031 พยัคฆ์ทมิฬกับกระสุนด้าน เรื่องเล่าของอาถรรพ์ชายแดนใต้

 ดินแดนปลายด้ามขวาน ผืนป่าทึบที่ซ่อนเร้นเรื่องราวมากมาย ไม่ใช่เพียงเสียงปืนที่สั่นสะเทือนความเงียบสงบ แต่ยังมีกระแสความเชื่อที่ไหลวนอย่างเข้มข้น ลึกซึ้งกว่ารอยเท้าที่เหยียบย่ำผืนดิน ความจริงที่ปะปนกับตำนาน เรื่องเล่าขานถึงมนต์ดำ ไสยศาสตร์ และสิ่งที่อยู่นอกเหนือการอธิบายด้วยเหตุผลธรรมดา


วันนี้ เราจะมาดำดิ่งสู่ห้วงแห่งความลึกลับ ที่ซึ่งศรัทธาและความเชื่อกลายเป็นอาวุธ และกระสุนที่เคยคมกริบอาจไร้พิษสงเพียงเพราะ “ของ” บางอย่างที่มองไม่เห็น มันคือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นที่ชายแดนใต้ เรื่องราวของ “กระสุนด้าน” และ “ยันต์มหาอุด” ที่ท้าทายทุกหลักฟิสิกส์ ทุกวิทยาการทางทหารที่เคยรู้จัก


ลองจินตนาการถึงยามสนธยาในป่าลึก แสงสุดท้ายของวันลาลับไปพร้อมกับความหวังที่จะได้กลับบ้าน ความมืดที่คืบคลานเข้ามาพร้อมกับความเงียบที่หนักอึ้งบดขยี้โสตประสาท เสียงเรไรหริ่งหรีดที่ดังระงม กลับไม่ได้ช่วยให้ความรู้สึกอ้างว้างลดลงเลยแม้แต่น้อย หากแต่กลับขับเน้นให้ความรู้สึกว่ามีบางสิ่งจ้องมองอยู่ในเงามืดนั้นชัดเจนขึ้น นี่คือบรรยากาศที่เหล่าทหารหาญต้องเผชิญในทุกย่างก้าวของการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยงภัย


หมวดปิ่นยังคงจดจำค่ำคืนนั้นได้เป็นอย่างดี คืนที่ทำให้เธอต้องกลับมาทบทวนทุกสิ่งที่เคยเรียนรู้ในโรงเรียนนายร้อย ทุกหลักสูตรการรบที่ฝึกฝนมาอย่างหนักหน่วง คืนที่ทำให้เธอต้องยอมรับว่าโลกนี้มีบางสิ่งที่วิทยาศาสตร์ยังคงอธิบายไม่ได้ ในวันนั้น หมวดปิ่นได้รับคำสั่งให้นำกำลังออกไล่ล่ากลุ่มผู้ก่อความไม่สงบกลุ่มหนึ่ง ซึ่งนำโดยชายที่รู้จักกันในนาม "ไอ้เสือดำ"


ไอ้เสือดำไม่ใช่แค่โจรธรรมดา ชื่อเสียงของเขานั้นเลื่องลือไปไกล ไม่ใช่แค่เรื่องความเหี้ยมโหดและเชี่ยวชาญเส้นทางในป่า แต่เป็นเรื่องของวิชาอาคมที่ร่ำลือกันว่าทำให้เขากลายเป็นคนที่ "ยิงไม่เข้า ฟันไม่ขาด" เรื่องราวเหล่านี้เป็นเหมือนลมกระซิบที่แพร่สะพัดไปทั่ว ทั้งในหมู่ชาวบ้าน ผู้ก่อความไม่สงบ และแม้กระทั่งในหมู่เจ้าหน้าที่เอง บ้างก็ว่าเป็นเพียงเรื่องเล่าขานให้ขวัญเสีย บ้างก็เชื่อสุดใจ และบ้างก็เก็บความสงสัยไว้ในใจลึกๆ


