017 คำสาปพรมแดน ชีวิตที่แขวนบนเส้นด้าย เพราะโดนของเขมร

เรื่องราวที่ฉันกำลังจะเล่าให้ฟังนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องเล่าผีธรรมดา แต่มันคือประสบการณ์จริงที่เกิดขึ้นกับคนใกล้ตัวของฉันเอง และเป็นบทเรียนที่เปลี่ยนแปลงมุมมองชีวิตของเราไปตลอดกาล มันคือเรื่องราวของ "ต้น" แฟนของฉัน ผู้ชายที่เคยแข็งแรง เต็มเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา ต้องเผชิญหน้ากับความตายอย่างช้า ๆ จากสิ่งที่พวกเราไม่เคยเชื่อมาก่อน นั่นก็คือ "ของเขมร" หรือมนต์ดำที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า


ย้อนกลับไปเมื่อประมาณเจ็ดปีที่แล้ว ตอนนั้นเราทั้งคู่ยังเป็นวัยรุ่นที่รักการผจญภัย เราชอบออกเดินทางไปในที่แปลก ๆ ไม่ค่อยมีคนรู้จัก เพื่อสัมผัสกับวัฒนธรรมท้องถิ่น และเก็บภาพความทรงจำ วันนั้นเราตัดสินใจไปเที่ยวจังหวัดชายแดนแห่งหนึ่งทางภาคอีสาน ที่มีพรมแดนติดกับประเทศกัมพูชา บรรยากาศของที่นั่นช่างน่าหลงใหล มันเต็มไปด้วยกลิ่นอายของอารยธรรมขอมโบราณ มีปราสาทหินงดงามตั้งตระหง่านอยู่กลางทุ่งนาเขียวขจี ผู้คนท้องถิ่นยังคงใช้ชีวิตเรียบง่าย พูดภาษาถิ่นที่ผสมผสานระหว่างไทยและเขมร มีความเชื่อและพิธีกรรมที่ฝังรากลึกมาตั้งแต่บรรพบุรุษ


พวกเราเช่ารถมอเตอร์ไซค์คันเล็ก ๆ ขับไปตามถนนลูกรัง ชมวิวทิวทัศน์สองข้างทางที่เป็นป่าโปร่งสลับกับไร่นา บ่ายวันหนึ่ง เราขับรถลึกเข้าไปในหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ซึ่งดูเหมือนจะห่างไกลความเจริญ ผู้คนไม่พลุกพล่านเหมือนในตัวอำเภอ ต้นชอบถ่ายรูปมาก เขาตื่นเต้นกับทุกสิ่งทุกอย่าง ตั้งแต่ภาพเด็ก ๆ วิ่งเล่นบนถนนฝุ่นแดง ไปจนถึงสถาปัตยกรรมเก่าแก่ของบ้านเรือนไม้ ที่นั่นมีตลาดเล็ก ๆ ขายของพื้นเมือง เราจอดรถแวะลงไปเดินดู


ในตลาดแห่งนั้นมีชาวบ้านนำของป่า ผัก ผลไม้ รวมถึงของเก่าแปลกตามาวางขาย ต้นเดินสำรวจไปเรื่อย ๆ ด้วยความสนใจเป็นพิเศษ เขาเป็นคนชอบของเก่า ของที่มีเรื่องราว จนกระทั่งไปหยุดอยู่หน้าแผงขายของของหญิงชราคนหนึ่ง รูปร่างผอมกะหร่อง ผิวหนังเหี่ยวย่นตามกาลเวลา ดวงตาของป้าแกดูทอประกายแปลก ๆ บนแผงมีเครื่องรางของขลังจำนวนมากวางปะปนกับสมุนไพรแห้ง ๆ ที่มีกลิ่นฉุน ต้นหยิบสร้อยลูกประคำเส้นหนึ่งขึ้นมาดูอย่างไม่คิดอะไรมาก นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ก็จะซึ้อของที่ระลึกธรรมดา แต่สร้อยเส้นนี้ดูเก่าแก่มากๆ เหมือนมีพลังงานบางอย่างแฝงอยู่


“ป้าครับ สร้อยเส้นนี้เท่าไหร่ครับ?” ต้นถามด้วยน้ำเสียงที่เป็นมิตร


หญิงชรามองมาที่ต้นด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก ก่อนจะตอบกลับมาด้วยภาษาไทยที่ติดสำเนียงเขมรหนัก ๆ ว่า “...ของสิ่งนี้มีเจ้าของแล้วหนูเอ๊ย...อย่าเอาไปเลย มันไม่ดี...”


