016 สะกดวิญญาณ ประสบการณ์จริงจากของเขมรที่เกือบพรากชีวิตฉัน

 เรื่องราวที่ฉันกำลังจะเล่าให้ฟังในวันนี้ ไม่ใช่เรื่องที่ฉันอยากจะจดจำสักเท่าไหร่เลยค่ะ แต่มันคือประสบการณ์จริงที่เกิดขึ้นกับชีวิตของฉัน และทำให้ฉันได้เรียนรู้บทเรียนที่สำคัญที่สุดบทหนึ่งในชีวิตเลยก็ว่าได้ มันเป็นเรื่องของความเชื่อ ความคะนอง และสิ่งที่มองไม่เห็น ที่เกือบจะพรากชีวิตของฉันไปตลอดกาล


ตอนนั้นฉันยังเป็นนักศึกษาปีสุดท้าย กำลังเอ็นจอยกับการใช้ชีวิตวัยรุ่นเต็มที่ ฉันมีกลุ่มเพื่อนสนิทอยู่สามคน คือ ก้อย ลิซ่า แล้วก็หน่อย พวกเราเป็นแก๊งค์ที่รักการท่องเที่ยวและการผจญภัยมากค่ะ ทุกปิดเทอมพวกเรามักจะวางแผนทริปแปลกๆ ใหม่ๆ เสมอ และทริปที่ฉันกำลังจะเล่าถึงนี้ ก็คือทริปเยือนประเทศกัมพูชา เพื่อนๆ คงพอจะทราบกันอยู่แล้วว่า กัมพูชาเป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน มีอารยธรรมโบราณที่งดงาม และแน่นอนค่ะ ความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์มนต์ดำ ก็เป็นสิ่งที่ฝังรากลึกอยู่ในวิถีชีวิตของคนที่นั่นมาตั้งแต่ไหนแต่ไร


พวกเราออกเดินทางด้วยความตื่นเต้นและกระหายที่จะได้เห็นสิ่งแปลกใหม่ เราไปพนมเปญ เสียมเรียบ ไปชมปราสาทนครวัด นครธม ที่ยิ่งใหญ่อลังการ จนกระทั่งวันหนึ่ง ในช่วงท้ายของทริป พวกเราตัดสินใจเช่ารถตู้ไปเที่ยวปราสาทแห่งหนึ่งที่ค่อนข้างห่างไกลจากตัวเมือง และไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวพลุกพล่านเหมือนที่อื่น คุณลุงคนขับบอกว่าที่นี่เป็นปราสาทเก่าแก่มากๆ ชื่อว่า “ปราสาทบายนเล็ก” เป็นที่รู้จักกันในหมู่คนท้องถิ่นว่ามีบรรยากาศขลังและศักดิ์สิทธิ์ แต่ก็มีเรื่องเล่าลือกันถึงพลังงานบางอย่างที่ยากจะหยั่งถึง


พวกเราไปถึงปราสาทในช่วงบ่ายแก่ๆ แสงแดดยามบ่ายคล้อยทำให้ตัวปราสาทดูมีมนต์ขลัง แต่ก็แฝงไว้ด้วยความอึมครึม ชอบกล บรรยากาศเงียบสงบจนได้ยินเสียงลมพัดผ่านซอกหิน มีเพียงเราสี่คนกับคุณลุงคนขับที่รออยู่ที่รถด้านนอก เราเดินสำรวจไปเรื่อยๆ รอบๆ ปราสาทเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ปกคลุมจนร่มครึ้ม บางจุดมีหินที่ทรุดโทรม มีรูปปั้นเทพเจ้าที่ถูกทำลายทิ้งไว้ ฉันรู้สึกได้ถึงพลังงานบางอย่างที่มองไม่เห็น มันไม่ใช่ความน่ากลัว แต่เป็นความรู้สึกเหมือนถูกจับจ้องตลอดเวลา และรู้สึกหนักอึ้งในอกแปลกๆ


