เสียงจักจั่นเรไรในยามพลบค่ำของหมู่บ้านเล็ก ๆ แถบปากช่องเคยเป็นดั่งเพลงกล่อมโลกที่คุ้นชินของชาวบ้านผู้เปรียบชีวิตเป็นส่วนหนึ่งของผืนป่าดงพญาไฟอันกว้างใหญ่ แต่ในค่ำคืนหนึ่งเมื่อหลายสิบปีก่อน เพลงกล่อมโลกนั้นกลับถูกแทนที่ด้วยเสียงกระซิบกระซาบและสายตาที่เต็มไปด้วยความพิศวง เมื่อมีบางสิ่งตกลงมาจากฟากฟ้า สว่างวาบดุจดวงดาวร่วงหล่น พุ่งดิ่งลงไปกลางผืนป่าที่ไร้ซึ่งทางเข้าออก เสียงกระหึ่มคล้ายฟ้าผ่า แต่ไร้ซึ่งเค้าลางของพายุฝน
ชาวบ้านต่างพากันแหงนหน้ามอง จุดสว่างวาบนั้นไม่ได้หายไปในความมืดมิด แต่มันกลับเรืองรองอยู่ไกล ๆ ราวกับมีใครจุดกองไฟขนาดใหญ่ไว้กลางป่าลึก
"นั่นมัน...ว่านโพงลงรึเปล่า ตาบุญ?" เสียงหนึ่งเอ่ยถามแหบพร่า สายตาจับจ้องไปยังแสงเรืองรองสีส้มอมแดงที่ดูน่าพิศวง
ตาบุญ ชายชราผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวและผืนป่ามาไม่รู้กี่ร้อยกี่พันครั้ง พยักหน้าช้า ๆ ใบหน้าเหี่ยวย่นฉายแววครุ่นคิดลึกซึ้ง "เป็นไปได้เหมือนกัน ปกติมันจะลอยต่ำ ๆ ไปเรื่อย ๆ แต่นี่มันเหมือนตกลงมาแล้วปักหลักอยู่กับที่เลยนะไอ้หนุ่ม" เขาพูดพลางเท้าสะเอว มองไปยังแนวป่าทึบที่ปกคลุมไปด้วยม่านหมอกจาง ๆ ยามค่ำคืน
ความเชื่อเรื่อง "ว่านโพง" หรือ "ว่านกายสิทธิ์" ที่ลอยได้และมีแสงเรืองรองนั้นฝังรากลึกในจิตใจของชาวบ้านป่ามานาน ว่ากันว่าว่านโพงเป็นพืชวิเศษที่หายากยิ่ง มีคุณวิเศษนานัปการ บ้างว่ากินแล้วคงกระพัน บ้างว่าช่วยเรื่องเมตตามหานิยม แต่ที่แน่ ๆ คือมันมีแสงเรืองรองเป็นเอกลักษณ์ ผู้ที่พบเห็นมักจะเฝ้าติดตามเพื่อเก็บเกี่ยวเอามาครอบครอง
"ถ้าอย่างนั้น พรุ่งนี้เช้าเราเข้าไปดูกันดีไหมตาบุญ? เผื่อจะได้เจอของดีเข้าให้" ไอ้หนุ่ม เอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น แววตาเป็นประกายด้วยความหวัง เขาเป็นชายหนุ่มเลือดร้อนที่เพิ่งย้ายมาอยู่ปากช่องได้ไม่นาน ยังไม่เคยมีประสบการณ์ตรงกับเรื่องราวเหนือธรรมชาติเช่นนี้
ตาบุญถอนหายใจยาว "ใจเย็น ๆ ก่อนไอ้หนุ่ม ป่าดงพญาไฟไม่ใช่ป่าทั่วไปที่เราจะเดินเข้าเดินออกได้ง่าย ๆ ที่นั่นมันมีของแปลก ของอันตรายซุกซ่อนอยู่มากมายนัก" แต่เมื่อเห็นแววตาของคนหนุ่มและชาวบ้านอีกหลายคนที่เริ่มมีประกายแห่งความโลภเข้าครอบงำ เขาก็รู้ดีว่าคงห้ามปรามไม่ได้ง่าย ๆ
