เรื่องราวที่เรากำลังจะเล่าให้ฟังนี้ ไม่ใช่เพียงนิทานปรัมปราที่เล่าขานกันมา แต่เป็นเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นจริงในดินแดนอันห่างไกล แฝงเร้นอยู่ในความเงียบของป่าลึก เรื่องราวที่สะท้อนถึงความโลภของมนุษย์ และพลังลึกลับของธรรมชาติที่ไม่อาจลบหลู่ได้
ย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน ในยุคที่ธุรกิจค้าไม้ยังรุ่งเรืองเฟื่องฟู มีกลุ่มนายหน้าค้าไม้กลุ่มหนึ่งประกอบไปด้วยชายฉกรรจ์เก้าคน แต่ละคนล้วนเจนจัดในเรื่องการเจรจา ซื้อขาย และรู้จักช่องทางในการทำมาหากินในธุรกิจสีเขียวนี้ดี แต่สิ่งที่พวกเขามีร่วมกันไม่ใช่แค่ความเชี่ยวชาญในวิชาชีพ หากแต่เป็นความทะเยอทะยานที่ไม่สิ้นสุด และความมืดบอดจากความโลภที่พร้อมจะก้าวข้ามทุกเส้นแบ่ง
หัวหน้ากลุ่มคือคุณสมศักดิ์ ชายวัยกลางคนรูปร่างสันทัด ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มเจรจา แต่แววตาซ่อนเร้นความเด็ดขาด เขาเป็นผู้ริเริ่มแผนการครั้งนี้ แผนการที่จะนำพาทุกคนเข้าสู่ป่าต้องห้าม ป่าที่ชาวบ้านพากันร่ำลือว่าเป็นที่สถิตของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เจ้าป่าเจ้าเขา และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เจ้าแม่ตะเคียนผู้พิทักษ์ผืนป่าแห่งนี้ คุณสมศักดิ์ได้รับข่าวกรองมาว่า ในป่าลึกสุดหยั่งถึงนั้น มีไม้หอมชนิดหนึ่งที่หายากยิ่ง และมีราคาสูงลิบลิ่ว หากได้มาแม้เพียงท่อนเดียว ก็อาจเปลี่ยนชีวิตทุกคนให้กลายเป็นเศรษฐีได้ในพริบตา
"ฟังนะทุกคน นี่คือโอกาสทองของเรา" คุณสมศักดิ์เอ่ยเสียงเรียบ แต่เต็มไปด้วยอำนาจในเพิงพักชั่วคราวใกล้แนวป่า "ไม้หอมชนิดนี้ไม่ได้หาได้ง่ายๆ ตามท้องตลาด และมูลค่าของมันจะทำให้เราไม่ต้องทำงานหนักไปอีกหลายปี"
คุณชัย หนึ่งในสมาชิกที่ดูจะมีสติสัมปชัญญะที่สุดในกลุ่ม เริ่มแสดงความกังวล "คุณสมศักดิ์ครับ เราแน่ใจแล้วเหรอว่านี่เป็นความคิดที่ดี ป่าแห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องความอาถรรพ์นะครับ ชาวบ้านถึงกับสาบานว่าจะไม่มีใครเหยียบย่างเข้าไปเลย"
"เชื่อเรื่องงมงายพวกนั้นทำไมคุณชัย" คุณมานพ ชายร่างใหญ่ผู้มีแต่เรื่องเงินทองอยู่ในหัว สวนขึ้นทันควัน "เรามาทำธุรกิจ ไม่ได้มาแสวงบุญ เจ้าป่าเจ้าเขาอะไรนั่นมันมีจริงที่ไหนกันเล่า มีแต่ป่ากับไม้ให้เราตัด"
เสียงคัดค้านจากคุณชัยจมหายไปท่ามกลางเสียงสนับสนุนและเสียงหัวเราะครื้นเครงของคนอื่นๆ ที่มองเห็นแต่เงินกองโตอยู่ตรงหน้า พวกเขามองข้ามคำเตือน มองข้ามความเชื่อดั้งเดิม และมองข้ามความศักดิ์สิทธิ์ของผืนป่าไปอย่างสิ้นเชิง
