021 สามวันอันสาบสูญ มิติเวลาแห่งเมืองลับแลในป่าลึกกาญจนบุรี

 เรื่องราวที่เราจะมาเล่าให้ฟังในวันนี้ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงกับสองสามีภรรยาคู่หนึ่งค่ะ ดิฉันเองก็ได้ฟังมาจากปากของคุณดารินและคุณสมชายโดยตรง ก่อนที่พวกเขาจะตัดสินใจแบ่งปันประสบการณ์เหลือเชื่อนี้ให้กับสาธารณะผ่านช่องทางของเรา ด้วยความเชื่อที่ว่าอาจจะมีใครสักคนเคยเจอเหตุการณ์คล้ายคลึงกัน หรืออาจจะให้คำตอบบางอย่างที่พวกเขาเองก็ยังคงตามหาอยู่จนถึงทุกวันนี้


มันเริ่มต้นขึ้นเมื่อประมาณสองปีที่แล้ว คุณสมชายและคุณดาริน เป็นคู่สามีภรรยาที่คลุกคลีอยู่กับงานค้าไม้ค่ะ พวกเขาเป็นคนซื้อไม้เก่าจากชาวบ้านในป่าลึกแถบกาญจนบุรี ที่เป็นไม้จากการสัมปทานเก่า หรือไม้ที่ถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ ก่อนที่จะนำมาแปรรูปและขายต่อไป การเดินทางเข้าป่าลึกจึงเป็นกิจวัตรประจำวันของพวกเขา และพาหนะคู่ใจก็ไม่ใช่รถกระบะขับเคลื่อนสี่ล้อธรรมดา แต่เป็นรถจี๊ปทหารปลดประจำการคันเก่า ที่คุณสมชายได้มาจากนายทหารเกษียณท่านหนึ่ง ด้วยสมรรถนะที่สมบุกสมบัน เหมาะกับการบุกป่าฝ่าดงอย่างแท้จริง


วันนั้นก็เป็นอีกวันที่อากาศแจ่มใสในช่วงเช้า คุณสมชายขับรถนำทางไปตามเส้นทางที่คุ้นเคยในป่าลึกของกาญจนบุรี โดยมีคุณดารินนั่งอยู่ข้างๆ พร้อมแผนที่และสมุดบันทึกที่เต็มไปด้วยรายชื่อชาวบ้านและพิกัดที่ต้องแวะไปเจรจาค้าไม้ พวกเขากำลังมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่ใจกลางป่า เพื่อตรวจสอบไม้พยุงเก่าที่ชาวบ้านบอกว่าต้องการจะขาย การเดินทางเป็นไปด้วยดี อากาศในป่าลึกช่วงนั้นค่อนข้างเย็นสบาย เสียงเครื่องยนต์ของจี๊ปดังกระหึ่มเป็นจังหวะไปตามทางลูกรังขรุขระ กลิ่นดินชื้นและกลิ่นหอมของพืชป่าลอยเข้ามาในรถ เป็นบรรยากาศที่คุ้นเคยและเป็นที่โปรดปรานของทั้งคู่


แต่แล้ว เมื่อพวกเขาเดินทางลึกเข้าไปอีก ท้องฟ้าที่เคยสดใสก็เริ่มแปรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วค่ะ เมฆทะมึนก่อตัวขึ้นอย่างกะทันหัน แสงแดดจางหายไปราวกับถูกกลืนกิน และไม่นานนัก หมอกหนาทึบก็เริ่มปกคลุมผืนป่าราวกับมีมือที่มองไม่เห็นมาดึงผ้าคลุมสีขาวขุ่นลงมา มันมาเร็วมาก ชนิดที่ว่ายังไม่ทันตั้งตัวเสียด้วยซ้ำ จากที่มองเห็นต้นไม้และทางเบื้องหน้าได้ชัดเจน ระยะการมองเห็นก็หดสั้นลงเรื่อยๆ จนเหลือแค่ไม่กี่เมตรเท่านั้น


คุณสมชายชะลอความเร็วของรถลง หมอกหนาจัดจนแทบจะมองไม่เห็นทางข้างหน้า คุณดารินเองก็เริ่มรู้สึกไม่สบายใจ ปกติแล้วหมอกในป่าก็มีให้เห็นอยู่บ้าง แต่ไม่เคยหนาทึบและมาเร็วขนาดนี้มาก่อนเลย