ในคืนนั้นเอง แสงเรืองรองจากกลางป่าก็ยังคงส่องสว่าง แม้จะดูหรี่ลงไปบ้างตามกาลเวลาที่ล่วงเลยไปสู่รุ่งสาง แต่ก็ยังคงเห็นได้อย่างชัดเจนจากหมู่บ้าน มันคือสัญญาณที่เชื้อเชิญให้ผู้คนเข้าไปค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง
รุ่งเช้าตรู่ ชาวบ้านผู้ชายราวสิบกว่าคน ต่างพากันเตรียมพร้อม อาวุธประจำกายของพวกเขาคือปืนแก๊ปที่ใช้ล่าสัตว์ติดตัวไป บ้างก็ถือมีดพร้า บ้างก็เหน็บมีดขอ เพื่อใช้เปิดทางในป่ารกชัฏ ตาบุญแม้จะอาวุโสที่สุด แต่ก็ยังคงแข็งแรง ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมานาน เขาเป็นผู้นำทาง ตามด้วยไอ้หนุ่มและชาวบ้านคนอื่น ๆ ที่ต่างก็แบกความหวังและความตื่นเต้นไว้เต็มเปี่ยม
พวกเขาเริ่มต้นการเดินทางในช่วงที่แสงแดดยามเช้ายังอ่อนแรง สาดส่องลอดผ่านกิ่งไม้ใหญ่ลงมาเป็นลำริ้ว สร้างบรรยากาศที่ดูทั้งสวยงามและชวนขนลุกในคราวเดียวกัน กลิ่นดินชื้น กลิ่นใบไม้เน่าเปื่อย และกลิ่นดอกไม้ป่าที่ไม่คุ้นเคยอบอวลอยู่ในอากาศ เสียงนกร้องเจื้อยแจ้วในตอนแรกเริ่มเงียบลงไปเรื่อย ๆ เมื่อพวกเขาเดินลึกเข้าไปในป่า เสียงฝีเท้าของพวกเขากับเสียงหักของกิ่งไม้แห้งใต้ฝ่าเท้ากลายเป็นเสียงเดียวที่ดังขึ้นเป็นจังหวะ บางครั้งก็มีเสียงคล้ายลมพัดหวีดหวิวลอดผ่านช่องเขาลึก ให้ความรู้สึกวังเวงอย่างประหลาด
"นี่เรามาถูกทางใช่ไหมตาบุญ" ไอ้หนุ่มเอ่ยถามพลางปาดเหงื่อ เมื่อความตื่นเต้นเริ่มถูกแทนที่ด้วยความเหน็ดเหนื่อยและเส้นทางที่ยากลำบาก
"ถูกทางแล้วไอ้หนุ่ม แสงมันยังอยู่ที่เดิม ฉันเห็นอยู่เรือง ๆ โน่น" ตาบุญตอบ สายตาคมกริบของเขายังคงจับจ้องไปยังทิศทางที่แสงปริศนาเคยปรากฏขึ้นเมื่อคืนก่อน
พวกเขาเดินตัดป่ามาหลายชั่วโมง ลอดพงหนาม ปีนข้ามต้นไม้ใหญ่ที่ล้มขวางทาง กว่าจะมาถึงจุดที่คาดว่าแสงนั้นตกลงมา ทว่าเมื่อมาถึง สิ่งที่ปรากฏตรงหน้ากลับไม่ใช่กองว่านโพงเรืองแสงอย่างที่พวกเขาจินตนาการไว้ในตอนแรก
เบื้องหน้าของพวกเขา คือแอ่งหลุมขนาดใหญ่ราวสามเมตรเศษ คล้ายมีอุกกาบาตขนาดเล็กพุ่งชนอย่างรุนแรง ต้นไม้รอบ ๆ หักโค่นระเนระนาด ใบไม้และกิ่งก้านไหม้เกรียมเป็นวงกว้าง ส่งกลิ่นควันจาง ๆ ที่ฉุนแสบจมูกลอยอวลอยู่เหนือพื้นดิน แต่ที่กลางหลุมนั้น ไม่ได้มีเพียงก้อนหินหรือเศษซากใด ๆ อย่างที่ควรจะเป็น หากแต่เป็นสิ่งที่ทำให้เลือดในกายของทุกคนเย็นยะเยือกจนหัวใจแทบจะหยุดเต้น