หมวดปิ่นเองจัดอยู่ในกลุ่มหลัง เธอเชื่อมั่นในหลักการและเหตุผล แต่ก็ใช่ว่าจะปิดตายตัวเองจากเรื่องลี้ลับเสียทีเดียว "พวกเราออกลาดตระเวนตามร่องรอยการเคลื่อนไหวของไอ้เสือดำมาหลายวันแล้วค่ะ" เธอเล่าด้วยน้ำเสียงที่ยังคงมีความตื่นเต้นปนอยู่ "ชาวบ้านบอกว่าเห็นมันปรากฏตัวในหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่อยู่ลึกเข้าไปในป่า พวกเขาดูหวาดกลัวมาก ไม่ใช่แค่กลัวอิทธิพลของมัน แต่เหมือนกลัวสิ่งลี้ลับบางอย่างที่ติดตัวมันมาด้วย"


ทีมของหมวดปิ่นประกอบด้วยจ่าสมพงษ์ นายทหารพรานผู้ช่ำชองพื้นที่และคร่ำหวอดกับการต่อสู้ในป่ามานานหลายปี จ่าสมพงษ์เป็นคนเงียบขรึม ไม่ค่อยพูด แต่สายตาของเขามักจะเต็มไปด้วยความรู้และประสบการณ์ที่หมวดปิ่นเองก็ยังต้องยอมรับ และอีกคนคือพลทหารใหม่ชื่อสิงห์ เด็กหนุ่มจากภาคอีสานที่เพิ่งมาประจำการได้ไม่นาน ดวงตาของเขายังคงมีความใสซื่อ และบางครั้งก็เต็มไปด้วยความหวาดหวั่นต่อโลกที่เพิ่งก้าวเข้ามาเผชิญ


"จ่าครับ คิดว่าเราจะเจอพวกมันจริงเหรอครับ" เสียงกระซิบของพลทหารสิงห์ดังขึ้นกลางความเงียบขณะที่พวกเขากำลังเคลื่อนที่ผ่านดงไม้หนาทึบในคืนที่ไร้แสงจันทร์ มีเพียงแสงดาวริบหรี่ที่ลอดผ่านช่องว่างของใบไม้ลงมา "เงียบไว้ไอ้สิงห์" จ่าสมพงษ์ตอบสั้นๆ "เรามาที่นี่เพื่อปฏิบัติหน้าที่ ไม่ใช่มาตั้งคำถาม"


แต่ถึงอย่างนั้น หมวดปิ่นก็สัมผัสได้ถึงความกังวลที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงของจ่าสมพงษ์เองเช่นกัน เธอเห็นว่าจ่าสมพงษ์แอบลูบคลำตะกรุดเส้นเล็กๆ ที่ห้อยคออยู่บ่อยครั้งตลอดเส้นทาง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ปกติจ่าสมพงษ์เป็นคนที่ไม่เชื่อเรื่องโชคลางใดๆ และยึดมั่นในวินัยทหารอย่างเคร่งครัด


พวกเขาก้าวไปข้างหน้าอย่างช้าๆ เสียงฝีเท้าที่เหยียบย่ำลงบนใบไม้แห้งและกิ่งไม้หักดังแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน สายลมพัดโชยมาเป็นระยะๆ พาเอากลิ่นดิน กลิ่นป่า และกลิ่นอะไรบางอย่างที่ยากจะระบุได้ลอยมาแตะจมูก เป็นกลิ่นอายที่ทำให้รู้สึกขนลุกอย่างประหลาด มันไม่ใช่กลิ่นศพ แต่เป็นกลิ่นหอมหวานเย้ายวนที่ปนด้วยความคาวคล้ายเลือด ซึ่งจ่าสมพงษ์เคยบอกว่าอาจเป็นกลิ่นของ "ของ" ที่พวกผู้ก่อความไม่สงบนิยมใช้


ไม่นานนัก พวกเขาก็มาถึงบริเวณกระท่อมร้างกลางป่า ตามข้อมูลที่ได้รับ กะประมาณว่าไอ้เสือดำน่าจะใช้ที่นี่เป็นที่พักพิงชั่วคราว ความเงียบที่ปกคลุมกระท่อมนั้นผิดปกติอย่างน่าขนลุก ไม่มีเสียงจิ้งหรีด ไม่มีเสียงลมพัด ไม่แม้แต่เสียงใบไม้ไหว ทุกสิ่งราวกับถูกแช่แข็งไว้ด้วยเวทมนตร์