“หมอกอะไรกันนี่สมชาย มาเร็วชะมัด” คุณดารินพูดพลางเอื้อมมือไปจับแขนสามีเบาๆ


คุณสมชายพยักหน้า สีหน้าเริ่มเคร่งเครียด “อืม... แปลกจริง ฉันขับรถในป่านี้มาหลายปี ไม่เคยเจอหมอกจัดขนาดนี้เลย”


เขาพยายามเปิดไฟหน้าและไฟตัดหมอก แต่แสงสว่างนั้นกลับถูกความขาวขุ่นของหมอกกลืนกินไปจนหมดสิ้น มองไปทางไหนก็เห็นแต่สีขาวโพลนจนแยกไม่ออกว่าอะไรคือต้นไม้ อะไรคือหน้าผา หรืออะไรคือทางเบื้องหน้า มันเหมือนกับการขับรถอยู่ในม่านหมอกที่ไม่มีจุดสิ้นสุด คุณสมชายพยายามขับไปตามทางที่คิดว่าเป็นทางหลัก แต่ไม่นานนัก เขาก็เริ่มรู้สึกว่ารถกำลังวนอยู่ที่เดิม


“สมชาย นี่เราวนอยู่หรือเปล่า” คุณดารินถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงกังวล “รู้สึกเหมือนเห็นต้นไม้ต้นนั้นเป็นรอบที่สามแล้วนะ”


คุณสมชายไม่ได้ตอบอะไร แต่สีหน้าของเขาบ่งบอกถึงความกังวลที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เขาลองเปลี่ยนทิศทาง ขับเลี้ยวซ้ายบ้าง เลี้ยวขวาบ้าง พยายามหาทางออก แต่ไม่ว่าจะขับไปทางไหน ทุกอย่างก็ยังคงดูเหมือนเดิม หมอกหนาไม่คลายตัวเลยแม้แต่น้อย เวลาดูเหมือนจะหยุดนิ่ง ทุกนาทีที่ผ่านไปในม่านหมอกนั้นยาวนานราวกับเป็นชั่วโมง ความรู้สึกอึดอัดเริ่มคืบคลานเข้ามาในจิตใจของทั้งคู่


“เราจอดรอให้หมอกจางก่อนดีไหมสมชาย” คุณดารินเสนอ


คุณสมชายส่ายหน้า “ไม่ได้หรอกดาริน ถ้าจอดแล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่ากำลังอยู่ตรงไหน ทางข้างหน้าอาจจะเป็นเหวก็ได้ ต้องหาทางออกไปจากตรงนี้ให้ได้ก่อน”


เขายังคงขับต่อไปอย่างระมัดระวัง ใช้ประสบการณ์ทั้งหมดที่มีในการคาดเดาทิศทาง แต่ในใจเขาก็ยอมรับแล้วว่าหลงทางอย่างถอนตัวไม่ขึ้นจริงๆ มือที่จับพวงมาลัยเริ่มชื้นเหงื่อ แม้ว่าอากาศจะเย็นจัดก็ตาม ผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่มีใครบอกได้ รู้แต่ว่าแสงสว่างภายนอกค่อยๆ จางหายไป บ่งบอกว่าช่วงเย็นกำลังมาถึง แต่พวกเขาก็ยังคงติดอยู่ในม่านหมอกขาวโพลนนั้น


ความเหนื่อยล้าเริ่มเข้ามาเกาะกุมจิตใจ คุณดารินหลับๆ ตื่นๆ ไปหลายครั้ง แต่ทุกครั้งที่ตื่นขึ้นมา เธอก็ยังคงเห็นภาพเดิมๆ คือหมอกสีขาวหนาทึบที่อยู่รอบกาย คุณสมชายเองก็แทบจะขับรถต่อไม่ไหวแล้ว แต่เขาก็ยังคงกัดฟันพยายามหาทางออก จนกระทั่ง... ทันใดนั้นเอง!


