010 ป่าช้าวัดดอน ยานนาวา เมื่อซากเดินได้ออกอาละวาดเรื่องเล่าจากสัปเหร่อผู้เฝ้าสุสาน

 ในยามรัตติกาลที่เมืองกรุงเงียบสงัดลง ผู้คนต่างหลับใหลอยู่ใต้ผ้าห่มอุ่น ความวุ่นวายของวันจางหายไป เหลือไว้แต่ความมืดมิดที่โอบอุ้มทุกสิ่ง เรื่องราวบางเรื่องก็มักจะเริ่มต้นขึ้นในความมืดนี้แหละค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานที่ที่กาลเวลาและชีวิตมาบรรจบกันอย่างถาวรอย่าง “ป่าช้า”


หากกล่าวถึงป่าช้าที่ขึ้นชื่อลือชาในอดีตของกรุงเทพฯ หลายท่านคงนึกถึง "ป่าช้าวัดดอน" ที่ยานนาวา ปัจจุบันนี้บริเวณนั้นอาจจะกลายเป็นพื้นที่ที่เจริญรุ่งเรือง มีตึกรามบ้านช่อง ถนนหนทางสว่างไสว ผู้คนสัญจรไปมาอย่างไม่ขาดสาย แต่หากย้อนเวลากลับไปสักหลายสิบปี ที่นี่เคยเป็นป่าช้าที่ขึ้นชื่อเรื่องความเปลี่ยว ความอาถรรพ์ และความน่าสะพรึงกลัวอย่างแท้จริง บริเวณนั้นเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ปกคลุมจนมืดครึ้ม ยิ่งในยามค่ำคืนแล้วเล่า แสงจันทร์ยังแทบจะส่องลงมาไม่ถึงพื้นดิน เสียงหรีดหริ่งเรไรดังระงมสลับกับเสียงลมพัดใบไม้เสียดสีกัน กลิ่นดินชื้นแฉะและกลิ่นสาบเฉพาะตัวของสถานที่แห่งความตายคลุ้งอยู่ในอากาศ ทำให้บรรยากาศยิ่งวังเวงจับใจ ไม่แปลกเลยที่ผู้คนสมัยก่อนมักจะเล่าขานถึงเรื่องราวประหลาดเหนือธรรมชาติที่เกิดขึ้นในป่าช้าวัดดอนแห่งนี้


เรื่องราวที่เราจะมาพูดถึงกันในวันนี้ เป็นตำนานที่เล่าขานสืบต่อกันมาในหมู่ชาวบ้านและผู้ที่เคยอาศัยอยู่ในละแวกวัดดอน ถึงปรากฏการณ์ที่ทำให้ผู้คนขนหัวลุก และเป็นที่มาของความเชื่อเรื่องการใช้ยันต์สะกดศพให้สงบ เรื่องเล่านี้เกี่ยวข้องกับ “ซากเดินได้” หรือที่บางคนเรียกว่า “ผีกัด” หรือ “เจียงซือ” ในแบบฉบับของชาวจีนโบราณ ที่ลุกขึ้นจากหลุมออกมาอาละวาดในยามค่ำคืน


ลองจินตนาการดูสิคะว่าในยุคสมัยนั้น ถนนหนทางยังเป็นดินลูกรัง ไฟฟ้ายังเข้าไม่ถึงทุกครัวเรือน ยามค่ำคืนจึงมืดมิดกว่าปัจจุบันนี้หลายเท่าตัวนัก ภายในป่าช้าวัดดอนซึ่งเป็นที่ฝังศพผู้ไร้ญาติจำนวนมาก ศพเหล่านี้ส่วนใหญ่จะไม่มีการทำพิธีศพที่ถูกต้องตามประเพณี ไม่มีญาติมิตรมาคอยดูแล หรือบางครั้งก็เป็นศพที่เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุอย่างกะทันหัน วิญญาณอาจจะยังไม่สงบ หรืออาจมีอาถรรพ์บางอย่างที่ทำให้ร่างไร้วิญญาณเหล่านั้นไม่ยอมหลับใหลไปอย่างเป็นสุข


