ค่ำคืนในย่านฝั่งธนฯ มักจะเงียบสงบเสมอ ยิ่งเป็นคืนเดือนมืดที่เมฆทะมึนบดบังแสงจันทร์จนหมดสิ้น บรรยากาศก็ยิ่งชวนให้รู้สึกวังเวงอย่างบอกไม่ถูก ที่โรงพยาบาลสุขศาลา ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากริมแม่น้ำเจ้าพระยา ความคึกคักที่เคยมีในช่วงกลางวันได้จางหายไปจนเกือบหมดสิ้น เหลือเพียงแสงไฟสลัวๆ ตามทางเดิน เสียงฝนที่เริ่มพรำลงมาเบาๆ กระทบหลังคาเป็นจังหวะ และเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานอย่างสม่ำเสมอ
พยาบาลแพรว ประจำการอยู่ที่ห้องฉุกเฉิน เธอเป็นพยาบาลสาวที่เพิ่งย้ายมาทำงานที่นี่ได้ไม่นานนัก แม้จะผ่านเรื่องราวที่ชวนให้ตื่นเต้นตกใจมาบ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องที่สามารถอธิบายได้ด้วยหลักการทางการแพทย์ทั้งสิ้น คืนนี้เป็นคืนเวรดึกของเธอ ร่วมกับคุณหมอวิทย์ แพทย์เวรที่อยู่มานานจนคุ้นเคยกับเรื่องราวแปลกๆ ของโรงพยาบาลแห่งนี้เป็นอย่างดี
ความเงียบในห้องฉุกเฉินหนักอึ้งจนได้ยินแม้แต่เสียงหยดน้ำที่ซึมจากก๊อกน้ำในห้องน้ำด้านใน แพรวเหลือบมองนาฬิกาบนผนัง บอกเวลาเกือบเที่ยงคืนแล้ว อีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะพ้นจากคืนอันยาวนานนี้ไปได้ เธอหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเลื่อนดูข่าวสารทั่วไปเพื่อคลายความเบื่อหน่าย แต่ทันใดนั้นเอง ประตูทางเข้าห้องฉุกเฉินที่มักจะเปิดปิดด้วยระบบอัตโนมัติก็ค่อยๆ เลื่อนเปิดออกช้าๆ อย่างไร้เสียง
ร่างหนึ่งก้าวเข้ามาอย่างเชื่องช้า แพรวเงยหน้าขึ้นมองด้วยความแปลกใจ เพราะไม่ค่อยมีผู้ป่วยมาในเวลาดึกดื่นเช่นนี้บ่อยนัก ยิ่งไปกว่านั้น หญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้าเธอไม่ได้สวมใส่ชุดเสื้อผ้าทั่วไปอย่างที่คนไข้ส่วนใหญ่เป็น แต่กลับเป็นชุดไทยโบราณที่ดูเก่าแก่แต่ยังคงความงดงามของผืนผ้าไหมสีเข้ม ห่มสไบแพรสีแดงเลือดนกพาดเฉียงไหล่ เกล้าผมมวยสูงประดับด้วยดอกไม้ผ้าสีจางๆ
เธอมีใบหน้าขาวซีด ผมสีดำขลับถูกรวบตึงจนเผยให้เห็นโครงหน้าเรียวรูปไข่ ท่วงท่าการเดินนิ่งสงบเกินกว่าคนทั่วไป ดวงตาของเธอดำสนิทและดูว่างเปล่าคล้ายกับไม่ใช่ดวงตาของสิ่งมีชีวิต เสียงฝีเท้าที่ควรจะดังขึ้นจากรองเท้าที่ใส่กลับเงียบกริบจนน่าประหลาดใจ หญิงสาวผู้นั้นเดินตรงเข้ามาที่เคาน์เตอร์พยาบาลอย่างไม่รีบร้อน แพรวพยายามสงบสติอารมณ์ แม้จะรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัวตั้งแต่แรกเห็น
