เรื่องราวที่ฉันกำลังจะเล่าให้ฟังนี้ ไม่ใช่เรื่องแต่ง ไม่ใช่ตำนานที่เล่าสืบต่อกันมา แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตของฉันเอง เป็นประสบการณ์ที่เกือบจะพรากชีวิตฉันไปตลอดกาล มันเริ่มต้นขึ้นเมื่อหลายปีก่อน ตอนที่ฉันยังเป็นนักศึกษาจบใหม่ไฟแรง หลงใหลในการเดินทางและอยากรู้อยากเห็นโลกกว้าง
ตอนนั้นฉันเพิ่งได้งานใหม่ที่ต้องเดินทางไปทำงานที่จังหวัดชายแดนแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นจังหวัดที่ขึ้นชื่อเรื่องความหลากหลายทางวัฒนธรรม มีทั้งไทย ลาว และเขมร ผสมผสานกันอยู่ การเดินทางครั้งนั้นเป็นการเดินทางคนเดียวครั้งแรกในชีวิต ฉันตื่นเต้นกับโอกาสที่จะได้สัมผัสวิถีชีวิตที่แตกต่าง แต่ก็แอบมีความกังวลเล็กน้อย เพราะแม่กำชับนักหนาว่าให้ระวังตัว อย่าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องลี้ลับ หรือสิ่งของแปลกๆ ที่ใครหยิบยื่นให้เด็ดขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งของที่มาจากฝั่งเขมร ด้วยความที่แม่เป็นคนเชื่อเรื่องพวกนี้มาก และมักจะมีเรื่องเล่าลี้ลับที่ได้ยินมาจากคนเฒ่าคนแก่มาเล่าให้ฟังเสมอ แต่ตอนนั้นฉันก็แค่รับฟังแบบผ่านๆ ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก คิดว่ามันเป็นเรื่องงมงายเสียมากกว่า
การทำงานที่ชายแดนเป็นไปได้ด้วยดี ฉันได้พบปะผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ ได้เรียนรู้วัฒนธรรมใหม่ๆ ที่น่าสนใจ ผู้คนที่นั่นส่วนใหญ่ใจดี แต่ก็มีบางครั้งที่ฉันสัมผัสได้ถึงบรรยากาศบางอย่างที่อธิบายไม่ถูก เหมือนมีอะไรบางอย่างซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลังความสงบนั้น ครั้งหนึ่งฉันเดินผ่านตลาดชายแดนที่คึกคัก มีข้าวของมากมายวางขาย ทั้งเสื้อผ้า อาหาร และของที่ระลึกที่ดูแปลกตา ฉันเห็นร้านแผงลอยแห่งหนึ่งมีเครื่องรางของขลังวางขายอยู่เต็มไปหมด มีทั้งรูปปั้นเล็กๆ ของเทพเจ้า ใบยาสมุนไพรแห้งๆ และวัตถุแปลกๆ ที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน ฉันหยุดยืนมองด้วยความสนใจ และพลันสายตาของฉันก็สะดุดเข้ากับกำไลเส้นหนึ่งที่ทำจากหินสีดำแกะสลักเป็นรูปหัวกะโหลกเล็กๆ เรียงกัน ฉันรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างดึงดูดให้ฉันเข้าไปหา แม้จะรู้สึกขนลุกแปลกๆ แต่ก็อดใจไม่ไหวที่จะเดินเข้าไปดูใกล้ๆ
คนขายเป็นหญิงชราหน้าตาเหี่ยวย่น ผิวคล้ำ นั่งมองฉันด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา เธอส่งยิ้มให้ฉัน พร้อมยื่นกำไลเส้นนั้นมาให้ "กำไลเส้นนี้สวยนะคะ ลองใส่ดูสิคะ จะนำโชคมาให้" เสียงของเธอแหบพร่า ฟังดูเหมือนกระซิบ กำไลในมือของฉันรู้สึกเย็นเฉียบ แม้จะเป็นตอนกลางวันแสกๆ ฉันลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เพราะนึกถึงคำเตือนของแม่ แต่ด้วยความดื้อรั้นและอยากรู้อยากเห็น ฉันก็รับกำไลมาสวมที่ข้อมือทันทีที่มันแตะผิว ฉันรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ แล่นผ่านร่างกาย มันไม่ใช่ความรู้สึกเจ็บปวด แต่มันคือความรู้สึกที่แปลกประหลาดอย่างยิ่ง หญิงชรามองฉันแล้วยิ้มมุมปากอีกครั้งก่อนจะพูดว่า "ระวังให้ดีนะคะ ของบางอย่างมีทั้งดีและร้าย" ฉันไม่ได้ใส่ใจคำพูดของเธอมากนัก รีบจ่ายเงินและเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
