เรื่องราวที่ผมจะเล่าในวันนี้เป็นอุทาหรณ์สำหรับใครหลายคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนหนุ่มสาวที่อาจจะมองข้ามความเชื่อหรือสิ่งที่มองไม่เห็น บางครั้งความคึกคะนอง ความท้าทาย หรือแม้กระทั่งความไม่เชื่อ ก็อาจจะนำพาพวกเขาไปสู่ประสบการณ์ที่ลืมไม่ลง ประสบการณ์ที่ทำให้พวกเขาต้องเรียนรู้บทเรียนอันแสนเจ็บปวด ถึงขั้นต้องคลานเข่าขอขมาต่อสิ่งที่พวกเขาเคยลบหลู่ดูหมิ่น เรื่องนี้เกิดขึ้นกับกลุ่มเพื่อนสนิทสี่คน ซึ่งแต่ละคนก็มีนิสัยแตกต่างกันไป แต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นคือความห้าวหาญเกินตัว และความอยากรู้อยากเห็นในเรื่องลี้ลับ
กลุ่มเพื่อนกลุ่มนี้ประกอบไปด้วย เม้ง เป๊ก ต้อม และโอ๊ค เม้งเป็นหัวโจกของกลุ่ม มีนิสัยใจร้อน ชอบความท้าทาย ไม่กลัวอะไร ส่วนเป๊กเป็นลูกคู่ที่ดีของเม้ง มักจะเห็นด้วยกับทุกความคิดของเม้ง ไม่ว่าจะผิดหรือถูก ต้อมเป็นคนที่สุขุมกว่าเพื่อนในกลุ่มเล็กน้อย เขามักจะคิดหน้าคิดหลัง แต่สุดท้ายก็มักจะตามเพื่อนไปเสมอ ส่วนโอ๊คเป็นคนเงียบๆ ชอบบันทึกวิดีโอ เขาเป็นคนเดียวที่มีกล้องถ่ายวิดีโอติดตัวตลอดเวลา ไม่ว่าจะไปไหนมาไหน เขามักจะถ่ายเก็บไว้เผื่อเอาไปตัดต่อลงช่องของตัวเอง
วันหนึ่งในช่วงปิดเทอม กลุ่มเพื่อนทั้งสี่คนเบื่อหน่ายกับการใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ พวกเขาตัดสินใจออกเดินทางไปเที่ยวบ้านต่างจังหวัดของเป๊ก ซึ่งเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ตั้งอยู่กลางหุบเขา ห่างไกลความเจริญ และยังคงเต็มไปด้วยเรื่องเล่าขานเกี่ยวกับสิ่งลี้ลับและอาถรรพ์ต่างๆ ระหว่างที่พวกเขาอยู่ในหมู่บ้าน ทุกวันพวกเขาจะออกสำรวจป่าเขา ลำธาร และสถานที่ต่างๆ ที่ชาวบ้านเล่าถึง ที่นั่นมีศาลเก่าแก่หลายแห่ง ตั้งกระจายอยู่ตามป่าเขาและหัวไร่ปลายนา แต่มีอยู่ศาลหนึ่งที่ชาวบ้านต่างพากันหวาดกลัว ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้เลยแม้แต่คนเดียว
ศาลแห่งนั้นคือ 'ศาลเพียงตา' ที่ตั้งอยู่ใต้ต้นไทรใหญ่ริมทางเข้าป่าช้าเก่า ศาลเพียงตาแห่งนั้นไม่ได้เป็นศาลใหญ่โตอะไร เป็นแค่ศาลไม้เล็กๆ ที่ผุพังตามกาลเวลา มีผ้าเจ็ดสีผูกไว้รอบๆ ศาลเก่าคร่ำคร่าจนมอสขึ้นเขียวชอุ่ม หญ้ารกทึบปกคลุมรอบบริเวณจนแทบมองไม่เห็นทางเดิน ชาวบ้านเล่าขานกันว่า ศาลแห่งนี้มีวิญญาณเจ้าที่เจ้าทางที่ดุร้ายสิงสถิตอยู่ หากใครไปลบหลู่ หรือกระทำการอันไม่สมควร จะต้องได้รับผลกรรมอย่างแสนสาหัส ยิ่งพูดมากเข้า ความสนใจของกลุ่มเพื่อนก็ยิ่งพุ่งเป้าไปที่ศาลเพียงตาแห่งนั้น
"เฮ้ยพวก! ได้ยินเรื่องศาลเพียงตานั่นป่ะวะ" เม้งเอ่ยขึ้นมาในวงสนทนายามค่ำคืน ขณะที่พวกเขากำลังนั่งผิงไฟอยู่หน้าบ้านของเป๊ก
"ได้ยินดิ ใครๆ เขาก็พูดกันว่าเฮี้ยนอย่างงู้นอย่างงี้" เป๊กตอบพร้อมทำหน้าตื่นเต้น
"กูว่าแม่งก็แค่เรื่องเล่าของคนแก่หลอกเด็กว่ะ ไม่มีจริงหรอก" เม้งหัวเราะเสียงดัง "พรุ่งนี้พวกเราไปลองของกันหน่อยดีป่ะวะ"
ต้อมถึงกับผงะ "เห้ยเม้ง มึงจะบ้าเหรอวะ! ชาวบ้านเขาห้ามไปยุ่งไม่ใช่เหรอวะ"
"ก็แค่ศาลเก่าๆ จะมีอะไรวะต้อม มึงนี่ขี้กลัวจังวะ" เม้งหันไปมองหน้าต้อมด้วยแววตาท้าทาย "หรือว่ามึงจะไม่อยากไปวะ"