ในขณะที่ฉันกับก้อยกำลังเดินถ่ายรูปหินแกะสลักอย่างเพลิดเพลิน จู่ๆ เสียงหัวเราะคิกคักของหน่อยก็ดังขึ้นมา เธอเป็นคนสนุกสนาน ร่าเริง และค่อนข้างขี้เล่นออกแนวไม่เกรงใจใครอยู่แล้วค่ะ พวกเราหันไปมอง เห็นหน่อยกำลังยืนอยู่หน้าแท่นบูชาเก่าแก่ที่เต็มไปด้วยดอกไม้ธูปเทียนที่เหี่ยวแห้ง และมีซากของอาหารวางอยู่ เธอทำท่าทางหยิบจับบางอย่าง และพูดเสียงดังออกไปเป็นภาษาไทยปนภาษาอังกฤษว่า "โอ๊ย! อะไรเนี่ย เก่าจัง ดูสิ เหมือนของเซ่นไหว้เลย ตลกอ่ะ" พร้อมกับใช้เท้าเขี่ยๆ ของที่อยู่บนแท่นบูชาเล่นไปมา


ฉันกับก้อยถึงกับอึ้งไปเลยค่ะ ลิซ่าที่ยืนอยู่ข้างๆ หน่อยก็ดึงแขนเพื่อนเบาๆ พร้อมกับกระซิบเตือนว่า "หน่อย! ทำอะไรน่ะ ระวังหน่อยสิ ที่นี่มันที่ศักดิ์สิทธิ์นะ"

แต่หน่อยก็ยังคงไม่ใส่ใจ เธอยักไหล่แล้วหัวเราะ "โอ๊ย ลิซ่า แกนี่ก็คิดมากไปได้ ฉันแค่ดูเฉยๆ ไม่ได้ทำอะไรเสียหายสักหน่อย" พูดจบเธอก็เผลอไปเตะเอาโถเครื่องปั้นดินเผาใบเล็กๆ ที่วางอยู่บนแท่นบูชาจนมันล้มลง และแตกเป็นเสี่ยงๆ เสียงดัง "เพล้ง!" กลางความเงียบสงบของปราสาท


ฉันรู้สึกเหมือนหัวใจหล่นไปที่ตาตุ่มทันทีค่ะ ทั้งฉัน ก้อย และลิซ่า ต่างก็หน้าเสียไปตามๆ กัน คุณลุงคนขับที่เดินตามมาดูพวกเราจากระยะไกล พอได้ยินเสียงก็รีบวิ่งเข้ามาดู ท่านมองเศษโถที่แตกกระจาย แล้วมองหน้าหน่อยด้วยแววตาตำหนิและกังวลอย่างเห็นได้ชัด ท่านพูดภาษาเขมรกับหน่อย ซึ่งเราไม่เข้าใจ แต่ดูจากท่าทางและน้ำเสียง คุณลุงน่าจะกำลังดุหน่อยอยู่ค่ะ


หน่อยดูจะสำนึกผิดอยู่บ้าง เธอขอโทษคุณลุงแล้วบอกว่าเธอไม่ได้ตั้งใจ แต่สีหน้าของคุณลุงก็ยังคงเคร่งเครียด ท่านก้มลงเก็บเศษโถที่แตก พยายามจะประกอบมันเข้าด้วยกัน ซึ่งแน่นอนว่ามันเป็นไปไม่ได้ ท่านถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วมองไปรอบๆ ปราสาท เหมือนกำลังระแวดระวังอะไรบางอย่าง ฉันรู้สึกหนาววาบไปถึงสันหลังเลยค่ะ มันไม่ใช่ความหนาวเย็นจากสภาพอากาศ แต่เป็นความรู้สึกขนลุกซู่ที่บอกไม่ถูก


หลังจากนั้น คุณลุงก็เร่งให้พวกเรากลับทันที ท่านดูจะรีบร้อนผิดปกติ ระหว่างทางกลับรถ ฉันยังคงได้ยินเสียงกระซิบแผ่วๆ ดังอยู่ในหู เหมือนเสียงลมที่พัดผ่านช่องหินของปราสาท แต่คราวนี้มันเหมือนจะมีคำพูดที่ไม่ชัดเจนปะปนมาด้วย พอถามเพื่อนๆ ก็ไม่มีใครได้ยินอะไรเลย ฉันเลยคิดไปเองว่าคงเป็นเพราะฉันคิดมากไปเองค่ะ


