วันนี้เราจะย้อนเวลากลับไปสู่ยุคที่ความเจริญยังไม่ได้เข้ามากลืนกินทุกตารางนิ้วของกรุงเทพมหานคร ยุคที่ถนนบางนา-ตราดยังคงเป็นเพียงเส้นทางลูกรัง สลับกับแอ่งน้ำและป่ากกสูงท่วมหัว ยุคที่ผู้คนยังคงเดินทางด้วยความหวาดระแวง และเสียงของธรรมชาติยังคงดังชัดเจนกว่าเสียงเครื่องยนต์ใดๆ ที่แห่งนั้น... คือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวสยองขวัญที่เล่าขานกันมานานหลายสิบปี เรื่องราวของ "สาวชุดขาว แยกบางนา" ตำนานที่ฝังรากลึกอยู่ในความทรงจำของคนขับแท็กซี่รุ่นเก่าหลายต่อหลายคน
ลองจินตนาการถึงภาพถนนสายเปลี่ยวในยามค่ำคืนสิคะ รถราไม่พลุกพล่านเหมือนทุกวันนี้ แสงไฟจากบ้านเรือนและร้านค้ามีอยู่น้อยเต็มที แสงจันทร์และแสงไฟหน้ารถเท่านั้นที่ช่วยส่องทางให้พอเห็นรางๆ สองข้างทางคือผืนป่าทึบและบึงบอ หนองน้ำที่ไม่มีใครอยากก้าวเข้าไปใกล้ นั่นคือสภาพของถนนบางนา-ตราดเมื่อหลายสิบปีก่อน ในช่วงเวลาที่การก่อสร้างถนนขนาดใหญ่เส้นนี้ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อเชื่อมโยงการเดินทางจากเมืองหลวงสู่ภาคตะวันออก
การสร้างถนนในยุคนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยค่ะ ต้องมีการปรับหน้าดิน ถมที่ รื้อถอน และใช้แรงงานคนจำนวนมาก บางครั้งก็มีอุบัติเหตุเกิดขึ้น มีคนงานบาดเจ็บล้มตายระหว่างการทำงาน ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ยังคงเป็นป่าเป็นพง หลายคนเชื่อว่าวิญญาณของผู้ที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุหรือจากเหตุการณ์ไม่คาดฝันต่างๆ มักจะวนเวียนอยู่ ณ บริเวณนั้น คอยปรากฏกายให้ผู้คนเห็น เพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่ยังคงค้างคา หรือเพื่อเตือนถึงภัยอันตรายที่มองไม่เห็น
และหนึ่งในตำนานที่โด่งดังที่สุดก็คือเรื่องราวของหญิงสาวในชุดขาว ที่มักจะปรากฏตัว ณ บริเวณแยกบางนา หรือบริเวณใกล้เคียง ขอโบกรถแท็กซี่เพื่อไปส่งยังย่านพระโขนง ซึ่งในยุคนั้นถือว่าเป็นย่านที่ค่อนข้างเจริญและมีผู้คนอาศัยอยู่หนาแน่นกว่า
คุณลุงสมชาย เป็นหนึ่งในคนขับแท็กซี่รุ่นบุกเบิกในสมัยนั้น ตอนนี้ลุงแกเลิกขับไปแล้วค่ะ แต่เมื่อไรก็ตามที่เราพูดถึงเรื่องราวเก่าๆ ลุงสมชายมักจะเอ่ยถึงประสบการณ์สยองขวัญครั้งนั้นด้วยน้ำเสียงที่ยังคงมีความหวาดกลัวเจืออยู่ แม้เวลาจะผ่านไปนานหลายสิบปีแล้วก็ตาม
"สมัยนั้นถนนบางนามันเปลี่ยวมากนะหนู" ลุงสมชายเล่าด้วยแววตาที่มองออกไปไกล เหมือนกำลังย้อนกลับไปในอดีต "ขับรถตอนกลางคืนนี่มันต้องระวังตัวสารพัด ทั้งโจรผู้ร้าย ทั้งทางที่ไม่ค่อยดี แล้วก็เรื่องลี้ลับเนี่ยแหละ"