“สวัสดีค่ะ มีอะไรให้ช่วยไหมคะ” แพรวถามด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำให้เป็นปกติที่สุด แต่ในใจกลับเต้นระรัว
หญิงสาวชุดไทยค่อยๆ เลื่อนสายตามาจ้องมองแพรวช้าๆ รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นบนริมฝีปากที่ดูซีดเซียว เธอไม่ได้ตอบคำถามทันที แต่กลับยื่นมือที่ดูเรียวและขาวซีดออกมา วางลงบนเคาน์เตอร์เบาๆ เพียงชั่ววินาทีนั้นเอง แพรวสัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านออกมาจากปลายนิ้วมือของหญิงสาวผู้นั้น ราวกับว่าไม่ได้สัมผัสกับผิวหนังของมนุษย์ทั่วไป
“อยากให้คุณหมอช่วยดูแผลที่มือให้หน่อยเจ้าค่ะ” เสียงของเธอแผ่วเบาราวกับกระซิบ แต่ทุกถ้อยคำชัดเจนและกังวานอยู่ในความเงียบงันของห้องฉุกเฉิน น้ำเสียงนั้นเย็นเยียบและราบเรียบไร้อารมณ์ใดๆ
แพรวเหลือบมองมือที่ยื่นออกมา มือข้างนั้นดูปกติ ไม่มีบาดแผลให้เห็นภายนอก แต่หญิงสาวผู้นั้นกลับค่อยๆ แง้มปลายนิ้วออก เผยให้เห็นรอยฉีกขาดเล็กๆ ที่ดูเหมือนถูกของมีคมบาด แต่เลือดกลับไม่ไหลซึมออกมาอย่างที่ควรจะเป็น มีเพียงรอยแดงจางๆ ปรากฏอยู่ใต้ผิวหนังที่ขาวซีดราวกับกระดาษ
“อืม... เดี๋ยวจะเรียนคุณหมอให้นะคะ เชิญนั่งรอที่เก้าอี้ก่อนได้เลยค่ะ” แพรวชี้ไปยังเก้าอี้พลาสติกสีฟ้าที่จัดเตรียมไว้สำหรับผู้ป่วยที่รอตรวจ
หญิงสาวชุดไทยไม่ได้ตอบอะไร เธอเพียงพยักหน้ารับช้าๆ แล้วเดินไปยังเก้าอี้ตัวหนึ่ง ทิ้งตัวลงนั่งอย่างสง่างามราวกับกำลังนั่งอยู่ในงานเลี้ยงชั้นสูง แพรวยกหูโทรศัพท์ภายในขึ้น เพื่อโทรตามคุณหมอวิทย์ที่กำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ในห้องพักแพทย์ด้านใน
“คุณหมอวิทย์คะ มีคนไข้มาใหม่ค่ะ ผู้หญิง ใส่ชุดไทยมา ให้ช่วยดูแผลที่มือค่ะ” แพรวแจ้งรายละเอียดสั้นๆ ด้วยเสียงกระซิบกระซาบ
“ชุดไทยเหรอ? ดึกป่านนี้เนี่ยนะ” เสียงคุณหมอวิทย์ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงแปลกใจเล็กน้อย แต่ก็ไม่มีทีท่าหวาดกลัว เขาลุกจากเก้าอี้ เดินออกมาจากห้องพักแพทย์ แพรวเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของคุณหมอวิทย์เล็กน้อย คงคิดว่าเป็นการแต่งตัวที่แปลกประหลาดในโรงพยาบาลยามวิกาลเช่นนี้
คุณหมอวิทย์เดินออกมาที่เคาน์เตอร์ มองไปยังหญิงสาวชุดไทยที่นั่งนิ่งอยู่ เขาหันมายักคิ้วให้แพรวเล็กน้อย ก่อนจะเดินไปยังเก้าอี้ที่หญิงสาวผู้นั้นนั่งอยู่ แพรวเดินตามหลังไปติดๆ เตรียมพร้อมสำหรับงานช่วยเหลือคุณหมอในการตรวจอาการ
