ฉันเป็นคนหนึ่งที่เคยใช้ชีวิตโดยไม่เคยเชื่อเรื่องลี้ลับอะไรเลยค่ะ ทุกอย่างต้องมีเหตุผล ทุกอย่างต้องอธิบายได้ด้วยหลักวิทยาศาสตร์ ไม่ว่าใครจะมาเล่าเรื่องผี เรื่องอาถรรพ์ ฉันก็จะฟังแบบขำๆ ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก คิดว่ามันเป็นแค่ความเชื่อโบราณ เป็นเรื่องเล่าที่ไว้สร้างสีสันให้ชีวิตเท่านั้น จนกระทั่งวันหนึ่ง เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันได้เกิดขึ้นกับตัวฉันเอง มันเป็นประสบการณ์ที่ทำให้ความคิดของฉันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากคนที่ไม่เคยกลัวอะไร กลายเป็นคนที่ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับสิ่งที่มองไม่เห็น และเกือบจะต้องแลกมาด้วยชีวิตของฉันเลยทีเดียวค่ะ
เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นเมื่อประมาณสิบกว่าปีก่อน ตอนนั้นฉันยังเป็นสาวออฟฟิศไฟแรง อายุสามสิบต้นๆ ได้รับโอกาสให้ไปดูแลโปรเจกต์ใหม่ที่ต้องมีการเดินทางไปชายแดนไทย-กัมพูชาบ่อยๆ ช่วงนั้นเศรษฐกิจกำลังเฟื่องฟู การค้าขายชายแดนก็คึกคักเป็นพิเศษ โดยเฉพาะบริเวณอรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ที่ติดกับปอยเปตของกัมพูชา ฉันต้องเดินทางไปๆ มาๆ อยู่หลายครั้งเพื่อติดต่อประสานงานกับฝั่งกัมพูชาและดูความเรียบร้อยของสินค้าที่จะนำเข้ามา ตอนนั้นฉันรู้สึกตื่นเต้นกับงานนี้มาก เพราะเป็นครั้งแรกที่ได้ทำงานใกล้ชิดกับวัฒนธรรมที่แตกต่าง
ในแต่ละทริป ฉันมักจะมีผู้ช่วยเป็นคนท้องถิ่นค่ะ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคนไทยเชื้อสายเขมร หรือคนกัมพูชาที่พูดไทยได้ ป้าสมจิตรเป็นคนหนึ่งที่มาช่วยงานฉันบ่อยๆ ป้าแกเป็นผู้หญิงวัยกลางคน รูปร่างผอม ผิวคล้ำ ดวงตาดุๆ แต่แกก็มีน้ำใจและดูจะหวังดีกับฉันเสมอ ป้าแกจะคอยเตือนเรื่องโน้นเรื่องนี้เกี่ยวกับธรรมเนียมปฏิบัติของคนที่นั่น การเดินเหิน การพูดจา และที่สำคัญคือเรื่องความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ ฉันก็ฟังๆ ไปนะคะ แต่ก็ไม่ได้เก็บมาคิดอะไรมาก เพราะคิดว่าป้าแกคงห่วงตามประสาคนต่างถิ่น
อยู่มาวันหนึ่ง มีเหตุการณ์เล็กๆ เกิดขึ้นในตลาดชายแดนค่ะ ฉันกำลังเลือกซื้อของที่ระลึกเล็กๆ น้อยๆ เพื่อนำกลับไปฝากเพื่อนร่วมงาน บังเอิญไปเห็นสร้อยคอหินสีดำเม็ดใหญ่ๆ เส้นหนึ่งวางอยู่บนแผงขายของเก่า ตอนนั้นฉันไม่ได้สนใจหรอกค่ะ แต่เห็นว่าป้าสมจิตรยืนมองอยู่พอดี แกเลยชี้ให้ฉันดูแล้วบอกว่า "อย่าไปซื้อเลยนะหนู ของแบบนี้ไม่รู้ที่มาที่ไป มันไม่ดี" ฉันก็พยักหน้าเข้าใจ แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก ป้าสมจิตรก็รีบพาฉันไปดูร้านอื่นทันที