ลุงสมชายเป็นคนที่ไม่ค่อยเชื่อเรื่องผีสางอะไรเท่าไหร่ค่ะ แกบอกว่าแกเชื่อในสิ่งที่เห็น สิ่งที่จับต้องได้ แต่เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ความคิดของแกเปลี่ยนไปตลอดกาล
เย็นวันนั้นเป็นช่วงใกล้สิ้นเดือน ฝนเพิ่งจะหยุดตกใหม่ๆ อากาศชื้นและเย็นยะเยือก กลิ่นดินและกลิ่นหญ้าป่าลอยมาตามลม Lกบอกว่าวันนั้นขับรถมาทั้งวันยังไม่ค่อยได้ลูกค้าเท่าไหร่ เลยตัดสินใจจะลองเข้าไปวิ่งในเส้นทางบางนา-ตราด เผื่อจะได้ผู้โดยสารที่มาจากโรงงานหรือย่านอุตสาหกรรมในแถบนั้นบ้าง
"ผมจำได้เลยคืนนั้นเป็นคืนเดือนแรม ฟ้ามืดสนิท เมฆฝนยังคุกรุ่นอยู่บนท้องฟ้า" ลุงสมชายเล่าต่อ "พอขับรถมาถึงช่วงแยกบางนาที่กำลังก่อสร้าง มันจะมืดเป็นพิเศษ เพราะแสงไฟส่องสว่างยังไม่มีทั่วถึง ผมขับช้าๆ มองหาผู้โดยสารไปเรื่อย"
จู่ๆ สายตาของลุงสมชายก็เหลือบไปเห็นเงาร่างของผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ริมถนน ท่ามกลางความมืดมิดนั้น เธอโดดเด่นออกมาด้วยชุดสีขาวสะอาดตา ตัดกับฉากหลังที่เป็นป่ารกทึบและกองดินที่กำลังก่อสร้าง เธอโบกมือเรียกแท็กซี่อย่างแผ่วเบา แต่ก็ชัดเจนพอที่จะทำให้ลุงสมชายเห็นได้
"แวบแรกที่เห็น ผมรู้สึกประหลาดใจนะหนู" ลุงสมชายบอก "เพราะมันดึกมากแล้ว แถวนั้นก็เปลี่ยว ไม่น่าจะมีผู้หญิงมายืนอยู่คนเดียวแบบนั้น แต่ผมก็คิดว่าอาจจะเป็นคนงานก่อสร้าง หรืออาจจะเป็นคนที่เพิ่งเลิกงานแล้วกำลังจะกลับบ้าน"
ลุงสมชายค่อยๆ ชะลอรถและจอดเทียบข้างทาง ไฟหน้ารถส่องไปกระทบหญิงสาวตรงหน้า เผยให้เห็นใบหน้าที่สะสวย นัยน์ตาคมกริบ ผมยาวสลวยสีดำขลับ เธอดูงดงามอย่างน่าประหลาดใจ และที่สำคัญคือเธอสวมชุดราตรีสีขาวบริสุทธิ์สะอาดตา ราวกับกำลังจะไปงานเลี้ยงหรูหรา ไม่ใช่ชุดที่ผู้หญิงธรรมดาจะสวมมายืนรอรถแท็กซี่กลางดึกในที่เปลี่ยวๆ แบบนี้
"เธอเดินเข้ามาใกล้ๆ แล้วเคาะกระจกรถ ผมเลื่อนกระจกลง" ลุงสมชายเล่า "เธอพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา แต่ชัดเจนมากว่า 'ไปพระโขนงได้ไหมคะลุง?'"
ด้วยความที่อยากได้ลูกค้า และไม่คิดอะไรมาก ลุงสมชายก็ตอบรับไปทันที "ได้สิหนู ขึ้นมาเลย"
หญิงสาวเปิดประตูหลังแล้วก้าวขึ้นไปนั่ง เธอปิดประตูรถอย่างนุ่มนวล แต่ก็หนักแน่นพอที่จะทำให้ลุงสมชายรู้สึกได้ถึงการมีอยู่ของเธอ
"พอเธอขึ้นรถมา ผมก็ขับออกไปตามปกติ" ลุงสมชายเล่าด้วยน้ำเสียงที่เริ่มแผ่วลง เหมือนกำลังระงับความรู้สึกบางอย่าง "ระหว่างขับไป ผมก็มองกระจกหลังเพื่อดูว่าเธอจะบอกทางหรือเปล่า เพราะบางทีลูกค้าก็ชอบบอกทางไปเรื่อยๆ"
แต่แล้ว สิ่งที่ลุงสมชายเห็นในกระจกหลังก็ทำให้เลือดในกายของแกเย็นวาบไปทั้งตัว
เบาะหลัง... ว่างเปล่า ไม่มีใครนั่งอยู่เลย!