หลังจากวันนั้น ชีวิตของฉันก็เริ่มเปลี่ยนไปอย่างช้าๆ ในตอนแรกฉันรู้สึกเพียงแค่อ่อนเพลียผิดปกติ รู้สึกเหมือนนอนไม่พออยู่ตลอดเวลา ทั้งที่นอนเต็มอิ่มแล้ว อาการง่วงซึมนี้เริ่มส่งผลกระทบต่องานของฉัน แต่ฉันก็คิดว่าคงเป็นเพราะปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมใหม่ยังไม่ได้ ผ่านไปไม่กี่วัน อาการก็เริ่มหนักขึ้น ฉันเริ่มฝันร้ายทุกคืน ฝันเห็นภาพซ้ำๆ เป็นหญิงชราคนเดิมที่ขายกำไลให้ฉัน ยืนจ้องมองฉันด้วยแววตาที่ว่างเปล่า บางครั้งก็เห็นเงาดำทะมึนตามหลอกหลอนอยู่ในความฝันเหล่านั้น ฉันตื่นขึ้นมากลางดึกด้วยความหวาดกลัว เหงื่อแตกท่วมตัว หัวใจเต้นระรัวราวกับจะหลุดออกมาจากอก
ร่างกายของฉันเริ่มผอมซูบลงอย่างรวดเร็ว ใบหน้าซีดเซียวจนเพื่อนร่วมงานทัก ฉันรู้สึกปวดหัวอยู่ตลอดเวลา บางครั้งก็มีไข้ขึ้นสูงแบบไม่มีสาเหตุ และที่น่ากลัวที่สุดคือ ฉันเริ่มได้ยินเสียงกระซิบแว่วๆ อยู่ข้างหู เสียงนั้นฟังดูเหมือนภาษาที่ฉันไม่เข้าใจ แต่ก็รู้สึกได้ว่ามันเต็มไปด้วยความอาฆาตแค้น เสียงนั้นจะดังขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะตอนกลางคืน เวลาที่ฉันอยู่คนเดียวในห้องพัก ฉันรู้สึกเหมือนมีใครบางคนจ้องมองอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็รู้สึกเหมือนมีเงาตะคุ่มๆ แวบไปแวบมา ทั้งที่ในห้องไม่มีใครอยู่เลย
ฉันตัดสินใจกลับบ้านและไปหาหมอที่โรงพยาบาล หมอตรวจร่างกายอย่างละเอียด แต่ก็ไม่พบความผิดปกติใดๆ หมอให้ยาแก้ปวดและยาคลายเครียดมาทาน บอกว่าอาจจะเป็นเพราะฉันพักผ่อนไม่เพียงพอหรือเครียดจากการทำงาน แต่ฉันรู้ดีว่ามันไม่ใช่เรื่องปกติธรรมดา อาการของฉันหนักขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขั้นควบคุมตัวเองไม่ค่อยได้ ฉันเริ่มมีอารมณ์ฉุนเฉียว หวาดระแวง และบางครั้งก็เห็นภาพหลอนที่ไม่ใช่ความจริง เช่น เห็นแมลงสาบไต่ไปมาบนผนัง หรือเห็นเงาดำเคลื่อนไหวอยู่หางตาบ่อยขึ้น
แม่เห็นสภาพของฉันก็ถึงกับร้องไห้ ด้วยความกังวลใจ แม่พาฉันไปหาหมออีกหลายแห่ง ทั้งแผนปัจจุบันและแพทย์ทางเลือก แต่ก็ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าฉันเป็นอะไรกันแน่ จนในที่สุด แม่ก็นึกถึงเรื่องที่คนรู้จักเคยเจอมา แม่ตัดสินใจพาฉันไปหา "อาจารย์" ท่านหนึ่งที่ชาวบ้านในละแวกนั้นนับถือมากว่าเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญเรื่องไสยศาสตร์และมนต์ดำ