การเดินทางเริ่มต้นขึ้นภายใต้แสงจันทร์ที่ส่องสลัว พวกเขาพยายามหลีกเลี่ยงเส้นทางหลักที่ชาวบ้านใช้ และเลือกเส้นทางที่รกทึบกว่า เพื่อไม่ให้ใครสังเกตเห็น นายหน้าทั้งเก้าคนแบกสัมภาระที่จำเป็น ทั้งอาหาร น้ำดื่ม อุปกรณ์เดินป่า และที่สำคัญที่สุดคืออุปกรณ์สำหรับการตัดไม้ คุณแดง ชายหนุ่มที่อายุน้อยที่สุดในกลุ่ม ดูท่าทางกระสับกระส่ายมาตั้งแต่ก้าวแรกที่เท้าสัมผัสผืนป่า ท่ามกลางเสียงจักจั่นเรไรและเงาไม้ที่โยกไหวตามแรงลม เขาพยายามมองข้ามความรู้สึกไม่สบายใจนั้นไป
ลึกเข้าไปในป่า ความรู้สึกวังเวงก็เริ่มกัดกินจิตใจของทุกคน ต้นไม้สูงใหญ่เสียดฟ้า โอบล้อมรอบกายจนแทบมองไม่เห็นแสงตะวัน กลิ่นดิน กลิ่นใบไม้เน่า และกลิ่นอับชื้นผสมผสานกันเป็นกลิ่นเฉพาะของป่าลึกที่ชวนให้รู้สึกอึดอัด ในช่วงกลางวัน แม้แสงแดดจะส่องลงมาได้เพียงรำไร แต่ความอบอ้าวก็ยังคงอยู่ ไอความชื้นระเหยขึ้นมาจากพื้นดิน ปกคลุมไปทั่วบริเวณ สายตาของทุกคนพยายามมองหาเป้าหมาย นั่นคือต้นไม้หอมที่เล่าลือกัน
หลังจากเดินป่าอยู่วันครึ่ง ในที่สุดพวกเขาก็เจอสิ่งที่ตามหา ต้นไม้ขนาดใหญ่ลำต้นสูงตรง แตกกิ่งก้านสาขาแผ่กว้างปกคลุมผืนป่า รากของมันหยั่งลึกและแผ่ขยายออกไปจนดูราวกับเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาที่กำลังหลับใหลอยู่ กลิ่นหอมจางๆ ลอยมาตามลม สร้างความตื่นเต้นระคนโลภในดวงตาของนายหน้าทุกคน
"นี่แหละใช่เลย! กลิ่นแบบนี้ไม่มีผิดแน่" คุณสมศักดิ์อุทานด้วยความยินดี เขามองต้นไม้อย่างพินิจพิเคราะห์ ราวกับมองทองคำกองมหึมา
คุณมานพก้าวเข้าไปใกล้ต้นไม้ พลางยกขวานขึ้นเตรียมจะฟันลงไป "อย่ารอช้าเลยครับ เราจัดการมันให้เร็วที่สุดเถอะ"
"เดี๋ยวคุณมานพ" คุณแดงร้องห้าม "ผมรู้สึกแปลกๆ นะครับ ต้นไม้นี้มันดู...เก่าแก่มาก และรู้สึกเหมือนมีบางอย่างเฝ้ามองเราอยู่เลย"
"เหลวไหล! แกนี่มันขี้ขลาดเกินไปแล้วไอ้หนู" คุณมานพไม่ฟังเสียง เขาเงื้อขวานขึ้นสูง แล้วฟันลงไปที่ลำต้นของต้นไม้นั้นอย่างแรง เสียงขวานกระทบเนื้อไม้ดังสนั่นก้องไปทั่วป่า ไม่ใช่แค่ครั้งเดียว แต่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ละครั้งที่ขวานฟาดลงไป เนื้อไม้ก็ค่อยๆ แตกออก เผยให้เห็นเนื้อไม้สีเหลืองทองที่เปล่งประกายเรืองรองและส่งกลิ่นหอมฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ
ขณะที่คุณมานพกำลังง่วนอยู่กับการฟันต้นไม้ คุณชัยสังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่โคนต้นไม้ รากของมันดูคล้ายรูปทรงของหญิงสาวที่กำลังนอนหลับใหล ใบหน้าของเธอสงบนิ่ง ดวงตาหลับพริ้ม แต่กลับให้ความรู้สึกศักดิ์สิทธิ์อย่างน่าประหลาดใจ รากเหล่านั้นถูกพันด้วยผ้าแพรสีขาวผืนเก่าที่ผุพังไปตามกาลเวลา พร้อมด้วยพวงมาลัยดอกไม้แห้งกรังที่เคยถูกถวายบูชามานานแล้ว