หัวใจของลุงสมชายเต้นระรัวราวกับกลองศึก มือที่จับพวงมาลัยเริ่มสั่นเทา เหงื่อเริ่มซึมตามไรผม แกหันขวับกลับไปมองที่เบาะหลังด้วยความตกใจและไม่เชื่อสายตาตัวเอง
และวินาทีนั้นเอง... สิ่งที่ลุงสมชายเห็น ก็ทำให้ชีวิตของแกไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
หญิงสาวชุดขาวคนนั้น... ยังคงนั่งอยู่ที่เบาะหลังจริงๆ! แต่ใบหน้าอันงดงามที่เคยเห็นเมื่อครู่ กลับกลายเป็นสภาพที่สยดสยองเกินบรรยาย ใบหน้าของเธอเละเทะไปหมด ราวกับถูกของแข็งกระแทกอย่างรุนแรงจนบิดเบี้ยว ดวงตาถลนออกมาจากเบ้า เลือดสีแดงฉานไหลอาบไปทั่วทั้งใบหน้าและลำคอ ซึมเปรอะเปื้อนชุดสีขาวสะอาดตาจนกลายเป็นสีแดงคล้ำ และที่เลวร้ายที่สุดคือแววตาของเธอมันว่างเปล่า ไร้ชีวิตชีวา แต่กลับจ้องมองตรงมาที่ลุงสมชายราวกับต้องการจะบอกอะไรบางอย่าง
"ผมกรีดร้องออกมาสุดเสียงเลยหนู" ลุงสมชายเล่าด้วยเสียงสั่นเครือ "ผมรีบหักพวงมาลัยเข้าข้างทาง แล้วเหยียบเบรกจนมิด"
รถแท็กซี่เอี๊ยดดังลั่น ท่ามกลางความเงียบสงัดของถนนสายเปลี่ยว ลุงสมชายหันไปมองเบาะหลังอีกครั้งด้วยความหวาดกลัว แต่เมื่อแสงไฟจากถนนส่องเข้ามา และความมืดมิดจางหายไปชั่วขณะ สิ่งที่ลุงสมชายเห็นก็คือ... เบาะหลังที่ว่างเปล่าเช่นเดิม ไม่มีร่องรอยของเลือด ไม่มีร่องรอยของหญิงสาวคนนั้นเลยแม้แต่น้อย
"ผมตัวสั่นไปหมดเลยหนู สั่นจนควบคุมตัวเองไม่ได้" ลุงสมชายบอก "ผมรีบเปิดประตูรถแล้ววิ่งหนีออกมาจากรถ วิ่งสุดชีวิตไปตามถนน ไม่รู้ว่าไปทางไหน ขอแค่ให้พ้นจากตรงนั้นให้เร็วที่สุด"
หลังจากเหตุการณ์นั้น ลุงสมชายต้องใช้เวลาพักฟื้นอยู่นานนับเดือนกว่าจะกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่แกก็ไม่กล้ากลับไปขับรถในเส้นทางบางนา-ตราดอีกเลยในยามค่ำคืน เรื่องราวของสาวชุดขาว แยกบางนา กลายเป็นฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนแกไปตลอดชีวิต และแกก็เริ่มเชื่อเรื่องราวอาถรรพ์ต่างๆ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
เรื่องราวของลุงสมชายไม่ใช่เรื่องเดียวที่เล่าขานกันนะคะ ยังมีคนขับแท็กซี่อีกหลายคนที่เคยมีประสบการณ์คล้ายๆ กัน บางคนเล่าว่าเห็นเธอโบกรถแต่ก็ไม่ได้จอดรับเพราะรู้สึกแปลกๆ พอขับผ่านไปมองกระจกหลัง ก็เห็นเธอยืนโบกมืออยู่ตรงนั้น แต่กลับหันหน้ามาด้วยใบหน้าเละเทะเลือดอาบ บ้างก็ว่าเธอจะโบกรถให้ไปส่งที่บ้านร้างแห่งหนึ่งในพระโขนง ซึ่งเป็นที่ที่เคยมีคดีฆาตกรรมเกิดขึ้น หรือเป็นที่ที่เคยใช้ทิ้งศพในอดีต
