เมื่อสายลมร้อนแห่งเดือนห้าพัดโชยมา ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมหมู่บ้านเล็กๆ กลางทุ่งนาอันกว้างใหญ่ของอีสาน เรื่องเล่าจากบรรพบุรุษที่เคยกระซิบต่อๆ กันมาใต้แสงจันทร์มักจะถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอีกครั้งในช่วงเวลาที่ทุกสรรพสิ่งดูจะหยุดนิ่งรอคอยฝนแรก หนึ่งในนั้นคือตำนานของ “ไอ้ทิดผิวปาก” ที่ยังคงหลอกหลอนผู้คนในแถบนี้ไม่เคยจางหายไป
ฝนเองก็ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า การเดินทางกลับบ้านเกิดของคุณย่าในช่วงปิดเทอมฤดูร้อนครั้งนี้ จะทำให้เธอได้สัมผัสกับความหวาดกลัวที่ฝังลึกอยู่ในจิตใจของชาวบ้านอย่างแท้จริง เธอตั้งใจมากับกลุ่มเพื่อนสนิท คือเป้ แก้ว และต้น เพื่อมาพักผ่อนคลายร้อน หวังจะได้สัมผัสชีวิตเรียบง่าย ห่างไกลความวุ่นวายในเมืองหลวง แต่ใครจะรู้ว่าใต้ความสงบนั้น จะมีบางสิ่งเร้นกายรอคอยอยู่
เราเดินทางมาถึงบ้านคุณย่าในช่วงบ่ายแก่ๆ แดดร่มลมตกพอดี ลุงบุญ ลูกพี่ลูกน้องของคุณย่า ผู้ซึ่งเป็นคนท้องถิ่นโดยแท้ทักทายเราด้วยรอยยิ้มอารี แต่แววตาของเขากลับมีความกังวลฉายซ่อนอยู่
“โอ๊ย มากันหลายคนเลยเนาะ สิพากันไปเที่ยวไสบ่นี่” ลุงบุญเอ่ยถามด้วยสำเนียงอีสานแท้ๆ
เป้ที่มักจะเป็นหัวหอกในการวางแผนรีบตอบอย่างกระตือรือร้น “ว่าจะไปกางเต็นท์นอนริมห้วยค่ะลุงบุญ เห็นว่าบรรยากาศดีมากๆ เลยนะ”
ลุงบุญเงียบไปชั่วครู่ ดวงตาของเขากวาดมองพวกเราแต่ละคน ใบหน้าของแก้วที่มักจะขี้กลัวอยู่แล้ว ดูจะซีดลงเล็กน้อย ต้นเองก็สังเกตเห็นความผิดปกติจึงถามขึ้น “มีอะไรหรือเปล่าครับลุงบุญ?”
ลุงบุญถอนหายใจยาว “ห้วย นั่นมันห้วยคำแพง... ช่วงนี้มันบ่ค่อยปลอดภัยเด้อนาย”
“ไม่ปลอดภัยยังไงคะลุง” ฝนถามด้วยความสงสัย ลุงบุญไม่เคยพูดจาขวางการเที่ยวของพวกเราแบบนี้มาก่อนเลย
“มันบ่มีไผอยากไปยามค่ำคืนดอกหล่า” ลุงบุญเริ่มเล่า น้ำเสียงของเขากระซิบเบาๆ ราวกับกลัวว่าจะมีใครได้ยิน “หลายปีมาแล้ว พ่อเฒ่าของไอ้ทิด มันตายอย่างบ่เป็นธรรมชาติ ไอ้ทิดนั่นแหละ มันฆ่าพ่อมันเอง แล้วเอากระดูกใส่กระสอบ เดินร่อนเร่ไปทั่ว จนมันกลายเป็นผีเปรต”
แก้วสะดุ้งเฮือก “ผีเปรต? คืออะไรคะลุง”
“ผีเปรตก็คือผีที่ตัวสูงใหญ่ ผอมโซ ลิ้นยาวเฟื้อย พวกที่ทำบาปกรรมหนักๆ มันจะไปเกิดเป็นเปรต” ลุงบุญอธิบาย สีหน้าของเขาเคร่งขรึม “ไอ้ทิดนั่นมันชอบผิวปากเพลงลูกทุ่งยามค่ำคืน เสียงผิวปากของมันจะลอยมากับลม ถ้าใครได้ยินเสียงเบาๆ นั่นหมายความว่ามันยืนหายใจรดต้นคออยู่ข้างหลังคุณแล้ว แต่ถ้าได้ยินเสียงดังๆ แปลว่ามันยังอยู่ไกล”
