ยามที่แสงตะวันเริ่มลับขอบฟ้าเหนือผืนน้ำของคลองลัดมะยม ความเย็นชื้นจากลำคลองก็เริ่มปกคลุมเข้ามาแทนที่ความร้อนระอุของวัน สวนผลไม้เก่าแก่ที่ทอดยาวเป็นพืดตามสองฝั่งคลองลัดมะยม จังหวัดนนทบุรีและบางส่วนของธนบุรี ยังคงหลับใหลอยู่ภายใต้ร่มเงาของต้นหมากรากไม้ที่ยืนต้นมานับร้อยปี กลิ่นดินชื้นเคล้ากับกลิ่นดอกไม้ป่าบางชนิด ลอยเอื่อยมาตามลม ปลุกเร้าความรู้สึกเก่าๆ ที่หลายคนอาจจะเคยสัมผัส ท่ามกลางความสงบงามที่ดูเหมือนจะหยุดนิ่งตามกาลเวลา ที่แห่งนี้ยังคงมีเรื่องเล่าขานถึงสิ่งลี้ลับบางอย่าง ที่สถิตอยู่ในความรกทึบของสวนโบราณ
ชาวสวนผู้เฒ่าผู้แก่ยังคงจดจำเรื่องราวที่เล่าสืบต่อกันมาได้เป็นอย่างดี เรื่องของ “ค่างบ่างผี” หรือที่บางคนเรียกว่า “ลิงลมสามขา” สัตว์ประหลาดที่มีรูปร่างคล้ายลิง แต่มีลักษณะพิเศษที่ชวนขนหัวลุก คือมันมีเพียงสามขา และสามารถกระโดดข้ามร่องสวน กอไผ่ หรือแม้แต่ข้ามคลองได้ไกลชนิดที่ผิดธรรมชาติของสัตว์ใดๆ ที่เคยพบเห็นกันมา เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่าเล่นๆ ที่เด็กๆ เอาไว้อำกัน แต่มันคือประสบการณ์ตรงที่สร้างความหวาดกลัวและผลกระทบจริงจังต่อชีวิตของชาวบ้านหลายครอบครัว
ฉันเองก็เคยได้ยินเรื่องเล่าเหล่านี้มาตั้งแต่เด็ก ด้วยความที่เป็นคนชอบฟังเรื่องเก่าๆ และเชื่อในสิ่งลี้ลับ จึงตัดสินใจออกเดินทางกลับมายังถิ่นฐานเดิมของครอบครัว ที่เคยเป็นชาวสวนเก่าแก่ริมคลองลัดมะยม เพื่อรวบรวมเรื่องราวจากปากคำของผู้ที่เคยประสบพบเจอ เพื่อทำความเข้าใจถึงที่มาที่ไปของตำนานที่เล่าขานกันมาเนิ่นนาน
ช่วงเย็นวันหนึ่ง ขณะที่ฉันกำลังนั่งพูดคุยอยู่กับป้านวล ผู้เฒ่าวัยเจ็ดสิบกว่าที่นั่งปอกมะม่วงอยู่ในใต้ถุนบ้านไม้ริมน้ำ เสียงใบไม้ที่ปลิวไหวตามลม กอไผ่ที่เสียดสีกันเป็นเสียงเอี๊ยดอ๊าด และเสียงจิ้งหรีดที่เริ่มกรีดกรายขึ้นมา ทำให้บรรยากาศดูน่าขนลุกขึ้นมาเล็กน้อย ป้านวลเป็นผู้หญิงตัวเล็ก ผิวกร้านแดดจากการทำสวนมาทั้งชีวิต ดวงตาของท่านยังคงคมกริบ แม้จะเต็มไปด้วยร่องรอยของกาลเวลา ท่านจิบน้ำชาพลางถอนหายใจยาว ก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องราวที่ฉันรอฟัง
“เมื่อก่อน สวนแถวนี้มันรกทึบกว่าสมัยนี้เยอะนักหนา ตาของป้ายังจำได้ดี สมัยที่ยังสาวๆ อยู่เลยนะ” ป้านวลเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา แต่ก็มีแววแห่งความจริงจังอยู่ในนั้น “สวนทุเรียน สวนมะพร้าว สวนหมาก มันขึ้นครึ้มไปหมด บางทีเดินไปท้ายสวนตอนค่ำๆ แสงเดือนก็ส่องแทบไม่ถึงพื้นดินหรอก”
ฉันพยักหน้ารับ พลางจินตนาการถึงภาพสวนโบราณที่รกชัฏ “แล้วมันเกิดขึ้นเมื่อไหร่คะป้า ที่เจอค่างบ่างผีเนี่ย” ฉันถามด้วยความกระตือรือร้น