ต้นหัวเราะนิด ๆ แล้วพูดติดตลก “โถ่ป้า ไม่เห็นเป็นไรเลย สวยดีออก ผมซื้อไปใส่เล่น ๆ เอง” เขาพยายามต่อรองราคา แต่ป้าแกยืนกรานไม่ยอมขายท่าเดียว บอกแค่ว่ามันเป็นของมีครู มีเจ้าของ ไม่ควรนำไปครอบครอง


“เชื่อป้านะหนู มันจะนำพาความเดือดร้อนมาให้” หญิงชราพูดเสียงทุ้มต่ำ แววตาของแกดูจริงจังและเตือนสติอย่างที่สุด


แต่ต้นก็คือต้น เขาเป็นคนดื้อและไม่ค่อยเชื่อเรื่องงมงายนัก ยิ่งป้าแกห้าม เขาก็ยิ่งอยากได้ ด้วยความที่อยากจะแกล้งหยอกป้าแกเล่นๆ ต้นจึงพยายามจะคว้าสร้อยเส้นนั้นมาดูใกล้ๆ อีกครั้ง และในจังหวะที่ป้าแกเผลอ ต้นก็ทำเป็นซื้อของอย่างอื่น ก่อนจะหยิบสร้อยเส้นนั้นติดมือมาโดยไม่ได้ตั้งใจ แล้ววางเงินค่าสร้อยไว้บนแผง ก่อนจะรีบดึงมือฉันแล้วเดินจากไปอย่างรวดเร็ว


“ต้น! ทำอะไรน่ะ!” ฉันตกใจมากที่เห็นเขาทำแบบนั้น แต่ต้นกลับหัวเราะร่า


“ไม่มีอะไรหรอกน่า ป้าแกดูดุจะตาย ดูสิของแพงจะตายไป สวยออก” ต้นพูดพร้อมกับยิ้มกวน ๆ “เดี๋ยวผมเอาไปคืนก็ได้น่า” แต่เขาก็ไม่ได้ทำอย่างที่พูด เขายัดสร้อยเส้นนั้นลงในกระเป๋ากางเกง เดินลอยหน้าลอยตาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ปล่อยให้ฉันยืนมองป้าแกที่ยังคงจ้องมองตามหลังเรามาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจ ฉันรู้สึกหนาวไปทั้งสันหลังอย่างบอกไม่ถูก ราวกับว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ดีกำลังจะตามมา


หลังจากวันนั้น เราก็เดินทางกลับกรุงเทพฯ ใช้ชีวิตตามปกติ ช่วงแรก ๆ ต้นก็ยังดูร่าเริงดี ไม่มีอาการผิดปกติอะไร ฉันเองก็เริ่มลืมเรื่องสร้อยเส้นนั้นไปแล้ว คิดว่าคงไม่มีอะไรหรอก แต่มันกลับไม่ใช่เลย


ประมาณหนึ่งสัปดาห์หลังจากกลับมา ต้นก็เริ่มมีอาการแปลก ๆ เขาบ่นว่าปวดหัว ตัวรุม ๆ ไม่มีแรง ตอนแรกเราคิดว่าคงเป็นไข้หวัดธรรมดา เพราะช่วงนี้สภาพอากาศก็เปลี่ยนแปลงบ่อย ก็กินยาพาราแก้ปวด ลดไข้ไป แต่ไข้ก็ไม่ยอมลดลงเลย แถมยังรู้สึกว่าอาการเริ่มแย่ลงเรื่อย ๆ


