006 เมื่อเสียงเรียกจากรั้วหน้าบ้าน ไม่ใช่แค่เด็กหลงทาง

 คืนวันเพ็ญ...ไม่ใช่สิ คืนวันพระต่างหาก ที่ความมืดมิดไม่ได้นำมาซึ่งความสงบ แต่กลับกลายเป็นผ้าคลุมที่ซ่อนเร้นบางสิ่งบางอย่างที่รอคอยการปรากฏตัว ในบ้านเรือนไทยเก่าแก่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ริมคลองสายเล็กๆ ชานเมืองกรุง อรุณและปรีชา คู่สามีภรรยารุ่นใหม่ที่หลงใหลในความคลาสสิกของสถาปัตยกรรมไทย ได้ตัดสินใจซื้อบ้านหลังนี้เพื่อหลีกหนีความวุ่นวายในเมืองหลวง พวกเขาหวังเพียงชีวิตที่เรียบง่าย ปลูกต้นไม้ ทำสวนเล็กๆ น้อยๆ และใช้ชีวิตในจังหวะที่ช้าลง


บ้านไม้สองชั้นหลังใหญ่สีน้ำตาลเข้ม มีชายคารับน้ำฝนที่ทอดยาวลงมาคลุมระเบียงกว้าง โอบล้อมด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาให้ร่มเงาอย่างร่มรื่น แต่ก็แลดูครึ้มทึบในยามค่ำคืน อรุณชอบความสงบเงียบของที่นี่ เธอใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการตกแต่งภายในบ้านให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ส่วนปรีชา สามีของเธอ มักจะจัดการเรื่องการซ่อมแซมส่วนที่ทรุดโทรมของบ้าน เขามีความเชื่อว่าบ้านเก่าทุกหลังมีเรื่องราวของตัวเอง และพวกเขาคือผู้มาใหม่ที่จะสานต่อเรื่องราวเหล่านั้น


วันแรกๆ ที่ย้ายเข้ามา ทุกอย่างดูเป็นปกติและน่ารื่นรมย์ อรุณและปรีชารู้สึกเหมือนได้ค้นพบสวรรค์ส่วนตัว แต่แล้ว... คืนวันพระแรกหลังจากที่พวกเขาเข้าอยู่ ก็เริ่มต้นขึ้นพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า อรุณกำลังจัดดอกไม้ในแจกันแก้วทรงสูงกลางโต๊ะอาหาร ดวงจันทร์เสี้ยวบางๆ ลอยเด่นอยู่เหนือยอดมะพร้าวนอกหน้าต่าง ความมืดเริ่มกลืนกินแสงสุดท้ายของวัน ปรีชาออกไปซื้ออุปกรณ์ทำสวนที่ตลาดนัดประจำอำเภอ ทำให้เธอต้องอยู่บ้านคนเดียวในคืนที่ความเงียบแผ่ซ่านไปทั่วทุกมุมบ้าน


จู่ๆ อรุณก็ได้ยินเสียงคล้ายเสียงใบไม้ไหวเบาๆ จากทางรั้วหน้าบ้าน เธอชะโงกหน้ามองผ่านหน้าต่างบานเกล็ด แต่ก็ไม่เห็นอะไร นอกจากความมืดที่ดำทะมึนขึ้นเรื่อยๆ เธอคิดว่าอาจจะเป็นลมที่พัดเอาเศษใบไม้มา เสียงนั้นเงียบไปพักหนึ่ง อรุณกลับไปจัดดอกไม้ต่อ แต่แล้ว เสียงนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ชัดเจนกว่าเดิม มันเป็นเสียงเด็กผู้ชายเล็กๆ สองคนร้องเรียกอย่างแผ่วเบา


"แม่จ๋า...แม่จ๋า..."


อรุณหยุดมือ เธอหูผึ่ง ใครกันมาเรียก "แม่จ๋า" กลางดึกแบบนี้? หรือว่าจะมีเด็กหลงทางมาที่บ้าน? ด้วยความที่เป็นคนใจดี ขี้สงสาร เธอเดินตรงไปที่หน้าต่างบานใหญ่ริมระเบียง เปิดบานเกล็ดออกช้าๆ พร้อมส่งเสียงถามออกไปอย่างนุ่มนวล


"ใครอยู่ตรงนั้นจ๊ะ มีอะไรให้ช่วยไหมลูก?"