"เข้าที่ประจำตำแหน่ง" หมวดปิ่นออกคำสั่งเสียงกระซิบพลางชี้ไปยังจุดต่างๆ จ่าสมพงษ์และพลทหารสิงห์แยกย้ายไปตามจุดที่ได้รับมอบหมาย ท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แสงไฟฉายจากปลายกระบอกปืนสาดส่องไปรอบๆ เผยให้เห็นร่องรอยการใช้งานภายในกระท่อม และที่น่าตกใจคือ มีรอยเขียนยันต์แปลกๆ ด้วยสีแดงคล้ายเลือดปรากฏอยู่ตามเสาและผนัง หมวดปิ่นรู้สึกเย็นวาบไปทั้งสันหลัง แม้จะไม่เชื่อในเรื่องนี้ แต่บรรยากาศที่สัมผัสได้มันช่างน่าอึดอัดและชวนขนหัวลุกเหลือเกิน


ทันใดนั้นเอง! เสียงดัง "แกร๊ก!" ดังขึ้นจากพุ่มไม้ใกล้กระท่อม เป็นสัญญาณบ่งบอกว่ามีบางสิ่งเคลื่อนไหวอยู่ตรงนั้น สัญชาตญาณนักรบของหมวดปิ่นบอกว่านี่ไม่ใช่สัตว์ป่าธรรมดา "ทุกคน ระวัง!" เธอกระซิบเตือน


ไม่ถึงเสี้ยววินาที เงาร่างหลายเงาก็พุ่งออกมาจากความมืด พร้อมกับเสียงปืนที่ดังระงมขึ้นทันที! "เปรี้ยง! ปรัง! เป้ง!" เสียงปืนเอ็มสิบหกของฝ่ายผู้ก่อความไม่สงบดังสนั่น ตามด้วยเสียงปืนเอ็มสิบหกของฝ่ายเจ้าหน้าที่ที่ยิงตอบโต้ เสียงกระสุนที่วิ่งแหวกอากาศหวีดหวิว พลทหารสิงห์หมอบต่ำสุดตัว พยายามเล็งเป้าหมายที่อยู่เบื้องหน้าด้วยมือที่สั่นเทา


ในความสับสนวุ่นวายนั้น หมวดปิ่นเห็นเงาร่างของชายคนหนึ่งที่ดูสูงใหญ่กว่าคนอื่นๆ พุ่งทะลุแนวป้องกันออกมา เขาถือมีดยาวในมือ และดูเหมือนจะมุ่งตรงมายังตำแหน่งของพลทหารสิงห์ หมวดปิ่นจำได้ทันทีว่านั่นคือ "ไอ้เสือดำ" ตามรูปพรรณที่เคยเห็นในแฟ้มประวัติ เธอไม่รอช้า ยกปืนไรเฟิลประจำกายขึ้นเล็ง และเหนี่ยวไกหวังจะสกัดการเคลื่อนไหวของมัน


"เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!" กระสุนพุ่งออกจากลำกล้องปืนไปสามนัด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้หมวดปิ่นถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง กระสุนทั้งสามนัดดูเหมือนจะพุ่งเข้าใส่ร่างของไอ้เสือดำในระยะประชิด แต่ชายผู้นั้นกลับไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย เขายังคงวิ่งตรงเข้ามาอย่างรวดเร็วราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น!


"มันยิงไม่เข้า! คุณหมวด!" เสียงจ่าสมพงษ์ตะโกนเตือนด้วยความตื่นตระหนก "ถอย! ถอยเร็ว!"


หมวดปิ่นยังคงพยายามยิงซ้ำอีกหลายนัด แต่ผลลัพธ์ก็ยังคงเดิม กระสุนที่ควรจะทะลุร่างกลับราวกับไร้ซึ่งพลังงานใดๆ บางนัดกระทบแล้วเหมือนกระเด้งออกไป บางนัดก็ดูเหมือนจะ "ด้าน" ไปเสียเฉยๆ มีแต่เสียง "แชะ! แชะ!" เบาๆ แทนที่จะเป็นเสียงกระสุนพุ่งออกจากลำกล้อง ใบหน้าของหมวดปิ่นซีดเผือดไปในทันที นี่คือสิ่งที่เธอเคยได้ยิน แต่ไม่เคยคิดว่าจะได้มาเห็นกับตาตัวเอง