เป้หัวเราะเบาๆ “โหย ลุงบุญ เล่านิทานหลอกเด็กอีกแล้ว”
ลุงบุญส่ายหน้าอย่างช้าๆ “อันนี้มันบ่แม่นนิทานเด้หล่า ไอ้หนุ่มสาวในหมู่บ้านหลายคนเคยลองของ ลองไปพิสูจน์เสียงผิวปากของมัน แล้วก็ไม่มีใครกลับมาเล่าเรื่องได้อีกเลย”
คำพูดของลุงบุญทำให้บรรยากาศเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง จากความคึกคักกลายเป็นความเงียบงัน เย็นยะเยือกจับใจ ต้นพยายามเปลี่ยนเรื่อง “ว่าแต่พวกเราจะทานข้าวเย็นอะไรกันดีครับลุงบุญ วันนี้ผมจะขอโชว์ฝีมือทำอาหารเอง”
พวกเราเห็นว่าลุงบุญไม่สบายใจนัก จึงตกลงกันว่าจะแค่ไปเดินเล่นดูบรรยากาศริมห้วยช่วงเย็นๆ ก่อนมืด แล้วจะกลับมานอนที่บ้านคุณย่าแทน ลุงบุญดูโล่งใจขึ้นมากและย้ำเตือนให้พวกเรากลับมาก่อนตะวันตกดิน
เราออกเดินทางไปยังห้วยคำแพง เสียงสายน้ำไหลเอื่อยๆ ท่ามกลางป่าโปร่งช่วยให้พวกเราคลายความกังวลลงได้บ้าง แสงอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำ แสงสีส้มแดงฉาบไล้กิ่งไม้ใหญ่ดูงดงามจับตา ฝนหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายรูปเก็บความทรงจำ ขณะที่เป้เดินสำรวจไปเรื่อยๆ ส่วนแก้วยังคงเดินเกาะแขนต้นไม่ห่าง
“นี่ไง ต้นไม้ใหญ่ต้นนี้แหละที่ลุงบุญบอกว่าไอ้ทิดชอบมานั่งผิวปาก” เป้ชี้ไปที่ต้นไม้ใหญ่กลางป่าที่ดูสูงโดดเด่นกว่าต้นอื่นๆ “ดูสิ ไม่มีร่องรอยอะไรเลย ผีเผออะไรกัน”
ทันใดนั้น เสียงลมพัดหวีดหวิว พัดพาเอาความเย็นเยียบที่ไม่ใช่ความเย็นของอากาศทั่วไป เข้ามาปะทะตัวพวกเราทุกคน ขนอ่อนบนแขนของฝนลุกซู่ขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติ
แล้วเราก็ได้ยินเสียงนั้น...
เสียงผิวปากแผ่วเบา คลอเคล้ากับท่วงทำนองเพลงลูกทุ่งเก่าๆ ที่ยากจะหาฟังในสมัยนี้ ลอยมาตามลม บางครั้งก็เหมือนใกล้ บางครั้งก็เหมือนไกล แต่ที่น่าขนลุกคือมันแผ่วเบาเสียจนพวกเราต้องเงี่ยหูฟัง
แก้วถึงกับกรีดร้องออกมาเบาๆ “กรี๊ดดด! เสียงอะไรน่ะ”
“นั่นแหละ...เสียงผิวปากของไอ้ทิด” ต้นพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “แสดงว่ามันอยู่ใกล้เราแล้ว!”
เป้รีบคว้าแขนแก้ว “ใจเย็นๆ แก้ว! มันอาจจะแค่ลมพัดก็ได้” แต่ใบหน้าของเป้ก็ซีดเผือดไม่แพ้กัน
เสียงผิวปากนั้นยังคงดังแผ่วเบาต่อเนื่อง ราวกับกำลังล้อเลียนพวกเราอยู่ ฝนพยายามรวบรวมสติ “เราต้องรีบกลับบ้านคุณย่าเดี๋ยวนี้!”