ความมืดที่ดำมิดทำให้เธอต้องเพ่งมอง อากาศเริ่มเย็นลงกว่าปกติอย่างประหลาด เสียงตอบกลับมาอีกครั้ง คราวนี้ชัดเจนขึ้นและฟังดูเศร้าสร้อยจับใจ


"แม่จ๋า...หนูหิวจ้ะ... ขอข้าวกินหน่อยได้ไหมจ๊ะ..."


อรุณขมวดคิ้วด้วยความเป็นห่วง เด็กอะไรมาหิวข้าวอยู่ข้างนอกบ้านตอนค่ำมืดแบบนี้ เธอพยายามมองหาเจ้าของเสียง แต่ก็เห็นเพียงเงาร่างเล็กๆ สองเงายืนเกาะรั้วไม้เก่าๆ อยู่ภายใต้แสงสลัวจากโคมไฟถนนที่อยู่ห่างออกไป


"ทำไมมาเดินอยู่คนเดียวดึกๆ แบบนี้จ๊ะ พ่อแม่ไปไหน" อรุณถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เธอเดินออกจากห้อง เปิดประตูระเบียงไม้ที่ล็อคไว้แน่น ก่อนจะเดินลงไปที่บันไดหน้าบ้าน ตั้งใจว่าจะเดินไปดูให้ใกล้ๆ เธอคิดว่าเด็กๆ อาจจะหลงทางหรือมีปัญหาอะไรบางอย่าง


ยิ่งเธอเข้าใกล้รั้วไม้เท่าไหร่ กลิ่นประหลาดก็ยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ มันเป็นกลิ่นหอมหวานเอียนๆ คล้ายดอกไม้ธูปเทียนที่ถูกทิ้งไว้นานๆ ผสมกับกลิ่นอับชื้นของดินและใบไม้แห้ง อรุณรู้สึกขนลุกซู่โดยไม่ทราบสาเหตุ เมื่อเธอมายืนอยู่ห่างจากรั้วเพียงไม่กี่ก้าว แสงจากโคมไฟถนนส่องกระทบใบหน้าของเด็กทั้งสองคนพอดี


เด็กชายสองคน ตัวเล็ก ผอมเกร็ง ผิวพรรณซีดเผือดจนขาวอมเทา ผมของพวกเขามีลักษณะเหมือนถูกรวบขึ้นเป็นจุกเล็กๆ บนศีรษะ ตามแบบเด็กโบราณที่เห็นในรูปถ่ายเก่าๆ ชุดผ้าครามที่สวมใส่ก็ดูเก่าซีดและขาดวิ่น ดวงตาของพวกเขามองตรงมาที่อรุณด้วยแววตาที่ว่างเปล่า... แต่สิ่งที่ทำให้อรุณต้องผงะและยืนนิ่งค้างไปทั้งตัวคือดวงตาคู่นั้น


ดวงตาของเด็กทั้งสองคนเป็นสีดำสนิท ไม่มีส่วนที่เป็นตาขาวเลยแม้แต่น้อย มันดำมืดราวกับหลุมลึกที่ไร้ก้นบึ้ง จ้องมองมาที่เธออย่างไม่กระพริบ อรุณรู้สึกเย็นวาบไปทั้งสรรพางค์กาย ความเป็นห่วงเมื่อครู่พลันเปลี่ยนเป็นความหวาดกลัวอย่างจับขั้วหัวใจ เด็กสองคนนี้ไม่ใช่เด็กธรรมดา!