“นี่ต้น ไหวไหมเนี่ย หน้าซีดเชียว” ฉันถามด้วยความเป็นห่วง ต้นผอมลงไปมากในเวลาไม่กี่วัน ทั้งที่เขากินอาหารได้ตามปกติ แต่เหมือนร่างกายไม่รับอะไรเข้าไปเลย


“ไม่รู้สิ รู้สึกมันเพลีย ๆ ไม่ค่อยมีแรงเลย เหมือนนอนไม่อิ่มตลอดเวลา” ต้นตอบ เสียงเขาดูอ่อนล้ามาก ดวงตาดูโรยรา มีรอยคล้ำใต้ตาอย่างเห็นได้ชัด แม้จะนอนเต็มที่แล้วก็ตาม


จากอาการปวดหัวตัวร้อน ก็เริ่มมีอาการอื่น ๆ ตามมา ต้นเริ่มกินอะไรไม่ค่อยได้ คลื่นไส้อาเจียนตลอดเวลา ผอมซูบลงอย่างรวดเร็ว ผิวหนังเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองซีด ดวงตาดูไม่มีประกายเหมือนคนไร้วิญญาณ และที่น่ากลัวกว่านั้นคือ เขาเริ่มมีอาการหงุดหงิดง่าย ขี้โมโห บางครั้งก็พูดจาแปลก ๆ เหมือนไม่ใช่ตัวเขาเอง


“เธอได้ยินอะไรไหม?” ต้นถามฉันกลางดึกคืนหนึ่ง ขณะที่เรากำลังนอนอยู่ด้วยกัน “ฉันได้ยินเสียงคนกระซิบอยู่ข้างหู”


ฉันเงียบฟัง แต่ก็ไม่ได้ยินอะไรนอกจากเสียงเครื่องปรับอากาศ “เสียงอะไร ต้น ฉันไม่ได้ยินอะไรเลยนะ”


“จริง ๆ นะ! ได้ยินเสียงผู้หญิงกระซิบเบา ๆ ว่า... กลับไป... กลับไปซะ...” ต้นพูดด้วยน้ำเสียงหวาดผวา เหงื่อแตกเต็มตัว แม้ในห้องจะเย็นฉ่ำ


จากนั้นอาการหลอนก็เริ่มหนักขึ้น ต้นจะเห็นเงาตะคุ่ม ๆ ในมุมมืดของห้อง บางครั้งก็บอกว่าเห็นผู้หญิงผมยาว ยืนจ้องมองเขาอยู่ปลายเตียง ฉันพยายามปลอบใจ บอกว่าเขาคงคิดไปเอง เพราะป่วยพักผ่อนไม่พอ แต่ในใจฉันเริ่มรู้สึกหนาวสะท้าน ฉันเริ่มสังเกตเห็นอะไรบางอย่างผิดปกติไปจากเดิมในบ้านของเราเอง


บางครั้งฉันก็ได้ยินเสียงเหมือนมีคนเดินอยู่ในห้องครัวตอนกลางคืน ทั้งที่ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น จานชามในครัวก็วางไม่เป็นที่เหมือนมีคนเลื่อนไปมา ทั้งที่ฉันมั่นใจว่าจัดไว้อย่างเรียบร้อยแล้ว กลิ่นธูปเก่า ๆ ที่อับชื้น ลอยมาตามลมในบางเวลา ทั้งที่บ้านเราไม่ได้จุดธูปบูชาอะไรเลย ฉันเริ่มนอนไม่หลับ เพราะรู้สึกเหมือนมีใครกำลังจ้องมองเราอยู่ตลอดเวลา บรรยากาศในบ้านที่เคยอบอุ่นกลับกลายเป็นวังเวงและน่าขนลุก