“สวัสดีครับ คุณมาทำอะไรที่โรงพยาบาลดึกๆ แบบนี้ครับ” คุณหมอวิทย์ถามด้วยน้ำเสียงสุภาพและเป็นกันเอง “ได้ข่าวว่ามีแผลตรงมือใช่ไหมครับ ขออนุญาตดูหน่อยนะครับ”
หญิงสาวชุดไทยเงยหน้าขึ้นช้าๆ สายตาของเธอจับจ้องไปที่คุณหมอวิทย์นิ่ง ไม่มีการตอบคำถามใดๆ คุณหมอวิทย์สังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่างบนใบหน้าของเธอ แต่ยังไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก แพรวเองก็รู้สึกถึงความแปลกประหลาดที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่หญิงสาวผู้นั้นกำลังจะเงยหน้าขึ้นมาจนสุด
วินาทีนั้นเองที่ใบหน้าของหญิงสาวผู้นั้นปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนภายใต้แสงไฟสลัวของโรงพยาบาล แพรวถึงกับกลั้นหายใจ ภาพที่เห็นตรงหน้าทำให้เลือดในกายของเธอเย็นยะเยือกจนแทบจะหยุดไหล
ใบหน้าของเธอ... เกลี้ยงเกลาเหมือนหุ่นขี้ผึ้งปั้น ผิวหนังเรียบเนียนผิดธรรมชาติ ไม่มีรูขุมขนแม้แต่รูเดียวที่จะสังเกตเห็นได้ ไม่มีเส้นเลือดฝอยปรากฏอยู่ใต้ผิวหนังที่ขาวซีดนั้นแม้แต่น้อย มันดูสมบูรณ์แบบจนเกินไป เหมือนงานศิลปะที่ถูกแกะสลักอย่างประณีตบรรจง แต่มันกลับไร้ซึ่งชีวิตชีวา ไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ
ดวงตาของเธอสีดำสนิทราวกับหลุมดำที่ดูดกลืนทุกสิ่ง แพรวพยายามมองหาแววตาแห่งความเจ็บปวดหรือความกังวลจากผู้ป่วย แต่กลับไม่พบอะไรเลย มีเพียงความว่างเปล่าไร้อารมณ์ที่น่าขนลุกขนพอง
คุณหมอวิทย์ที่กำลังจะก้มลงไปดูแผลที่มือชะงักไปเช่นกัน เขายกมือขึ้นมาข้างหนึ่งราวกับกำลังจะยื่นไปสัมผัสใบหน้าอันแปลกประหลาดนั้นด้วยความไม่แน่ใจ แต่แพรวที่ยืนอยู่ด้านหลังกลับรู้สึกถึงอันตรายอย่างที่ไม่อาจจะอธิบายได้
จากนั้น หญิงสาวชุดไทยก็ค่อยๆ แสยะยิ้มช้าๆ ริมฝีปากที่เคยดูซีดเซียวค่อยๆ ฉีกกว้างขึ้นเรื่อยๆ กว้างกว่ารอยยิ้มของมนุษย์ทั่วไปอย่างน่าประหลาดใจ จนเผยให้เห็นเหงือกและฟันสีดำสนิทที่ถูกย้อมด้วยเขม่า หรืออะไรบางอย่างที่คล้ายคลึงกัน มันไม่ใช่ฟันที่ผุพัง แต่เป็นฟันที่ถูกเจตนาย้อมจนดำสนิทราวกับคนเล่นของ หรือผู้ที่ร่ำเรียนวิชาอาคมโบราณ
ภาพนั้นกระแทกเข้ากับโสตประสาทและจิตใจของแพรวอย่างรุนแรง ความหวาดกลัวอย่างที่สุดถาโถมเข้าใส่ เธอปล่อยเสียงกรีดร้องออกมาสุดเสียง ท่ามกลางความเงียบของโรงพยาบาล เสียงกรีดร้องของแพรวดังก้องไปทั่วห้องฉุกเฉิน ทำเอาคุณหมอวิทย์ถึงกับสะดุ้งสุดตัวและถอยหลังไปหลายก้าวด้วยความตกใจ
“กรี๊ดดดดด!”