"แม่จ๋า...หนูหิวเหลือเกิน..." เสียงนั้นเอ่ยซ้ำอีกครั้ง คราวนี้ฟังดูแหบพร่าและอิดโรยกว่าเดิม แววตาที่ดำสนิทคู่นั้นยังคงจ้องมองเธอไม่วางตา


อรุณถอยหลังก้าวหนึ่ง หัวใจของเธอเต้นรัวจนแทบหลุดออกมาจากอก เธอรู้สึกได้ถึงไอเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างเล็กๆ ทั้งสอง ไอเย็นที่ไม่ได้มาจากอากาศในยามค่ำคืน แต่มาจากบางสิ่งที่ผิดธรรมชาติ


"ไม่...ไม่จ้ะ..." อรุณพึมพำเสียงสั่น เธอไม่รู้จะปฏิเสธอย่างไร แต่สัญชาตญาณบอกให้เธอรีบหนีไปให้พ้นจากตรงนี้ให้เร็วที่สุด


ทันใดนั้นเอง ปรีชาก็ขับรถเข้ามาจอดหน้าบ้านพอดี ไฟหน้ารถสาดส่องไปที่รั้ว ทำให้ร่างเล็กๆ ทั้งสองพลันเลือนหายไปในความมืด อรุณรีบวิ่งกลับไปหาปรีชาด้วยอาการตัวสั่นเทา


"ปรีชา! เธอไปไหนมา! มีอะไรบางอย่างอยู่ตรงรั้วหน้าบ้าน!" อรุณกอดแขนสามีแน่น ร่างกายของเธอสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้


ปรีชาเห็นภรรยาอยู่ในอาการหวาดกลัวอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เขารีบกอดเธอปลอบโยน


"ใจเย็นๆ อรุณ เกิดอะไรขึ้น? ใครอยู่ตรงนั้น?" ปรีชากวาดสายตามองไปรอบๆ แต่ก็ไม่เห็นอะไรนอกจากความมืดมิดและต้นไม้ที่ไหวเอนตามลม


อรุณเล่าเรื่องที่เธอเจอให้ปรีชาฟังอย่างตะกุกตะกัก น้ำเสียงของเธอยังคงสั่นเครือ ปรีชารับฟังด้วยความงุนงง เขามองไปที่รั้วหน้าบ้านอีกครั้ง แต่ก็ไม่เห็นสิ่งผิดปกติใดๆ


"อรุณคงเหนื่อยและเครียดไปเองรึเปล่าจ๊ะ เด็กที่ไหนจะมาเดินอยู่ข้างนอกดึกดื่นค่อนคืนแถมตาเป็นสีดำสนิทแบบนั้น มันเป็นไปไม่ได้หรอกน่า คงเป็นแค่เงาหรือแสงสะท้อนอะไรบางอย่างที่เธอเห็นผิดไปเอง" ปรีชาพยายามปลอบโยน แต่ในใจก็แอบรู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อยกับสิ่งที่ภรรยาเล่า


"ไม่จริง! ฉันเห็นชัดเจน! พวกเขาเรียกฉันว่าแม่จ๋า แล้วก็บอกว่าหิวข้าว! ตาของพวกเขามันดำมืดไปหมดเลยปรีชา ไม่มีตาขาวเลยแม้แต่นิดเดียว! ฉันไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อนเลยนะ" อรุณยืนยันเสียงหนักแน่น พร้อมกับที่ขนแขนของเธอตั้งชันขึ้นอีกครั้งเมื่อนึกถึงภาพดวงตาสีดำสนิทคู่นั้น


ปรีชาตัดสินใจพาอรุณเข้าบ้าน ล็อคประตูหน้าต่างทุกบานอย่างแน่นหนา พยายามทำตัวให้เป็นปกติที่สุด แต่ความไม่สบายใจก็ยังคงค้างอยู่ในใจของเขาตลอดทั้งคืนนั้น อรุณนอนไม่หลับ เธอผวาตื่นขึ้นมากลางดึกหลายครั้ง เพราะได้ยินเสียงแว่วๆ คล้ายเสียงเด็กกระซิบอยู่รอบๆ บ้าน แต่ทุกครั้งที่เธอตื่นขึ้นมา ก็พบเพียงความเงียบสงัดและปรีชาที่นอนหลับสนิทอยู่ข้างๆ


หลายวันผ่านไปหลังจากคืนวันพระคืนนั้น ชีวิตของอรุณและปรีชาก็กลับเข้าสู่ภาวะปกติอีกครั้ง ความทรงจำอันน่าหวาดผวาเริ่มจางหายไปตามกาลเวลา อรุณพยายามคิดในแง่ดีว่ามันอาจจะเป็นเพียงความฝันร้ายที่สมจริงมากเท่านั้น แต่แล้ว... เมื่อคืนวันพระเวียนมาบรรจบอีกครั้ง ทุกอย่างก็กลับมาเริ่มต้นใหม่


คราวนี้ปรีชาอยู่บ้าน เขากำลังนั่งดูข่าวสารบ้านเมืองอยู่ในห้องนั่งเล่น ส่วนอรุณกำลังจัดเก็บของอยู่ในครัว เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้งจากรั้วหน้าบ้าน


"แม่จ๋า...หนูหิว...หิวเหลือเกิน..."