เราพาต้นไปหาหมอหลายโรงพยาบาล ตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ ตรวจ MRI สแกนสมอง ทำทุกอย่างที่หมอแนะนำ ผลตรวจออกมาว่าร่างกายของต้นปกติดีทุกอย่าง ไม่มีโรคร้าย ไม่มีเชื้อโรคใด ๆ ที่จะทำให้ร่างกายทรุดโทรมได้ขนาดนี้ หมอหลายคนลงความเห็นว่า อาจจะเป็นอาการทางจิตเวช เพราะต้นมีอาการหลอนและประสาทหลอนอย่างชัดเจน แต่ฉันก็รู้ดีว่าต้นไม่ได้เป็นคนบ้า เขาแค่กำลังถูกอะไรบางอย่างคุกคามอยู่ต่างหาก


ต้นเริ่มเข้าออกโรงพยาบาลเป็นว่าเล่น จากคนที่เคยมีน้ำหนักเกือบเจ็ดสิบกิโลกรัม เขาลดลงเหลือเพียงสี่สิบกว่ากิโลกรัมเท่านั้น ร่างกายผอมแห้งจนเห็นโครงกระดูกชัดเจน ผิวหนังแห้งกร้าน แตกเป็นขุยเหมือนคนชรา ดวงตาลึกโบ๋โหล หน้าตาดูเหมือนศพที่ยังไม่ตาย ผมที่เคยดกดำก็เริ่มร่วงเป็นกระจุก เขาแทบไม่เหลือสภาพของต้นคนเดิมอีกต่อไปแล้ว บางครั้งเขาก็จะอาละวาด ตะโกนด่าทอสิ่งที่มองไม่เห็น บางครั้งก็นั่งเหม่อลอย พูดคุยกับตัวเอง เหมือนมีคนอื่นอยู่ในร่างของเขา


ฉันหมดหนทาง ไม่รู้จะทำอย่างไรดีแล้ว ความหวังเริ่มริบหรี่ลงไปทุกที เพราะหมอแผนปัจจุบันไม่สามารถช่วยอะไรต้นได้เลย ครอบครัวของต้นก็พากันร้องไห้เสียใจ เตรียมทำใจกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น แต่ฉันไม่ยอมแพ้ ฉันยังเชื่อว่าต้องมีทางออก


วันหนึ่ง แม่ของฉันที่ปกติไม่ใช่คนเชื่อเรื่องลี้ลับอะไรนัก ได้เล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนบ้านฟัง เพื่อนบ้านคนนั้นเป็นคนเก่าคนแก่ มีความรู้เรื่องไสยศาสตร์มนต์ดำ ท่านได้แนะนำให้เราลองไปหา "ป้าเล็ก" ที่อยู่หมู่บ้านชายแดนแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นผู้มีวิชาอาคมแก่กล้า สามารถรักษาอาการโดนของได้ แม่เล่าว่าตอนแรกท่านก็ไม่เชื่อ แต่ในเมื่อไม่มีทางอื่นแล้ว ก็ต้องลองดู


ฉันตัดสินใจพาต้นไปหาป้าเล็กทันทีที่ได้ยินชื่อ ป้าเล็กเป็นหญิงชราที่ดูธรรมดามาก ไม่มีท่าทีน่ากลัวหรือน่าเกรงขามเหมือนหมอผีในหนัง แต่ดวงตาของป้าเล็กดูฉายแววความเมตตาและพลังงานบางอย่างที่ไม่เหมือนคนทั่วไป เมื่อเราไปถึงบ้าน ป้าเล็กมองต้นตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบา ๆ


“หนูโดนของเขมรมานะลูก...” ป้าเล็กพูดเสียงนุ่ม “ของที่เขาปล่อยมา มันเริ่มกินร่างหนูไปเรื่อย ๆ แล้ว มันฝังลึกอยู่ในกระดูก”


คำพูดของป้าเล็กทำให้ฉันใจหายวาบ มันเป็นเรื่องจริงอย่างที่ฉันสงสัยมาตลอด ต้นโดนของ! ป้าเล็กเล่าว่าคนที่ปล่อยของมานั้น มีเจตนาร้ายอย่างชัดเจน และของที่ปล่อยมานั้นเป็นวิชาอาคมที่ค่อนข้างแรง เพราะต้นมีอาการทรุดโทรมเร็วมาก


