014 รอยอาถรรพ์ตลาดชายแดน เรื่องเล่าจากผู้รอดชีวิตจากมนต์ดำเขมร

 ชีวิตของดิฉันเคยเรียบง่ายเหมือนคนหนุ่มสาวทั่วไปค่ะ มีหน้าที่การงานที่มั่นคง มีเพื่อนฝูงที่รักใคร่กัน และความฝันเล็กๆ ที่อยากจะออกไปท่องโลกกว้างให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ อาจจะไม่ใช่แนวแอดเวนเจอร์อะไรมากมายนักหรอกนะคะ แค่อยากเห็นอะไรใหม่ๆ อยากสัมผัสวัฒนธรรมที่ไม่คุ้นเคย แล้วเก็บเรื่องราวเหล่านั้นมาเล่าให้คนอื่นฟังอย่างเพลิดเพลิน ดิฉันเองก็เป็นคนไม่ค่อยเชื่อเรื่องผีสางเทวดาอะไรนัก ออกจะออกแนวหัวสมัยใหม่ด้วยซ้ำไปค่ะ เวลามีเพื่อนมาเล่าเรื่องน่ากลัวๆ ให้ฟัง ดิฉันมักจะยกเหตุผลทางวิทยาศาสตร์มาหักล้างจนเพื่อนหลายคนออกปากว่า "ยัยแนน! นี่มันเรื่องเล่าไง ไม่ต้องซีเรียสขนาดนั้นก็ได้"


แต่ใครจะไปรู้ล่ะคะว่าการเดินทางไปเที่ยวตลาดชายแดนเล็กๆ แห่งหนึ่งทางภาคตะวันออกของประเทศไทย ที่อยู่ติดกับประเทศกัมพูชาในครั้งนั้น จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตของดิฉัน จุดที่ทำให้ดิฉันต้องมานั่งทบทวนความเชื่อทั้งหมดที่มี และได้รู้จักกับความหวาดกลัวที่กัดกินเข้าไปถึงไขกระดูก ความกลัวที่มาจากสิ่งที่มองไม่เห็น แต่กลับมีอำนาจทำลายล้างชีวิตคนๆ หนึ่งได้เกือบจะสิ้นซาก


วันนั้นเป็นวันหยุดยาวค่ะ ดิฉันกับเพื่อนอีกสามคนตัดสินใจไปเที่ยวจังหวัดจันทบุรี กะว่าจะไปกินอาหารทะเลอร่อยๆ พักผ่อนริมทะเล แล้วก็แวะเที่ยวตลาดชายแดนสักหน่อย เพราะเพื่อนๆ เล่าให้ฟังว่ามีของแปลกๆ เยอะแยะไปหมด ตอนนั้นคิดแค่ว่ามันน่าตื่นเต้นดีค่ะ ที่จะได้เห็นวิถีชีวิตผู้คนที่ต่างไปจากกรุงเทพฯ อย่างสิ้นเชิง บรรยากาศของตลาดชายแดนเป็นอะไรที่คึกคักและมีชีวิตชีวาจริงๆ ค่ะ ผู้คนเดินขวักไขว่ไปมา มีทั้งคนไทยและคนกัมพูชา พูดจาภาษาที่แตกต่างกันไป กลิ่นเครื่องเทศ อาหารแปลกๆ คละเคล้ากันไปทั่วบริเวณ แสงแดดยามบ่ายส่องกระทบแผงขายของที่วางเรียงราย สินค้าที่วางขายก็มีตั้งแต่ของใช้ในครัวเรือน เสื้อผ้า เครื่องประดับ ไปจนถึงของเก่า ของแปลกๆ ที่บางอย่างดิฉันเองก็ไม่เคยเห็นมาก่อน


ดิฉันกับเพื่อนๆ เดินดูของไปเรื่อยๆ อย่างสนุกสนานค่ะ จนกระทั่งสายตาไปสะดุดเข้ากับแผงขายของเล็กๆ แผงหนึ่งที่ตั้งอยู่ค่อนข้างลับตาในซอยเล็กๆ ของตลาด แผงนั้นดูเก่าคร่ำครึกว่าแผงอื่น เจ้าของเป็นหญิงชราคนหนึ่ง รูปร่างผอมกะหร่อง ผิวหนังเหี่ยวย่นตามวัย นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ตัวเตี้ยๆ สายตาของแกดูเลื่อนลอยเล็กน้อย แต่ก็แฝงไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ดิฉันอธิบายไม่ถูก ของที่วางขายบนผ้าเก่าๆ ที่ปูอยู่ก็เป็นพวกเครื่องประดับโบราณบ้าง กำไลข้อมือหินสีแปลกๆ บ้าง หรือไม่ก็เป็นวัตถุมงคลขนาดเล็กที่ทำจากโลหะคล้ายทองเหลือง ดิฉันเองก็ไม่ได้มีความสนใจอะไรเป็นพิเศษหรอกค่ะ แต่เพื่อนคนหนึ่งชื่อ "เมย์" ชอบของเก่าของแปลกเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เธอก็เลยเข้าไปดูใกล้ๆ