เรื่องราวที่สัปเหร่อเก่าแก่ผู้หนึ่งที่วัดดอน ชื่อว่า “ลุงจ่าง” เคยเล่าให้ฟัง มันยังคงฝังแน่นอยู่ในความทรงจำของหลายคน ลุงจ่างเป็นสัปเหร่อมาตั้งแต่หนุ่มจนแก่ เขามีหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยภายในป่าช้า จัดการกับศพที่นำมาฝัง ขุดหลุม เผา และทำทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับความตายมาเกือบทั้งชีวิต เขาจึงเป็นผู้ที่รู้เห็นเรื่องราวลี้ลับและอาถรรพ์ต่างๆ ภายในป่าช้าวัดดอนได้ดีกว่าใคร


คืนหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว ลุงจ่างเล่าว่าอากาศช่วงนั้นค่อนข้างเย็นชื้น ฝนเพิ่งหยุดตกใหม่ๆ กลิ่นดินป่าช้าคละคลุ้งจนน่าเวียนหัว ดวงจันทร์ถูกบดบังด้วยหมู่เมฆดำทะมึน ทำให้บริเวณป่าช้าดูมืดมิดและน่าขนลุกยิ่งกว่าปกติ ลุงจ่างกำลังตรวจตราความเรียบร้อยรอบๆ เมรุ หลังจากที่เพิ่งทำพิธีเผาศพไปเมื่อช่วงเย็น แม้จะผ่านเรื่องราวความตายมานับครั้งไม่ถ้วน แต่บางครั้งความรู้สึกวังเวงก็ยังคงเกาะกุมจิตใจได้เสมอ ในคืนนั้น เขารู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง มันไม่ใช่แค่ความเงียบ แต่เป็นความเงียบที่หนักอึ้ง ผิดแผกไปจากความเงียบปกติของป่าช้า


จู่ๆ สุนัขวัดที่มักจะนอนหลับอยู่บริเวณใต้ศาลา หรือเดินวนเวียนหาอาหารในป่าช้า ก็เริ่มส่งเสียงหอนโหยหวน ประสานกับเสียงเห่าหอบเหมือนเห็นอะไรบางอย่างที่น่ากลัวผิดปกติ ลุงจ่างสังเกตว่าเสียงหอนนั้นไม่ได้มาจากสุนัขตัวเดียว แต่เป็นเสียงหอนที่ต่อเนื่องกันมาจากหลายตัวในระยะเวลาอันสั้น ราวกับพวกมันกำลังส่งสัญญาณเตือนภัยบางอย่าง


ลุงจ่างคว้าตะเกียงเจ้าพายุคู่ใจขึ้นมาจุด เขากระชับผ้าขาวม้าที่คาดเอวให้แน่น แล้วเดินไปตามเสียงนั้นอย่างช้าๆ หัวใจของเขาสัมผัสได้ถึงความเย็นเยือกบางอย่างที่ไม่ใช่แค่ไอหมอกยามค่ำคืน แสงตะเกียงสว่างวาบไปตามทางเดินดินที่เต็มไปด้วยหลุมศพและป้ายหลุมเก่าๆ เงาของต้นไม้บิดเบี้ยวดูน่ากลัว เสียงหอนของสุนัขเริ่มใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จนกระทั่งเขาได้ยินเสียงเห่าที่แหลมเล็กขึ้นกว่าเดิม มันเป็นเสียงเห่าที่บ่งบอกถึงความหวาดกลัวอย่างขีดสุด


เมื่อลุงจ่างเดินไปถึงบริเวณหลุมศพเก่าแก่ที่อยู่ลึกเข้าไปในป่าช้า ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้เลือดในกายเขาเย็นวาบไปทั้งตัว


ภายใต้แสงตะเกียงสลัวๆ ลุงจ่างมองเห็นเงาตะคุ่มๆ ร่างหนึ่งกำลังยืนอยู่เหนือหลุมศพที่เพิ่งมีการฝังไปไม่นานนัก ร่างนั้นดูแปลกประหลาด มันยืนตัวแข็งทื่อ แขนทั้งสองข้างเหยียดตรงไปข้างหน้าเล็กน้อย เหมือนท่อนไม้ไร้ชีวิต ทันใดนั้น ร่างนั้นก็เริ่มเคลื่อนไหว แต่ไม่ใช่การเดินเหมือนมนุษย์ปกติ มันเป็นการ "กระโดด" ค่ะ! ใช่แล้วค่ะ มันกระโดดไปข้างหน้าทีละก้าว เหมือนถูกพลังบางอย่างกระตุ้นให้เคลื่อนที่ ลุงจ่างเล่าว่าการเคลื่อนไหวนั้นดูเหมือนหุ่นกระบอกที่ถูกชักใย แม้จะเชื่องช้า แต่มันก็เคลื่อนที่ไปอย่างมั่นคง ไม่มีการแกว่งไกวของแขนขาให้เห็น