“หนูจำได้ไหมว่าไปทำอะไรมาแถวชายแดน ที่ไปรบกวนของมีครูของเขาเข้า” ป้าเล็กถาม


ทันใดนั้น ภาพเหตุการณ์ที่ต้นไปหยิบสร้อยลูกประคำจากแผงของหญิงชราคนนั้นก็ผุดขึ้นมาในหัวของฉันอย่างรวดเร็ว ฉันเล่าเรื่องทั้งหมดให้ป้าเล็กฟัง ป้าเล็กพยักหน้าช้า ๆ


“ใช่เลยลูกนั่นแหละ มันคือสร้อยพรายกระซิบที่ผูกติดกับวิญญาณเร่ร่อนที่เจ้าของเลี้ยงไว้ พวกนี้เขาหวงของมาก ยิ่งถ้าโดนขโมยไปโดยไม่ตั้งใจแบบนี้ มันยิ่งตามอาฆาต” ป้าเล็กอธิบายเสียงเรียบ “ป้าจะลองช่วยดูนะ แต่หนูต้องอดทน มันจะเจ็บปวดมาก”


ป้าเล็กเริ่มเตรียมพิธีกรรม ท่านจุดเทียนบูชาพระพุทธรูปในห้องที่ดูขรึมขลัง หยิบสมุนไพรแปลก ๆ มาวาง พ่นน้ำมนต์ใส่ต้น ต้นเริ่มมีอาการเกร็ง กระตุกเหมือนคนโดนไฟฟ้าช็อต เสียงครางในลำคอเริ่มดังขึ้น เหมือนมีใครอีกคนอยู่ในร่างเขา


ป้าเล็กเริ่มสวดคาถา เสียงสวดมนต์ของท่านดังก้องไปทั่วห้อง ต้นดิ้นทุรนทุรายอย่างรุนแรง ฉันต้องจับเขาไว้แน่น ป้าเล็กเอาใบมะพร้าวมาตีตามตัวต้นเบา ๆ สลับกับการพ่นน้ำมนต์ ต้นกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด ร่างกายเขาสั่นสะท้านไปทั้งตัว ใบหน้าบิดเบี้ยว ดวงตาเหลือกขาว น้ำลายฟูมปาก ภาพที่เห็นตรงหน้ามันน่ากลัวจนฉันแทบจะทนไม่ไหว


“ออกไปเดี๋ยวนี้! อย่ามาอยู่ที่นี่!” ป้าเล็กตะโกนเสียงดุดัน ขณะสวดคาถาเร่งเร้า


สักพักหนึ่ง ต้นก็อาเจียนออกมา เป็นของเหลวสีดำคล้ำ มีเส้นผมเล็ก ๆ ปนอยู่ด้วย และมีกลิ่นเหม็นเน่าสาบสางคละคลุ้งไปทั่วห้อง ฉันแทบจะวิ่งหนีออกไปให้พ้นจากกลิ่นนั้น แต่มือของฉันก็ยังคงกุมมือต้นไว้แน่น


พิธีกรรมดำเนินไปนานนับชั่วโมง ฉันรู้สึกเหมือนเวลาหยุดนิ่ง มีเพียงเสียงสวดมนต์ของป้าเล็ก และเสียงกรีดร้องของต้นที่ดังสลับกันไปมา จนกระทั่งต้นแน่นิ่งไป ป้าเล็กก็หยุดสวด ดวงตาของท่านดูอ่อนล้า แต่ก็ฉายแววโล่งอก