"แนน ดูนี่สิ กำไลอันนี้น่ารักจังเลย" เมย์เรียกดิฉันพร้อมชูสร้อยข้อมือลูกปัดสีดำสนิทเม็ดเล็กๆ ที่ร้อยเรียงกันเป็นเส้น เมย์บอกว่ามันดูเหมือนเครื่องรางอะไรสักอย่าง แต่ก็ดูสวยดี เหมือนหินภูเขาไฟเลย ดิฉันก็เดินเข้าไปดูค่ะ พอจับมันขึ้นมาดูใกล้ๆ ก็รู้สึกเย็นเฉียบแปลกๆ ที่ปลายนิ้ว ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไรมาก แค่รู้สึกว่ามันเย็นกว่าโลหะธรรมดาเท่านั้นเอง แล้วด้วยความที่เห็นว่ามันแปลกดี ดิฉันก็เลยลองถามคุณยายคนนั้นดูว่ามันคืออะไร


คุณยายเงยหน้าขึ้นมามองดิฉันด้วยแววตาที่ว่างเปล่า ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า ฟังแทบไม่รู้เรื่อง แต่จับใจความได้ว่า "ของดีนะหนู ของที่ช่วยคุ้มครอง" ดิฉันฟังแล้วก็งงๆ ค่ะ แต่เมย์ดูจะสนใจมากเป็นพิเศษ เธอบอกว่าเธอรู้สึกถูกชะตากับมันอย่างประหลาด เลยตัดสินใจจะซื้อ ดิฉันเองก็ไม่ได้คิดอะไรค่ะ แค่มองว่ามันเป็นเครื่องประดับเก๋ๆ ชิ้นหนึ่งเท่านั้นเอง เมย์ต่อรองราคากับคุณยายอยู่พักหนึ่ง แล้วก็ซื้อกำไลลูกปัดสีดำเส้นนั้นมาในราคาไม่แพงนัก พอเมย์ใส่กำไลเส้นนั้นลงบนข้อมือปุ๊บ ดิฉันก็รู้สึกเหมือนมีลมเย็นๆ วูบหนึ่งพัดผ่านตัวไป รู้สึกขนลุกซู่เล็กน้อย แต่ก็พยายามคิดว่าอาจจะเป็นเพราะอากาศเริ่มเย็นลงแล้วมากกว่า


หลังจากนั้น เราก็เดินซื้อของกันอีกพักใหญ่ ก่อนจะตัดสินใจกลับที่พักที่จันทบุรี การเดินทางกลับเป็นไปอย่างปกติสุข พวกเราหัวเราะพูดคุยถึงสิ่งที่ได้เจอในตลาดกันอย่างสนุกสนาน ไม่มีใครสังเกตถึงสิ่งผิดปกติที่เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ เลยค่ะ


อาการแรกที่เริ่มปรากฏคือเมย์เริ่มมีไข้ค่ะ ตัวรุมๆ เจ็บคอ ไอเล็กน้อย พวกเราก็ไม่ได้คิดอะไรมากค่ะ คิดว่าอาจจะตากแดดตากลมมากไปหน่อย หรือไม่ก็พักผ่อนน้อยเกินไป พอวันรุ่งขึ้นอาการก็ดูจะทรงๆ ไม่ได้ดีขึ้นหรือแย่ลง พวกเราเลยตัดสินใจเดินทางกลับกรุงเทพฯ ระหว่างทางเมย์ก็ดูจะอ่อนเพลียมากเป็นพิเศษ เอาแต่หลับตลอดทาง แต่พอกลับถึงบ้าน ดิฉันเองก็เริ่มรู้สึกไม่สบายตามไปด้วยค่ะ คลื่นไส้ มึนหัว อ่อนเพลียอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน


วันเวลาผ่านไป อาการของดิฉันกับเมย์กลับแย่ลงเรื่อยๆ ค่ะ ไม่ใช่แค่ตัวดิฉันเท่านั้น เพื่อนคนอื่นๆ ที่ไปด้วยกันวันนั้นก็เริ่มมีอาการป่วยคล้ายๆ กัน แต่ที่น่าตกใจที่สุดคืออาการของเมย์ค่ะ เธอนอนซมอยู่หลายวัน มีไข้ขึ้นสูงตลอดเวลา ผิวเริ่มซีดเซียว ดวงตาโบ๋ลึกเข้าไป แก้มตอบลงอย่างเห็นได้ชัด กินอะไรไม่ลง น้ำหนักลดลงฮวบฮาบ ดิฉันเองก็อาการไม่ต่างกันมากนัก แค่ยังพอประคองตัวเองให้ลุกเดินได้ แต่ก็รู้สึกเหมือนมีแรงดึงดูดบางอย่างฉุดรั้งตัวให้หนักอึ้งตลอดเวลา


พวกเราไปหาหมอหลายครั้งค่ะ ตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ เอ็กซเรย์ ทุกอย่างปกติหมด หมอก็ให้ยาตามอาการมา แต่ไม่ว่าจะกินยาเท่าไหร่ อาการก็ไม่ดีขึ้นเลยค่ะ ร่างกายเหมือนถูกดูดพลังงานออกไปเรื่อยๆ จนอ่อนล้าถึงที่สุด เมย์ถึงขั้นเริ่มพูดจาเพ้อเจ้อ บ่นถึงอะไรก็ไม่รู้ที่เธอบอกว่ามัน "ตามมา" ตอนกลางคืน เธอจะตื่นขึ้นมาด้วยอาการหวาดกลัวอย่างรุนแรง กรีดร้องโวยวาย บอกว่ามีใครบางคนกำลังจ้องมองเธออยู่จากปลายเตียง ดิฉันเองก็เริ่มฝันร้ายบ่อยขึ้นค่ะ ฝันเห็นเงาดำทะมึนคล้ายคนมายืนอยู่ข้างๆ เตียง ตอนแรกก็คิดว่าตัวเองคิดมากไปเอง นอนไม่พอ เลยทำให้สมองทำงานผิดปกติ


แต่แล้วก็มีเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้ดิฉันไม่สามารถหาเหตุผลทางวิทยาศาสตร์มาอธิบายได้อีกต่อไปค่ะ คืนนั้นดิฉันนอนหลับๆ ตื่นๆ รู้สึกร้อนๆ หนาวๆ ไปทั่วตัว จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงเหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังเดินวนเวียนอยู่รอบเตียง ตอนแรกคิดว่าเป็นเสียงของแมวที่บ้าน แต่เสียงนั้นกลับฟังดูหนักกว่า และไม่เหมือนเสียงฝีเท้าของสัตว์ ตอนนั้นหัวใจดิฉันเต้นรัวแรงจนแทบจะทะลุอกออกมา ก็เลยตัดสินใจแกล้งหลับตาปี๋ ไม่กล้าลืมตาขึ้นมาดู พอเสียงนั้นหายไป ดิฉันก็รีบกระโดดพรวดออกจากเตียง แล้ววิ่งไปเปิดไฟทั้งบ้านเลยค่ะ แต่พอเช้าขึ้นมา ก็พบว่ารูปถ่ายที่วางอยู่บนหัวเตียงมันหล่นลงมาแตกละเอียด ทั้งๆ ที่ไม่มีอะไรไปชนเลยแม้แต่น้อย


"มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญแล้วนะแนน" เพื่อนอีกคนชื่อ "จ๋า" พูดขึ้นด้วยสีหน้าจริงจัง เธอเป็นคนเดียวในกลุ่มที่พอจะเชื่อเรื่องพวกนี้อยู่บ้าง "ฉันว่าพวกเราโดนของแน่ๆ เลย"