หัวใจของลุงจ่างเต้นระรัว เขามองเห็นรายละเอียดของร่างนั้นชัดขึ้นเรื่อยๆ ดวงตาของมันเป็นสีแดงก่ำราวกับเลือดที่ฉาบอยู่ข้างใน มองตรงมาข้างหน้าอย่างว่างเปล่า แต่ในความว่างเปล่านั้นมีความมุ่งร้ายบางอย่างแฝงอยู่ ผิวหนังของมันซีดเผือดจนแทบจะกลืนไปกับความมืดมิดของยามค่ำคืน เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็เก่าคร่ำคร่า ขาดวิ่นตามกาลเวลาที่ถูกฝังอยู่ใต้ผืนดิน


สิ่งที่ทำให้ลุงจ่างแทบจะสิ้นสติคือ เขาเห็นสุนัขวัดตัวหนึ่งถูกร่างนั้นจับเอาไว้ สุนัขตัวนั้นส่งเสียงร้องครวญครางอย่างน่าสงสาร ก่อนที่จะถูกร่างแข็งทื่อนั้นฉีกทึ้งกินสดๆ เลือดสีแดงฉานกระเซ็นไปทั่วบริเวณ ความสยดสยองตรงหน้าเกินกว่าที่มนุษย์ทั่วไปจะรับไหว ลุงจ่างต้องรีบหลบเข้าไปหลังพุ่มไม้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ๆ เขาจดจำคำสอนของครูบาอาจารย์ที่เคยสอนไว้ว่า หากเจอสิ่งผิดปกติเช่นนี้ ห้ามวิ่งหนีอย่างอุกอาจ ให้ตั้งสติและประเมินสถานการณ์ก่อน


ร่างที่กระโดดได้นั้นไม่สนใจอะไรอีกต่อไป มันยังคงยืนตัวแข็งทื่อ แล้วเริ่มกระโดดเคลื่อนที่ไปอีกทางหนึ่งอย่างช้าๆ ในความมืดมิด ลุงจ่างบอกว่าคืนนั้นไม่ใช่แค่ตัวเดียว เขามองเห็นเงาตะคุ่มๆ ที่มีลักษณะคล้ายกันปรากฏขึ้นมาอีกหลายร่าง ดูเหมือนพวกมันจะตื่นขึ้นมาพร้อมๆ กันจากหลุมศพที่อยู่ใกล้เคียงกัน เสียงกระโดดของพวกมันดัง “ตึง... ตึง... ตึง...” ไปตามพื้นดินอย่างต่อเนื่องในความเงียบ ทำให้ขนลุกซู่ไปทั้งตัว ลุงจ่างรับรู้ได้ทันทีว่านี่ไม่ใช่เรื่องธรรมดา นี่คือ “ซากเดินได้” ที่ตำนานเล่าขานกันมานับร้อยปี และตอนนี้พวกมันได้ปรากฏตัวขึ้นแล้ว


เมื่อความสยดสยองจางลงไปบ้าง ลุงจ่างรวบรวมสติทั้งหมด เขารีบกลับไปที่กุฏิของสัปเหร่อทันที มือไม้สั่นเทาขณะจุดเทียนไขและหยิบยันต์เก่าแก่ที่ครูบาอาจารย์เคยมอบให้มาถือไว้ ยันต์เหล่านั้นเป็นแผ่นผ้าสีเหลืองเขียนอักขระขอมโบราณด้วยหมึกสีแดงเลือด มันเป็นยันต์ที่ใช้สำหรับสะกดวิญญาณและควบคุมผีร้ายโดยเฉพาะ ลุงจ่างรู้ดีว่ายันต์พวกนี้ไม่ใช่ของเล่น และต้องใช้ด้วยความระมัดระวังสูงสุด


เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อแสงอรุณเริ่มสาดส่องเข้ามาในป่าช้า ลุงจ่างและสัปเหร่อรุ่นพี่อีกสองคนก็พากันออกสำรวจบริเวณหลุมศพอีกครั้ง ภาพที่เห็นคือร่องรอยของความเสียหาย หลุมศพบางหลุมมีรอยถูกขุดขึ้นมาอย่างน่าประหลาด สุนัขวัดหายไปหลายตัว และที่น่าตกใจที่สุดคือรอยเลือดที่แห้งกรังอยู่บนพื้นดินใกล้กับหลุมศพที่ลุงจ่างเห็นร่างกระโดดเมื่อคืน ยิ่งตอกย้ำว่าสิ่งที่เขาเห็นไม่ใช่เพียงแค่ภาพลวงตา


เหตุการณ์ในคืนนั้นไม่ใช่ครั้งเดียวที่เกิดเรื่องน่าสยดสยองขึ้น ลุงจ่างเล่าว่าหลังจากนั้น เหตุการณ์ซากเดินได้ออกอาละวาดก็เกิดขึ้นเป็นระยะๆ แต่ละครั้งก็สร้างความหวาดผวาให้กับชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียง เสียงหอนของสุนัขวัดกลายเป็นสัญญาณเตือนภัยยามค่ำคืน หากได้ยินเสียงนี้ ชาวบ้านจะรีบปิดประตูหน้าต่างให้แน่นหนา ไม่กล้าออกจากบ้านไปไหน เพราะกลัวว่าจะเป็นรายต่อไปที่ถูกซากเดินได้เหล่านั้นไล่ล่า


สัปเหร่ออย่างลุงจ่างและพรรคพวกจึงต้องหาวิธีรับมืออย่างจริงจัง พวกเขาปรึกษาหารือกับพระสงฆ์ผู้ใหญ่ในวัด และครูบาอาจารย์ผู้ทรงวิทยาคม ท่านเหล่านั้นได้แนะนำวิธีรับมือกับซากเดินได้เหล่านี้ ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลมาจากความเชื่อและตำนานการสะกดผีของชาวจีนโบราณ ที่เข้ามาผสมผสานกับความเชื่อของไทย


วิธีการหลักคือการใช้ "ยันต์สะกด" สัปเหร่อจะต้องนำยันต์ที่ผ่านการปลุกเสกแล้วไปปิดไว้ที่หน้าผากของศพที่เพิ่งนำมาฝังใหม่ หรือศพที่ดูมีอาการผิดปกติ เพื่อป้องกันไม่ให้วิญญาณกลับเข้าร่างและควบคุมให้ร่างนั้นลุกขึ้นมาอีก นอกจากนี้ ยังมีการใช้ข้าวสารเสกโรยรอบๆ บริเวณหลุมศพ หรือวางกิ่งทับทิมไว้ตามทางเดิน เพราะเชื่อว่าเป็นของที่ภูตผีปีศาจและซากเดินได้เกลียดกลัว


ในยามค่ำคืนที่เสียงสุนัขหอนโหยหวน ลุงจ่างและสัปเหร่อคนอื่นๆ ต้องถือตะเกียงพร้อมด้วยยันต์และมีดหมอ ออกเดินตรวจตราภายในป่าช้าด้วยความระมัดระวัง หากพบเห็นซากเดินได้ พวกเขาจะต้องรีบเข้าประชิดตัวอย่างรวดเร็ว แล้วใช้ยันต์ปิดลงบนหน้าผากของมันทันที การทำเช่นนี้จะทำให้ร่างนั้นสงบลงและไม่สามารถเคลื่อนไหวได้อีก ลุงจ่างเล่าว่าบางครั้งก็ต้องใช้แรงมหาศาลในการจับยึดร่างที่แข็งทื่อและมีพละกำลังผิดมนุษย์เหล่านั้น