คืนนั้นฉันนอนหลับไม่สนิทเลยค่ะ ฝันร้ายซ้ำๆ ภาพของปราสาทเก่าแก่ที่มืดมิด มีเงาดำๆ ขนาดใหญ่คอยจ้องมอง และเสียงกระซิบที่ไม่เข้าใจวนเวียนอยู่ในความฝัน ฉันตื่นมากลางดึกด้วยความรู้สึกกระสับกระส่าย ตัวเย็นเฉียบ แต่เหงื่อแตกพลั่กไปทั้งตัว อาการแบบนี้เริ่มเป็นมาเรื่อยๆ ตั้งแต่กลับถึงกรุงเทพฯ


ในช่วงสองสามสัปดาห์แรก อาการของฉันก็ยังไม่รุนแรงมากนักค่ะ แค่นอนไม่หลับ ฝันร้ายบ่อยๆ มีอาการอ่อนเพลียผิดปกติ บางครั้งก็ปวดหัวตุบๆ ไม่มีสาเหตุ และที่แปลกที่สุดคือ ฉันเริ่มรู้สึกเหมือนมีคนจ้องมองตลอดเวลา ไม่ว่าจะไปที่ไหน อยู่คนเดียว หรืออยู่ท่ามกลางผู้คน ก็รู้สึกเหมือนมีสายตาคู่หนึ่งกำลังสะกดฉันเอาไว้ตลอดเวลา ฉันเริ่มหงุดหงิดง่ายขึ้นมาก อารมณ์แปรปรวน เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย บางครั้งก็รู้สึกอยากจะร้องไห้ออกมาโดยไม่มีสาเหตุ


เพื่อนๆ สังเกตเห็นความผิดปกติของฉันได้ทันทีค่ะ ลิซ่ากับก้อยพยายามเข้ามาคุย ถามว่าฉันเป็นอะไร ไม่สบายหรือเปล่า แต่หน่อยกลับหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงเรื่องที่ปราสาท เธอจะเปลี่ยนเรื่องทุกครั้งที่เราพยายามจะถามถึง และทำตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ฉันเองก็เริ่มรู้สึกว่าตัวเองไม่อยากเข้าสังคมเหมือนเมื่อก่อน ไม่อยากเจอเพื่อน ไม่อยากไปเรียน บางทีก็ได้ยินเสียงคนกระซิบเรียกชื่อตัวเองแผ่วๆ ทั้งๆ ที่ไม่มีใครอยู่รอบข้าง ฉันเริ่มคิดว่าตัวเองคงจะเครียดมากเกินไป หรือไม่ก็อาจจะเป็นโรคนอนไม่หลับเรื้อรัง


อาการของฉันเริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ จนน่าตกใจค่ะ จากที่แค่รู้สึกอ่อนเพลีย ก็กลายเป็นร่างกายซูบผอม น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว ดวงตาโบ๋ลึก เหมือนคนอดหลับอดนอนมาเป็นเดือนๆ มีผื่นแดงขึ้นตามตัวเป็นหย่อมๆ คันคะเยอ แต่ยิ่งเกาก็ยิ่งลาม พอกลางคืน อาการก็ยิ่งแย่ ฉันฝันเห็นภาพหลอนน่ากลัว ภาพของวิญญาณหญิงชราหน้าตาดุดัน ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่น และดวงตาที่แดงก่ำจ้องมองมาที่ฉันอย่างอาฆาต เธอจะกระซิบคำพูดแปลกๆ ที่ฟังไม่เข้าใจ แต่ฉันรู้สึกได้ว่ามันเป็นคำสาปแช่ง และเธอกำลังพยายามจะดึงฉันเข้าไปในความมืดมิด ฉันกรีดร้องออกมากลางดึกบ่อยครั้ง จนพ่อแม่ต้องเข้ามาปลุกด้วยความเป็นห่วง