"คุณสมศักดิ์! นี่มัน...มันไม่ใช่แค่ต้นไม้ธรรมดานะครับ ดูสิ" คุณชัยพยายามชี้ให้ทุกคนดู แต่ความตื่นเต้นและเสียงขวานที่ฟาดฟันอย่างไม่หยุดยั้ง ทำให้ไม่มีใครสนใจเขาเลย
ทันใดนั้นเอง ลมกระโชกแรงก็พัดมาอย่างรุนแรง พัดพาเศษใบไม้และดินทรายปลิวว่อนไปทั่ว ต้นไม้รอบข้างสั่นไหวอย่างบ้าคลั่ง เสียงครืนครืนก้องกังวานราวกับผืนป่ากำลังคำรามด้วยความโกรธ คุณมานพที่กำลังฟันต้นไม้อยู่ก็สะดุ้ง เขาสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากพื้นดิน และความหนาวเหน็บที่แผ่ซ่านเข้ามา แม้ในสภาพอากาศที่อบอ้าวก็ตาม
คุณสมศักดิ์ตัดสินใจว่าพอแล้วสำหรับวันนี้ "หยุดก่อนทุกคน! พักก่อน คืนนี้เราจะพักที่นี่ แล้วพรุ่งนี้ค่อยมาจัดการกันต่อ"
ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางและการฟันไม้เริ่มกัดกินร่างกาย พวกเขากางเต็นท์เก้าหลังกระจายตัวอยู่ไม่ห่างจากต้นไม้หอมนั้นนัก ก่อกองไฟขนาดเล็กเพื่อทำอาหารและให้ความอบอุ่น
หลังจากรับประทานอาหารเย็น แต่ละคนก็แยกย้ายกันเข้าเต็นท์ของตัวเอง ความเหน็ดเหนื่อยทำให้หลายคนผล็อยหลับไปในเวลาอันรวดเร็ว ทว่าคุณแดงกลับนอนไม่หลับ เขารู้สึกถึงบางอย่างที่ผิดปกติ ความเงียบในป่าลึกนั้นผิดธรรมชาติ มันไม่ใช่ความเงียบสงบ แต่เป็นความเงียบที่กดดัน ราวกับกำลังมีใครบางคนจับจ้องอยู่จากที่ใดที่หนึ่ง
ผ่านไปไม่นาน เสียงแปลกๆ ก็เริ่มดังขึ้น มันเป็นเสียงกรีดร้องแผ่วเบาที่ดังมาจากในป่าลึก คล้ายเสียงลมครวญครางยามพัดผ่านช่องเขา แต่กลับฟังดูเหมือนเสียงของหญิงสาวที่กำลังโหยหวนด้วยความเจ็บปวด คุณแดงสะดุ้งตื่น เขานอนนิ่งอยู่ในเต็นท์ พยายามรวบรวมสติ และคิดว่าอาจเป็นเพียงเสียงของสัตว์ป่า
แต่แล้ว เสียงนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ชัดเจนขึ้นและใกล้เข้ามากว่าเดิม คล้ายเสียงกรีดร้องที่ยาวนานและเต็มไปด้วยความแค้น เสียงนั้นวนเวียนอยู่รอบเต็นท์ของพวกเขา ราวกับกำลังวนเวียนหาทางเข้ามา
คุณแดงได้ยินเสียงกระสับกระส่ายจากเต็นท์ข้างๆ นั่นคือเต็นท์ของคุณชัย คุณสมศักดิ์ และคุณมานพ ต่างคนต่างพยายามหลับตาข่มนอน แต่ก็ไม่มีใครหลับลงได้ง่ายๆ ในสภาพเช่นนี้
แล้วความน่าสะพรึงกลัวที่แท้จริงก็เริ่มต้นขึ้น เสียงกรีดร้องนั้นเริ่มเปลี่ยนเป็นเสียงหัวเราะเยาะเย้ย หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง สลับกับเสียงครวญครางที่น่าเวทนา เสียงนั้นดังวนเวียนไปมาจนยากจะระบุทิศทาง ทำให้ทุกคนรู้สึกเหมือนถูกล้อมกรอบ
