033 พลีชีพพิชิตอาคม เมื่อปาฏิหาริย์แห่งศรัทธาปะทะมหาเวทย์ชายแดนใต้

 ชายแดนใต้ของประเทศไทย... ดินแดนที่เรื่องราวของความจริงและความเชื่อปะปนกันอย่างแยกไม่ออก ในขณะที่เราคุ้นชินกับข่าวสารการปะทะด้วยอาวุธสงคราม กลยุทธ์ทางทหาร และการต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ หลายครั้งที่เรื่องราวเบื้องลึกเบื้องหลัง กลับซ่อนเร้นปรากฏการณ์ที่ยากจะหาคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์มาหักล้างได้ค่ะ


หลายปีที่ผ่านมา ในฐานะนักเล่าเรื่อง ดิฉันมีโอกาสได้ลงพื้นที่ พูดคุยกับผู้คนมากมายที่ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางสถานการณ์อันเปราะบางนี้ และสิ่งที่ทำให้ดิฉันประหลาดใจเสมอมาคือ การดำรงอยู่ของ "ไสยศาสตร์" ที่ไม่ได้เป็นเพียงความเชื่อส่วนบุคคล แต่กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการเผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่กับกลุ่มผู้ไม่หวังดี เรื่องราวของ "โจรขมังเวทย์" และ "วิชาอาคม" ที่ทำให้กระสุนด้านยิงไม่ออก หรือแม้กระทั่งร่างกายคงกระพัน กลายเป็นตำนานเล่าขานที่จริงจังกว่าที่หลายคนคิด


ครั้งหนึ่ง ดิฉันได้มีโอกาสพูดคุยกับชายสูงวัยท่านหนึ่ง ชื่อ "พี่วินัย" อดีตเจ้าหน้าที่ชุดคุ้มครองหมู่บ้านที่เคยปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยงภัยแห่งหนึ่งในสามจังหวัดชายแดนใต้ พี่วินัยเป็นคนรูปร่างกำยำ ใบหน้าเปื้อนริ้วรอยแห่งประสบการณ์ ดวงตาที่ผ่านการมองเห็นเรื่องราวมากมายของชีวิตและความตาย เขานั่งลงตรงหน้าดิฉันในร้านกาแฟเล็กๆ ริมทาง พูดคุยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง แต่ทุกถ้อยคำกลับหนักแน่นและเต็มไปด้วยพลัง ราวกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาเล่ามานั้น มันยังคงฉายชัดอยู่ในความทรงจำ


"แรกๆ ผมก็ไม่เชื่อหรอกครับคุณผู้หญิง" พี่วินัยเริ่มต้นเรื่องราวของเขา "เราเป็นทหาร ตำรวจ มาจากโรงเรียน ฝึกมาตามตำรา ทุกอย่างต้องมีเหตุผล มีหลักการ แต่พออยู่ไปนานๆ เห็นกับตาตัวเองบ่อยเข้า ก็ต้องเริ่มคิดใหม่ล่ะครับ"


พี่วินัยเล่าว่า ในช่วงแรกที่เขาเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ เขาได้ยินเรื่องเล่าแปลกๆ จากชาวบ้านและเจ้าหน้าที่รุ่นพี่เสมอ เกี่ยวกับกลุ่มผู้ก่อเหตุบางคนที่มีวิชาอาคม "ของขลัง" ติดตัว ทำให้ยิงไม่เข้า ฟันไม่ระคาย แต่เขาก็ยังคงยึดมั่นในหลักเหตุผล ทว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเขาและเพื่อนร่วมงานในเวลาต่อมา ทำให้มุมมองของเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง


เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในช่วงฤดูฝน ราวๆ กลางปี พ.ศ. 2555 หน่วยของพี่วินัยได้รับแจ้งข่าวกรองว่ามีกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงกลุ่มหนึ่ง ซึ่งนำโดยชายฉกรรจ์ที่ชาวบ้านเรียกขานกันว่า "จาฟาร์" กำลังเคลื่อนไหวเตรียมก่อเหตุในพื้นที่รอยต่อของหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง จาฟาร์ผู้นี้มีชื่อเสียงเลื่องลือในเรื่องของวิชาอาคมและของขลังที่ติดตัว เขาเป็นที่รู้จักกันดีว่ามักจะรอดพ้นจากการปะทะครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างเหลือเชื่อ จนชาวบ้านบางคนเชื่อว่าเขามีวิชา "มหาอุด" ที่ทำให้กระสุนปืนไม่สามารถทำอันตรายเขาได้