พ่อแม่พาฉันไปหาหมอหลายโรงพยาบาล ทั้งหมอแผนปัจจุบัน หมอเฉพาะทาง ก็ไม่มีใครหาสาเหตุของอาการป่วยของฉันได้ หมอบอกว่าร่างกายฉันอ่อนแอผิดปกติ เลือดจาง มีภาวะทางจิตที่ต้องได้รับการดูแล แต่ไม่สามารถระบุได้ว่าเกิดจากอะไร และยาที่ให้มาก็ไม่ช่วยให้อาการดีขึ้นเลยค่ะ ฉันยังคงฝันร้าย ได้ยินเสียงหลอนๆ และร่างกายก็ทรุดโทรมลงเรื่อยๆ จนแทบจะลุกไม่ขึ้น ฉันเริ่มรู้สึกถึงความสิ้นหวัง แทบไม่มีเรี่ยวแรงที่จะมีชีวิตอยู่ต่อ และบางครั้งความคิดที่จะจบชีวิตตัวเองก็ผุดขึ้นมาในหัว


พ่อกับแม่ของฉันเป็นห่วงฉันมาก ท่านสังเกตเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของฉันที่ผิดปกติไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง จากเด็กสาวที่ร่าเริงสดใส กลายเป็นคนที่เก็บตัว ซึมเศร้า และหวาดกลัวอยู่ตลอดเวลา พ่อกับแม่เริ่มนึกถึงเรื่องไสยศาสตร์มนต์ดำ เพราะมันเป็นสิ่งเดียวที่หมอแผนปัจจุบันไม่สามารถอธิบายได้ ในที่สุด พ่อตัดสินใจพาฉันไปหาหมอผีชื่อดังในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งในต่างจังหวัด ซึ่งเป็นหมอผีที่พ่อของเพื่อนสนิทเคยพาคนไปรักษาแล้วได้ผล


วันที่ไปถึงบ้านหมอผี ฉันแทบจะเดินไม่ไหวแล้วค่ะ ต้องมีพ่อกับแม่ประคองไปตลอดทาง ร่างกายฉันอ่อนแรงมากจนเหมือนไร้วิญญาณ หมอผีเป็นชายชราผมขาวท่าทางใจดี แต่ดวงตาของท่านกลับมีแววคมกริบ ท่านมองมาที่ฉันอย่างพิจารณา แล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่

“ของแรงนะโยม ของเขมรแท้ๆ เลย” ท่านเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบๆ แต่แฝงไปด้วยความจริงจัง

ฉันรู้สึกหนาววูบไปทั้งตัวเมื่อได้ยินคำนั้น พ่อกับแม่ก็ดูตกใจไม่แพ้กัน

“เกิดอะไรขึ้นกันแน่คะคุณหมอ?” แม่ถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

หมอผีไม่ตอบคำถามแม่ในทันที แต่ท่านหันมามองที่ฉัน สายตาของท่านราวกับจะทะลุปรุโปร่งเข้าไปถึงข้างในจิตใจของฉัน ท่านหลับตาลงครู่หนึ่ง แล้วลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง

“โยมไปทำอะไรผิดผีที่บ้านเขามาหรือเปล่า?” ท่านถามฉัน

ฉันส่ายหน้าช้าๆ พยายามจะนึกย้อนเหตุการณ์ทั้งหมด แต่ก็นึกอะไรไม่ออก นอกจากการไปปราสาทกับเพื่อนๆ

“หนูไม่ได้ทำอะไรเลยค่ะ” ฉันตอบเสียงแผ่ว

หมอผีพยักหน้าเล็กน้อย “แล้วเพื่อนโยมล่ะ? ใครไปรบกวนบางสิ่งบางอย่างที่นั่นมาหรือเปล่า?”

