ลมหนาวพัดโชยมาเป็นระลอกในค่ำคืนวันพระจันทร์เต็มดวง แสงนวลอ่อนทาบทับลงบนเรือนไม้สักเก่าแก่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ริมคลองมาหลายชั่วอายุคน คุณยายสร้อยนั่งก้มหน้าก้มตาเคี้ยวหมากอยู่ในห้องโถงใหญ่ พลางมองเลยออกไปยังชานเรือนที่มืดสลัว สายตาพร่าเลือนตามวัยแต่ก็ยังคงความเฉียบคมเมื่อยามเผชิญสิ่งเร้นลับ
"นวล...วันนี้วันพระใหญ่ ให้ระวังตัวหน่อยนะลูก" เสียงแหบพร่าของคุณยายดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบงัน มีเพียงเสียงจิ้งหรีดที่ร้องระงมมาจากพุ่มไม้ใกล้รั้ว
แม่นวล ลูกสาวคนเดียวของคุณยายสร้อย วางถ้วยน้ำชาที่ชงให้แม่แล้วเดินมาทรุดตัวลงนั่งข้างๆ "ระวังอะไรคะแม่? ขโมยก็ไม่เคยมีแถวบ้านเรานี่นา" เธอพูดพลางยิ้มขำเล็กน้อย ด้วยความที่เป็นคนทันสมัย เติบโตมาในเมืองกรุง ความเชื่อเรื่องผีสางเทวดาจึงเป็นเรื่องไกลตัว แต่เมื่อต้องกลับมาดูแลแม่ที่บ้านสวนหลังเก่านี้ เธอก็ได้สัมผัสกับบรรยากาศที่ยากจะหาคำอธิบายในทางวิทยาศาสตร์อยู่บ่อยครั้ง
คุณยายสร้อยส่ายหน้าช้าๆ เคี้ยวหมากดังจั๊บๆ "ไม่ใช่ขโมยหรอกลูก... มันเป็นเรื่องของพวกที่ไม่มีที่ไป พวกวิญญาณเร่ร่อนน่ะ โดยเฉพาะกุมารทองที่โดนทิ้งขว้างน่ะ ตัวดีเลยเชียวแหละ"
แม่นวลเลิกคิ้วเล็กน้อย "กุมารทองที่โดนทิ้งเหรอคะ? มีแบบนั้นด้วยหรือคะแม่"
"มีสิลูก... เยอะแยะไปหมด พวกคนสมัยก่อนบางคน เขามีคาถาวิชาอาคม เสกสร้างกุมารทองขึ้นมาเพื่อช่วยทำมาค้าขาย หรือคุ้มครองบ้านเรือน แต่พอได้มาแล้วบางคนก็เลี้ยงดูอย่างดี บางคนก็ได้ไปเพราะความคึกคะนอง หรืออยากได้ของขลัง พอเบื่อแล้วก็ทิ้งขว้าง ปล่อยปละละเลย ไม่ให้อาหาร ไม่ดูแลเหมือนเดิม พวกกุมารทองที่ถูกทอดทิ้งเหล่านี้ วิญญาณมันจะวนเวียนอยู่อย่างหิวโหย แล้วมันก็จะออกหากินเอง... ยิ่งคืนวันพระแบบนี้ พลังงานมันแรงกล้า มันจะออกมาปรากฏกายให้เห็นชัดเจนกว่าวันอื่น" คุณยายพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง แววตาที่มองออกไปนอกชานเรือนเต็มไปด้วยความกังวล
แม่นวลพยักหน้าหงึกๆ แม้จะไม่ค่อยเชื่อนัก แต่ก็รับฟังด้วยความเคารพในคำพูดของผู้เป็นแม่ "แล้วมันจะออกมาในรูปแบบไหนคะแม่"
"มันก็จะมาในรูปลักษณ์ของเด็กเล็กๆ หัวจุกบ้าง หัวแกละบ้าง คอยมาเรียกขอข้าวกิน... แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ลูกมองหน้ามันชัดๆ แล้วเห็นว่าตาของมันเป็นสีดำสนิท ไม่มีตาขาวเลย นั่นแหละ อย่าได้ตอบรับ หรือเชิญมันขึ้นบ้านเชียวนา ไม่อย่างนั้นมันจะขึ้นมาสิงสู่ แล้วก็จะกินเครื่องในเราหมด" คุณยายสร้อยเน้นย้ำคำเตือนด้วยน้ำเสียงดุดันผิดจากปกติ
เสียงลมที่พัดกระโชกแรงขึ้น ทำให้ประตูไม้สักบานหนึ่งที่ไม่ได้ล็อกไว้สนิท เปิดแง้มออกเล็กน้อย เกิดเสียงเอี๊ยดอ๊าดชวนขนลุก แม่นวลลุกขึ้นเดินไปปิดประตูลั่นดาลให้แน่นหนา หัวใจเต้นระส่ำเล็กน้อยกับเรื่องเล่าที่ชวนให้จินตนาการไปไกล