ตอนแรกดิฉันก็ยังคงปฏิเสธค่ะ บอกว่าอย่าเพิ่งคิดไปในทางนั้นเลย แต่พอเห็นสภาพของเมย์ที่ตอนนี้ดูเหมือนคนใกล้จะตายเต็มทีแล้ว น้ำหนักลดลงไปเกือบสิบกิโลกรัม ผิวหนังแห้งกร้าน เหมือนคนไม่มีชีวิต ชีพจรเต้นอ่อนแรง หายใจรวยริน ดิฉันก็เริ่มใจไม่ดีแล้วค่ะ ประกอบกับอาการของตัวเองที่ยังคงไม่ดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย แถมยังรู้สึกเหมือนมีใครคอยจ้องมองตลอดเวลา ยิ่งตอนกลางคืนจะรู้สึกหนาวเย็นผิดปกติ ทั้งๆ ที่อากาศไม่ได้หนาวเลย เหมือนมีอะไรบางอย่างพยายามเข้ามาใกล้


ในที่สุด ดิฉันกับจ๋าก็ตัดสินใจพาเมย์ไปหาพระอาจารย์ที่วัดป่าแห่งหนึ่งในต่างจังหวัดค่ะ เป็นวัดที่ญาติของจ๋าเคยไปขอให้ท่านช่วยเหลือในเรื่องลี้ลับต่างๆ มาแล้ว และได้ผลจริงๆ ตอนที่ไปถึงวัดก็เป็นช่วงบ่ายแก่ๆ บรรยากาศเงียบสงบ ต้นไม้ใหญ่ร่มรื่น แต่ในใจของดิฉันกลับรู้สึกหนาวสะท้านอย่างประหลาด ราวกับมีอะไรบางอย่างกำลังรอคอยอยู่ พอได้พบกับพระอาจารย์ ท่านเป็นพระชรา รูปร่างผอมบาง แต่มีแววตาที่เปี่ยมไปด้วยเมตตาและพลัง ดิฉันกับจ๋าเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ท่านฟัง ตั้งแต่เรื่องที่ไปตลาดชายแดน การซื้อกำไลของเมย์ ไปจนถึงอาการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นกับพวกเราทุกคน โดยเฉพาะเมย์


พอเล่าจบ พระอาจารย์ก็หลับตาลงนิ่งๆ สักพัก ก่อนจะลืมตาขึ้นมามองหน้าพวกเราด้วยแววตาที่จริงจัง "โยมโดนของเขมรเข้าแล้วนะ" ท่านพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบๆ แต่ฟังแล้วหัวใจดิฉันก็แทบจะหยุดเต้น "เป็นของที่ทำมาเพื่อเอาชีวิต ค่อยๆ ดูดพลังชีวิตไปทีละน้อยๆ โชคดีที่ยังมาหาอาตมาได้ทันเวลา"


คำพูดของพระอาจารย์ทำให้ดิฉันรู้สึกเหมือนถูกฟ้าผ่าลงกลางใจ น้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว มันไม่ใช่ความเสียใจค่ะ แต่มันคือความกลัวอย่างถึงที่สุด ความกลัวที่มาจากความจริงที่ว่าสิ่งที่ดิฉันเคยปฏิเสธมาตลอดนั้นมันมีอยู่จริง และมันกำลังจะพรากชีวิตเพื่อนของดิฉันไปแล้ว ส่วนตัวดิฉันเองก็คงจะไม่รอดเช่นกันหากยังปล่อยไว้แบบนี้


พระอาจารย์อธิบายว่า ของที่เมย์โดนนั้นเป็นของที่ร้ายกาจมาก มันได้เข้าไปเกาะกินดวงจิตของเมย์แล้ว ส่วนพวกดิฉันที่โดนไม่หนักเท่าเมย์ ก็เป็นเพราะอาจจะแค่สัมผัสของ หรือได้รับพลังงานบางส่วนจากการอยู่ใกล้ๆ เท่านั้น ท่านบอกว่าของพวกนี้มักจะผูกติดอยู่กับวัตถุ หรือคนที่ทำของมา อาจจะเป็นเพราะเมย์ไปหยิบจับกำไลที่มีอาถรรพ์เข้า หรืออาจจะเป็นเพราะคุณยายคนนั้นตั้งใจจะให้มันติดตัวใครบางคนไป พระอาจารย์บอกว่ามันคือวิชาคุณไสยจากเขมรที่โบราณและมีอานุภาพมาก ต้องทำการถอนออกอย่างเร่งด่วนที่สุด มิฉะนั้นเมย์จะไม่มีทางรอด