ราวกับมีใครกระชากผ้าคลุมผืนใหญ่ให้พ้นไปจากสายตา หมอกที่หนาทึบมาตลอดหลายชั่วโมงก็พลันจางหายไปในพริบตา แสงแดดยามเย็นสาดส่องลงมาต้องผืนป่าอีกครั้ง เผยให้เห็นเส้นทางลูกรังที่ทอดยาวอยู่เบื้องหน้า ต้นไม้ใหญ่เขียวครึ้มรายล้อม พวกเขาหลุดพ้นจากม่านหมอกนั้นแล้ว!


ความโล่งอกถาโถมเข้าใส่ทั้งคู่ คุณสมชายจอดรถทันที เขาและคุณดารินมองหน้ากันด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเปกันไปหมด ทั้งโล่งใจ ประหลาดใจ และเหนื่อยอ่อนจนแทบหมดแรง


“ในที่สุดก็ออกมาได้สักที” คุณสมชายถอนหายใจยาว “ไม่เคยเจออะไรแบบนี้เลยจริงๆ”


คุณดารินมองไปรอบๆ “ดูเหมือนเราจะหลุดออกมาในอีกโซนหนึ่งของป่านะสมชาย ไม่ใช่ทางที่เราคุ้นเคยเลย”


คุณสมชายพยักหน้า เขามองนาฬิกาบนข้อมือที่หยุดเดินไปแล้วตั้งแต่ตอนที่หมอกลงจัด เขาลองหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา แม้จะรู้ว่าในป่าลึกแบบนี้ไม่มีสัญญาณแน่นอน แต่ก็ลองดูเพื่อความแน่ใจ ปรากฏว่าโทรศัพท์กลับมีสัญญาณขึ้นมาขีดหนึ่งอย่างไม่น่าเชื่อ แต่สิ่งที่ทำให้ทั้งคู่ต้องตกใจจนตัวชาวาบ ไม่ใช่เรื่องสัญญาณโทรศัพท์ที่กลับมา แต่เป็นวันที่และเวลาที่ปรากฏบนหน้าจอโทรศัพท์ต่างหาก


“สมชาย... ดูนี่สิ!” คุณดารินอุทานเสียงสั่น พลางยื่นโทรศัพท์ให้สามีดู


คุณสมชายรับมาดู ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความตกใจ วันที่บนหน้าจอโทรศัพท์ระบุว่า ‘วันศุกร์ที่ 15’ แต่เขาจำได้แม่นยำว่าตอนที่พวกเขาออกเดินทางจากบ้านคือ ‘วันอังคารที่ 12’ และเวลาในโทรศัพท์ก็ระบุว่าเป็นช่วงเย็นของวันศุกร์แล้ว


“นี่มันอะไรกันดาริน?!” คุณสมชายถามด้วยน้ำเสียงไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง “เราขับรถอยู่ในหมอกแค่ไม่กี่ชั่วโมงเองนะ ทำไมถึงเป็นวันศุกร์ไปแล้วล่ะ นี่มันผ่านไปตั้งสามวันเลยนะ”


ทั้งคู่เงียบไปชั่วขณะ สมองพยายามประมวลผลสิ่งที่เห็นและสิ่งที่รู้สึก ความรู้สึกเหมือนเพิ่งขับรถไปได้แค่ไม่กี่ชั่วโมง หรืออย่างมากก็ครึ่งวันเท่านั้น แต่ความเป็นจริงที่ปรากฏบนหน้าจอโทรศัพท์กลับบอกว่าพวกเขาหายไปจากโลกภายนอกถึงสามวันเต็มๆ! มันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ไม่มีทางที่จะเป็นไปได้เลย ไม่มีใครเอาอาหารหรือน้ำให้พวกเขา ไม่มีใครแวะมาเติมน้ำมันให้พวกเขาตลอดสามวันนี้ แต่รถก็ยังคงขับได้ และร่างกายของพวกเขาก็ไม่ได้รู้สึกหิวโหยหรืออ่อนเพลียเท่าคนที่ขาดน้ำขาดอาหารมาสามวัน


ความรู้สึกสับสนและหวาดกลัวเริ่มกัดกินจิตใจ พวกเขาตัดสินใจที่จะกลับบ้านทันที ไม่สนใจเรื่องไม้ที่ตั้งใจจะไปซื้ออีกแล้ว การได้กลับถึงบ้านอย่างปลอดภัยคือสิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้ คุณสมชายขับรถออกมาจากป่าลึกด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นกว่าปกติ จนกระทั่งในที่สุด พวกเขาก็หลุดออกมาจากเขตป่าอันเวิ้งว้าง สู่ถนนที่คุ้นเคย และกลับถึงบ้านในคืนวันศุกร์นั้น