วันนั้นเป็นวันที่ฝนตกปรอยๆ บรรยากาศรอบๆ บ้านของอาจารย์ดูขรึมขลังและน่าเกรงขาม มีต้นไม้ใหญ่ปกคลุมจนร่มครึ้ม และมีกลิ่นหอมของกำยานลอยมาตามลม เมื่อเดินเข้าไปในบ้าน ฉันเห็นอาจารย์นั่งรออยู่บนอาสนะเก่าๆ ท่านเป็นชายชราร่างผอมบาง ใบหน้ามีรอยเหี่ยวย่น แต่ดวงตากลับคมกริบและดูมีพลังอย่างน่าประหลาด อาจารย์มองมาที่ฉันนิ่งๆ โดยไม่พูดอะไรสักคำ เพียงแค่ยกมือขึ้นลูบกำไลที่ข้อมือของฉันเบาๆ ในตอนนั้นเองที่ฉันรู้สึกเหมือนมีไฟฟ้าช็อตอย่างรุนแรงแล่นไปทั่วร่างจนสะดุ้งสุดตัว อาจารย์ถอนหายใจยาว แล้วหันไปพูดกับแม่ด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งว่า "โยมแพรโดนของหนักเข้าแล้วนะ ของเขมรแท้ๆ เป็นวิญญาณอาฆาตที่ถูกปลุกเสกมาให้ตามติด จะเอาชีวิต"
คำพูดของอาจารย์ทำให้ฉันและแม่ตกใจแทบสิ้นสติ แม่ทรุดลงร้องไห้และขอร้องให้อาจารย์ช่วยฉันให้ได้ อาจารย์บอกว่าวิญญาณที่ตามฉันมานั้นผูกติดอยู่กับกำไลที่ฉันสวม และมันกำลังกัดกินพลังชีวิตของฉันไปทีละน้อยๆ มันเป็นของที่ถูกทำมาโดยเฉพาะ เจาะจงให้คนใส่เจ็บป่วยทรมานจนตายในที่สุด อาจารย์บอกว่าฉันโชคดีที่มาได้ทันเวลา ไม่อย่างนั้นคงจะไม่รอด
กระบวนการถอนของเป็นอะไรที่ฉันจะไม่มีวันลืมไปตลอดชีวิต อาจารย์ให้ฉันนั่งอยู่หน้าเครื่องบูชาที่มีข้าวของแปลกๆ เต็มไปหมด ทั้งรูปปั้นดินเหนียว ข้าวสารสีดำ เส้นผมแห้งๆ และมีดหมอเก่าคร่ำคร่า อาจารย์จุดธูปเทียนจำนวนมาก กลิ่นกำยานและควันธูปอบอวลไปทั่วห้อง จนฉันรู้สึกแสบตาและหายใจลำบาก อาจารย์เริ่มร่ายมนต์ด้วยภาษาที่ฉันไม่เข้าใจ เสียงของท่านก้องกังวานอยู่ในความเงียบ และทุกครั้งที่ท่านร่ายมนต์ ฉันจะรู้สึกปวดหัวอย่างรุนแรง เหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังบีบรัดสมองของฉันอยู่ข้างใน
ช่วงเวลาที่อาจารย์กำลังทำพิธี ฉันรู้สึกเหมือนร่างกายไม่ใช่ของฉันอีกต่อไป ฉันรู้สึกเย็นยะเยือกตั้งแต่ปลายเท้าจรดปลายผม ทั้งที่อากาศร้อนอบอ้าว บางครั้งฉันก็รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังดึงรั้งฉันจากข้างใน อยากจะกรีดร้องออกมาแต่ก็ไร้เสียง อารมณ์ของฉันผันผวนอย่างรุนแรง บางครั้งก็โกรธแค้น บางครั้งก็เศร้าสร้อย และบางครั้งก็หวาดกลัวจนตัวสั่นเทิ้ม ฉันเห็นภาพหลอนต่างๆ นานา ปรากฏขึ้นตรงหน้า ทั้งภาพหญิงชราเจ้าของกำไลที่ยิ้มเยาะอย่างน่าขนลุก ภาพเงาดำที่พุ่งเข้าใส่ และภาพตัวเองที่นอนซูบผอมใกล้ตาย
อาจารย์ให้น้ำมนต์ฉันดื่มหลายครั้ง น้ำมนต์มีรสชาติขมเฝื่อน และทุกครั้งที่ดื่มเข้าไป ฉันจะรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังถูกขับออกจากร่างกาย ฉันอาเจียนออกมาหลายต่อหลายครั้ง แต่สิ่งที่ออกมาไม่ใช่แค่อาหาร แต่เป็นสิ่งปนเปื้อนสีดำเข้มคล้ายของเหลวข้นๆ ที่มีกลิ่นเหม็นสาบอย่างรุนแรง ฉันรู้สึกถึงพลังงานบางอย่างที่กำลังต่อสู้กันอยู่ในตัวฉัน เหมือนมีสองขั้วอำนาจที่กำลังแย่งชิงร่างของฉันเป็นสมรภูมิรบ มันเป็นความทรมานที่แสนสาหัส ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ฉันร้องไห้สะอึกสะอื้นออกมาไม่หยุด แต่แม่ก็กอดปลอบฉันไว้แน่น คอยเช็ดเหงื่อและน้ำตาให้ตลอดเวลา