มันคือ ร่างเงาดำทะมึน สูงกว่าสามเมตร ยืนตระหง่านอยู่กลางแอ่งหลุม รูปร่างของมันบิดเบี้ยวผิดธรรมชาติ ลำตัวผอมเกร็งราวกับโครงกระดูกที่ถูกหุ้มด้วยเงามืดสนิท หัวของมันเป็นรูปทรงแหลมสูง คล้ายกับ ชฎา ที่นักแสดงโขนสวมใส่ แต่แทนที่จะประดับประดาด้วยเครื่องทอง มันกลับดำมืดทมิฬ ไม่มีเครื่องประดับใด ๆ มีเพียงผิวที่ดูเหมือนเนื้อหนังที่ถูกเผาไหม้จนเกรียมไปทั้งร่าง
สิ่งที่น่าขนลุกที่สุดคือ ดวงตาสีแดงก่ำ ที่เรืองแสงวาววับในความมืดมิดของเงาที่มันสร้างขึ้นรอบกาย จ้องมองมายังพวกเขาอย่างเย็นชา ไร้ความรู้สึกใด ๆ ไม่มีความเมตตา ไม่มีความโกรธ มีเพียงความว่างเปล่าที่น่าสะพรึงกลัว และจากร่างนั้นเอง กลิ่นเหม็นเน่าสาบสางรุนแรง คล้ายซากศพที่เน่าเปื่อยมานานหลายวัน ลอยคละคลุ้งออกมาแตะจมูกพวกเขาอย่างจัง กลิ่นนั้นหนักอึ้งและอาเจียนพุ่ง จนบางคนถึงกับต้องยกมือขึ้นปิดจมูกและไอสำลักออกมา
"นั่นมัน...อะไรกัน..." เสียงไอ้หนุ่มสั่นพร่า ปืนแก๊ปในมือของเขาร่วงลงบนพื้นดินอย่างไม่รู้ตัว เขาก้าวถอยหลังไปสองสามก้าว พร้อมกับใบหน้าที่ซีดเผือดราวกับไร้ซึ่งเลือดฝาด กลิ่นเหม็นนั้นรุนแรงจนแทบจะกลืนกินอากาศรอบข้างทั้งหมด เขาเองเป็นคนหนึ่งที่สูดดมกลิ่นนั้นเข้าไปเต็มปอด ด้วยความตกใจและยังไม่ทันตั้งตัว
ตาบุญเองก็ยืนนิ่ง ตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป เขาไม่เคยเห็นสิ่งมีชีวิตใด ๆ ที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้มาก่อนในชีวิต ภาพของผีป่า ผีพรายที่เคยได้ยินมาเล่าขานก็เทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า แววตาของสิ่งนั้นมันว่างเปล่า แต่กลับเต็มไปด้วยพลังงานบางอย่างที่ยากจะหยั่งถึง เขาได้ยินเสียงหายใจหอบถี่ของชาวบ้านคนอื่น ๆ รอบตัว บางคนถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงนั่งกับพื้นด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
เงาดำทะมึนนั้นไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ เพียงแต่ยืนจ้องมองพวกเขาด้วยดวงตาสีแดงก่ำที่เหมือนจะดูดกลืนทุกสิ่งอย่างเข้าไปในความมืดมิดที่มันเป็น แต่ความนิ่งเฉยนั้นเองที่กลับยิ่งน่ากลัวกว่าการเคลื่อนไหวใด ๆ ราวกับว่ามันไม่จำเป็นต้องทำอะไรเพื่อข่มขวัญผู้รุกล้ำ เพราะเพียงแค่การปรากฏตัวของมันก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ทุกสรรพสิ่งหวาดผวา