พวกเราทุกคนหันหลังกลับ วิ่งกรูออกจากป่าอย่างไม่คิดชีวิต เสียงผิวปากยังคงตามหลอกหลอนเราอยู่ข้างหลัง เหมือนมันกำลังกระซิบเพลงรักเพลงโหยหวนใส่หูเราตลอดทาง เมื่อพ้นจากป่ามาได้ เราก็รีบวิ่งกลับบ้านคุณย่าโดยไม่รอช้า หัวใจของทุกคนเต้นรัวระส่ำเหมือนกลองเพล ลุงบุญเห็นพวกเราวิ่งหน้าตาตื่นก็รู้ได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น
“บอกแล้วไงว่ามันบ่แม่นนิทาน” ลุงบุญพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ แต่แววตาของเขาเต็มไปด้วยความห่วงใย “คืนนี้พักผ่อนซะเด้อ อย่าคิดมาก”
ความกลัวยังคงเกาะกุมจิตใจของพวกเราตลอดทั้งคืน ฝนแทบจะนอนไม่หลับ เสียงผิวปากแผ่วเบายังคงก้องอยู่ในโสตประสาทของเธอ ภาพความมืดมิดในป่าที่เหมือนมีบางสิ่งจ้องมองออกมาทำให้เธอต้องห่มผ้าคลุมโปงจนมิด
วันรุ่งขึ้น พวกเราตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกอ่อนเพลีย แต่ก็ยังโล่งใจที่ผ่านพ้นคืนนั้นมาได้ ลุงบุญเข้ามานั่งข้างๆ พวกเราขณะที่เรากำลังดื่มกาแฟร้อนๆ ยามเช้า
“ลุงคะ ตกลงไอ้ทิดมันเป็นอะไรกันแน่คะ” ฝนตัดสินใจถามในสิ่งที่คาใจมาตลอด “ทำไมมันถึงได้ผิวปากแบบนั้น”
ลุงบุญถอนหายใจยาว “เรื่องของไอ้ทิด มันน่าสงสารแต่ก็เป็นผลกรรมของมัน ไอ้ทิดมันเป็นคนหัวอ่อน แม่มันตายตั้งแต่เล็ก พ่อมันก็กินเหล้าเมายา ชอบตบตีมัน แต่ไอ้ทิดมันรักพ่อมันมากนะ มันคิดว่าถึงพ่อจะตี แต่มันก็มีพ่อคนเดียว วันหนึ่งพ่อมันไปติดหนี้การพนัน จะเอาที่นาไปจำนอง ไอ้ทิดมันขอร้องไม่ให้ทำ แต่พ่อมันไม่ฟัง ทะเลาะกันรุนแรง ไอ้ทิดมันพลั้งมือใช้มีดอีโต้ฟันพ่อตายคาที่ ด้วยความกลัวและเสียใจ มันก็เอาศพพ่อไปฝังในป่า แล้วขุดกระดูกพ่อออกมาใส่กระสอบแบกเดินไปทั่ว เพื่อจะให้พ่อไปสู่สุขคติ แต่ด้วยความอาฆาตแค้นที่มันทำกับพ่อ และความทุกข์ทรมานที่แบกกระดูกพ่อไปไหนมาไหนด้วย วิญญาณมันก็เลยกลายเป็นผีเปรต ร่อนเร่อยู่แถวนี้แหละ”
แก้วสะอื้นเบาๆ “น่าสงสารจังเลยนะคะ”
“แต่มันก็อันตรายใช่ไหมคะลุง” เป้ถาม
“อันตรายแน่นอนหล่า ไอ้เปรตมันไม่รู้จักความเมตตา ไม่รู้จักบาปบุญแล้ว ตอนที่พวกเอ็งได้ยินเสียงผิวปากแผ่วเบา นั่นแหละที่มันอยู่ใกล้เจ้าแล้ว มันกำลังจะมาเอาชีวิต” ลุงบุญพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “แต่สิ่งที่พวกเอ็งต้องระวังยิ่งกว่าคือ ‘กลลวง’ ของมัน”
“กลลวง?” ต้นถามด้วยความสงสัย
“ใช่ กลลวงของผีป่า” ลุงบุญอธิบาย สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความกังวลอย่างเห็นได้ชัด “ตำนานมันบอกว่าถ้าได้ยินเสียงเบาๆ แปลว่ามันอยู่ข้างหลังเรา แต่ถ้าได้ยินเสียงดังๆ แปลว่ามันยังอยู่ไกลใช่มั้ย”
พวกเราพยักหน้าพร้อมกัน