หลังจากนั้นไม่นาน ฉันก็ต้องไปประชุมกับคู่ค้าชาวกัมพูชาที่ฝั่งปอยเปตค่ะ วันนั้นเป็นวันที่วุ่นวายมาก เพราะมีเรื่องที่ต้องตกลงกันเยอะ และมีประเด็นบางอย่างที่เราเห็นไม่ตรงกัน การเจรจาค่อนข้างตึงเครียดแต่สุดท้ายก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี แต่ก่อนที่เราจะแยกย้ายกลับไปทำงานของตัวเอง ฉันสังเกตเห็นว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งท่าทางเงียบๆ นั่งอยู่ด้านหลังของคู่ค้าฉันตลอดเวลา เธอแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีเข้ม หน้าตาค่อนข้างเฉยชา ไม่พูดไม่จาอะไรเลย แต่สายตาที่มองมาทางฉันมันมีความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายไม่ถูก เหมือนกับว่าเธอกำลังไม่พอใจฉันมากๆ หรือเปล่าก็ไม่รู้ ฉันพยายามไม่คิดมากค่ะ คิดว่าอาจจะเป็นแค่ความรู้สึกส่วนตัวไปเอง และในความวุ่นวายของการเจรจาก็ไม่ได้เก็บรายละเอียดอะไรไปมากกว่านั้น
ทริปนั้นก็ผ่านไป ฉันกลับมาทำงานที่กรุงเทพฯ ตามปกติ แต่หลังจากกลับมาได้ไม่กี่วัน ฉันก็เริ่มรู้สึกไม่สบายค่ะ ตอนแรกคิดว่าเป็นเพราะความเหนื่อยล้าจากการเดินทางและทำงานหนัก ก็เลยซื้อยาแก้ปวดลดไข้มากินเอง แต่ไม่นานอาการก็เริ่มแปลกไป ฉันรู้สึกเหนื่อยตลอดเวลา ทั้งที่นอนเท่าไหร่ก็ไม่พอ ตื่นมาก็รู้สึกเพลียเหมือนไม่ได้นอน พอตกกลางคืนก็เริ่มมีอาการนอนไม่หลับ ฝันร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า ฝันเห็นแต่เงาดำๆ ทะมึนๆ คล้ายคน สูงใหญ่ ยืนจ้องมองฉันอยู่ข้างเตียง บางทีก็ได้ยินเสียงกระซิบแผ่วๆ ข้างหู แต่พอตื่นขึ้นมาก็ไม่มีใครเลย
อาการเหล่านี้เริ่มส่งผลกระทบกับการใช้ชีวิตประจำวันของฉันค่ะ จากที่เคยกินเก่ง น้ำหนักก็ลดลงฮวบฮาบ ไม่มีกะจิตกะใจจะกินอะไรเลย อาหารที่เคยกินอร่อยก็กลายเป็นรสชาติจืดชืดไร้ชีวิตชีวา ฉันผอมลงจนกระดูกซี่โครงเริ่มโผล่ ใบหน้าซีดเซียว ดวงตาโบ๋ลึก เพื่อนร่วมงานทักฉันว่าดูโทรมมาก เหมือนคนอดหลับอดนอนมาหลายวัน ตอนนั้นฉันก็พยายามไปหาหมอที่โรงพยาบาลหลายแห่งนะคะ ตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ เอ็กซเรย์ สารพัดจะตรวจ แต่ผลออกมาก็ปกติทุกอย่าง หมอบอกว่าฉันไม่ได้เป็นโรคอะไร อาจจะเป็นเพราะความเครียด พักผ่อนไม่พอ ให้ลองไปพักผ่อนเยอะๆ หรือหาจิตแพทย์ดู