"ถอย...ถอยไปก่อน!" ตาบุญกระซิบเสียงแหบพร่า พยายามรวบรวมสติที่กระจัดกระจาย "อย่าเข้าไปใกล้...มันไม่ใช่ของดี" เขาพยายามดันชาวบ้านที่ยังคงยืนนิ่งด้วยความกลัว ให้ถอยหลังออกไปช้า ๆ
ทุกคนค่อย ๆ ก้าวถอยหลังอย่างระมัดระวัง แม้แต่เสียงกิ่งไม้แห้งใต้ฝ่าเท้าก็ยังดูจะดังเกินไปในสถานการณ์เช่นนี้ พวกเขาไม่กล้าหันหลังวิ่งหนีเพราะกลัวว่ามันจะตามมา จึงค่อย ๆ ถอยห่างจากแอ่งหลุมนั้นไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งรู้สึกว่าปลอดภัยพอสมควรแล้วจึงหันหลังและออกวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต วิ่งฝ่าป่ารกชัฏโดยไม่สนใจว่าจะมีอะไรขวางหน้าอีกต่อไป เสียงหอบหายใจของทุกคนดังระงม ปะปนกับเสียงหัวใจที่เต้นรัวคล้ายจะหลุดออกมาจากอก
พวกเขามาถึงหมู่บ้านในสภาพที่เนื้อตัวมอมแมม ผมเผ้ายุ่งเหยิง ใบหน้าซีดเผือดเปื้อนเหงื่อและฝุ่นดิน เสื้อผ้าขาดวิ่นเพราะการวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต ชาวบ้านที่รอคอยอยู่ต่างพากันตกใจกับสภาพของพวกเขา
"เป็นอะไรกันไปน่ะตาบุญ? ได้ว่านโพงมาไหม?" เสียงหนึ่งเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
ตาบุญทรุดตัวลงนั่งกับพื้น หอบหายใจอย่างหนัก สองมือสั่นเทา "ไม่...ไม่ใช่ว่านโพง" เขาพูดเสียงแหบพร่า "มันคือ...อสูรกาย มันคือ...ผีโขมด" เขาใช้คำที่ชาวบ้านป่ารู้จักกันดีเมื่อพูดถึงวิญญาณชั่วร้ายที่สิงสถิตอยู่ในป่าลึก
แต่ยังไม่ทันได้เล่าเรื่องราวทั้งหมด ไอ้หนุ่มที่ไปร่วมคณะด้วยก็เริ่มมีอาการแปลก ๆ ร่างกายของเขาสั่นสะท้าน ดวงตาแดงก่ำขึ้นเล็กน้อย ใบหน้าเริ่มร้อนรุ่มเหมือนมีไข้สูง และเขาก็เริ่มไอหนักขึ้นเรื่อย ๆ
"ฉัน...ฉันหนาว..." ไอ้หนุ่มพึมพำ ก่อนที่จะทรุดตัวลงนอนกับพื้น ตัวร้อนผ่าว
ภายในไม่กี่ชั่วโมง อาการของไอ้หนุ่มก็ทรุดลงอย่างรวดเร็ว เขามีไข้สูงจนเพ้อ ใบหน้าแดงก่ำแต่ร่างกายกลับเย็นเฉียบ และที่น่าตกใจที่สุดคือเส้นผมบนศีรษะของเขาเริ่มหลุดร่วงอย่างน่าใจหายทีละกระจุก ๆ จนแทบจะหมดศีรษะภายในเวลาไม่กี่วัน ชาวบ้านผู้เฒ่าผู้แก่ต่างพากันรู้ดี นี่คืออาการของ "ไข้หัวโกร๋น" หรือมาลาเรียขึ้นสมองขั้นรุนแรงที่พวกเขาเคยได้ยินเรื่องเล่าต่อกันมา แต่นี่กลับดูรุนแรงและฉับพลันยิ่งกว่าที่เคยได้ยินมานัก