“นั่นแหละคือกลลวง ไอ้ทิดมันใช้เสียงผิวปากดังๆ เพื่อหลอกให้เหยื่อตายใจ คิดว่ามันยังอยู่ไกล แล้วเดินไปตามเสียงนั้น โดยไม่รู้เลยว่าแท้จริงแล้วมันกำลังล่อลวงให้เราเดินเข้าไปหามัน เดินเข้าไปสู่กับดักของมัน”
คำพูดของลุงบุญทำให้พวกเราขนลุกซู่ขึ้นมาอีกครั้ง ถ้าอย่างนั้นเมื่อวานที่เราได้ยินเสียงแผ่วเบาแล้ววิ่งหนี นั่นหมายความว่ามันอยู่ใกล้เราจริงๆ ส่วนถ้าเราได้ยินเสียงดังๆ แล้วพยายามหนีห่างออกไป นั่นอาจจะเป็นการวิ่งเข้าหามันโดยไม่รู้ตัว
คืนนั้นฝนและเพื่อนๆ ตัดสินใจที่จะไม่ไปไหนอีกแล้ว นอกจากนอนอยู่ในบ้านคุณย่าอย่างปลอดภัย แต่ดูเหมือนโชคชะตาจะไม่เป็นใจกับพวกเรานัก
กลางดึกคืนนั้นเอง เสียงผิวปากก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันดังขึ้นอย่างชัดเจน ราวกับลอยมาจากด้านหลังบ้านคุณย่า เพลงลูกทุ่งเก่าๆ แสนโหยหวนก้องกังวานในความมืดมิด
“เสียงดังขนาดนี้ แปลว่ามันยังอยู่ไกลใช่ไหม” แก้วกระซิบถามด้วยน้ำเสียงสั่นเทา
“หรือว่านั่นแหละคือกลลวง?” ต้นสวนกลับ สีหน้าเคร่งเครียด
เป้ลุกขึ้นนั่ง “เราจะทำยังไงดี”
ฝนพยายามคิดอย่างมีเหตุผล “ถ้ามันดังขนาดนี้ นั่นแปลว่ามันอยู่ไกลตามตำนาน หรือใกล้ตามกลลวงกันแน่”
ทันใดนั้น เสียงบางอย่างก็กระทบกับฝาผนังบ้านที่ทำจากไม้ไผ่ เสียงคล้ายกับการลากกระสอบครืดคราดๆ พร้อมกับเสียงผิวปากที่ดังชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ราวกับมันกำลังเดินวนรอบบ้านของเราอยู่
“มันอยู่ข้างนอกนั่น!” แก้วร้องลั่นด้วยความหวาดกลัว “ลุงบุญ!”
ลุงบุญรีบวิ่งออกมาจากห้องนอน พร้อมกับปืนลูกซองเก่าๆ ในมือ “อยู่ข้างในนี่แหละ อย่าออกไปไหน”
เสียงผิวปากยังคงดังระงม บ้างดัง บ้างเบา สลับกันไปมา ราวกับมันกำลังเล่นสนุกกับความหวาดกลัวของพวกเรา บางครั้งเสียงดังราวกับอยู่หน้าบ้าน บางครั้งเสียงแผ่วเบาราวกับอยู่ข้างหลัง เสียงลากกระสอบครืดคราดยังคงได้ยินเป็นระยะๆ พวกเราทุกคนเบียดเสียดกันอยู่ตรงกลางบ้าน พยายามหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้หน้าต่างหรือประตู
จู่ๆ เสียงผิวปากก็ดังขึ้นมาอย่างแผ่วเบา แต่คราวนี้มันดังอยู่ตรงหน้าต่างบานหนึ่งข้างๆ ที่ฝนยืนอยู่พอดี
ความรู้สึกเหมือนมีลมหายใจอุ่นๆ รดต้นคอ ทำให้ฝนต้องแข็งทื่อ เธอค่อยๆ หันหน้าไปช้าๆ ภาพที่เห็นทำให้เลือดในกายของเธอแทบหยุดไหล
ดวงตาสีแดงฉานเบิกโพลงจ้องมองเข้ามาผ่านหน้าต่างไม้ไผ่เก่าๆ ร่างผอมสูงเท่าต้นตาลยืนตระหง่านอยู่ด้านนอก เงาร่างนั้นทาบทับลงบนพื้นดินยามค่ำคืนราวกับเป็นส่วนหนึ่งของความมืดมิด มือผอมเกร็งที่เล็บยาวเฟื้อยกำลังจับกระสอบเก่าๆ ที่ภายในเหมือนมีกระดูกกระทบกันดังแกร๊กๆ กลิ่นสาบสางของป่าช้าลอยเข้ามาโชยเตะจมูก ฝนไม่เห็นปากของมัน แต่เสียงผิวปากยังคงดังออกมาจากร่างนั้น ราวกับมันกำลังยิ้มเยาะ
“ไอ้ทิด!” ลุงบุญร้องลั่น พร้อมกับยกปืนลูกซองขึ้นเล็งไปที่หน้าต่าง “ออกไปจากบ้านเฮาเดี๋ยวนี้!”