ไอ้เสือดำยังคงพุ่งเข้าหาพลทหารสิงห์ด้วยความเร็วที่เหนือธรรมชาติ ในเสี้ยววินาทีที่ดูเหมือนทุกอย่างจะจบสิ้นลงสำหรับเด็กหนุ่มผู้ไร้ประสบการณ์คนนั้น พลทหารสิงห์เองก็ตื่นตระหนกสุดขีด เขากำลังจะถูกมีดยาวนั้นฟันเข้าที่กลางลำตัว แต่ในจังหวะนั้นเอง สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดทำให้เขายกปืนขึ้นกันโดยอัตโนมัติ


"ฉัวะ!" เสียงมีดปะทะกับลำกล้องปืนดังสนั่น แต่สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ มีดนั้นไม่สามารถตัดผ่านปืนไรเฟิลเอ็มสิบหกได้ และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น พลทหารสิงห์รู้สึกได้ถึงแรงกระแทกบริเวณหน้าอกอย่างจัง แต่เขากลับไม่ได้รับบาดเจ็บสาหัสอย่างที่ควรจะเป็น มีเพียงรอยฟกช้ำขนาดใหญ่และรอยขาดของเสื้อเกราะเท่านั้น


ไอ้เสือดำดูเหมือนจะชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าคมมีดของตนไม่อาจทำอันตรายพลทหารสิงห์ได้ตามที่คาดหวัง ในช่วงเวลาที่ไอ้เสือดำลังเล จ่าสมพงษ์ซึ่งมองเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ก็ไม่รอช้า เขากระโดดเข้าใส่ไอ้เสือดำจากด้านข้าง ใช้กำลังทั้งหมดผลักอีกฝ่ายจนล้มลง แล้วฉวยโอกาสยิงปืนใส่กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบที่เหลืออีกหลายนัด เพื่อเปิดทางถอยให้หมวดปิ่นและพลทหารสิงห์


"ถอยครับหมวด! พวกเราต้องถอย!" จ่าสมพงษ์ตะโกนลั่น


ท่ามกลางความชุลมุนวุ่นวายนั้น พวกเขาก็สามารถล่าถอยออกมาได้อย่างทุลักทุเล ไอ้เสือดำและพรรคพวกก็ไม่ได้ตามมาติดๆ ราวกับไม่ต้องการปะทะยืดเยื้ออีกต่อไป หรืออาจจะพอใจที่ได้แสดงอานุภาพบางอย่างให้เจ้าหน้าที่ได้เห็น


เมื่อกลับถึงฐาน หมวดปิ่นและพลทหารสิงห์ยังคงอยู่ในอาการตกใจอย่างหนัก พลทหารสิงห์ทรุดตัวลงกับพื้นพร้อมกับหายใจหอบถี่ ใบหน้าของเขาซีดเผือด แต่สายตาของเขามีแววของความประหลาดใจและหวาดกลัวปนกัน


"ผม...ผมไม่เป็นอะไรเลยครับหมวด" เขาพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ พลางเปิดเสื้อเกราะออกให้ดู สิ่งที่ปรากฏต่อสายตาของหมวดปิ่นและจ่าสมพงษ์คือ ตะกรุดเก่าๆ เส้นหนึ่งที่ทำจากโลหะสีดำสนิท มีรอยขีดข่วนอยู่หลายแห่ง มันแขวนอยู่บนสร้อยเส้นเล็กๆ ที่ร้อยติดกับเม็ดประคำไม้จันทร์หอม มันคือยันต์มหาอุดที่แม่ของพลทหารสิงห์ผูกคอให้เขาไว้ก่อนมาประจำการ เพื่อป้องกันภยันตรายต่างๆ


"แม่ผมบอกว่า ให้ห้อยติดตัวไว้ตลอดครับท่านหมวด ท่านบอกว่า มันจะช่วยป้องกันกระสุนและคมมีดได้" พลทหารสิงห์กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเชื่อมั่น ในขณะที่มือของเขากำตะกรุดนั้นแน่น