คำพูดของท่านทำให้ฉันนึกถึงเหตุการณ์ที่หน่อยไปเตะโถเครื่องเซ่นบนแท่นบูชาที่ปราสาทบายนเล็กทันทีค่ะ น้ำตาฉันไหลออกมาอย่างห้ามไม่ได้ ฉันเล่าเรื่องทั้งหมดให้หมอผีฟัง ตั้งแต่ต้นจนจบ หมอผีฟังอย่างตั้งใจ แล้วก็พยักหน้า

“อย่างที่อาตมาบอกนั่นแหละ ของแรงมากเลยนะ ที่ปราสาทนั่นมีวิญญาณเจ้าที่เจ้าทางที่ดูแลอยู่ ท่านคงโกรธที่ถูกลบหลู่ดูหมิ่น” หมอผีบอก “แล้ววิญญาณตัวนี้ก็อาฆาตพยาบาท ตามติดโยมมาตั้งแต่ที่โน่นแล้ว ตอนนี้มันสะกดวิญญาณโยมไว้ จะเอาชีวิตโยมไปเป็นบริวารของมัน”

ฉันแทบจะทรุดลงกับพื้นเมื่อได้ยินคำนั้น พ่อกับแม่ก็ตกใจมาก

“แล้วจะมีทางช่วยลูกได้ไหมคะคุณหมอ?” แม่ถามพร้อมกับน้ำตาคลอเบ้า

หมอผีพยักหน้า “มีทาง แต่ต้องรีบแล้วนะ โยมพิมอ่อนแอมากแล้ว ปล่อยไว้นานกว่านี้อาจจะสายเกินไป”


หมอผีเริ่มทำพิธี ท่านจุดธูปเทียน วางเครื่องเซ่นไหว้ สวดมนต์ด้วยภาษาแปลกๆ ที่ฉันไม่เคยได้ยิน ฉันรู้สึกได้ถึงพลังงานบางอย่างที่หมุนวนรอบตัว บรรยากาศในห้องดูเย็นยะเยือกขึ้นมาทันตาเห็น หมอผีให้น้ำมนต์ฉันดื่ม ฉันรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังกัดกินอยู่ข้างในท้อง เจ็บปวดทรมานจนแทบจะทนไม่ไหว หมอผีเอามีดหมอจ่อที่หน้าผากฉัน สวดมนต์เสียงดังขึ้นเรื่อยๆ

ฉันเริ่มเห็นภาพหลอนอีกครั้ง คราวนี้เป็นภาพของวิญญาณหญิงชราตนนั้น เธอโกรธเกรี้ยว เธอกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง พยายามจะเข้าใกล้ฉัน

“ปล่อยฉันไปนะ!” ฉันกรีดร้องตอบออกไป ทั้งที่ไม่มีเสียง หมอผีพยายามจะดึงเอาวิญญาณนั้นออกจากร่างฉัน แต่ดูเหมือนมันจะไม่ยอมง่ายๆ มันต่อต้านอย่างรุนแรง


พิธีดำเนินไปอย่างยาวนาน และฉันก็เจ็บปวดทรมานมากเหลือเกิน ร่างกายของฉันเหมือนถูกฉีกทึ้งจากข้างใน ฉันรู้สึกเหมือนกำลังจะขาดใจไปให้ได้ ณ ตอนนั้น ฉันคิดว่าตัวเองคงไม่รอดแล้วจริงๆ ภาพชีวิตของฉันตั้งแต่เด็กจนโตฉายวาบเข้ามาในความคิด ฉันรู้สึกถึงความกลัว ความเสียใจ และความโกรธที่ประเดประดังเข้ามา จนในที่สุด ฉันก็หมดสติไป


เมื่อฉันฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง ฉันนอนอยู่ในห้องเดิม แต่ร่างกายรู้สึกเบาขึ้นอย่างประหลาด ความเจ็บปวดทั้งหมดหายไป เหลือเพียงความอ่อนเพลียที่หนักอึ้ง พ่อกับแม่นั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงด้วยใบหน้าซีดเผือด แต่แววตามีประกายความโล่งใจ