ปรีชาได้ยินเสียงนั้นชัดเจน อรุณรีบวิ่งออกมาจากครัวด้วยใบหน้าซีดเผือด


"ปรีชา! ได้ยินไหม! พวกเขามาอีกแล้ว!" อรุณกระซิบเสียงสั่น


ปรีชามองหน้าภรรยา เขาพยักหน้าช้าๆ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความกังวล สิ่งที่อรุณเล่าในคืนนั้นไม่เป็นเพียงจินตนาการแล้ว เขาได้ยินมันกับหูตัวเอง เสียงนั้นช่างน่าขนลุก มันไม่ใช่เสียงเด็กธรรมดาเลยจริงๆ


"ฉันจะไปดูเอง เธออย่าออกมานะ" ปรีชาบอกอรุณ เขาลุกขึ้น เดินตรงไปที่หน้าต่างบานใหญ่ริมระเบียง เปิดผ้าม่านออกช้าๆ แล้วค่อยๆ แง้มบานเกล็ดออกเล็กน้อย แสงจันทร์ส่องสว่างกว่าคืนก่อน ทำให้เขาเห็นภาพตรงหน้าได้ชัดเจนขึ้น


เด็กชายสองคนยืนเกาะรั้วอยู่จริงๆ ร่างผอมเกร็ง ผิวซีดเผือด ผมจุก เสื้อผ้าเก่าขาด ดวงตาคู่นั้น... ดวงตาที่ดำสนิทราวกับหลุมดำกำลังจ้องมองมาที่เขา!


ปรีชารู้สึกเย็นวาบไปถึงขั้วหัวใจ เขารีบปิดบานเกล็ดลงอย่างรวดเร็ว หันหลังกลับมาหาอรุณด้วยสีหน้าตื่นตระหนก


"อรุณ...เธอไม่ได้ตาฝาดไปจริงๆ ด้วย..." ปรีชาพึมพำเสียงแผ่ว ใบหน้าของเขาซีดเผือดไม่ต่างจากภรรยา


เสียงจากรั้วหน้าบ้านยังคงดังอยู่ เป็นเสียงเรียกที่แผ่วเบา แต่แฝงไปด้วยความรู้สึกหิวโหยและความโหยหาบางอย่าง


"แม่จ๋า...ขอข้าวกินหน่อย..."


อรุณและปรีชามองหน้ากันด้วยความหวาดกลัวอย่างที่สุด พวกเขาล็อคบ้านแน่นหนา พยายามหาเหตุผลมาอธิบายสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น แต่ก็ไม่มีคำอธิบายใดๆ ที่จะมาลบล้างความรู้สึกน่าขนลุกที่เกาะกินหัวใจของพวกเขาได้เลย ในคืนนั้น ทั้งคู่ตัดสินใจนอนในห้องเดียวกัน โดยไม่ได้หลับตาลงเลยตลอดทั้งคืน


วันรุ่งขึ้น อรุณตัดสินใจไปปรึกษาป้าแต๋ว เพื่อนบ้านสูงวัยที่อยู่ติดกัน ป้าแต๋วเป็นคนแก่ที่อยู่ในหมู่บ้านนี้มาทั้งชีวิต เธอรู้จักเรื่องราวและตำนานเก่าๆ ของที่นี่เป็นอย่างดี อรุณเล่าเรื่องที่เธอและปรีชาเจอให้ป้าแต๋วฟังอย่างละเอียด ป้าแต๋วรับฟังด้วยใบหน้าที่เคร่งเครียด


"ตายแล้วอรุณเอ๊ย... นี่มันเรื่องใหญ่แล้วนะ" ป้าแต๋วพูดขึ้นหลังจากอรุณเล่าจบ "นี่มันกุมารทองขอข้าวกินชัดๆ เลยลูก"