แต่ฉันรู้ดีว่ามันไม่ใช่เรื่องของความเครียดธรรมดาๆ แล้วค่ะ เพราะอาการของฉันมันหนักขึ้นเรื่อยๆ นอกจากฝันร้ายและนอนไม่หลับแล้ว ฉันยังเริ่มเห็นภาพหลอนตอนกลางวันด้วย บางครั้งนั่งทำงานอยู่ ก็เหมือนมีเงาดำๆ วูบผ่านไปตรงมุมสายตา พอหันไปมองก็ไม่มีอะไร บางทีก็ได้ยินเสียงคนเดินไปมาในห้อง ทั้งที่ฉันอยู่คนเดียว ความรู้สึกหวาดระแวงเข้าครอบงำจิตใจ ฉันเริ่มกลัวการอยู่คนเดียว กลัวความมืด กลัวแม้กระทั่งเงาของตัวเองที่สะท้อนในกระจก
เพื่อนสนิทของฉันคนหนึ่ง เห็นท่าไม่ดีจึงเสนอให้ฉันลองไปทำบุญที่วัด เผื่อว่าจะช่วยให้สบายใจขึ้นได้ ฉันก็ไปนะคะ ไปทำบุญ สวดมนต์ นั่งสมาธิ แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย กลับกัน อาการของฉันยิ่งแย่ลงไปอีก คืนหนึ่งฉันถึงขั้นชักเกร็ง ตัวสั่นไปทั้งตัว อาเจียนเป็นเลือดสดๆ ออกมาหลายครั้ง พอเช้าขึ้นมาก็หมดเรี่ยวแรงจนแทบลุกไม่ขึ้น ครอบครัวของฉันตกใจมาก รีบพาฉันไปโรงพยาบาลอีกครั้ง แต่หมอก็ยังคงไม่พบสาเหตุที่ชัดเจน และทำได้แค่ให้ยาตามอาการเท่านั้น
ตอนนั้นฉันหมดหวังมากๆ ค่ะ รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะตายช้าๆ และทรมาน ที่แย่กว่านั้นคือฉันเริ่มควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ เดี๋ยวก็หัวเราะ เดี๋ยวก็ร้องไห้โดยไม่มีสาเหตุ บางครั้งก็โกรธใครไม่รู้ โกรธจนอยากจะอาละวาดทุบทำลายข้าวของ รู้สึกเหมือนมีบางอย่างอยู่ในตัวฉัน มันไม่ใช่ตัวฉันเองอีกต่อไปแล้ว
ในขณะที่ทุกคนกำลังหมดหนทาง คุณแม่ของฉันที่ปกติก็เป็นคนไม่ค่อยเชื่อเรื่องพวกนี้เหมือนกัน ท่านได้ไปปรึกษาญาติผู้ใหญ่ที่ต่างจังหวัด ท่านเล่าให้ฟังว่ามีพระอาจารย์รูปหนึ่งอยู่ทางภาคอีสาน ท่านเก่งเรื่องการถอนคุณไสยและปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย ตอนแรกฉันก็ลังเลนะคะ เพราะไม่เคยเชื่อเรื่องแบบนี้มาก่อนเลย แต่ในเมื่อไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว ฉันก็ตัดสินใจที่จะลองไปดู เพราะถึงขั้นนี้แล้ว ชีวิตฉันมันแขวนอยู่บนเส้นด้ายจริงๆ ค่ะ
คุณแม่กับคุณพ่อพยุงฉันเดินทางไปวัดที่ว่านั้น ซึ่งเป็นวัดเล็กๆ อยู่ในชนบทห่างไกล เมื่อไปถึง สิ่งที่ฉันเห็นคือบรรยากาศที่เงียบสงบ แต่ก็แฝงไว้ด้วยความขรึมขลัง พระอาจารย์ท่านเป็นพระชรา ร่างกายผอมบาง แต่ดวงตาของท่านฉายแววเมตตาและคมกล้าอย่างน่าประหลาด เมื่อท่านเห็นฉัน ท่านก็ถอนหายใจยาวๆ แล้วพูดขึ้นมาว่า "โยมโดนของหนักเข้าแล้วนะ ของเขมรแท้ๆ เล่นงานถึงขั้นนี้ ถ้ารอนานกว่านี้คงไม่รอดแล้ว"
