหยุดอยู่กับที่ "อย่าเพิ่งเข้าไปใกล้!" เขารู้สึกได้ถึงพลังงานที่เย็นยะเยือกและน่าสะพรึงกลัวแผ่ออกมาจากบริเวณนั้น "พวกมันคงไปทำอะไรให้เจ้าป่าเขาไม่พอใจเข้าแล้ว"


จ่าสมสังเกตเห็นกลุ่มชายฉกรรจ์คนหนึ่งที่กำลังพยายามใช้เลื่อยไฟฟ้าตัดต้นยางนาขนาดมหึมาที่อยู่ใกล้ ๆ ต้นไม้ต้นนั้นมีขนาดใหญ่มากจนต้องใช้คนหลายคนจึงจะโอบได้รอบ รากของมันหยั่งลึกลงไปในดินแผ่กว้างออกไปหลายเมตร เปลือกไม้หนาเตอะปกคลุมไปด้วยมอสส์และเถาวัลย์ดูราวกับสิ่งมีชีวิตโบราณที่หลับใหล


ทันใดนั้นเอง ชายคนที่กำลังตัดต้นไม้อยู่ก็กรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดสุดขีด เลื่อยไฟฟ้าที่เขาถือกำลังสั่นสะท้านอย่างรุนแรงราวกับมีแรงต้านทานจากภายในต้นไม้ จากนั้นคมเลื่อยก็บิดเบี้ยวผิดรูปไปอย่างน่าอัศจรรย์ ก่อนจะสะบัดหลุดจากมือเขาและพุ่งเข้าใส่หน้าอกของเขาอย่างจัง! ชายคนนั้นล้มลงไปนอนแน่นิ่งบนพื้น เลือดสีแดงฉานไหลทะลักออกมา


ภาพที่เห็นนั้นทำให้ทุกคนตาค้าง พิมถึงกับทรุดตัวลงคุกเข่า ตัวสั่นเทาด้วยความกลัว เธอเคยอ่านเจอในตำนานพื้นบ้านว่า ต้นไม้ใหญ่บางต้นเป็นที่สิงสถิตของ "รุกขเทวดา" หรือวิญญาณผู้พิทักษ์ป่า แต่ไม่เคยเชื่อว่าจะมีอานุภาพถึงเพียงนี้


เสียงลมกระโชกแรงพัดผ่านยอดไม้ แม้จะไม่มีเมฆฝน ท้องฟ้าก็มืดมิดลงไปถนัดตา ราวกับว่ามีบางสิ่งกำลังโกรธแค้นอย่างรุนแรง กลิ่นคาวเลือดผสมกับกลิ่นสาบของป่าทำให้บรรยากาศยิ่งน่าขนลุก เสียงกรีดร้องและโหยหวนของพวกลักลอบตัดไม้ดังระงมไปทั่วบริเวณ บางคนวิ่งชนต้นไม้จนล้มลงหมดสติ บางคนคลั่งจนเอาหัวโขกกับพื้นดินจนเลือดอาบ จู่ ๆ ก็มีเงาตะคุ่มขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นเหนือยอดต้นยางนา มันเป็นเงาที่บิดเบี้ยวคล้ายร่างของคนผสมกับพืชพรรณ ดวงตาแดงก่ำจ้องมองลงมาอย่างอาฆาต


จ่าสมรีบคว้าข้อมือพิมแล้วกระซิบเสียงต่ำ "หนีเถอะคุณพิม เราอยู่ไม่ได้แล้วที่นี่!"


พวกเขาทุกคนถอยหนีออกมาจากบริเวณนั้นอย่างรวดเร็ว วิ่งไม่คิดชีวิต ไม่ได้สนใจว่าพวกลักลอบตัดไม้จะเป็นอย่างไรแล้วในตอนนี้ เพราะสิ่งที่เผชิญหน้าอยู่ไม่ใช่ศัตรูที่จับต้องได้ ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ แต่เป็นความโกรธแค้นของธรรมชาติที่ถูกทำลาย


เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อแสงแดดสาดส่องลงมาในป่า พิมและจ่าสมนำทีมเจ้าหน้าที่หน่วยงานอื่นกลับเข้าไปสำรวจพื้นที่อีกครั้ง สิ่งที่พบคือซากศพของพวกลักลอบตัดไม้เกือบสิบคน พวกเขาทั้งหมดเสียชีวิตในสภาพคล้ายกับถูกทำให้ตกใจกลัวจนหัวใจวาย มีบางคนที่มีรอยบาดแผลฉกรรจ์จากการใช้ของมีคมทำร้ายตัวเอง ส่วนชายที่พยายามตัดต้นยางนาก็เสียชีวิตจากการที่เลื่อยไฟฟ้ากระเด็นเข้าใส่ ไม่มีร่องรอยการต่อสู้กับบุคคลอื่น ไม่มีรอยเท้าคนแปลกหน้า ไม่มีอะไรเลย นอกจากความเสียหายที่พวกเขาก่อขึ้นเอง และผลลัพธ์อันน่าสยดสยองที่พวกเขาได้รับ


เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้พิมเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อผืนป่าไปโดยสิ้นเชิง เธอตระหนักว่าป่าไม่ใช่แค่พื้นที่สีเขียวที่มีต้นไม้และสัตว์ แต่เป็นระบบนิเวศที่มีชีวิต มีจิตวิญญาณ มีพลังงานที่เร้นลับ และมีกฎเกณฑ์ที่มนุษย์ไม่สามารถเข้าใจหรือควบคุมได้ทั้งหมด


จ่าสมยังคงทำงานของเขาต่อไป เขายังคงออกลาดตระเวนอย่างสม่ำเสมอ แต่ตอนนี้สายตาของเขาเต็มไปด้วยความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เขาเชื่อมั่นว่าผืนป่าแห่งนี้มี "ผู้พิทักษ์" ที่แท้จริงอยู่ ไม่ใช่แค่เขาหรือพิม แต่เป็นสิ่งที่มองไม่เห็น เป็นจิตวิญญาณที่เฝ้าระวังและลงโทษผู้ที่บังอาจทำลายความสมดุลของธรรมชาติ


นับตั้งแต่นั้นมา เขตป่าชั้นในแห่งนั้นก็ไม่เคยมีพวกลักลอบตัดไม้กล้าเข้าไปอีกเลย คำร่ำลือเรื่อง "ผีป่าเฝ้าดง" และ "แรงอาฆาตของรุกขเทวดา" แพร่สะพัดไปทั่ว จนกลายเป็นกำแพงที่แข็งแกร่งที่สุดในการปกป้องป่าแห่งนี้


เรื่องราวของพิมและจ่าสมเป็นบทเรียนสำคัญให้กับเราทุกคนค่ะ ว่าการอนุรักษ์ธรรมชาติ ไม่ได้หมายถึงแค่การใช้หลักวิทยาศาสตร์เข้าจัดการหรือการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการเข้าใจและเคารพในสิ่งที่อยู่เหนือกว่าความเข้าใจของเราด้วย บางครั้ง พลังอำนาจที่แท้จริงของการปกป้องผืนป่า อาจไม่ได้มาจากกระบอกปืนของเจ้าหน้าที่ หรือเครื่องมือที่ทันสมัยของนักวิชาการ แต่อาจมาจากพลังเร้นลับที่ซ่อนอยู่ในหัวใจของผืนป่าเอง พลังที่พร้อมจะตอบโต้ผู้ที่คิดร้ายและปกป้องบ้านของมันอย่างดุดันจนไม่มีใครกล้าล่วงละเมิดอีกต่อไป


ผืนป่าผืนนี้ยังคงอยู่ และเรื่องราวอาถรรพ์ของมันยังคงเล่าขาน เพื่อเตือนใจทุกคนว่า "ป่ามีเจ้าของ" และเจ้าของเหล่านั้น อาจไม่ใช่แค่ที่เรามองเห็นด้วยตาเปล่า แต่เป็นพลังงานโบราณที่เฝ้ารอคอยจะปกป้องบ้านของมันชั่วนิรันดร์.

0 $type={blogger}:

แสดงความคิดเห็น

👻 ฟังเรื่องหลอน
✅ รองรับ PC & Mobile
พร้อมใช้งาน
ขับเคลื่อนโดย Blogger.

ผู้ติดตาม

สั่งกล่องพัสดุ 750 ส่งฟรี

✨ 750 ส่งฟรี ✨
โลโก้ ตุ้ยคุ้ยเรื่องหลอน

บทความ

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

**คนออนไลน์:** ...
ตุ้ยคุ้ยเรื่องหลอน: รวมเรื่องผี เรื่องเล่าสยองขวัญ และตำนานอาถรรพ์ © 2013 Published By Gooyaabi Templates Supported by Best Blogger Templates and Premium Blog Templates - Web Design