อรุณและปรีชานั่งตัวแข็งทื่อ ป้าแต๋วเห็นท่าทางของทั้งคู่จึงเริ่มเล่าเรื่องราวที่เธอรู้


"กุมารทองที่อรุณเจอ ไม่ใช่กุมารทองที่คนเขาเลี้ยงบูชาทั่วไปนะลูก กุมารทองพวกนี้เป็นกุมารทองที่เจ้าของทอดทิ้งขว้าง ไม่ดูแล ไม่เซ่นไหว้ จนหิวโซ อดอยาก บางตนก็ไม่มีที่ไป ก็เลยเร่ร่อนไปตามบ้านเรือนเก่าๆ ที่พอมีกำลังบุญหรือเจ้าของบ้านที่จิตใจอ่อนโยน เพื่อขอข้าวกิน"


ป้าแต๋วหยุดพักจิบน้ำชา ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้น


"ลักษณะของกุมารทองพวกนี้ก็จะตัวซีดเผือด อย่างที่อรุณเห็นนั่นแหละลูก ที่สำคัญคือดวงตาของพวกเขาจะเป็นสีดำสนิท ไม่มีตาขาวเลย นั่นเป็นเพราะเขาไม่ใช่สิ่งมีชีวิตแล้ว เขาอยู่ในภพภูมิที่อ้างว้าง หิวโหยมานานแสนนานจนดวงตาถูกความมืดมิดกลืนกินไปหมด ใครที่เผลอใจสงสาร เชื้อเชิญขึ้นบ้าน... ตายสถานเดียวลูก"


อรุณและปรีชารู้สึกเหมือนเลือดในกายเย็นเฉียบ ป้าแต๋วพูดด้วยน้ำเสียงที่ลดต่ำลง


"ถ้าเขาได้ขึ้นบ้าน เขาจะสิงสู่เจ้าของบ้าน กินเครื่องในของคนในบ้านเป็นอาหาร จนกว่าคนที่อยู่ในบ้านจะหมดลมหายใจแล้วเขาก็จะอาศัยอยู่ในบ้านนั้นไปเรื่อยๆ ไม่มีวันไปไหน"


"แล้ว...แล้วเขาจะเข้ามาในบ้านได้ยังไงคะ ในเมื่อพวกเราไม่เคยเชื้อเชิญเขาเลย" อรุณถามด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า ดวงตาของเธอกวาดมองไปทั่วบ้านเก่าหลังใหญ่


ป้าแต๋วถอนหายใจยาว "บางทีการที่เขามาเกาะรั้วเรียกอยู่หน้าบ้านนานๆ เขาก็จะหาทางเข้ามาได้เองลูก บางบ้านก็มีช่องทางที่เขาเคยเข้าออกมาก่อน บางบ้านก็มีศาลพระภูมิเก่าๆ ที่เคยมีคนเลี้ยงกุมารทองมาก่อนแล้วทิ้งร้างเอาไว้ หรือบางทีก็แค่จิตใจที่อ่อนไหวของเราเองที่เผลอคิดสงสาร เพียงแค่คิดว่า 'ถ้าเป็นเด็กจริงๆ จะเปิดประตูให้กินข้าว' แค่นี้ก็เป็นเหมือนการเชื้อเชิญแล้วนะลูก"


คำพูดของป้าแต๋วทำให้หัวใจของอรุณและปรีชาเต้นรัวด้วยความหวาดผวา อรุณนึกย้อนไปถึงคืนแรกที่เธอเกือบจะเดินไปเปิดประตูรั้วหน้าบ้านให้กับเด็กสองคนนั้น ส่วนปรีชาก็นึกถึงคำพูดที่เขาพยายามปลอบอรุณว่า "เด็กที่ไหนจะมาเดินอยู่ข้างนอก" คำพูดเหล่านั้นอาจจะเป็นการเปิดช่องให้สิ่งไม่ดีเข้ามาแล้วก็ได้