คืนนั้นหลังจากที่คุณยายสร้อยเข้านอนไปแล้ว แม่นวลก็ยังคงนั่งอ่านหนังสืออยู่ในห้องโถง กะว่าจะรอจนดึกสงัดแล้วค่อยขึ้นนอน เพื่อให้แน่ใจว่าบ้านเรือนปิดมิดชิดดีแล้ว เธอนั่งอ่านไปได้ไม่นาน จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงแผ่วเบามาจากทางรั้วไม้หน้าบ้าน
"แม่จ๋า... ขอข้าวกินหน่อย"
เสียงนั้นใสซื่อเหมือนเสียงเด็กน้อยจริงๆ แม่นวลชะงักมือที่กำลังจะพลิกหน้ากระดาษ หัวใจเริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะ นี่เธอคิดไปเองหรือเปล่า? เธอลองตั้งใจฟังอีกครั้ง
"แม่จ๋า... หิวจังเลย... ขอข้าวกินหน่อยได้ไหมจ๊ะ" เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ชัดเจนกว่าเดิม เป็นเสียงเล็กๆ สองเสียงประสานกันแผ่วเบา ราวกับเด็กน้อยสองคนกำลังยืนเกาะรั้วมองเข้ามาในบ้าน
แม่นวลค่อยๆ ลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่างไม้ซึ่งมีม่านโปร่งบางปิดกั้นอยู่ เธอค่อยๆ แง้มผ้าม่านออกเล็กน้อย สายตาจ้องมองผ่านความมืดออกไปยังรั้วไม้เก่าๆ ที่อยู่ไม่ไกลจากหน้าต่าง
และแล้วเธอก็เห็น!
เด็กชายตัวเล็กสองคน รูปร่างผอมโซ แต่งกายคล้ายเด็กสมัยก่อน สวมโจงกระเบนสีตุ่นๆ คนหนึ่งผมจุก อีกคนผมแกละ กำลังยืนเกาะรั้วไม้ มองตรงเข้ามาในบ้าน แสงจันทร์สาดส่องลงมาต้องร่างซีดเซียวของเด็กทั้งสองอย่างพอดิบพอดี เผยให้เห็นใบหน้าเรียบเฉย ไร้อารมณ์ใดๆ
"แม่จ๋า... ขอข้าวกินหน่อย... เราหิวเหลือเกิน" เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง แผ่วเบาแต่ก้องกังวานอยู่ในความเงียบงันของราตรี
แม่นวลรู้สึกเย็นยะเยือกไปทั้งตัว ไม่ใช่เพราะลมหนาว แต่เป็นเพราะภาพที่เห็นตรงหน้า เด็กทั้งสองคนนั้นมีใบหน้าซีดเผือก เหมือนคนไม่มีเลือดฝาด ดวงตาของพวกเขานั้น... เธอหรี่ตาลงมองให้ชัดขึ้น แล้วลมหายใจก็สะดุดกึก ภาพที่เห็นคือดวงตาสีดำสนิท ไม่มีตาขาว ไม่มีแววตาใดๆ เลย ราวกับมีหลุมดำสองหลุมประทับอยู่บนใบหน้าซีดเซียวคู่นั้น
คำพูดของคุณยายสร้อยผุดขึ้นมาในหัวทันที "ถ้าเมื่อไหร่ที่ลูกมองหน้ามันชัดๆ แล้วเห็นว่าตาของมันเป็นสีดำสนิท ไม่มีตาขาวเลย นั่นแหละ อย่าได้ตอบรับ หรือเชิญมันขึ้นบ้านเชียวนา"
แม่นวลยืนนิ่งราวกับถูกสาป เธอมองจ้องเด็กทั้งสองคนผ่านผ้าม่านที่แง้มอยู่ ความรู้สึกทั้งกลัว สงสาร และหวาดระแวงปะปนกันไปหมด เด็กน้อยเหล่านี้ดูน่าเวทนาเหลือเกิน แต่ความผิดปกติในดวงตานั้นทำให้เธอรู้ว่านี่ไม่ใช่เด็กธรรมดา
"แม่จ๋า... เปิดประตูให้เราหน่อย... เราอยากเข้าไปในบ้านจัง" เสียงนั้นยังคงดังอย่างต่อเนื่อง คราวนี้เหมือนจะใกล้เข้ามาอีกนิด ราวกับว่าเด็กทั้งสองเริ่มขยับตัวเข้ามาใกล้รั้วบ้านมากขึ้นเรื่อยๆ
หัวใจของแม่นวลเต้นรัวจนแทบจะทะลุออกมาจากอก เธอรู้สึกเหมือนมีมือที่มองไม่เห็นมาบีบรัดคอหอย ให้ตอบรับเสียงเรียกนั้น ให้เปิดประตูออกไป แต่จิตใต้สำนึกส่วนลึกก็ตะโกนก้องเตือนเธอว่า "ไม่นะ! อย่าได้ทำ!"