ภายในเต็นท์แต่ละหลัง ความตึงเครียดเพิ่มขึ้นถึงขีดสุด คุณแดงจับขวานที่วางอยู่ข้างตัวแน่น เหงื่อเย็นเยียบไหลไปตามแผ่นหลัง เสียงกรีดร้องนั้นเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ จนเกือบจะแปรเปลี่ยนเป็นเสียงคำรามที่ดุดัน
จู่ๆ เสียงกรีดร้องอันโหยหวนก็ดังขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้ มันมาจากภายในเต็นท์หลังหนึ่ง นั่นคือเต็นท์ของคุณมานพ เสียงกรีดร้องนั้นเต็มไปด้วยความเจ็บปวดสุดจะทนทาน และตามมาด้วยเสียงฉีกขาดของผ้าใบเต็นท์อย่างรุนแรง
"เกิดอะไรขึ้น!" คุณสมศักดิ์ตะโกนออกมาจากเต็นท์ของตัวเอง "คุณมานพ! ตอบผมหน่อย!"
แต่ไม่มีเสียงตอบรับ มีเพียงเสียงร้องครวญครางเบาๆ และเสียงการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติภายในเต็นท์ของมานพเท่านั้น
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วครู่ ก่อนที่เสียงกรีดร้องจะดังขึ้นอีกครั้ง จากเต็นท์อีกหลัง และอีกหลัง ไล่เรียงกันไปราวกับโรคระบาด เสียงนั้นไม่ใช่เสียงของสิ่งลึกลับอีกต่อไป แต่มันคือเสียงกรีดร้องของมนุษย์ เสียงของเพื่อนร่วมทางของพวกเขาเอง แต่ละเสียงเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ความเจ็บปวด และความสิ้นหวัง
คุณแดงตัวสั่นเทิ้มด้วยความกลัว เขากระชับขวานแน่น มือเย็นเฉียบ หัวใจเต้นรัวจนแทบหลุดออกมาจากอก เขามองไปรอบๆ เต็นท์เล็กๆ ของตัวเอง รู้สึกได้ถึงบรรยากาศที่หนักอึ้ง ราวกับมีบางสิ่งมองเขาอยู่จากทุกมุมมืด
แล้วเขาก็ได้ยินเสียงกรีดผ้าดังขึ้นใกล้ๆ เสียงนั้นดังมาจากด้านหน้าของเต็นท์เขาเอง เป็นเสียงกรีดผ้าใบเต็นท์จากข้างใน!
คุณแดงไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เขาเห็นเงาดำทะมึนบางอย่างขยับอยู่ข้างหน้าเขา แต่ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นอะไร เขาพยายามกรีดร้อง แต่เสียงกลับติดอยู่ที่ลำคอ ความกลัวเข้าครอบงำจนร่างกายชาไปหมด เขาเห็นว่าผ้าใบเต็นท์ถูกกรีดออกเป็นแนวทะแยงราวกับถูกของมีคมเฉือนคมกริบจากภายใน และผ่านไปไม่นาน... ทุกสิ่งก็เงียบงันลงอีกครั้ง
รุ่งเช้า แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องลงมายังผืนป่าที่ยังคงดูเงียบสงบ แต่ความเงียบนั้นแตกต่างจากเมื่อคืนราวกับคนละโลก ความเงียบที่ไร้เสียงร้องของนก ไร้เสียงเรไรของแมลง มีเพียงความเงียบงันที่น่าขนลุก
ชาวบ้านที่บังเอิญผ่านมาเห็นกลุ่มควันจากกองไฟที่มอดดับลงไปแล้ว และรู้สึกผิดสังเกต จึงตัดสินใจเข้าไปดูใกล้ๆ สิ่งที่พวกเขาพบทำให้เลือดในกายแข็งตัว