เมื่อกลับมาถึงบ้าน อรุณและปรีชาเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติมากขึ้นเรื่อยๆ กลิ่นหอมหวานเอียนๆ ที่ป้าแต๋วบอกว่าคล้ายกลิ่นธูปเทียนผสมกลิ่นอับชื้นนั้นอบอวลอยู่ภายในบ้านอย่างชัดเจน พวกเขาได้ยินเสียงกระซิบแผ่วเบาที่ฟังดูคล้ายเสียงเด็กหัวเราะในบางครั้ง ยามค่ำคืนไอเย็นยะเยือกไม่ได้มาแค่จากภายนอกบ้าน แต่กลับแผ่ซ่านมาจากภายในตัวบ้านเอง


อยู่ๆ มีนา แมวส้มแสนรักของพวกเขาที่มักจะนอนขดตัวอยู่บนตักอรุณก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย พวกเขาช่วยกันตามหาทั่วบ้านและรอบบ้าน แต่ก็ไม่พบแม้แต่เงาของมัน มีแต่ความรู้สึกว่าถูกจับจ้องจากทุกมุมบ้าน


ความหวาดกลัวเริ่มกลืนกินชีวิตประจำวันของพวกเขา ทั้งคู่นอนไม่หลับ กินไม่ลง ความสุขที่เคยมีในบ้านหลังเก่าแห่งนี้เลือนหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความหวาดระแวงและความหวาดกลัวที่เข้ามารบกวนจิตใจ


ในคืนวันพระถัดมา ท้องฟ้ามืดมิดไร้ดวงดาว ลมพัดแรงกว่าทุกครั้ง เสียงกรอบแกรบของใบไม้แห้งเสียดสีกันดังระงม อรุณและปรีชานั่งกอดกันอยู่บนเตียงในห้องนอนชั้นสอง พวกเขาปิดไฟทุกดวงในบ้าน ยกเว้นโคมไฟดวงเล็กๆ หัวเตียง หวังเพียงว่าความมืดมิดจะซ่อนพวกเขาให้รอดพ้นจากสายตาที่ดำสนิทคู่นั้น


แต่แล้ว... เสียงนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง ไม่ใช่จากรั้วหน้าบ้าน แต่ดังมาจาก ภายใน ตัวบ้าน เสียงเหมือนเด็กเล็กๆ กำลังเดินลากเท้าเบาๆ อยู่ที่ชั้นล่าง เสียงกระซิบแผ่วๆ ที่คุ้นเคยดังลอดขึ้นมาตามช่องบันได


"แม่จ๋า...หนูหิวเหลือเกิน..."


อรุณและปรีชามองหน้ากันด้วยความตกใจ ดวงตาของทั้งคู่เบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวถึงขีดสุด พวกเขาไม่ได้เชื้อเชิญเข้ามา แต่พวกมันก็เข้ามาแล้ว!


ปรีชารีบลุกขึ้น เขาหยิบไฟฉายที่วางอยู่หัวเตียง ส่องไปที่ประตูห้องนอน


"ปรีชา! จะไปไหน!" อรุณกระซิบด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก


"ฉันจะไปดูว่ามันเข้ามาได้ยังไง! แล้วจะไล่มันออกไป!" ปรีชาตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ แต่แฝงด้วยความเด็ดเดี่ยว


อรุณรีบดึงแขนสามีไว้ "อย่าไปเลยนะปรีชา! เธอได้ยินป้าแต๋วบอกแล้วว่าถ้าเขาเข้ามาได้..."


แต่ปรีชาไม่สนใจ เขาเปิดประตูห้องนอนออกช้าๆ แล้วค่อยๆ ย่องลงไปที่ชั้นล่าง อรุณกลืนน้ำลายเอื๊อก เธอตัดสินใจเดินตามสามีลงไปอย่างเงียบเชียบ หัวใจของเธอเต้นรัวเหมือนกลอง


กลิ่นหอมหวานเอียนๆ นั้นรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งลงไปชั้นล่างเท่าไหร่ ไอเย็นยะเยือกก็ยิ่งจับต้องได้ เสียงกระซิบยังคงดังอยู่ คล้ายกำลังเดินวนเวียนอยู่รอบๆ โต๊ะอาหาร