ป้านวลวางมะม่วงลงในจานพลางหยิบผ้าขาวม้าขึ้นมาซับเหงื่อที่หน้าผาก “มันก็เริ่มมีมาเรื่อยๆ ล่ะ ตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษของป้าก็เล่าต่อกันมาแล้ว แต่ที่มาเกิดเรื่องเอิกเกริกกันจริงๆ ก็สักสี่ห้าสิบปีก่อนโน้นแหละ ตอนนั้นบ้านป้ายังเลี้ยงไก่ไว้เป็นฝูงๆ เลยนะ แต่ละคืนจะต้องมีไก่หายไปตัวสองตัว แรกๆ ก็คิดว่าเป็นหมาป่า เป็นงูเห่า งูเหลือม แต่มันไม่ใช่ มันหายไปแบบไร้ร่องรอย อย่างกับว่ามีอะไรมาเอาไปเฉยๆ”
“แล้วป้าไม่เคยเห็นมันเลยเหรอคะ” ฉันถามต่อ
ป้านวลส่ายหน้าช้าๆ “ป้าเองไม่เคยเห็นกับตาหรอก แต่ลุงชิดแกเคยเห็น ลุงชิดแกเป็นคนตาดี สายตาแกรกมาก แกเล่าให้ฟังว่าคืนหนึ่ง เดือนหงายเต็มดวง แสงจันทร์ส่องทะลุร่มไม้ลงมาเป็นหย่อมๆ แกตื่นมาเข้าห้องน้ำกลางดึก ได้ยินเสียงไก่ร้องลั่นอยู่ในเล้า แกเลยคว้าไฟฉาย เดินลงไปดู”
ป้านวลหยุดเว้นวรรค ดื่มน้ำชาอึกใหญ่ เพื่อให้ฉันได้ซึมซับบรรยากาศแห่งความลึกลับ ก่อนจะเล่าต่อ “ลุงชิดแกเห็นเงาตะคุ่มๆ อยู่ในเล้าไก่ ตอนแรกก็คิดว่าหัวขโมย แต่พอมันผละออกจากเล้าไก่ กระโดดขึ้นไปบนต้นหมากเท่านั้นแหละ แกถึงกับอึ้ง แกบอกว่ามันเป็นตัวอะไรก็ไม่รู้ รูปร่างเหมือนลิงนี่แหละ แต่ตัวใหญ่กว่าลิงทั่วไปมาก ผอมเกร็ง แขนขายาวเก้งก้าง ที่สำคัญที่สุดคือ มันมีแค่สามขา!”
เสียงของป้านวลแผ่วลงเล็กน้อย แววตาของท่านเต็มไปด้วยความหวาดผวา “ลุงชิดแกบอกว่ามันกระโดดจากต้นหมากข้ามร่องสวนไปอีกฝั่งที่กว้างเป็นวาๆ ได้อย่างง่ายดาย อย่างกับว่ามันเบาหวิว ตัวมันสีดำทะมึน กลืนหายไปกับความมืดในสวนในพริบตา ไม่เกินสิบวินาที มันก็หายไปแล้ว ไก่ของลุงชิดก็หายไปตัวหนึ่ง”
“สามขาเหรอคะ” ฉันย้ำถาม ทบทวนความน่าเหลือเชื่อของเรื่องนี้
“ใช่จ้ะ สามขา” ป้านวลยืนยันหนักแน่น “ไม่ใช่แค่ลุงชิดคนเดียวที่เห็นนะ ลุงแดงข้างบ้านป้าแกก็เคยเจอ ตอนนั้นแกกำลังเดินกลับจากบ่อนปลากลางดึก แกได้ยินเสียงลมพัดวูบวาบอยู่ข้างหลัง หันไปก็เห็นมันกระโดดอยู่บนยอดมะพร้าว ตัวดำๆ มีแสงจันทร์ส่องกระทบเห็นเลือนๆ แกบอกว่ามันไม่ใช่ค่าง ไม่ใช่ลิง เพราะมันเร็วเหลือเกิน เร็วจนแกแทบมองตามไม่ทัน และที่สำคัญคือมันกระโดดได้ไกลแบบไม่น่าเชื่อ”
ฉันจินตนาการถึงภาพของสัตว์ประหลาดสามขาที่กระโดดข้ามพ้นจากสายตาไปอย่างรวดเร็ว มันช่างน่าสะพรึงกลัวและชวนสงสัยยิ่งนัก
“แล้วชาวบ้านทำยังไงคะป้า” ฉันถามต่อ “ไม่มีใครจับมันได้เลยเหรอคะ”
ป้านวลหัวเราะแห้งๆ “จะไปจับมันได้ยังไงเล่า มันไม่ใช่สัตว์ธรรมดานะยาย หนูจำที่ป้าเล่าเรื่องลิงลมได้ไหม”
ฉันพยักหน้า “จำได้ค่ะ ลิงลมที่เป็นของขลัง”
“ใช่” ป้านวลพยักหน้า “ลิงลมนั่นแหละ ตอนแรกๆ ชาวบ้านเขาก็ไม่ค่อยเชื่อหรอกว่ามันคือลิงลมที่ผิดเพี้ยนไปแล้ว คิดว่าเป็นแค่ลิงธรรมดาที่หลงป่ามา หรือไม่ก็อาจจะเป็นลิงที่ใครเลี้ยงแล้วมันหลุดออกมา เลยพากันเอาปืนลูกซองออกไปยิง ตอนนั้นปืนลูกซองมันหาง่ายนะ พวกชาวสวนเขามีไว้เฝ้าสวนกัน”