ตำนานของสาวชุดขาว แยกบางนา ถูกเล่าขานไปในวงกว้าง โดยเฉพาะในหมู่คนขับแท็กซี่และคนในพื้นที่ คนเฒ่าคนแก่บางคนเล่าว่า ในช่วงที่กำลังก่อสร้างถนนบางนา-ตราด มีการขนย้ายดินและสิ่งของจำนวนมาก มีการปรับพื้นที่ ซึ่งอาจจะไปรบกวนหรือขุดพบโครงกระดูก หรือศพของผู้เสียชีวิตที่ถูกนำมาทิ้งไว้ในบริเวณนั้นตั้งแต่สมัยโบราณก็เป็นได้ บางตำนานก็ระบุชัดเจนว่า เธอคือศพของหญิงสาวที่ถูกฆาตกรรมแล้วนำมาทิ้งไว้ในช่วงการก่อสร้างถนน ก่อนที่ศพจะถูกฝังกลบไปพร้อมกับพื้นถนนที่กำลังก่อสร้าง จึงทำให้วิญญาณของเธอไม่ได้ไปผุดไปเกิด และยังคงวนเวียนอยู่ที่นั่น เพื่อรอคอยการกลับบ้าน หรือเพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่ค้างคาใจให้ใครสักคนได้รับรู้
ไม่ว่าตำนานนี้จะเกิดขึ้นจากความจริงเพียงใด หรือเป็นเพียงเรื่องเล่าที่แต่งขึ้นเพื่อเพิ่มอรรถรสในการสนทนา แต่สิ่งหนึ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้ก็คือ เรื่องราวเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อ ความหวาดกลัว และความเคารพต่อสิ่งเร้นลับของคนไทย ที่มักจะปรากฏให้เห็นตามสถานที่ต่างๆ โดยเฉพาะสถานที่ที่มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ หรือมีการก่อสร้างที่อาจจะไปรบกวนสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือวิญญาณที่สถิตอยู่
ถนนบางนา-ตราดในปัจจุบันอาจจะไม่ได้เป็นถนนลูกรังที่เปลี่ยวร้างอีกต่อไปแล้ว แต่กลายเป็นเส้นทางสำคัญที่เต็มไปด้วยรถราและแสงสี มีผู้คนสัญจรไปมาอย่างคับคั่งตลอด 24 ชั่วโมง แต่ทุกครั้งที่เราขับรถผ่านแยกบางนา หรือช่วงถนนบางนา-ตราดในยามค่ำคืน เรื่องราวของสาวชุดขาวในชุดราตรีสีขาวบริสุทธิ์ ที่มีใบหน้าเละเทะเลือดอาบ ก็ยังคงเป็นตำนานที่ก้องอยู่ในโสตประสาท เป็นเครื่องเตือนใจว่า บางครั้งสิ่งที่มองไม่เห็น อาจจะอยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่เราคิด
ตำนานเหล่านี้ไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อสร้างความหวาดกลัว แต่ยังเป็นเหมือนสะพานที่เชื่อมโยงเราเข้ากับอดีต ให้เราได้เรียนรู้ถึงชีวิตและความเชื่อของผู้คนในยุคสมัยนั้น และบางครั้ง เรื่องราวลี้ลับเหล่านี้ก็สอนให้เรามีความเมตตา ระมัดระวังในการใช้ชีวิต และไม่ประมาทกับสิ่งรอบตัว เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าเบื้องหลังความงดงาม ความเจริญ หรือความว่างเปล่าที่เราเห็นนั้น มีเรื่องราวอะไรซ่อนอยู่บ้าง
ดังนั้นแล้ว ไม่ว่าจะเดินทางไปที่ไหน ไม่ว่าจะดึกดื่นเพียงใด ขอให้เราจงใช้ชีวิตอย่างมีสติ และเปิดใจรับฟังเรื่องราวรอบตัว บางทีเราอาจจะได้ยินเสียงกระซิบจากอดีต หรือได้พบกับบางสิ่งบางอย่างที่เหนือกว่าคำอธิบายใดๆ ก็เป็นได้ และนั่นแหละค่ะคือเสน่ห์ที่น่าค้นหาของโลกใบนี้ ที่ไม่ใช่แค่เพียงสิ่งที่เรามองเห็นได้ด้วยตาเปล่าเท่านั้น
ในตอนถัดไป เราจะพาคุณไปสำรวจอีกหนึ่งตำนานสยองขวัญที่เล่าขานกันมาในย่านเก่าแก่ของกรุงเทพฯ เรื่องราวของเสียงครวญครางจากบ้านร้างที่เคยเป็นโรงพยาบาลเก่า ติดตามกันให้ดีนะคะ ว่าวิญญาณเหล่านั้นต้องการจะสื่ออะไรกับเรา
0 $type={blogger}:
แสดงความคิดเห็น