หลังจากนั้นไม่นาน ชีวิตของคุณสมชายและคุณดารินก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไปอย่างช้าๆ ค่ะ โดยเฉพาะคุณดาริน ตอนแรกเธอก็ยังคงใช้ชีวิตตามปกติ พยายามจะลืมเรื่องราวแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นในป่า แต่แล้วอาการแปลกๆ ก็เริ่มแสดงออกมา


คุณดารินเริ่มนอนไม่หลับกระสับกระส่ายในเวลากลางคืน เธอเริ่มละเมอ และบางครั้งก็ละเมอออกมาเป็นภาษาแปลกๆ ที่คุณสมชายไม่เคยได้ยินมาก่อน น้ำเสียงของเธอดูเหมือนจะกำลังพูดคุยกับใครบางคน บางครั้งก็เหมือนกำลังอ้อนวอน บางครั้งก็เหมือนกำลังโกรธแค้น ซึ่งทำให้คุณสมชายรู้สึกหวาดกลัวและเป็นห่วงภรรยามาก


แต่ที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่านั้นก็คือ ภาพวาดที่คุณดารินวาดขึ้นมาในตอนที่ละเมอ หรือบางครั้งก็วาดในตอนที่เธอกึ่งหลับกึ่งตื่น บนแผ่นกระดาษ สมุดบันทึก หรือแม้กระทั่งผนังบ้าน ปรากฏภาพของเมืองประหลาด ที่เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมที่ไม่คุ้นตา มีหอคอยสูงเสียดฟ้า สลับกับอาคารที่ดูคล้ายวัดโบราณที่ล้อมรอบด้วยต้นไม้ใหญ่ยักษ์ มีเส้นทางคดเคี้ยวซับซ้อนราวกับเขาวงกต ที่สำคัญที่สุดคือ ภาพวาดเหล่านั้นไม่ใช่แผนที่ของประเทศไทย ไม่ใช่แผนที่ของเมืองใดๆ ที่คุณสมชายเคยเห็นเลยแม้แต่น้อย แต่เป็นแผนที่ของเมืองที่ไม่เคยมีอยู่จริงบนโลกใบนี้!


คุณสมชายพยายามสอบถามคุณดารินในตอนที่เธอตื่นว่า เธอไปวาดภาพเหล่านี้มาจากไหน และทำไมถึงวาดภาพเมืองประหลาดแบบนี้ แต่ทุกครั้งคุณดารินก็จะส่ายหน้า บอกว่าจำไม่ได้เลย เธอรู้สึกเหมือนแค่ฝันไป และไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองไปวาดภาพเหล่านั้นไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่


“ดาริน เธอแน่ใจนะว่าจำไม่ได้จริงๆ” คุณสมชายถามด้วยความเป็นห่วงในคืนหนึ่ง หลังจากที่เขาพบภาพวาดเมืองประหลาดบนโต๊ะข้างเตียง “นี่มันไม่ใช่เรื่องปกติแล้วนะ”


คุณดารินถอนหายใจ เธอจับมือสามี “ฉันไม่รู้จะอธิบายยังไงสมชาย มันเหมือนฉันฝันไปตลอดเวลา เหมือนมีบางอย่างอยู่ในหัวฉัน แต่มันก็เลือนลางมาก ฉันจำรายละเอียดไม่ได้เลยจริงๆ”


ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ภาพวาดของคุณดารินก็ยิ่งละเอียดซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ ราวกับเธอได้เห็นเมืองนั้นจริงๆ และกำลังพยายามถ่ายทอดมันออกมาให้สมบูรณ์ที่สุด บางครั้งภาพวาดเหล่านั้นก็มีคำภาษาแปลกๆ เขียนกำกับไว้ด้วย แต่ไม่มีใครสามารถอ่านมันออกได้เลย


และในคืนหนึ่ง ขณะที่คุณดารินละเมอ เธอพูดออกมาเป็นคำที่ฟังชัดเจนและทำให้คุณสมชายถึงกับขนลุกไปทั้งตัว