ป้านวลเล่าต่อด้วยน้ำเสียงที่ลดต่ำลง เหมือนกำลังเล่าเรื่องลับ “ลุงดำแกเป็นคนใจกล้า แกไม่กลัวอะไรทั้งนั้น แกเอาปืนลูกซองของแกไปเฝ้าเล้าไก่คืนหนึ่ง พอได้ยินเสียงไก่ร้อง ก็เห็นเจ้าตัวประหลาดสามขานั่นแหละกำลังคาบไก่กระโดดออกมาจากเล้า ลุงดำแกเลยเหนี่ยวไกดังสนั่น หวังว่าจะยิงให้มันร่วงลงมา”
“แล้วมันโดนไหมคะป้า” ฉันถามด้วยใจระทึก
“โดนสิ” ป้านวลตอบเสียงหนักแน่น “ลุงดำแกบอกว่าเห็นลูกปรายพุ่งเข้าใส่ตัวมันเต็มๆ ได้ยินเสียงดังตุ้บ แต่...แต่มันไม่เป็นอะไรเลยยาย มันแค่สะดุ้งเล็กน้อย แล้วก็กระโดดหายเข้าไปในความมืดเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ลูกปรายที่ยิงออกไปก็เหมือนกับยิงใส่หินก้อนใหญ่ ไม่ระคายเคืองผิวหนังมันเลยแม้แต่น้อย”
เรื่องราวนี้ทำให้ฉันถึงกับขนลุกซู่ ปืนยิงไม่เข้า ฟันแทงไม่ระคายผิว มันเหนือธรรมชาติเกินกว่าที่สัตว์ใดๆ จะเป็นไปได้
“หลังจากนั้นก็มีคนลองเอามีดฟัน เอาไม้ตี แต่มันก็เหมือนเดิม” ป้านวลกล่าวต่อ “พวกชาวบ้านก็เริ่มเชื่อแล้วว่ามันไม่ใช่ลิงธรรมดา มันไม่ใช่สัตว์ที่สามารถทำร้ายได้ด้วยอาวุธของมนุษย์”
“แล้วป้าคิดว่ามันคืออะไรกันแน่คะ” ฉันถาม
ป้านวลเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้ายามค่ำคืนที่เริ่มมีดาวระยิบระยับ “มันคือลิงลมที่ถูกเลี้ยงดูไม่ดีนั่นแหละยาย”
ท่านอธิบายว่า ลิงลม หรือที่บางคนเรียกว่า “วานรลม” เป็นของขลังชนิดหนึ่งที่คนโบราณเชื่อกันว่ามีอานุภาพมาก มักจะเลี้ยงไว้เพื่อช่วยเฝ้าทรัพย์สิน ป้องกันภัย หรือบางคนก็เลี้ยงไว้เพื่อใช้ในทางไสยศาสตร์ แต่การเลี้ยงลิงลมนั้นมีข้อแม้ที่เคร่งครัดมาก ต้องดูแลมันอย่างดี ต้องเซ่นไหว้ให้ถูกวิธี และต้องไม่ทำให้มันอดอยาก หรือละเลยมัน หากผู้เลี้ยงไม่สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดเหล่านี้ได้ ลิงลมที่เคยเป็นของขลังจะเกิดอาเพศ กลายเป็นภูตผีปีศาจออกอาละวาด หรือกลายเป็นสัตว์ร้ายที่มีฤทธิ์เดชเหนือธรรมชาติ ออกหากินเลือดเนื้อของสัตว์ และอาจจะทำร้ายผู้คนได้
“บางคนบอกว่าที่มันมีสามขา เพราะตอนที่มันกลายร่าง มันอาจจะได้รับบาดเจ็บ หรือบางส่วนของมันอาจจะยังไม่สมบูรณ์ ทำให้มันมีรูปร่างที่ผิดแปลกไปจากลิงลมที่สมบูรณ์” ป้านวลอธิบาย “แต่ฤทธิ์เดชของมันก็ยังคงอยู่ครบถ้วน ทั้งความเร็ว ความว่องไว และความคงกระพัน”
เรื่องเล่าของค่างบ่างผี หรือลิงลมสามขา ได้สร้างความหวาดกลัวให้กับชาวสวนฝั่งธนบุรีมาหลายชั่วอายุคน ชาวบ้านต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต บางคนเลิกเลี้ยงไก่ไปเลย บางคนต้องสร้างเล้าไก่ให้แข็งแรงยิ่งกว่าเดิม บางคนก็ต้องทำพิธีเซ่นไหว้เจ้าที่เจ้าทาง ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยปกป้อง