“มันออกไปแล้วลูก มันออกไปแล้ว” ป้าเล็กพูดพร้อมกับถอนหายใจเฮือกใหญ่


หลังจากพิธีกรรมนั้น ต้นหลับไปนานมาก เมื่อเขาตื่นขึ้นมา แววตาของเขากลับมามีประกายอีกครั้ง แม้จะยังอ่อนเพลียอยู่มาก แต่เขาก็จำฉันได้ จำเรื่องราวทุกอย่างได้ เขามองมาที่ฉันด้วยแววตาสำนึกผิดปนความกลัว


“ฉันขอโทษนะ ที่ฉันทำตัวงี่เง่า เธอต้องเจอเรื่องแบบนี้เพราะฉัน” ต้นพูดเสียงแหบพร่า น้ำตาไหลริน


หลังจากนั้น เราอยู่ดูแลต้นที่บ้านป้าเล็กอีกหลายวัน ป้าเล็กให้ยาต้มสมุนไพรให้เขากิน และทำพิธีเรียกขวัญให้ ต้นค่อย ๆ ฟื้นตัวขึ้นทีละน้อย สีหน้าเริ่มกลับมาสดใสขึ้น ร่างกายก็ค่อย ๆ มีเรี่ยวแรงขึ้นมาบ้าง แม้จะยังไม่กลับมาเป็นปกติเหมือนเดิม แต่ก็ถือว่าเป็นปาฏิหาริย์แล้ว


ประสบการณ์เฉียดตายครั้งนั้น ทำให้ต้นเปลี่ยนไปมาก เขากลายเป็นคนถ่อมตัว ไม่ดูถูกความเชื่อของใคร ไม่ว่าจะดูงมงายเพียงใดก็ตาม และตัวฉันเองก็ได้เรียนรู้ว่า โลกใบนี้ไม่ได้มีแค่สิ่งที่ตาเห็น บางครั้งสิ่งที่มองไม่เห็นกลับมีอิทธิพลต่อชีวิตของเราอย่างคาดไม่ถึง การไม่ลบหลู่ ไม่ล่วงเกิน ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อหรือสถานที่ใด ๆ ถือเป็นสิ่งสำคัญที่เราควรยึดถือไว้เสมอ เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่า การกระทำเล็ก ๆ น้อย ๆ ของเรา จะนำพาไปสู่เรื่องราวที่เลวร้ายจนเกือบเอาชีวิตไม่รอดแบบนี้หรือไม่


เรื่องเล่าของต้นจบลงด้วยดี เขาหายเป็นปกติ แต่แผลใจจากประสบการณ์ครั้งนั้นยังคงอยู่เป็นเครื่องเตือนใจไปตลอดชีวิต สำหรับฉัน มันคือเครื่องย้ำเตือนว่า พลังอำนาจที่ซ่อนอยู่ในเงามืดนั้น มีอยู่จริง และเราควรใช้ชีวิตด้วยความเคารพต่อทุกสิ่งรอบตัวเสมอ


ชีวิตของคนเราแขวนอยู่บนเส้นด้ายที่มองไม่เห็นบาง ๆ อยู่เสมอ และสิ่งที่เราควรทำคือการใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท เคารพในความเชื่อและวัฒนธรรมของผู้อื่น ไม่ลบหลู่ดูหมิ่น และที่สำคัญที่สุดคือ หมั่นสร้างบุญกุศล ความดีงาม เพื่อเป็นเกราะกำบังให้กับตัวเองและคนที่เรารัก.

0 $type={blogger}:

แสดงความคิดเห็น

👻 ฟังเรื่องหลอน
✅ รองรับ PC & Mobile
พร้อมใช้งาน
ขับเคลื่อนโดย Blogger.

ผู้ติดตาม

สั่งกล่องพัสดุ 750 ส่งฟรี

✨ 750 ส่งฟรี ✨
โลโก้ ตุ้ยคุ้ยเรื่องหลอน

บทความ

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

**คนออนไลน์:** ...
ตุ้ยคุ้ยเรื่องหลอน: รวมเรื่องผี เรื่องเล่าสยองขวัญ และตำนานอาถรรพ์ © 2013 Published By Gooyaabi Templates Supported by Best Blogger Templates and Premium Blog Templates - Web Design