เสียงกรีดร้องของแพรวดึงดูดความสนใจจากเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและพยาบาลเวรคนอื่นๆ ที่กำลังพักผ่อนอยู่ในห้องพักด้านใน สองสามคนวิ่งกรูออกมาด้วยความเร่งรีบ เมื่อเห็นสถานการณ์ที่น่าจะผิดปกติ
ทันทีที่เสียงกรีดร้องของแพรวดังขึ้น หญิงสาวชุดไทยที่เคยนั่งนิ่งก็ลุกขึ้นยืนช้าๆ รอยยิ้มบนใบหน้าซีดเซียวนั้นยังคงปรากฏอยู่ ฟันดำขลับของเธอยังคงสะท้อนแสงไฟสลัว คุณหมอวิทย์พยายามรวบรวมสติ เขามองไปที่หญิงสาวผู้นั้นด้วยความหวาดระแวง แต่ก็พยายามตั้งคำถามขึ้นมาในใจว่าสิ่งที่เห็นนั้นเป็นจริงหรือเป็นเพียงภาพหลอน
“คุณ... คุณเป็นใครน่ะ” คุณหมอวิทย์ถามเสียงสั่น ใบหน้าของเขาซีดเผือดไม่ต่างจากแพรว
หญิงสาวชุดไทยไม่ได้ตอบคำถาม เธอหันหลังเดินจากไปอย่างช้าๆ สงบนิ่ง ราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ท่ามกลางสายตาที่ตื่นตระหนกของเจ้าหน้าที่ที่เพิ่งวิ่งมาถึง ทุกคนยืนตัวแข็งทื่อ มองดูเธอเดินออกไปจากห้องฉุกเฉินอย่างเชื่องช้า จนกระทั่งร่างของเธอหายลับไปจากสายตา ประตูเลื่อนอัตโนมัติก็ปิดลงช้าๆ กลับสู่ความเงียบงันดังเดิม
ไม่มีใครกล้าวิ่งตามออกไป ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะขยับตัว เสียงกรีดร้องของแพรวยังคงก้องอยู่ในหูของทุกคน แพรวทรุดตัวลงกับพื้น ร่างกายสั่นสะท้านไปทั้งตัว น้ำตาไหลอาบแก้มด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
คุณหมอวิทย์รีบเข้ามาประคองแพรวขึ้น เขาหันไปมองพยาบาลและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ยืนนิ่งอยู่ด้วยสีหน้าเลิ่กลั่ก “เมื่อกี้... พวกคุณเห็นใช่ไหม”
พยาบาลอีกคนชื่อพี่อร ที่อยู่มานานกว่า ตอบเสียงสั่นเครือ “เห็นค่ะคุณหมอ... ผู้หญิงชุดไทยคนนั้น... ใบหน้าของเธอ...” พี่อรพูดไม่ออก เธอเองก็ดูหวาดกลัวไม่แพ้กัน
เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหนุ่มที่เพิ่งวิ่งมาถึงมองหน้ากันเลิ่กลั่ก “ผมไม่เห็นอะไรเลยครับคุณหมอ ผมเห็นแค่พยาบาลแพรวกรี๊ดแล้วก็มีผู้หญิงคนหนึ่งกำลังเดินออกไปครับ”
คำตอบของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยยิ่งทำให้บรรยากาศน่าขนลุกหนักขึ้นไปอีก ราวกับว่าบางสิ่งบางอย่างกำลังถูกปิดบัง หรือมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ได้เห็นภาพอันน่าสะพรึงกลัวนั้นอย่างเต็มตา
คืนนั้นไม่มีใครกล้าหลับลง พยาบาลแพรวยังคงช็อกกับสิ่งที่เห็น คุณหมอวิทย์พยายามอธิบายหลักการทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ แต่ทุกอย่างที่เขาพูดก็ดูจะไร้ประโยชน์สิ้นเชิงเมื่อนึกถึงภาพใบหน้าเกลี้ยงเกลาเหมือนหุ่นขี้ผึ้งและรอยยิ้มที่เผยให้เห็นฟันดำทะมึนนั้น
หลังจากเหตุการณ์ในคืนเดือนมืดคืนนั้น ข่าวลือเรื่อง "หุ่นพยนต์" ก็แพร่สะพัดไปทั่วโรงพยาบาลสุขศาลาฝั่งธนฯ อย่างรวดเร็ว เล่าขานกันว่าสิ่งนั้นไม่ใช่คน แต่เป็นหุ่นพยนต์ที่ถูกปลุกเสกขึ้นมาโดยหมอผีผู้มีอาคมแก่กล้าในย่านฝั่งธนฯ ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องไสยศาสตร์และอาถรรพ์มาแต่โบราณ