“มันไม่ได้ทำร้ายคนหรอกนะ” ป้านวลกล่าวทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงอ่อนลง “เท่าที่รู้มา มันก็แค่กินไก่ของชาวบ้านเท่านั้น แต่ใครจะไปรู้ว่าวันหนึ่งมันจะเปลี่ยนใจหรือไม่ และใครจะไปรู้ว่ามันจะไปปรากฏตัวที่ไหนเมื่อไหร่ ในคืนที่เดือนหงาย ท่ามกลางความเงียบสงบของสวนผลไม้แห่งนี้”
ฉันนั่งเงียบไปครู่หนึ่ง คิดทบทวนเรื่องราวทั้งหมดที่ป้านวลเล่า การผสานกันระหว่างเรื่องเล่าพื้นบ้าน ความเชื่อในไสยศาสตร์ และประสบการณ์จริงของผู้คนที่ต้องเผชิญหน้ากับความลึกลับเหนือธรรมชาติ มันทำให้ฉันตระหนักว่า แม้โลกจะหมุนไปข้างหน้าด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัย แต่ในบางมุมของสังคม บางซอกหลืบของชีวิต เรื่องราวเก่าๆ เหล่านี้ก็ยังคงมีชีวิตชีวา และมีอิทธิพลต่อจิตใจของผู้คนได้อย่างไม่น่าเชื่อ
เรื่องของค่างบ่างผี ไม่ได้เป็นเพียงตำนานความเชื่อเท่านั้น แต่มันยังสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ระหว่างความศรัทธากับความหวาดกลัว และระหว่างสิ่งที่เรามองเห็นกับสิ่งที่เราสัมผัสไม่ได้ด้วยตาเปล่า มันเป็นเครื่องย้ำเตือนว่าในโลกนี้ยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่รอคอยให้เราค้นหาคำตอบ หรือบางที อาจจะไม่ต้องหาคำตอบ ขอเพียงแค่ยอมรับว่ามีอยู่ก็พอแล้ว
บางทีค่างบ่างผีอาจจะเป็นภาพสะท้อนของความกลัวในจิตใจมนุษย์เองก็เป็นได้ ความกลัวต่อสิ่งที่ไม่รู้จัก ความกลัวต่อผลกรรมที่เราอาจจะเคยสร้างไว้ และความกลัวต่อพลังอำนาจที่เราไม่สามารถควบคุมได้ เรื่องราวเหล่านี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องเล่าผีๆ สางๆ แต่เป็นปรัชญาชีวิตที่ฝังรากลึกอยู่ในวัฒนธรรมของเรา เป็นเครื่องมือที่บรรพบุรุษใช้สอนลูกหลานให้เคารพธรรมชาติ ให้ยำเกรงต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และให้รู้จักรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง
ขณะที่ฉันลุกขึ้นยืน บอกลาป้านวล และเดินกลับออกมาจากบ้านไม้ริมคลอง แสงจันทร์เริ่มสาดส่องลงมาบนผืนน้ำ เป็นประกายระยิบระยับ ฉันเหลียวมองไปยังสวนผลไม้ที่มืดมิด ต้นไม้ใหญ่ดูสูงตระหง่านและลึกลับกว่าที่เคย ดวงตาของฉันพยายามจะมองหาเงาตะคุ่มๆ รูปร่างประหลาดที่อาจจะซ่อนตัวอยู่ ไม่ใช่ด้วยความกลัว แต่ด้วยความรู้สึกที่อยากจะทำความเข้าใจ
ในค่ำคืนที่เงียบสงัดเช่นนี้ ท่ามกลางหมู่บ้านที่เริ่มจะหลับใหล ใครจะรู้ว่าจะมีเสียงกระโดดวูบวาบจากสิ่งมีชีวิตสามขา ที่ยังคงออกหากินตามสัญชาตญาณอันดุร้าย หรือออกเดินตามชะตากรรมที่มันต้องแบกรับอยู่ในความมืดมิดของสวนเก่าแก่แห่งนี้ และใครจะรู้ว่าเรื่องราวของค่างบ่างผี จะยังคงถูกเล่าขานต่อไปอีกกี่ชั่วอายุคน ตราบใดที่สวนผลไม้แห่งนี้ยังคงหลับใหลอยู่ภายใต้มนต์เสน่ห์แห่งความลี้ลับ.
0 $type={blogger}:
แสดงความคิดเห็น