"คืนนั้นฝนตกปรอยๆ ครับคุณผู้หญิง" พี่วินัยเล่า ดวงตาของเขาฉายแววครุ่นคิด "พวกเราเคลื่อนกำลังเข้าไปอย่างเงียบเชียบ เพราะไม่อยากให้ชาวบ้านตื่นตกใจ เป้าหมายของเราคือจับกุมจาฟาร์และลูกน้องให้ได้ก่อนที่พวกเขาจะลงมือ"


หน่วยของพี่วินัยประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ประมาณสิบกว่านาย แต่ละคนพร้อมอาวุธประจำกายครบมือ เมื่อถึงจุดที่คาดว่าจะเป็นที่กบดานของจาฟาร์และพวก เขากลับพบว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุมีจำนวนไม่มากนัก มีเพียงจาฟาร์และลูกน้องอีกสองคนกำลังนั่งล้อมวงก่อไฟ พูดคุยกันอยู่ภายใต้เพิงเล็กๆ กลางป่า


"จังหวะนั้น เราตัดสินใจเข้าจู่โจมทันทีครับ" พี่วินัยเล่า น้ำเสียงของเขาเริ่มตึงเครียดขึ้น "เสียงปืน AK-47 ของพวกเราดังขึ้นสนั่นป่า คิดว่ายังไงก็ต้องโดนอย่างน้อยหนึ่งในสามคนนั้น"


แต่สิ่งที่เกิดขึ้น กลับทำให้เจ้าหน้าที่ทุกคนต้องตกตะลึง จาฟาร์และลูกน้องของเขากระโดดหลบกระสุนอย่างคล่องแคล่วราวกับพวกเขามีตาทิพย์ที่มองเห็นวิถีกระสุน แม้เจ้าหน้าที่จะยิงสาดกระสุนใส่ไปไม่ยั้ง แต่จาฟาร์กลับดูเหมือนไม่สะทกสะท้าน เขาหยิบปืนพกขึ้นมาแล้วยิงสวนกลับมาอย่างแม่นยำ


"เพื่อนผมคนหนึ่ง โดนยิงเข้าที่ไหล่ล้มลงไปครับ" พี่วินัยกล่าวด้วยความเจ็บปวด "แต่สิ่งที่ทำให้ผมขนลุก คือจาฟาร์เดินตรงมาข้างหน้าเลยครับคุณผู้หญิง ทั้งๆ ที่กระสุนปืนของพวกเรายังคงพุ่งเข้าหาเขาเป็นห่าฝน"


เจ้าหน้าที่หลายนายเห็นจาฟาร์ชัดเจน เขาไม่ได้หลบหลังต้นไม้ หรือหมอบลงแต่อย่างใด เขายืนตัวตรงราวกับกำลังเย้ยหยันกระสุนเหล่านั้น และสิ่งที่น่าเหลือเชื่อคือ กระสุนหลายนัดที่ยิงเข้าใส่เขาโดยตรง กลับ "ด้าน" คือไม่ระเบิดออก หรือบางนัดก็แฉลบออกไปราวกับมีเกราะกำบังล่องหน บรรยากาศในตอนนั้นเต็มไปด้วยความสับสนและความหวาดกลัว เจ้าหน้าที่ที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดี หลายคนเริ่มมีสีหน้าเลิ่กลั่ก เพราะไม่เคยเจอเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน


"มีพี่คนหนึ่งที่อยู่หน่วยเดียวกับผม แกเคยเป็นทหารพรานเก่า แกตะโกนขึ้นมาว่า 'มันมีของ! ยิงมันไม่เข้าหรอก!'" พี่วินัยเล่าย้อน


เสียงตะโกนนั้นไม่ได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น แต่กลับเพิ่มความหวาดกลัวให้แก่เจ้าหน้าที่คนอื่นๆ มากยิ่งขึ้น จาฟาร์เองก็ใช้จังหวะนั้นตอบโต้กลับมาอย่างดุดัน ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องถอยร่นหาที่กำบัง กระสุนจากฝ่ายเขาดังแหลมคมสวนกลับมา ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องระวังตัวอย่างหนัก


"ผมเห็นจาฟาร์แกชูมือขึ้นข้างหนึ่งครับ" พี่วินัยเล่า ดวงตาเบิกกว้างเล็กน้อย "แล้วก็เหมือนแกกำลังท่องอะไรบางอย่างเป็นภาษาถิ่น... เป็นคาถา... ผมไม่เข้าใจความหมายหรอกครับคุณผู้หญิง แต่เสียงของแกมันแปลกๆ ครับ เหมือนไม่ใช่เสียงคนธรรมดา"