คำพูดของพระอาจารย์ทำให้ฉันตกใจมาก ฉันไม่คิดว่ามันจะเป็นเรื่องจริง และไม่รู้ว่าฉันไปทำอะไรผิดพลาดตรงไหน พระอาจารย์ท่านก็เล่าให้ฟังว่า "มีคนทำคุณไสยใส่โยม เป็นการปล่อยของที่เรียกว่า 'มนต์มัดใจ' ไม่ใช่คุณไสยเรียกคนรัก แต่เป็นการผูกจิตผูกวิญญาณให้คนๆ นั้นต้องทนทุกข์ทรมาน เจ็บป่วยไข้ จนร่างกายซูบผอม จิตใจอ่อนแอ และสุดท้ายก็จะเอาชีวิตไป" ท่านบอกว่าคนที่ทำคงจะมีความโกรธแค้นหรืออิจฉาริษยาฉันมาก และสิ่งที่ฉันสัมผัสได้จากผู้หญิงที่มองฉันด้วยสายตาแปลกๆ วันนั้น อาจจะเป็นไปได้ว่าเธอคือคนนั้น หรือเป็นผู้ที่ทำพิธีให้คนที่สั่งทำ
พระอาจารย์อธิบายว่า ของชนิดนี้เป็นมนต์ดำที่ผูกวิญญาณเข้ากับสิ่งของบางอย่าง แล้วนำไปวางไว้ใกล้ตัวเหยื่อ หรือกระทั่งส่งผ่านทางกายสัมผัส เมื่อของเข้าตัวแล้วก็จะเริ่มกัดกินจิตใจและร่างกายอย่างช้าๆ ทำให้เหยื่ออ่อนแอลงเรื่อยๆ จนสิ้นใจไปเอง ท่านบอกว่านี่เป็นคุณไสยสายเขมรโบราณที่ร้ายกาจมาก และที่สำคัญคือมันตั้งใจทำมาเพื่อเอาชีวิตโดยเฉพาะ
หลังจากที่ท่านอธิบายเสร็จ พระอาจารย์ก็เตรียมทำพิธีถอนคุณไสยให้ฉัน ท่านให้ฉันนั่งลงบนพื้น แล้วนำสายสิญจน์มาพันรอบตัว สวดมนต์ด้วยภาษาบาลีและภาษาเขมรโบราณ ซึ่งฉันไม่เข้าใจเลยแม้แต่น้อย บรรยากาศในห้องเงียบสงัด มีเพียงเสียงสวดมนต์ของพระอาจารย์ที่ดังขึ้นเป็นจังหวะ และกลิ่นธูปกับเทียนที่ลอยอบอวล
ในระหว่างที่พระอาจารย์สวดมนต์ไปเรื่อยๆ ฉันก็เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติในร่างกายค่ะ เริ่มจากความรู้สึกร้อนวูบวาบไปทั้งตัว เหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังดิ้นรนอยู่ข้างใน อึดอัดแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก ท้องของฉันปั่นป่วนอย่างรุนแรง ฉันตัวสั่นสะท้านไปหมด เหงื่อแตกพลั่กราวกับอาบน้ำ พอผ่านไปสักพัก ความรู้สึกร้อนก็เปลี่ยนเป็นเย็นยะเยือก เหมือนเลือดในกายกลายเป็นน้ำแข็ง ฟันกระทบกันกึกๆ ฉันอยากจะกรีดร้องออกมา แต่ก็เหมือนมีอะไรมาจุกอยู่ที่คอ ทำให้เปล่งเสียงไม่ได้เลย
ฉันหลับตาปี๋ พยายามอดทนกับความทรมานที่เกิดขึ้น พลางได้ยินเสียงพระอาจารย์สวดมนต์เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ เสียงดังขึ้น และเร็วกว่าเดิมมาก ท่านยังใช้ไม้เท้าเคาะลงบนพื้นเป็นจังหวะ ฉันรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังถูกดึงออกไปจากร่างกาย มันเจ็บปวดทรมานเหมือนโดนฉีกเนื้อหนัง แต่ก็รู้สึกโล่งขึ้นเรื่อยๆ ในเวลาเดียวกัน ไม่รู้ว่านานแค่ไหนที่ฉันอยู่ในสภาพนั้น รู้สึกเหมือนมันเป็นชั่วโมง หรืออาจจะเป็นเพียงไม่กี่นาที แต่สำหรับฉันมันยาวนานเหมือนชั่วกัปชั่วกัลป์