“เจ้าที่… กักตัว… ประตู… มิติ…” เสียงของเธอแผ่วเบา แต่ชัดเจนพอที่คุณสมชายจะได้ยิน “พวกเขาไม่อยากให้เรารู้… พวกเขาจะกักเราไว้…”


คำพูดเหล่านั้นทำให้คุณสมชายนึกถึงเรื่องราวในตำนานที่เคยได้ยินมาตั้งแต่เด็ก เรื่องของ “เมืองลับแล” เมืองที่ไม่มีอยู่จริงในโลกมนุษย์ เมืองที่ซ่อนตัวอยู่ในมิติที่แตกต่างออกไป เมืองที่ผู้คนสามารถหลงเข้าไปได้โดยไม่รู้ตัว และเมื่อเข้าไปแล้วก็ยากที่จะออกมา หากไม่ได้รับอนุญาตจาก “เจ้าที่” ผู้ปกปักรักษาเมืองนั้น


เขานำเรื่องราวที่ได้ฟังจากคุณดาริน และภาพวาดที่เธอวาดมาพินิจพิจารณาอีกครั้ง ความเชื่อค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในใจของเขาอย่างช้าๆ คุณสมชายเริ่มเชื่อว่าในวันนั้น ที่พวกเขาขับรถวนเวียนอยู่ในม่านหมอกหนาทึบในป่าลึกกาญจนบุรี พวกเขาไม่ได้แค่หลงทางธรรมดาๆ เท่านั้น แต่พวกเขาได้พลัดหลงเข้าไปใน “เมืองลับแล” แห่งหนึ่งเข้าแล้ว และการที่เวลาของพวกเขาหายไปถึงสามวันนั้น ไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือภาพลวงตา แต่เป็นเพราะพวกเขาถูก “เจ้าที่” หรือผู้ดูแลเมืองนั้นกักตัวเอาไว้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม


ความจริงที่ว่าคุณดารินยังคงละเมอและวาดภาพเมืองลับแลอย่างต่อเนื่อง ทำให้คุณสมชายเชื่อว่าภรรยาของเขายังคงเชื่อมโยงกับมิติของเมืองลับแลนั้นอยู่ ไม่ว่าจะโดยจิตใต้สำนึก หรือโดยบางอย่างที่ติดตัวเธอกลับมาด้วยจากเมืองลึกลับนั้น และเจ้าตัวคุณดารินเอง แม้จะจำอะไรในยามตื่นไม่ได้ แต่ก็มีบางครั้งที่เธอพูดขึ้นมาลอยๆ ว่า “รู้สึกเหมือนมีบางอย่างตามมาตลอดเลยสมชาย” หรือ “ฉันรู้สึกเหมือนมีใครกำลังเฝ้ามองเราอยู่” ซึ่งยิ่งตอกย้ำความเชื่อของคุณสมชายให้หนักแน่นยิ่งขึ้นไปอีก


ทั้งคู่พยายามหาคำตอบให้กับสิ่งที่เกิดขึ้น ไปปรึกษาผู้รู้ ไปหาพระอาจารย์ชื่อดังหลายรูป แต่ก็ยังไม่มีใครสามารถให้คำตอบที่ชัดเจนได้ มีเพียงบางท่านที่บอกว่าคุณดารินอาจจะ “เห็น” หรือ “สัมผัส” มิติเหล่านั้นได้ จึงยังคงมีภาพและเรื่องราวจากอีกมิติหนึ่งเข้ามาในจิตใต้สำนึกของเธอ และบางทีการที่ “เจ้าที่” กักตัวพวกเขาไว้ อาจเป็นเพราะพวกเขาบังเอิญไปเห็นบางสิ่งบางอย่างที่ “ไม่ควรเห็น” เข้าก็เป็นได้ และการที่ปล่อยให้พวกเขาออกมาได้ ก็อาจจะเป็นเพราะ “เจ้าที่” ได้ทำการ “ลบ” หรือ “ปิดบัง” ความทรงจำส่วนใหญ่เอาไว้ เหลือไว้เพียงแต่เศษเสี้ยวความทรงจำที่ยังคงรบกวนจิตใจของคุณดาริน