ปรีชาค่อยๆ ก้าวเท้าไปทีละก้าว ไฟฉายในมือส่องไปรอบๆ บ้านที่มืดมิดและเงียบสงัด จู่ๆ แสงไฟก็ไปหยุดอยู่ที่มุมหนึ่งของห้องเก็บของเก่าๆ ที่พวกเขาไม่ค่อยได้ใช้งาน มันเป็นมุมที่อยู่ลึกเข้าไปภายในตัวบ้าน ด้านหลังสุดของห้องครัวเก่าๆ


ในมุมนั้น มีศาลไม้เล็กๆ ตั้งอยู่ ศาลที่ดูเก่าแก่ ผุพัง มีร่องรอยของการใช้งานในอดีต แต่ถูกทิ้งร้างมานาน มีหยากไย่เกาะเต็มไปหมด ปรีชาไม่เคยสังเกตเห็นมันมาก่อนเลยตั้งแต่ย้ายเข้ามา


แต่สิ่งที่ทำให้เขาต้องแข็งทื่อค้างไปทั้งตัวคือ... บนศาลเก่าๆ นั้น มีร่องรอยของการจัดวางดอกไม้ธูปเทียนที่เพิ่งถูกนำมาวาง! ดอกไม้เหี่ยวๆ ธูปเทียนที่ยังไม่ทันได้จุด แต่มีร่องรอยเหมือนถูกเผาบางส่วน แสงไฟฉายส่องลงไปบนพื้นศาล ก็เห็นคราบสีดำคล้ำเล็กๆ สองคราบ คราบที่ดูเหมือนดินโคลนแห้งๆ คล้ายรอยเท้าเล็กๆ ของเด็กที่เพิ่งถูกทิ้งเอาไว้


ทันใดนั้นเอง เสียงกระซิบที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นจากด้านหลังของพวกเขา เสียงที่เต็มไปด้วยความหิวโหยและความพึงพอใจ


"แม่จ๋า...พ่อจ๋า...หนูเจอแล้ว..."


อรุณและปรีชาหันกลับไปพร้อมกัน แสงไฟฉายส่องไปที่มุมห้องอีกด้านหนึ่ง... และที่นั่น พวกเขาเห็นเงาร่างเล็กๆ สองเงายืนจ้องมองมาที่พวกเขา ดวงตาของพวกมันเป็นสีดำสนิท สะท้อนแสงไฟฉายวูบวาบอย่างน่ากลัว


ความจริงอันน่าสะพรึงกลัวปรากฏขึ้นตรงหน้า พวกเขาไม่ได้เพียงแค่มาขอข้าวกินอยู่ข้างนอกรั้วอีกต่อไปแล้ว แต่พวกมันหาทางเข้ามาอยู่ในบ้านของพวกเขาได้แล้ว! บ้านที่เคยเป็นที่พักพิงอันอบอุ่น ตอนนี้กลับกลายเป็นกรงขัง ที่มีผู้ล่าผู้หิวโหยอาศัยอยู่ร่วมชายคา


ความหวาดกลัวที่จับขั้วหัวใจนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น บทสรุปของฝันร้ายครั้งนี้จะเป็นอย่างไร เมื่อบ้านที่เคยเป็นที่พักพิงกลับกลายเป็นกรงขัง ในตอนหน้า เราจะมาติดตามกันว่าอรุณและปรีชาจะหาทางรอดจากเงื้อมมือของกุมารทองผู้หิวโหยได้อย่างไร และบ้านหลังนี้จะถูกชำระล้างด้วยวิธีการใด หรือพวกเขาจะต้องสังเวยชีวิตให้กับศรัทธาที่ถูกทอดทิ้งเหล่านี้ไปตลอดกาล

0 $type={blogger}:

แสดงความคิดเห็น

👻 ฟังเรื่องหลอน
✅ รองรับ PC & Mobile
พร้อมใช้งาน
ขับเคลื่อนโดย Blogger.

ผู้ติดตาม

สั่งกล่องพัสดุ 750 ส่งฟรี

✨ 750 ส่งฟรี ✨
โลโก้ ตุ้ยคุ้ยเรื่องหลอน

บทความ

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

**คนออนไลน์:** ...
ตุ้ยคุ้ยเรื่องหลอน: รวมเรื่องผี เรื่องเล่าสยองขวัญ และตำนานอาถรรพ์ © 2013 Published By Gooyaabi Templates Supported by Best Blogger Templates and Premium Blog Templates - Web Design