“ลูกฟื้นแล้ว” แม่พูดเสียงสั่นเครือ แล้วโผเข้ามากอดฉันแน่น

หมอผีเดินเข้ามาดูฉัน ท่านบอกว่าพิธีสำเร็จแล้ว วิญญาณร้ายได้ออกไปจากร่างฉันแล้ว แต่ฉันก็ยังคงอ่อนแอมาก และต้องใช้เวลาพักฟื้น หมอผีเน้นย้ำว่าเรื่องนี้เป็นบทเรียนที่สำคัญมาก ให้ฉันอย่าได้ลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือความเชื่อของใครเป็นอันขาด และเตือนว่า "บาปกรรมจากการกระทำของผู้อื่น อาจส่งผลกระทบถึงเราได้ หากเราอยู่ในสถานการณ์ที่เปราะบาง"


หลังจากนั้นฉันใช้เวลาพักฟื้นร่างกายและจิตใจอยู่หลายเดือนค่ะ ร่างกายค่อยๆ กลับมาแข็งแรงขึ้น แต่จิตใจของฉันก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ฉันกลายเป็นคนที่มีสติและรอบคอบมากขึ้นในทุกย่างก้าว โดยเฉพาะเรื่องความเชื่อและวัฒนธรรมของผู้อื่น ฉันเรียนรู้ที่จะเคารพและไม่ลบหลู่สิ่งที่มองไม่เห็นอีกเลย


ส่วนหน่อย เพื่อนสนิทของฉัน เมื่อทราบเรื่องที่เกิดขึ้น เธอก็เสียใจและรู้สึกผิดมาก เธอมาเยี่ยมฉันบ่อยๆ และพยายามจะชดเชยสิ่งที่เธอทำลงไป แม้ฉันจะหายดีแล้ว แต่ความสัมพันธ์ของเราก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป มันมีรอยร้าวที่เกิดขึ้นจากความไม่ระมัดระวังของเธอ และความหวาดกลัวที่ฉันต้องเผชิญอยู่คนเดียว เรายังคงเป็นเพื่อนกัน แต่ก็มีระยะห่างที่บอกไม่ถูกค่ะ


ประสบการณ์เฉียดตายครั้งนั้นสอนให้ฉันรู้ว่า โลกนี้มีอะไรที่มากกว่าสิ่งที่เรามองเห็นด้วยตา มีพลังงานที่เราไม่เข้าใจ และมีผลกระทบจากการกระทำของเราที่อาจส่งผลกระทบไปถึงผู้อื่นได้อย่างไม่คาดคิด การใช้ชีวิตด้วยความเคารพถ่อมตนต่อทุกสิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อความเชื่อและวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน คือสิ่งสำคัญที่เราควรยึดถือเอาไว้เสมอ และที่สำคัญที่สุดคือ ความประมาทและความคะนอง อาจนำพาเรื่องร้ายมาให้เราโดยไม่ทันตั้งตัวได้เลยนะคะ


หวังว่าเรื่องเล่าของฉันในวันนี้ จะเป็นอุทาหรณ์และข้อคิดดีๆ ให้กับทุกท่านที่ได้ฟังค่ะ ชีวิตของเรานั้นมีค่า อย่าปล่อยให้ความประมาทหรือความไม่รู้ นำพาเราไปสู่ความมืดมิดที่เกือบจะพรากทุกสิ่งทุกอย่างไปจากเราเลยนะคะ

0 $type={blogger}:

แสดงความคิดเห็น

👻 ฟังเรื่องหลอน
✅ รองรับ PC & Mobile
พร้อมใช้งาน
ขับเคลื่อนโดย Blogger.

ผู้ติดตาม

สั่งกล่องพัสดุ 750 ส่งฟรี

✨ 750 ส่งฟรี ✨
โลโก้ ตุ้ยคุ้ยเรื่องหลอน

บทความ

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

**คนออนไลน์:** ...
ตุ้ยคุ้ยเรื่องหลอน: รวมเรื่องผี เรื่องเล่าสยองขวัญ และตำนานอาถรรพ์ © 2013 Published By Gooyaabi Templates Supported by Best Blogger Templates and Premium Blog Templates - Web Design