จ่าสมพงษ์พยักหน้าอย่างเข้าใจ "ผมก็ว่าแล้ว ทำไมไอ้เสือดำถึงชะงักไป มันคงเห็นของดีที่เอ็งห้อยอยู่" เขากล่าวพร้อมกับถอนหายใจเฮือกใหญ่ "เรื่องแบบนี้มันมีจริงๆ นะครับหมวด ในป่าแห่งนี้ มีอะไรที่เรายังไม่รู้และอธิบายไม่ได้อีกเยอะ"


หมวดปิ่นมองตะกรุดในมือของพลทหารสิงห์ด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย สิ่งที่เธอเห็นในคืนนั้น เรื่องราวของกระสุนที่ไร้พิษสง และการรอดชีวิตอย่างปาฏิหาริย์ของพลทหารสิงห์ ทำให้โลกทัศน์ของเธอต้องสั่นคลอนอย่างรุนแรง เธอเป็นทหาร เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ที่ยึดมั่นในหลักการและวิทยาศาสตร์ แต่ในคืนนั้น เธอได้เผชิญหน้ากับความจริงที่อยู่เหนือกว่าเหตุผลใดๆ


เรื่องราวของไอ้เสือดำกับกระสุนด้านไม่ได้เป็นเพียงตำนานหลอกเด็กอีกต่อไป แต่มันคือความจริงที่ทหารหลายคนต้องเผชิญ มันคือปรากฏการณ์ที่ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับความเชื่อและศรัทธาในพื้นที่แห่งนี้ การทำความเข้าใจมิติทางวัฒนธรรมและไสยศาสตร์จึงกลายเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ต่างจากการฝึกใช้อาวุธและการวางแผนยุทธวิธี เพราะบางครั้ง อาวุธที่ทรงอานุภาพที่สุดอาจไม่ใช่กระสุน แต่เป็นความเชื่อที่ปกป้องคุ้มครองผู้สวมใส่ หรือวิชาที่ทำให้ผู้ครอบครองอยู่ยงคงกระพัน


เหตุการณ์ในคืนนั้นสอนให้หมวดปิ่นได้รู้ว่า การต่อสู้ในชายแดนใต้นั้น ไม่ใช่แค่การเผชิญหน้ากันด้วยกำลังและอาวุธ แต่มันคือการเผชิญหน้าระหว่างความเชื่อ วิทยาการ และสิ่งเหนือธรรมชาติที่ปะปนกันอยู่ทุกขณะจิต มันคือสมรภูมิที่พลังแห่งศรัทธามีอานุภาพไม่แพ้คมกระสุน และความเข้าใจในมิติที่ลึกซึ้งของความเป็นมนุษย์และวัฒนธรรม คือกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่ความสงบสุขที่ยั่งยืน


เรื่องราวเหล่านี้ยังคงดำเนินต่อไปในพื้นที่แห่งความศรัทธาและความลึกลับ เมื่อเราได้รู้เรื่องนี้แล้ว ในตอนถัดไปเราจะมาเจาะลึกถึงเบื้องหลังของ "ยันต์มหาอุด" ว่ามีที่มาอย่างไร มีความเชื่อแบบไหนที่หล่อหลอมให้สิ่งเหล่านี้มีอิทธิฤทธิ์ และมีเรื่องเล่าจากประสบการณ์ตรงของผู้ที่เคยได้พึ่งพิงมันอย่างไรบ้าง ในดินแดนที่ความตายสามารถมาเยือนได้ทุกเมื่อ ศรัทธาเท่านั้นที่ค้ำจุนชีวิต.

0 $type={blogger}:

แสดงความคิดเห็น

👻 ฟังเรื่องหลอน
✅ รองรับ PC & Mobile
พร้อมใช้งาน
ขับเคลื่อนโดย Blogger.

ผู้ติดตาม

สั่งกล่องพัสดุ 750 ส่งฟรี

✨ 750 ส่งฟรี ✨
โลโก้ ตุ้ยคุ้ยเรื่องหลอน

บทความ

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

**คนออนไลน์:** ...
ตุ้ยคุ้ยเรื่องหลอน: รวมเรื่องผี เรื่องเล่าสยองขวัญ และตำนานอาถรรพ์ © 2013 Published By Gooyaabi Templates Supported by Best Blogger Templates and Premium Blog Templates - Web Design