แม้จะพยายามหาหมอผี หาหมอยาแผนโบราณมาช่วยเหลือ แต่ก็ไร้ผล ไอ้หนุ่มยังคงเพ้อคลั่ง บอกเล่าถึงเงาดำทะมึน ดวงตาสีแดงก่ำ และกลิ่นเหม็นเน่าที่ตามหลอกหลอนเขาอยู่ตลอดเวลา เขาบอกว่ามันเข้ามาอยู่ในหัวของเขาแล้ว จนกระทั่งในวันที่ห้า เขาก็หมดลมหายใจไปอย่างสงบ ใบหน้าของเขายังคงฉายแววความหวาดกลัวจนวินาทีสุดท้าย
และที่น่าเศร้าคือ ไม่ใช่เพียงไอ้หนุ่มคนเดียวที่ได้รับผลกระทบ ชาวบ้านอีกสามคนที่อยู่ในระยะใกล้กับแอ่งหลุมและสูดดมกลิ่นนั้นเข้าไป ก็เริ่มมีอาการเช่นเดียวกัน ไล่เลี่ยกัน พวกเขาต้องทนทุกข์ทรมานกับไข้สูง เพ้อคลั่ง และผมร่วง จนเสียชีวิตไปในที่สุด ทุกคนจากไปในสภาพ "หัวโกร๋น" ที่ชาวบ้านเรียกขานกัน
ความหวาดกลัวปกคลุมทั่วหมู่บ้าน ชาวบ้านที่เหลืออยู่ไม่มีใครกล้าที่จะย่างกรายเข้าไปในป่าดงพญาไฟอีกเลย พวกเขารู้ดีว่าสิ่งที่พบไม่ใช่แค่ผีธรรมดา แต่เป็นอสูรกายแห่งความตายที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด มันคือ "ผีโขมดดงพญาไฟ" อย่างไม่ต้องสงสัย ผู้ที่หลงผิดคิดว่ามันคือว่านโพง และพยายามจะเข้าไปครอบครอง ก็ต้องแลกมาด้วยชีวิตที่น่าสลดใจ
เรื่องราวของเงาดำทะมึน หัวชฎาแดง ดวงตาสีโลหิต และกลิ่นเหม็นเน่าสาบสาง ถูกเล่าขานต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น กลายเป็นตำนานที่ตอกย้ำถึงความศักดิ์สิทธิ์และความอันตรายของป่าดงพญาไฟ การที่แสงสว่างวาบจากฟากฟ้าปรากฏขึ้นแล้วนำพาสิ่งชั่วร้ายมาสู่ชาวบ้าน ยิ่งทำให้ความเชื่อเรื่องอาถรรพ์ป่าแห่งนี้ฝังลึกในจิตใจของทุกคน
ตำนานนี้สอนให้เราได้รู้ว่า บางครั้ง สิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นโอกาสอันยิ่งใหญ่ อาจซ่อนเร้นไว้ซึ่งภัยพิบัติที่มิอาจคาดเดาได้ การรุกล้ำเข้าไปในดินแดนที่ไม่ใช่ของตนเอง หรือการแสวงหาในสิ่งที่เกินตัว อาจนำพามาซึ่งหายนะที่ยากจะเยียวยาแก้ไข ชีวิตของชาวบ้านผู้บริสุทธิ์เหล่านั้น ต้องจบลงเพียงเพราะความอยากรู้อยากเห็นและความโลภเพียงชั่วครู่ สะท้อนให้เห็นว่าในโลกนี้ยังมีสิ่งที่เราไม่เข้าใจอีกมากมายนัก สิ่งที่อยู่เหนือเหตุผลและวิทยาศาสตร์ และบางครั้ง การไม่รู้ก็อาจจะเป็นหนทางแห่งความปลอดภัยที่ดีที่สุด
เมื่อเราได้รู้เรื่องราวอันน่าสะพรึงกลัวของปฐมบทโขมดดงพญาไฟแล้ว ในตอนถัดไปเราจะมาเจาะลึกถึงเบื้องหลังของอสูรกายตนนี้ ว่าแท้จริงแล้วมันคืออะไร และมีที่มาที่ไปอย่างไร รวมถึงการพยายามเอาชีวิตรอดของชาวบ้านที่เหลือจากคำสาปแห่งป่าดงพญาไฟแห่งนี้ค่ะ
44
ตอบลบ