เธอรีบปิดผ้าม่านกลับเข้าที่เดิม แล้วถอยหลังออกมาจากหน้าต่างอย่างรวดเร็ว เหงื่อกาฬผุดพรายเต็มหน้าผาก เธอมองไปรอบๆ ห้องโถงที่มืดมิด มีเพียงแสงสลัวจากตะเกียงน้ำมันที่ให้ความสว่างเพียงน้อยนิด ความรู้สึกเย็นเยือกยังคงเกาะกุมอยู่ทั่วร่าง
เสียงเรียกนั้นเงียบหายไปแล้ว แต่ความรู้สึกว่ามีบางสิ่งจ้องมองเธออยู่จากภายนอกบ้านยังคงไม่จางหายไป แม่นวลรู้ดีว่าเธอไม่ควรตอบสนองอะไร เธอเดินไปตรวจตราประตูหน้าต่างทุกบานอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าปิดสนิทดีแล้วทุกซอกทุกมุม แม้จะรู้สึกว่าลมหายใจติดขัด หัวใจเต้นผิดจังหวะ แต่เธอก็พยายามสงบสติอารมณ์ให้มากที่สุด
ตลอดทั้งคืนนั้น แม่นวลไม่สามารถข่มตาหลับได้เลย ทุกครั้งที่ลมพัดแรงจนเกิดเสียงดัง หรือมีเสียงกิ่งไม้กระทบกับหลังคา เธอก็จะสะดุ้งตื่นด้วยความหวาดระแวง พลางจินตนาการถึงดวงตาสีดำสนิทคู่ใหญ่ที่จ้องมองมา ในความเงียบสงัด เธอยังได้ยินเสียงกระซิบแผ่วๆ ราวกับลมหายใจรวยรินอยู่ใกล้หู "แม่จ๋า... หิวเหลือเกิน... ขอข้าวกินหน่อย"
รุ่งเช้าเมื่อแสงตะวันสาดส่องเข้ามาในบ้าน ความกลัวในคืนที่ผ่านมาก็ค่อยๆ จางหายไป แต่ความหนักอึ้งในใจยังคงอยู่ คุณยายสร้อยตื่นลงมาแต่เช้าตรู่ เห็นแม่นวลนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ด้วยใบหน้าซีดเซียว ก็รู้ได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น
"เมื่อคืนมันมาหาใช่ไหมลูก" คุณยายถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
แม่นวลพยักหน้าช้าๆ "ค่ะแม่... มันมาเรียกขอข้าวกินจริงๆ ด้วย... ตาเป็นสีดำสนิทตามที่แม่บอกเลยค่ะ"
คุณยายสร้อยถอนหายใจยาว "นั่นแหละลูกเอ๊ย... พวกมันน่าสงสารนะ โดนเจ้าของทิ้งขว้างวิญญาณก็เลยเร่ร่อนหิวโหย แต่เราก็ไม่สามารถรับมันขึ้นบ้านได้ เพราะถ้ามันเข้ามาได้แล้ว มันจะไม่ใช่แค่วิญญาณหิวโหยธรรมดา แต่มันจะเข้ามาสิงสู่และกินเครื่องในเราหมด"
"แล้วเราจะทำยังไงดีคะแม่ ถ้ามันยังกลับมาอีก" แม่นวลถามด้วยความกังวล
"ก็ต้องทำบุญให้มันน่ะสิลูก ทำบุญไปให้พวกวิญญาณเร่ร่อนทั้งหลายให้มันได้อิ่มหนำสำราญ มันจะได้ไม่ต้องมาเร่ร่อนขอส่วนบุญหรือของกินจากคนเป็นๆ แบบนี้" คุณยายสร้อยพูดพลางลุกขึ้นเดินไปที่หิ้งพระ หยิบพวงมาลัยเก่าๆ ที่ถวายพระไว้เมื่อวานลงมา ก่อนจะหันมามองแม่นวลด้วยแววตาจริงจัง "แต่สิ่งสำคัญที่สุดนะลูก คือเราต้องมีสติ เราต้องเข้าใจว่าพวกกุมารทองที่โดนทอดทิ้งน่ะ มันไม่ได้มาในรูปแบบที่เราเห็นในละครหรือในหนังที่น่ารักน่าเอ็นดูเสมอไป บางทีมันก็มาในรูปแบบที่น่าเวทนา แต่แฝงไว้ด้วยอันตรายใหญ่หลวง เพราะพวกมันไม่มีเจ้าของ ไม่มีคนคอยควบคุม มันทำทุกอย่างเพื่อความอยู่รอดของวิญญาณตัวเอง"
แม่นวลนึกย้อนไปถึงความรู้สึกเมื่อคืน ความกดดันที่เหมือนมีบางสิ่งกำลังพยายามบงการให้เธอทำตามคำขอของเด็กเหล่านั้น "แล้วทำไมถึงมีคนทิ้งขว้างกุมารทองได้ลงคอคะแม่ ถ้ามันอันตรายขนาดนี้"