ทันใดนั้นเอง ก็เกิดเหตุการณ์ที่ยากจะลืมเลือน เจ้าหน้าที่นายหนึ่ง ซึ่งเป็นพลซุ่มยิงที่ประจำการอยู่บนต้นไม้ ได้เล็งปืนไปยังจาฟาร์อย่างใจเย็น และเหนี่ยวไก เขาเห็นลูกกระสุนพุ่งตรงเข้าเป้าที่หน้าอกของจาฟาร์อย่างจัง แต่แทนที่จะล้มลง จาฟาร์กลับแค่เซเล็กน้อย แล้วใช้มือตบเบาๆ บริเวณหน้าอก ราวกับปัดฝุ่น แล้วก็หัวเราะเสียงดัง


"เสียงหัวเราะของแกยังก้องอยู่ในหูผมเลยครับคุณผู้หญิง" พี่วินัยสั่นศีรษะเบาๆ "มันไม่ใช่เสียงหัวเราะของคนธรรมดา มันเป็นเสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจในอำนาจเหนือธรรมชาติของตัวเอง"


ในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความอลหม่านและไร้ซึ่งทางออก เจ้าหน้าที่บางคนเริ่มท้อแท้และสิ้นหวัง อาวุธที่พวกเขาเชื่อมั่นมาตลอดชีวิตดูเหมือนจะไร้ประโยชน์ต่อศัตรูที่อยู่ตรงหน้า

พี่วินัยเองก็เริ่มรู้สึกเช่นนั้น แต่ในใจลึกๆ เขากลับนึกถึงคำสอนเก่าๆ ที่เคยได้ยินมาจากผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้าน ที่ว่า "ของสูงต้องสู้กับของสูง" หรือ "วิชาอาคมก็ต้องแก้ด้วยวิชาอาคม"


"ตอนนั้นผมคิดถึงพระเครื่องที่ห้อยคอครับคุณผู้หญิง" พี่วินัยชี้ไปที่คอของเขาซึ่งมีสร้อยพระเครื่องเส้นเล็กๆ ห้อยอยู่ "เป็นพระสมเด็จฯ ที่คุณแม่ให้ติดตัวมาตั้งแต่เด็ก ท่านบอกว่าให้มีสติ ให้คุ้มครองภัย ตอนนั้นผมจับพระแน่นเลยครับ แล้วก็อธิษฐานในใจ ขอให้มีทางออก ขอให้พวกเราปลอดภัย"


ในความมืดมิดและเสียงปืนที่ดังสนั่น เจ้าหน้าที่นายหนึ่งที่มีอายุมากกว่าพี่วินัยมาก คือ "จ่าเสริม" ซึ่งเป็นที่นับถือในเรื่องความรู้ด้านไสยศาสตร์และของขลังในหมู่เจ้าหน้าที่ด้วยกัน ได้ตะโกนสั่งให้ทุกคน "ยิงที่ต่ำ!"


คำสั่งนั้นดูจะขัดกับหลักการยิงเป้าหมายที่สำคัญ แต่ในสถานการณ์เช่นนั้น ทุกคนก็พร้อมที่จะทำตาม จ่าเสริมเองก็หยิบมีดหมอเล่มเล็กๆ ที่พกติดตัวออกมาแล้วท่องอะไรบางอย่างเบาๆ ก่อนจะพุ่งเข้าหากลุ่มของจาฟาร์อย่างไม่กลัวตาย


เจ้าหน้าที่คนอื่นๆ จึงเปลี่ยนเป้าหมายการยิงไปที่ขาและลำตัวส่วนล่างของจาฟาร์ และสิ่งที่เกิดขึ้นคือ ปรากฏการณ์ "กระสุนด้าน" หรือ "มหาอุด" ที่เคยเกิดขึ้นกับลำตัวส่วนบนของจาฟาร์ กลับไม่ได้ผล เมื่อกระสุนพุ่งเข้าปะทะกับขาของเขาอย่างจัง จาฟาร์ก็ร้องลั่นด้วยความเจ็บปวดจนล้มลง


"มันเหมือนกับว่าวิชาของแกไม่ได้ครอบคลุมไปทั้งตัวครับคุณผู้หญิง" พี่วินัยวิเคราะห์ "หรืออาจจะเป็นเพราะจ่าเสริมแกใช้ของที่แก้ทางกันก็ได้"


เมื่อจาฟาร์ล้มลง ลูกน้องอีกสองคนของเขาก็พยายามจะเข้าช่วย แต่ก็ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมไว้ได้ในที่สุด การปะทะครั้งนั้นใช้เวลาไม่นานนัก แต่กลับเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ยากจะลืมเลือน ทั้งความตื่นเต้น ความกลัว และความประหลาดใจ


หลังจากควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบร่างของจาฟาร์ พบว่าเขาได้รับบาดเจ็บที่ขาและลำตัวหลายแห่ง ไม่ได้คงกระพันอย่างที่เชื่อกัน เจ้าหน้าที่ได้ปลดวัตถุบางอย่างออกจากตัวของเขา มีทั้งผ้าประเจียดที่ลงอักขระเป็นภาษาอาหรับ ยันต์หลายแผ่นที่พับซ่อนไว้ในเสื้อ และตะกรุดอีกหลายดอกที่ร้อยเป็นพวงอยู่รอบเอว ทั้งหมดล้วนเป็น "ของขลัง" ที่เชื่อกันว่าช่วยป้องกันภัยและเพิ่มความคงกระพัน


"หลังจากเหตุการณ์นั้น ผมก็ไม่ได้มองเรื่องไสยศาสตร์เป็นเรื่องงมงายอีกต่อไปเลยครับคุณผู้หญิง" พี่วินัยสรุปด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง "มันมีอยู่จริงในโลกนี้ โดยเฉพาะในพื้นที่แบบชายแดนใต้ ที่ความเชื่อ ความศรัทธา มันฝังรากลึกอยู่ในชีวิตของผู้คน"


เรื่องราวของจาฟาร์และ "กระสุนด้าน" กลายเป็นตำนานที่ถูกเล่าขานต่อๆ กันมาในหมู่เจ้าหน้าที่และชาวบ้านในพื้นที่ มันไม่ใช่แค่เรื่องของความเชื่อที่ไม่มีเหตุผล แต่เป็นส่วนหนึ่งของความเป็นจริงที่ต้องเผชิญในทุกๆ วัน มันสอนให้พี่วินัยและเพื่อนร่วมงานรู้ว่า การต่อสู้ในดินแดนแห่งนี้ ไม่ได้มีเพียงการใช้กำลังหรือกลยุทธ์ทางทหารเท่านั้น แต่ยังต้องเผชิญกับสิ่งที่มองไม่เห็น ที่เรียกว่า "อำนาจแห่งศรัทธา" หรือ "วิชาอาคม" ที่เป็นเสมือนพลังอีกด้านหนึ่งที่อยู่คู่กับผู้คนในดินแดนแห่งนี้มาอย่างยาวนาน


สิ่งที่ดิฉันได้เรียนรู้จากพี่วินัยและเรื่องราวเช่นนี้ คือความซับซ้อนของสถานการณ์ในชายแดนใต้ ที่ไม่ได้มีเพียงมิติทางการเมือง สังคม หรือความมั่นคง แต่ยังรวมถึงมิติทางวัฒนธรรมและจิตวิญญาณ ที่หยั่งรากลึกอยู่ในวิถีชีวิตของผู้คน ความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์และของขลังอาจดูเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติสำหรับคนภายนอก แต่สำหรับผู้ที่อยู่ในพื้นที่ มันคือส่วนหนึ่งของชีวิต คือสิ่งที่หล่อหลอมความกล้า ความกลัว และความหวัง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายที่ใช้มันเพื่อปกป้องตนเอง หรือฝ่ายที่ใช้มันเพื่อสร้างความหวาดกลัว


การเข้าใจในมิติเหล่านี้ จึงเป็นสิ่งสำคัญในการทำความเข้าใจสถานการณ์ทั้งหมด การต่อสู้ในชายแดนใต้จึงไม่ใช่แค่การปะทะกันทางกายภาพ แต่เป็นการปะทะกันระหว่างความเชื่อ ศรัทธา และวิชาอาคมที่ต่างฝ่ายต่างยึดมั่น ซึ่งในท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่หล่อเลี้ยงให้ชีวิตดำรงอยู่ได้ ก็คือจิตใจที่เข้มแข็งและความมุ่งมั่นที่จะทำความดี สิ่งเหล่านี้เองที่เป็นเสมือนเกราะกำบังชั้นดีที่สุด ที่แม้แต่เวทมนตร์หรือกระสุนก็ไม่อาจทำอันตรายได้ค่ะ

0 $type={blogger}:

แสดงความคิดเห็น

👻 ฟังเรื่องหลอน
✅ รองรับ PC & Mobile
พร้อมใช้งาน
ขับเคลื่อนโดย Blogger.

ผู้ติดตาม

สั่งกล่องพัสดุ 750 ส่งฟรี

✨ 750 ส่งฟรี ✨
โลโก้ ตุ้ยคุ้ยเรื่องหลอน

บทความ

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

**คนออนไลน์:** ...
ตุ้ยคุ้ยเรื่องหลอน: รวมเรื่องผี เรื่องเล่าสยองขวัญ และตำนานอาถรรพ์ © 2013 Published By Gooyaabi Templates Supported by Best Blogger Templates and Premium Blog Templates - Web Design