สุดท้าย เมื่อเสียงสวดมนต์เงียบลง ฉันก็รู้สึกหมดเรี่ยวแรง ล้มตัวลงไปกองอยู่กับพื้นเหมือนคนไร้วิญญาณ ภาพสุดท้ายที่ฉันเห็นคือพระอาจารย์ท่านยื่นมือมาแตะที่หน้าผากฉันเบาๆ แล้วท่านก็หยิบก้อนดินปั้นเล็กๆ สีดำออกมาจากผ้าขาวที่วางอยู่ตรงหน้า ก้อนดินนั้นมีลักษณะเหมือนคนตัวเล็กๆ ท่านบอกว่านี่คือ "ของ" ที่ถูกส่งมาเล่นงานฉัน มันถูกถอนออกมาจากร่างกายของฉันแล้ว
หลังจากพิธีเสร็จ ฉันก็นอนซมอยู่ที่วัดนั้นหลายวันค่ะ พระอาจารย์ให้ฉันดื่มน้ำมนต์และทานยาที่ท่านปรุงขึ้นมาจากสมุนไพร ฉันค่อยๆ ฟื้นตัว อาการเจ็บปวดทางกายหายไป อาการฝันร้ายและภาพหลอนก็หายไปด้วย ความอยากอาหารกลับมา น้ำหนักเริ่มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ฉันรู้สึกเหมือนได้เกิดใหม่จริงๆ จิตใจกลับมาสงบ มีสติ และไม่รู้สึกหวาดกลัวอีกต่อไป
ก่อนจะกลับบ้าน พระอาจารย์ท่านให้ตะกรุดดอกหนึ่งมาติดตัวไว้ ท่านบอกว่าเป็นเครื่องรางป้องกันคุณไสยและสิ่งชั่วร้าย และย้ำว่าให้ฉันมีสติอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเดินทางไปที่ไหน ให้รู้จักเคารพสถานที่ เคารพความเชื่อของคนอื่น และอย่าประมาทกับสิ่งที่มองไม่เห็น เพราะโลกใบนี้มีอะไรอีกมากมายที่เรายังไม่รู้และยังไม่เข้าใจ
ประสบการณ์ครั้งนั้นเป็นเหมือนจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิตของฉันค่ะ จากที่ไม่เคยเชื่อเรื่องพวกนี้เลย ฉันกลายเป็นคนที่มีความเชื่อและศรัทธาในเรื่องลี้ลับมากขึ้น รู้จักระมัดระวังตัวในการใช้ชีวิต และที่สำคัญที่สุดคือรู้จักที่จะถ่อมตน ไม่คิดว่าตัวเองรู้ไปหมดทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้ ฉันได้เรียนรู้ว่าในบางครั้ง การกระทำเล็กๆ น้อยๆ หรือคำพูดที่ไม่ได้ตั้งใจของเรา อาจจะไปกระทบกระทั่งหรือสร้างความไม่พอใจให้กับผู้อื่นโดยที่เราไม่รู้ตัว จนนำไปสู่เหตุการณ์ร้ายแรงที่คาดไม่ถึงได้
เรื่องราวของฉันอาจจะฟังดูเหลือเชื่อสำหรับหลายๆ คน แต่สำหรับฉันแล้ว มันคือความจริงที่เกิดขึ้นกับตัวเอง เป็นบทเรียนที่แลกมาด้วยความเจ็บปวดและความเกือบตาย ที่ทำให้ฉันต้องหันกลับมามองโลกในมุมที่กว้างขึ้น และยอมรับว่ามีพลังงานบางอย่างที่มองไม่เห็นอยู่รอบตัวเราเสมอ ฉันยังคงทำงานและใช้ชีวิตตามปกติ แต่สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปคือ ฉันจะนึกถึงคำเตือนของพระอาจารย์เสมอ และไม่เคยลืมสิ่งที่เกิดขึ้นกับฉันเลยค่ะ และฉันเชื่อว่าเรื่องราวเหล่านี้เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นของการเดินทางที่ทำให้ฉันได้เรียนรู้เกี่ยวกับโลกอีกใบหนึ่งที่ซ่อนอยู่จากสายตาเราเท่านั้นค่ะ
0 $type={blogger}:
แสดงความคิดเห็น