แต่ไอ้ทิดไม่สนใจ มันยังคงจ้องมองมาที่ฝนด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความแค้นเคืองและความหิวโหย มันยกมือข้างหนึ่งขึ้นชี้มาที่ฝนอย่างเชื่องช้า แล้วเสียงผิวปากก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้ดังขึ้นอย่างชัดเจน และดังอย่างรุนแรง ราวกับจะเจาะทะลุโสตประสาทของพวกเรา
“นี่แหละคือกลลวงของมัน! เมื่อมันผิวปากเสียงดังที่สุด นั่นแปลว่ามันจ้องจะเอาชีวิตเรามากที่สุด!” ลุงบุญตะโกนเตือน
แล้วไอ้ทิดก็พุ่งเข้ามาชนหน้าต่างอย่างแรง ไม้ไผ่ที่ผุกร่อนแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ ทำให้พวกเรากรีดร้องลั่นด้วยความตกใจ ลุงบุญไม่รอช้า ยิงปืนลูกซองออกไปเสียงดังสนั่น แต่ดูเหมือนกระสุนนั้นจะไม่สามารถทำอะไรไอ้ทิดได้เลย มันเพียงแค่สะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะถอยร่นออกไปในความมืดมิด พร้อมกับเสียงผิวปากที่ยังคงดังโหยหวนแผ่วเบาลงเรื่อยๆ จนหายลับไปในที่สุด
พวกเราทุกคนรอดชีวิตมาได้ในคืนนั้น แต่ความทรงจำเกี่ยวกับไอ้ทิดผิวปากยังคงฝังแน่นอยู่ในจิตใจของพวกเราจนถึงทุกวันนี้ เราได้รู้ซึ้งแล้วว่าความกลัวที่แท้จริงไม่ใช่สิ่งที่มองเห็นตรงหน้า แต่คือสิ่งที่มองไม่เห็น คือความไม่รู้ คือกลลวงที่เล่นกับจิตใจของเรา
เรื่องเล่าของไอ้ทิดผิวปาก ไม่ได้เป็นเพียงตำนานหลอกเด็กอีกต่อไป แต่มันเป็นเครื่องเตือนใจถึงผลกรรมของการกระทำ และความจริงที่ว่า ไม่ใช่ทุกสิ่งที่เราคิดว่ารู้ จะเป็นความจริงเสมอไป บางครั้งสิ่งที่เราเชื่อว่าเป็นความปลอดภัย กลับเป็นกับดักที่อันตรายที่สุด และเสียงผิวปากที่ดังจากไกลๆ อาจเป็นเสียงที่กำลังล่อลวงเราให้ก้าวเข้าไปในความมืดมิดโดยไม่รู้ตัว
ชีวิตสอนให้เราเรียนรู้จากประสบการณ์ แต่บางครั้งประสบการณ์ที่เลวร้ายที่สุดก็ไม่ได้สอนเราให้เข้มแข็งขึ้นเสมอไป มันอาจทิ้งบาดแผลที่ไม่มีวันจางหาย และเตือนให้เราเคารพในสิ่งที่มองไม่เห็น และไม่ประมาทกับสิ่งลี้ลับที่อาจแฝงตัวอยู่ในทุกอณูของธรรมชาติรอบกายเรา เมื่อเราได้รู้เรื่องนี้แล้ว ในตอนถัดไปเราจะมาพูดคุยกันถึงเรื่องราวลี้ลับอีกหนึ่งตำนานที่ว่าด้วย 'เงาไม้ใหญ่' ที่เคยคร่าชีวิตนักเดินทางหลายคนในป่าลึกได้อย่างไรบ้าง
0 $type={blogger}:
แสดงความคิดเห็น