ชาวบ้านบางคนเล่าว่า เคยมีหมอผีคนหนึ่งตั้งใจจะส่งหุ่นพยนต์ไปจัดการกับศัตรูคู่แค้น แต่ด้วยความผิดพลาดบางอย่าง หรืออาจจะเพราะอาถรรพ์ของสถานที่ ทำให้หุ่นพยนต์ตัวนั้นหลงทางมาโผล่ที่โรงพยาบาลแห่งนี้แทน เรื่องราวที่เล่าขานกันนั้นทำให้ผู้คนต่างพากันสงสัยว่าเหตุใดหุ่นพยนต์จึงเข้ามาขอให้แพทย์รักษาบาดแผล ทั้งที่มันไม่ใช่สิ่งมีชีวิต คำอธิบายที่พอจะเข้าใจได้คือ หุ่นพยนต์นั้นถูกสร้างขึ้นมาให้มีรูปลักษณ์และพฤติกรรมคล้ายมนุษย์ มีจุดประสงค์ที่ต้องกระทำบางสิ่งบางอย่าง แต่เมื่อมาผิดที่ผิดทาง และไม่ได้รับคำสั่งอย่างชัดเจน ก็อาจจะทำตามสัญชาตญาณของการกระทำที่ฝังอยู่ในตัวมัน หรืออาจเป็นเพียงแค่ภาพลวงตาที่ปรากฏขึ้นเพื่อส่งสัญญาณบางอย่างก็เป็นได้
พยาบาลแพรวเองก็ไม่เคยลืมใบหน้าและรอยยิ้มอันน่าสะพรึงกลัวนั้น เธอลาพักงานไปพักใหญ่เพื่อฟื้นฟูสภาพจิตใจ แม้จะกลับมาทำงานอีกครั้ง เธอก็ไม่กล้าอยู่เวรดึกเพียงลำพังอีกต่อไป ทุกครั้งที่ประตูห้องฉุกเฉินเปิดออกในยามวิกาล หัวใจของเธอก็จะเต้นระรัวด้วยความหวาดผวา
เหตุการณ์ในคืนนั้นกลายเป็นตำนานเล่าขานประจำโรงพยาบาลสุขศาลาฝั่งธนฯ ที่ผู้คนต่างพากันพูดถึงด้วยความหวาดกลัวปนฉงนสนเท่ห์ มันเป็นเรื่องที่วิทยาศาสตร์ไม่สามารถอธิบายได้ และความจริงอาจจะซ่อนอยู่ในมิติที่ลึกซึ้งกว่าที่เราเคยเข้าใจ
ชีวิตของเราทุกคนมีทั้งด้านที่มองเห็นและด้านที่มองไม่เห็น บางครั้งสิ่งที่อยู่เหนือธรรมชาติก็อาจจะก้าวเข้ามาในโลกของเราโดยไม่คาดฝัน สอนให้เราตระหนักว่าจักรวาลนี้กว้างใหญ่กว่าที่เราคิด และยังมีสิ่งเร้นลับอีกมากมายที่รอการค้นพบ หรือบางครั้งก็อาจจะปรากฏตัวขึ้นมาเพื่อเตือนสติเราว่า ไม่ใช่ทุกสิ่งที่เราเห็นจะสามารถอธิบายได้ด้วยเหตุผลและตรรกะเสมอไป บางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นเพื่อทดสอบศรัทธา ความเชื่อ และขีดจำกัดของความเข้าใจในตัวเราเอง ให้เราได้เรียนรู้ที่จะยอมรับในสิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา และอยู่ร่วมกับมันอย่างเคารพและเข้าใจในขอบเขตของมัน
บางที เรื่องราวของหุ่นพยนต์ตนนั้น อาจเป็นเพียงสัญญาณเตือนบางอย่างจากอีกมิติหนึ่งก็เป็นได้
มันอาจจะไม่ได้มาเพื่อทำร้าย แต่มาเพื่อเปิดประตูให้เราได้มองเห็นถึงโลกอีกด้านที่อยู่คู่ขนานกับโลกของเราเสมอมา สิ่งที่เราทำได้คือการเรียนรู้ที่จะอยู่กับความไม่รู้ และพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความจริงอันน่าพิศวงเหล่านั้นด้วยความเข้าใจ
เพราะโลกของเรานี้เต็มไปด้วยเรื่องราวอันน่าอัศจรรย์ และบางครั้งความจริงที่ซ่อนอยู่ก็อาจจะเกินกว่าจินตนาการของเราจะเข้าถึงได้
เรื่องราวเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของม่านหมอกที่ปกคลุมโลกของเรา การที่เราได้ฟังเรื่องราวเหล่านี้ มันอาจจะเป็นการเปิดประตูบานใหม่ให้กับความเชื่อและมุมมองที่เรามีต่อโลกและสิ่งเร้นลับรอบตัวเราก็เป็นได้
0 $type={blogger}:
แสดงความคิดเห็น