พิธีถอนของเริ่มขึ้นในคืนนั้นค่ะ เป็นพิธีที่ดิฉันจะไม่มีวันลืมไปตลอดชีวิต พระอาจารย์นำเมย์ไปที่ศาลาไม้เล็กๆ กลางแจ้ง มีการจุดธูปเทียน วางเครื่องเซ่นไหว้ต่างๆ ทั้งอาหารคาวหวาน ผลไม้ และที่น่าขนลุกที่สุดคือมีหุ่นฟางขนาดเท่าตัวคนวางอยู่กลางวงพิธีด้วย ดิฉันกับจ๋าได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมพิธีได้ แต่ต้องนั่งอยู่ห่างๆ และคอยสวดมนต์ตามที่พระอาจารย์บอกตลอดเวลา


บรรยากาศในศาลาเย็นยะเยือกผิดปกติ ทั้งๆ ที่เป็นช่วงฤดูร้อน ลมพัดมาเป็นพักๆ เสียงใบไม้เสียดสีกันดังซู่ซ่า ราวกับมีอะไรบางอย่างกำลังเคลื่อนไหวอยู่รอบๆ ตัว พระอาจารย์เริ่มทำพิธีด้วยการสวดมนต์เป็นภาษาเขมรโบราณ น้ำเสียงของท่านเข้มขลังและดุดัน แตกต่างจากน้ำเสียงเมตตาที่ได้ยินตอนแรกอย่างสิ้นเชิง ดิฉันสังเกตเห็นว่าเมย์ที่นอนอยู่บนเสื่อเริ่มมีอาการกระตุก เกร็ง ตัวสั่นไปทั้งตัว ใบหน้าบิดเบี้ยว ดวงตาเหลือกขาว น้ำลายฟูมปาก เธอพยายามจะส่งเสียงกรีดร้อง แต่กลับไม่มีเสียงอะไรเล็ดลอดออกมาเลยนอกจากเสียงแหบพร่าในลำคอ


จ๋าเองก็หน้าซีดเผือดไปแล้วค่ะ เธอจับมือดิฉันแน่นจนรู้สึกเจ็บ ดิฉันเองก็รู้สึกถึงความกลัวที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง แต่ก็พยายามสวดมนต์ตามที่พระอาจารย์บอกอย่างตั้งใจ เสียงสวดมนต์ของพระอาจารย์ดังขึ้นเรื่อยๆ เหมือนเป็นการต่อสู้กับอะไรบางอย่างที่มองไม่เห็น สักพักดิฉันก็รู้สึกเหมือนมีลมกระโชกแรงพัดเข้ามาในศาลา เทียนที่จุดไว้กระพริบไหวรุนแรงจนเกือบจะดับ หุ่นฟางที่วางอยู่ก็ดูเหมือนจะเคลื่อนไหวเล็กน้อยในเงามืด ราวกับมีบางสิ่งกำลังเข้าสิงร่างมัน


พิธีดำเนินไปอย่างยาวนานและทรมานค่ะ เมย์มีอาการกระสับกระส่ายอย่างรุนแรง เธอพยายามจะดิ้นรนเหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังฉุดรั้งเธอไว้ พระอาจารย์ต้องใช้สายสิญจน์ผูกมัดเธอไว้กับเสาไม้ เพื่อไม่ให้เธออาละวาดไปมากกว่านี้ ตอนนั้นดิฉันแทบจะทนดูไม่ไหวแล้วค่ะ ภาพของเมย์ในสภาพนั้นมันติดตาและทำให้ดิฉันรู้สึกหดหู่ใจอย่างที่สุด นี่คือผลของการไปยุ่งเกี่ยวกับสิ่งที่เราไม่รู้จักจริงๆ หรือ


จู่ๆ พระอาจารย์ก็ตะโกนออกมาด้วยเสียงอันดัง "ออกไป! ออกไปจากร่างนี้เดี๋ยวนี้!" พร้อมกับร่ายมนต์คาถาที่ฟังดูเข้มขลังยิ่งขึ้นกว่าเดิม ทันใดนั้น ร่างของเมย์ก็กระตุกเฮือกอย่างรุนแรง พลันมีเสียงกรีดร้องโหยหวนดังแว่วเข้ามาในอากาศ เป็นเสียงที่ไม่ใช่เสียงคน ไม่ใช่เสียงสัตว์ แต่เป็นเสียงที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความเคียดแค้น เสียงนั้นดังอยู่เพียงชั่วครู่ แล้วก็เงียบหายไปพร้อมกับร่างของหุ่นฟางที่ล้มครืนลงไปกองกับพื้น และมีรอยไหม้เกรียมเป็นดวงๆ ปรากฏขึ้นบนตัวหุ่น เหมือนโดนไฟช็อต