จนถึงทุกวันนี้ คุณดารินก็ยังคงวาดภาพเมืองประหลาดเหล่านั้นอยู่เป็นระยะๆ ค่ะ แต่ภาพวาดนั้นก็เปลี่ยนไป ไม่ใช่แผนที่เมืองอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นภาพของบุคคลที่ดูคล้ายกับ “ผู้คน” ในเมืองลับแลนั้น ซึ่งมีลักษณะแปลกประหลาดกว่ามนุษย์ทั่วไป ดวงตาของพวกเขามักจะดูเศร้าหมอง แต่ก็แฝงไปด้วยพลังอำนาจบางอย่าง


เรื่องราวของคุณสมชายและคุณดาริน ทำให้เราต้องกลับมาตั้งคำถามถึงสิ่งที่เราเชื่อ และสิ่งที่เราไม่เชื่อ โลกที่เราอาศัยอยู่นี้อาจไม่ได้มีแค่สิ่งที่เรามองเห็นและสัมผัสได้ด้วยตาเนื้อ หรือสัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้าของเราเท่านั้น แต่อาจมีมิติอื่นๆ ซ่อนอยู่ ซ้อนทับกันอยู่ รอเวลาที่ม่านหมอกแห่งความเป็นจริงจะจางหายไปเพียงชั่วขณะ เพื่อให้เราได้สัมผัสกับอีกโลกหนึ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ใกล้แค่เอื้อม ประสบการณ์ของทั้งคู่เป็นเครื่องเตือนใจว่าจักรวาลนี้กว้างใหญ่และลึกลับเกินกว่าที่เราจะเข้าใจได้ทั้งหมด และอาจมีสิ่งเร้นลับอีกมากมายที่รอคอยให้เราออกไปค้นหา แม้ว่าการค้นหานั้นอาจนำมาซึ่งคำถามมากกว่าคำตอบก็ตามที


ความลับของสามวันอันสาบสูญในป่าลึกกาญจนบุรีนี้ ยังคงเป็นปริศนาที่ค้างคาในใจของคุณสมชายและคุณดาริน และยังคงเป็นสิ่งที่ทำให้พวกเขาต้องออกเดินทางเพื่อค้นหาความจริงต่อไป พวกเขาเชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเขาไม่ใช่แค่เรื่องบังเอิญ หรือเป็นเพียงแค่ความฝัน แต่มันคือการเปิดประตูสู่โลกอีกมิติหนึ่ง ที่พวกเขาได้ก้าวเข้าไปอย่างไม่ได้ตั้งใจ และตอนนี้โลกนั้นกำลังส่งสัญญาณกลับมาหาพวกเขาผ่านจิตใต้สำนึกของคุณดาริน และนั่นคือสิ่งที่พวกเขาจะต้องหาคำตอบให้ได้ว่า โลกอีกใบนั้นต้องการอะไรจากพวกเขา และพวกเขาจะสามารถกลับไปไขปริศนาที่เมืองลับแลได้หรือไม่


ในตอนถัดไป เราจะมาติดตามกันต่อว่า การค้นหาคำตอบของคุณสมชายและคุณดารินจะนำพาพวกเขาไปสู่เส้นทางใด และจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อพวกเขากล้าที่จะก้าวกลับเข้าไปในป่ากาญจนบุรีนั้นอีกครั้งเพื่อเผชิญหน้ากับความจริงเบื้องหลังม่านหมอกแห่งกาลเวลา

0 $type={blogger}:

แสดงความคิดเห็น

👻 ฟังเรื่องหลอน
✅ รองรับ PC & Mobile
พร้อมใช้งาน
ขับเคลื่อนโดย Blogger.

ผู้ติดตาม

สั่งกล่องพัสดุ 750 ส่งฟรี

✨ 750 ส่งฟรี ✨
โลโก้ ตุ้ยคุ้ยเรื่องหลอน

บทความ

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

**คนออนไลน์:** ...
ตุ้ยคุ้ยเรื่องหลอน: รวมเรื่องผี เรื่องเล่าสยองขวัญ และตำนานอาถรรพ์ © 2013 Published By Gooyaabi Templates Supported by Best Blogger Templates and Premium Blog Templates - Web Design