เขาเคยเล่าถึงประสบการณ์ครั้งหนึ่งที่เกือบจะเอาชีวิตไม่รอด ในคืนที่ฝนตกหนัก ลมพัดแรงจนต้นไม้หักโค่น เสียงดังสนั่นไปทั่วป่าช้า ในคืนนั้นมีซากเดินได้หลายตัวหลุดออกมาพร้อมๆ กัน พวกมันไม่ได้เดินอย่างเชื่องช้า แต่เริ่มกระโดดเคลื่อนที่เร็วขึ้นกว่าปกติ ราวกับได้รับพลังจากฟ้าดิน ลุงจ่างและพรรคพวกต้องวิ่งไล่จับพวกมันท่ามกลางความมืดมิดและโคลนตม เขาถูกซากเดินได้ตัวหนึ่งกระโดดเข้าใส่จนล้มลงไปในหลุมศพเก่า โชคดีที่พรรคพวกเข้ามาช่วยไว้ได้ทัน เขาต้องใช้มีดหมอจี้ไปที่ร่างนั้นพร้อมบริกรรมคาถา แล้วรีบแปะยันต์ลงไปบนหน้าผากของมัน ร่างนั้นจึงแน่นิ่งไปในที่สุด


เรื่องราวของซากเดินได้ ป่าช้าวัดดอน ยังคงถูกเล่าขานกันมาเรื่อยๆ จนถึงทุกวันนี้ แม้ว่าป่าช้าแห่งนั้นจะไม่ได้เป็นที่หวาดผวาเหมือนในอดีตแล้ว แต่ตำนานที่ถูกถ่ายทอดจากปากต่อปากก็ยังคงฝังลึกอยู่ในจิตใจของผู้คน ทำให้เราได้ตระหนักถึงความเชื่อ ความศรัทธา และวิถีชีวิตของผู้คนในอดีต ที่ต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์


มันสะท้อนให้เห็นว่ามนุษย์เรานั้นมักจะหาทางทำความเข้าใจกับความกลัวและสิ่งเหนือธรรมชาติที่อยู่รอบตัวอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อเรื่องผีสางเทวดา หรือการใช้ยันต์และคาถาเพื่อปกป้องคุ้มครองตนเองจากภยันตรายต่างๆ เรื่องเล่าเหล่านี้ไม่เพียงแต่สร้างความบันเทิง แต่ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ที่คอยย้ำเตือนเราถึงความลึกลับของโลกใบนี้ ที่บางครั้งก็เกินกว่าจะหยั่งถึง


แม้ว่ากาลเวลาจะเปลี่ยนไป ป่าช้าวัดดอนจะกลายเป็นพื้นที่เจริญรุ่งเรือง แต่เรื่องราวของซากเดินได้ที่เคยออกอาละวาดในคืนเดือนมืด และความพยายามของสัปเหร่ออย่างลุงจ่างที่ต้องลงยันต์สะกดอย่างวุ่นวาย ก็ยังคงเป็นตำนานที่น่าสะพรึงกลัวและน่าจดจำ ซึ่งทำให้เราได้เรียนรู้ว่า ไม่ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนไปแค่ไหน มนุษย์ก็ยังคงมีความผูกพันกับความเชื่อและความเร้นลับที่อยู่รายรอบตัวเราเสมอค่ะ เมื่อเราได้รู้เรื่องราวของซากเดินได้แห่งป่าช้าวัดดอนแล้ว ในตอนถัดไปเราจะมาเจาะลึกถึงเบื้องลึกเบื้องหลังของความเชื่อเรื่องผีกัด หรือเจียงซือของชาวจีนโบราณ ที่ส่งอิทธิพลต่อตำนานของไทยเรา ว่ามีความเป็นมาอย่างไร และมีพิธีกรรมหรือวิธีป้องกันอย่างไรบ้างค่ะ

0 $type={blogger}:

แสดงความคิดเห็น

👻 ฟังเรื่องหลอน
✅ รองรับ PC & Mobile
พร้อมใช้งาน
ขับเคลื่อนโดย Blogger.

ผู้ติดตาม

สั่งกล่องพัสดุ 750 ส่งฟรี

✨ 750 ส่งฟรี ✨
โลโก้ ตุ้ยคุ้ยเรื่องหลอน

บทความ

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

**คนออนไลน์:** ...
ตุ้ยคุ้ยเรื่องหลอน: รวมเรื่องผี เรื่องเล่าสยองขวัญ และตำนานอาถรรพ์ © 2013 Published By Gooyaabi Templates Supported by Best Blogger Templates and Premium Blog Templates - Web Design