"เพราะความไม่รู้ไงลูก... หรือไม่ก็เลี้ยงดูด้วยความไม่รับผิดชอบ บางคนก็เลี้ยงไปตามกระแส พอไม่ได้ดังใจ หรือไม่ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ ก็ทอดทิ้งไป ไม่ได้คิดถึงผลที่จะตามมาว่าวิญญาณที่ถูกทอดทิ้งนั้นมันจะไปไหน มันจะทำอะไร" คุณยายสร้อยตอบด้วยน้ำเสียงเนิบนาบแต่แฝงไปด้วยความเสียใจ
หลังจากวันนั้น แม่นวลก็เปลี่ยนไป เธอเริ่มใส่ใจในเรื่องการทำบุญทำทานมากขึ้น ไม่ใช่แค่ทำตามประเพณี แต่ทำด้วยความเข้าใจและศรัทธาที่มาจากใจจริง เธอจะตักบาตรทุกเช้า อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้กับวิญญาณเร่ร่อนทั้งหลาย ไม่เพียงแค่วิญญาณกุมารทองเหล่านั้น แต่รวมถึงดวงวิญญาณอื่นๆ ที่ไร้ญาติขาดมิตรด้วย
คืนวันพระครั้งถัดมา แม่นวลเตรียมตัวรับมือกับสิ่งที่อาจจะมาเยือนอีกครั้ง เธอทำใจให้สงบ นั่งสวดมนต์อยู่ในห้องโถงอย่างเงียบๆ พลางจุดธูปเทียนบูชาพระ แม้จะมีความกังวลอยู่บ้าง แต่เธอก็รู้สึกถึงพลังบางอย่างที่โอบอุ้มเธอไว้ คืนนั้นไม่มีเสียงใดๆ มาจากรั้วบ้าน ไม่มีเสียงเรียก "แม่จ๋า ขอข้าวกินหน่อย" อีกเลย
เธอไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะการทำบุญของเธอได้ส่งผลไปถึงดวงวิญญาณเหล่านั้น หรือเป็นเพราะเธอได้เรียนรู้ที่จะเข้าใจและรับมือกับสิ่งเร้นลับเหล่านี้ด้วยสติและปัญญา แต่สิ่งหนึ่งที่เธอรู้แน่ๆ คือประสบการณ์ในคืนวันพระนั้นได้เปลี่ยนแปลงเธอไปอย่างสิ้นเชิง
เรื่องราวของ "กุมารทองขอข้าวกิน" เป็นเครื่องเตือนใจให้เราทุกคนได้คิดถึงความรับผิดชอบที่ตามมาเมื่อเราเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องเหนือธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆ หากเราได้มาแล้ว เราต้องดูแล บูชา และปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านั้นด้วยความเคารพอย่างจริงใจ ไม่ใช่เพียงชั่วครั้งชั่วคราวแล้วทอดทิ้งไป เพราะวิญญาณเหล่านั้นเมื่อถูกทอดทิ้ง ย่อมไร้ที่พึ่ง และอาจจะทำทุกวิถีทางเพื่อความอยู่รอดของตนเอง ซึ่งบางครั้งก็เป็นอันตรายต่อผู้คนได้ เรื่องนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความเมตตาที่เราควรมีต่อสรรพสิ่ง แม้กระทั่งดวงวิญญาณเร่ร่อนที่ถูกทอดทิ้ง การทำบุญ อุทิศส่วนกุศล ก็เป็นหนทางหนึ่งที่จะช่วยบรรเทาความทุกข์ของพวกเขาเหล่านั้น และยังเป็นการสร้างเกราะป้องกันให้กับตัวเราเอง ให้เราได้ดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ด้วยความเข้าใจในกฎแห่งกรรมและโลกหลังความตายที่มีอยู่จริงอย่างรอบคอบและมีสติ
ชีวิตของพวกเราไม่ได้มีแค่เรื่องทางโลกเพียงอย่างเดียว โลกนี้ยังมีความลึกลับอีกมากมายที่รอให้เราเรียนรู้และทำความเข้าใจ ด้วยใจที่เปิดกว้างและมีสติรู้ตัวอยู่เสมอ
0 $type={blogger}:
แสดงความคิดเห็น