พิธีดำเนินไปนานหลายชั่วโมง จนกระทั่งแสงอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้า อาจารย์ก็หยุดร่ายมนต์ ท่านใช้มีดหมอจี้ไปที่กำไลบนข้อมือของฉัน แล้วร่ายมนต์ซ้ำอีกครั้ง คราวนี้ฉันรู้สึกเหมือนมีเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงเข้าที่ข้อมือ แล้วกำไลก็หลุดออกจากข้อมือของฉันในที่สุด มันตกลงบนพื้นดินพร้อมกับเสียง "แกร๊ก" เบาๆ หลังจากที่กำไลหลุดออก ฉันรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างที่หนักอึ้งถูกยกออกจากอก ฉันหายใจได้เต็มปอดอีกครั้ง ความเย็นยะเยือกที่เคยเกาะกินร่างกายก็ค่อยๆ จางหายไป เหลือไว้เพียงความอ่อนล้าอย่างแสนสาหัส
อาจารย์หยิบกำไลขึ้นมามองด้วยแววตาครุ่นคิด แล้วโยนมันลงไปในเตาไฟที่จุดไว้ กำไลถูกเผาไหม้กลายเป็นเถ้าถ่านไปในพริบตาพร้อมกับกลุ่มควันสีดำที่ลอยขึ้นไปบนอากาศ ก่อนที่อาจารย์จะพึมพำกับตัวเองว่า "ไปสู่สุขคตินะ วิญญาณพยาบาท"
หลังจากพิธีเสร็จสิ้น อาจารย์ให้ยาต้มสมุนไพรฉันมาดื่ม และบอกให้ฉันพักผ่อนให้เพียงพอ ห้ามคิดมาก และให้ไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับวิญญาณที่ถูกปลุกเสกมาทำร้ายฉัน ฉันใช้เวลาหลายเดือนในการฟื้นฟูทั้งร่างกายและจิตใจ อาการเจ็บป่วยต่างๆ ค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ ภาพหลอนและเสียงกระซิบก็หายไป แต่ความทรงจำเกี่ยวกับประสบการณ์ครั้งนั้นยังคงชัดเจนไม่เคยจางหายไปไหน
ประสบการณ์โดนของเขมรในครั้งนั้นได้เปลี่ยนแปลงทัศนคติของฉันที่มีต่อเรื่องลี้ลับไปตลอดกาล จากคนที่เคยไม่เชื่อ ไม่ใส่ใจ กลายเป็นคนที่ต้องยอมรับว่าโลกนี้ไม่ได้มีแค่สิ่งที่ตาเห็น ไม่ได้มีแค่สิ่งที่วิทยาศาสตร์สามารถพิสูจน์ได้ ยังมีพลังงานบางอย่างที่มองไม่เห็น มีทั้งคุณและโทษ มีทั้งดีและร้ายที่เราไม่อาจจะหยั่งรู้ได้ทั้งหมด มันสอนให้ฉันรู้จักระมัดระวังตัวมากขึ้น ไม่ประมาทกับสิ่งที่ไม่รู้จัก และที่สำคัญที่สุดคือ สอนให้ฉันรู้จักเคารพในความเชื่อและวัฒนธรรมของผู้อื่น แม้สิ่งเหล่านั้นจะดูแปลกประหลาดในสายตาของเราก็ตาม
ชีวิตของฉันกลับมาเป็นปกติแล้ว แต่ทุกวันนี้เมื่อฉันเดินทางไปในสถานที่ใหม่ๆ โดยเฉพาะที่ที่มีวัฒนธรรมเก่าแก่และเรื่องเล่าลี้ลับ ฉันจะระมัดระวังตัวเป็นพิเศษ ไม่กล้ารับของจากคนแปลกหน้า และไม่เคยลืมคำเตือนของแม่เลยแม้แต่วินาทีเดียว เพราะฉันรู้ดีว่าความประมาทเพียงครั้งเดียว อาจต้องแลกมาด้วยสิ่งที่มีค่าที่สุดอย่างชีวิตของเรา
เรื่องราวที่ฉันได้เล่าให้ฟังนี้ อาจจะฟังดูเหลือเชื่อสำหรับบางคน แต่สำหรับฉันแล้ว มันคือความจริงที่ฉันต้องเผชิญหน้าและผ่านพ้นมันมาได้ด้วยความยากลำบาก มันเป็นบทเรียนอันล้ำค่าที่สอนให้ฉันรู้ว่า ชีวิตนั้นเปราะบางและเต็มไปด้วยสิ่งที่เราคาดไม่ถึง จงใช้ชีวิตอย่างมีสติ ไม่ประมาท และจงเคารพในทุกสิ่งที่คุณมองเห็นและมองไม่เห็น เพราะบางครั้ง สิ่งที่เราคิดว่าไม่มีจริง อาจเป็นสิ่งที่อันตรายที่สุดที่รอคอยเราอยู่ก็เป็นได้
0 $type={blogger}:
แสดงความคิดเห็น