หลังจากเสียงนั้นหายไป เมย์ก็แน่นิ่งไปค่ะ พระอาจารย์เดินเข้ามาตรวจดูอาการของเธอ ท่านถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ แล้วพูดว่า "มันออกไปแล้วโยม แต่ร่างกายของโยมเมย์อ่อนแรงมาก ต้องพักฟื้นอีกนาน"


เช้าวันรุ่งขึ้น เมย์ตื่นขึ้นมาด้วยอาการอ่อนเพลีย แต่สีหน้าของเธอดูดีขึ้นมากอย่างเห็นได้ชัดค่ะ ไม่มีอาการหวาดกลัวหรือเพ้อเจ้ออีกต่อไป ดวงตาของเธอกลับมาสดใสอีกครั้ง แม้จะยังดูอ่อนล้าอยู่มาก ดิฉันรู้สึกโล่งใจจนน้ำตาไหลออกมาอีกครั้ง ครั้งนี้เป็นน้ำตาแห่งความดีใจและความหวัง


พระอาจารย์ให้เมย์พักอยู่ที่วัดอีกหลายวันเพื่อทำการฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ ท่านยังทำน้ำมนต์ให้พวกเราดื่มและนำกลับไปอาบ เพื่อชำระล้างพลังงานที่ไม่ดีที่อาจจะยังหลงเหลืออยู่ในตัวเรา ดิฉันกับจ๋าก็ต้องสวดมนต์ตามที่ท่านแนะนำทุกคืน แล้วอาการของดิฉันกับเพื่อนคนอื่นๆ ก็เริ่มดีขึ้นตามลำดับค่ะ ความเจ็บป่วยทางกายหายไป ความรู้สึกเหมือนมีใครตามติดก็จางหายไปเช่นกัน จนกระทั่งพวกเราทุกคนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติอีกครั้ง


ประสบการณ์ในครั้งนั้นสอนอะไรดิฉันไว้มากมายค่ะ จากคนที่เคยไม่เชื่อเรื่องลี้ลับ ดิฉันกลับกลายเป็นคนที่ต้องยอมรับว่าโลกนี้มีอะไรที่เรายังไม่รู้และอธิบายไม่ได้อีกมากมาย ความเชื่อและศรัทธาไม่ได้มีไว้สำหรับคนอ่อนแอเสมอไป แต่มันคือสิ่งยึดเหนี่ยวและเป็นพลังในการต่อสู้กับสิ่งที่อยู่นอกเหนือความเข้าใจของเราได้จริงๆ ที่สำคัญที่สุดคือการไม่ลบหลู่ ไม่ลบหลู่ความเชื่อของคนอื่น ไม่ลบหลู่สิ่งที่มองไม่เห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานที่ที่มีวัฒนธรรมและประเพณีแตกต่างจากเรา การเดินทางเปิดโลกทัศน์ให้เราเห็นสิ่งใหม่ๆ ก็จริงค่ะ แต่มันก็พาเราไปพบเจอกับสิ่งที่ไม่คาดคิดได้เช่นกัน


เรื่องราวของดิฉันเป็นเพียงหนึ่งในหลายร้อยหลายพันเรื่องที่เกิดขึ้นจริง เป็นเครื่องเตือนใจว่าโลกของเรายังคงมีเรื่องลี้ลับที่วิทยาศาสตร์ยังไม่อาจหาคำตอบได้ และบางครั้ง สิ่งที่มองไม่เห็นเหล่านั้นก็สามารถเข้ามามีอิทธิพลต่อชีวิตของเราได้มากเกินกว่าที่เราจะจินตนาการค่ะ ขอให้ทุกคนใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท และมีสติอยู่เสมอค่ะ



0 $type={blogger}:

แสดงความคิดเห็น

👻 ฟังเรื่องหลอน
✅ รองรับ PC & Mobile
พร้อมใช้งาน
ขับเคลื่อนโดย Blogger.

ผู้ติดตาม

สั่งกล่องพัสดุ 750 ส่งฟรี

✨ 750 ส่งฟรี ✨
โลโก้ ตุ้ยคุ้ยเรื่องหลอน

บทความ

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

**คนออนไลน์:** ...
ตุ้ยคุ้ยเรื่องหลอน: รวมเรื่องผี เรื่องเล่าสยองขวัญ และตำนานอาถรรพ์ © 2013 Published By Gooyaabi Templates Supported by Best Blogger Templates and Premium Blog Templates - Web Design