นายหน้าค้าไม้ทั้งเก้าคนนอนเสียชีวิตกระจัดกระจายเกลื่อนบริเวณที่กางเต็นท์ บางคนนอนคว่ำหน้าติดกับพื้นดิน บางคนนอนหงายตาเบิกโพลงมองเพดานป่าที่ว่างเปล่า เต็นท์ทุกหลังถูกกรีดเป็นแนวยาวจากด้านใน บางเต็นท์ถูกกรีดจนขาดวิ่นราวกับถูกแรงมหาศาลฉีกกระชาก บางเต็นท์มีรอยกรีดเป็นแนวเล็กๆ แต่ลึกคมกริบ ราวกับถูกของมีคมกรีดออกด้วยความบ้าคลั่งเพื่อหนีอะไรบางอย่างที่อยู่ข้างใน เหมือนแต่ละคนพยายามจะหนีเอาชีวิตรอดจากสิ่งที่อยู่ภายในเต็นท์ของตัวเอง แต่ก็หนีไม่พ้น
สภาพศพแต่ละคนนั้นชวนให้สยดสยอง บางศพลิ้นหายไปอย่างลึกลับ ราวกับถูกดึงออกมาจากลำคอ ไม่มีร่องรอยของการฉีกขาดหรือบาดแผลใดๆ รอบปาก หรือรอบลำคอ ราวกับลิ้นนั้นหายไปเองอย่างมหัศจรรย์ บางศพผิวหนังไหม้เกรียมเป็นสีดำคล้ำทั้งที่ไม่มีร่องรอยการถูกไฟไหม้ที่บริเวณใดๆ เลย แม้กระทั่งเสื้อผ้าที่สวมใส่ก็ยังคงสภาพสมบูรณ์ ไม่ถูกไฟเผา ไม่มีกลิ่นไหม้ ไม่มีขี้เถ้า ไม่มีควันไฟ นี่เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่สามารถหาคำอธิบายได้ด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ใดๆ
ชาวบ้านที่พบเห็นเหตุการณ์ต่างพากันสาปแช่งและร่ำลือถึงเรื่องอาถรรพ์ของป่าแห่งนี้อย่างโกลาหล พวกเขาเชื่ออย่างสนิทใจว่ากลุ่มนายหน้าค้าไม้กลุ่มนี้ต้องไปลบหลู่เจ้าป่าเจ้าเขา หรือไม่ก็ถูกเจ้าแม่ตะเคียนลงโทษอย่างสาสม เพราะพวกเขาได้บุกรุกเข้าไปในเขตหวงห้าม ทำลายต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ด้วยความโลภ ทำให้วิญญาณผู้พิทักษ์ป่าพิโรธและมาทวงคืนสิ่งที่ถูกช่วงชิงไป
เรื่องราวของคณะนายหน้าค้าไม้เก้าคน ที่จบชีวิตลงอย่างปริศนาและน่าสยดสยองในป่าต้องห้าม ได้กลายเป็นตำนานเล่าขานสืบต่อกันมาในหมู่ชาวบ้าน เป็นเครื่องเตือนใจถึงความศักดิ์สิทธิ์ของธรรมชาติ พลังลึกลับที่ไม่อาจมองเห็นด้วยตาเปล่า และบทเรียนราคาแพงของความโลภที่บดบังปัญญา การไม่เคารพยำเกรงต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์และการรุกรานธรรมชาติ อาจนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ไม่อาจคาดเดา และยากเกินกว่ามนุษย์จะรับไหว
ผืนป่าแห่งนั้นยังคงดำรงอยู่ ต้นไม้หอมยังคงตั้งตระหง่าน แม้จะมีร่องรอยการถูกทำลายจากความโลภของมนุษย์ แต่ธรรมชาติก็ยังคงฟื้นตัวและเฝ้ารอคอย เพื่อที่จะเป็นผู้พิพากษาและลงทัณฑ์ผู้ที่บังอาจคิดจะทำลายมันต่อไป ความสงบเงียบของป่าในวันนี้ อาจไม่ใช่ความสงบที่แท้จริง แต่อาจเป็นเพียงการพักรอ การเฝ้ารอคอยวันที่ความโลภของมนุษย์จะกลับมาเยือนอีกครั้ง และนำมาซึ่งบทลงโทษอันน่าสะพรึงกลัวครั้งใหม่ ที่รอคอยอยู่ในความมืดมิดของป่าลึกแห่งนั้น.
0 $type={blogger}:
แสดงความคิดเห็น