โอ๊คที่ปกติจะเงียบๆ ก็พูดขึ้นมาบ้าง "เอาดิเม้ง ถ้ามีอะไรน่าตื่นเต้นกูจะได้ถ่ายคลิปลงช่อง"
สุดท้ายด้วยความคะนอง ประกอบกับความอยากเอาชนะความกลัว ต้อมก็จำใจต้องเห็นด้วยกับการท้าทายครั้งนี้
รุ่งเช้าของอีกวัน กลุ่มเพื่อนทั้งสี่คนเดินทางไปยังศาลเพียงตาแห่งนั้น บรรยากาศรอบๆ ศาลช่างวังเวงและเงียบงัน ลมพัดเอื่อยๆ จนใบไม้ไหวส่งเสียงหวีดหวิว ราวกับกำลังขับกล่อมเสียงวิญญาณที่สิงสถิตอยู่ โอ๊คเดินนำหน้าพร้อมกับกล้องวิดีโอในมือ เขากำลังบันทึกภาพบรรยากาศรอบๆ ศาลเอาไว้ทุกซอกทุกมุม
"โคตรเงียบเลยวะเม้ง" เป๊กเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกระสับกระส่าย
"เงียบดิ! ก็ไม่มีใครกล้ามาไง" เม้งตอบพร้อมกับหัวเราะเยาะ "ผีเผอที่ไหนจะมีจริงวะ"
เม้งเดินตรงเข้าไปยังศาลเพียงตา เขายกเท้าขึ้นเตะศาลอย่างแรงจนไม้ผุพังหลุดออกมาเป็นชิ้นๆ "เฮ้ย ผีที่ไหนวะ ออกมาดิ๊ ออกมาให้เห็นหน่อยเว้ย!"
"เม้ง มึงอย่าทำอย่างนั้นดิ!" ต้อมรีบวิ่งเข้าไปดึงเม้ง
"อะไรของมึงวะต้อม! มึงจะขี้ขลาดไปถึงไหนวะ" เม้งสะบัดแขนต้อมออกอย่างแรง ก่อนจะเดินเข้าไปปัสสาวะรดที่ฐานของศาลอย่างไม่เกรงกลัว
โอ๊คที่กำลังถ่ายคลิปอยู่ก็หัวเราะออกมาอย่างสนุกสนาน แต่ในใจเขาก็รู้สึกบางอย่างแปลกๆ ราวกับมีใครกำลังจ้องมองพวกเขาอยู่จากเงามืด
"เอาเลยเม้ง! จัดไปเลย!" เป๊กตะโกนเชียร์อย่างคะนองปาก "ผีขี้ขลาดนี่หว่า!"
หลังจากก่อความวุ่นวายและลบหลู่ดูหมิ่นศาลจนพอใจ เม้งก็หันหลังเดินกลับ "กลับเหอะวะ ไม่มีอะไรหรอก!"
พวกเขากลับมาถึงบ้านด้วยความรู้สึกภาคภูมิใจในความกล้าหาญของตัวเอง โอ๊คเริ่มตัดต่อคลิปวิดีโอที่ถ่ายมา เม้งกับเป๊กนั่งดูอย่างตื่นเต้น แต่ต้อมกลับรู้สึกไม่สบายใจ เขารู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ อย่างบอกไม่ถูก ราวกับว่ามีบางสิ่งบางอย่างกำลังตามติดพวกเขามาด้วย
คืนนั้น... ทุกคนหลับใหลไปอย่างรวดเร็ว ยกเว้นเม้ง เขารู้สึกเหมือนมีใครมาสะกิดปลายเท้า พอลืมตาขึ้นมาก็ไม่เห็นอะไร เขาพยายามข่มตาหลับอีกครั้ง แต่คราวนี้เสียงสะกิดก็ดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับความรู้สึกเย็นยะเยือกที่ปลายเท้า เม้งถึงกับสะดุ้งสุดตัว เขารีบลุกขึ้นเปิดไฟ
"ใครวะ!?" เขาตะโกนถาม แต่กลับไม่มีเสียงตอบรับ มีเพียงความเงียบงันที่เข้าปกคลุมห้อง
เขาลุกขึ้นสำรวจรอบห้อง แต่ก็ไม่พบอะไรผิดปกติ จนกระทั่งสายตาไปสะดุดกับเงาตะคุ่มๆ ที่มุมห้อง เงาอะไรบางอย่างกำลังขยับช้าๆ เม้งเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ขนลุกซู่ไปทั้งตัว เขารีบกระโดดขึ้นไปบนเตียงแล้วเอาผ้าห่มคลุมโปงทั้งตัว เขาไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงๆ คืนนั้นเม้งแทบจะไม่ได้หลับเลย
เช้าวันรุ่งขึ้น เม้งมีสภาพอิดโรย ดวงตาคล้ำโบ๋ราวกับไม่ได้นอนมาหลายวัน เพื่อนๆ สังเกตเห็นความผิดปกติของเขา
"เป็นไรไปวะเม้ง ดูมึงเหมือนโดนผีดูดเลือดมาเลย" เป๊กแซว
"เมื่อคืนกูนอนไม่หลับว่ะ แม่งโคตรหลอนเลย" เม้งบอก "รู้สึกเหมือนมีอะไรอยู่ในห้องกูทั้งคืนเลยว่ะ"
"มึงคิดมากไปเองรึเปล่าเม้ง" ต้อมถามด้วยความเป็นห่วง
"ไม่รู้ดิ แต่กูรู้สึกไม่ดีเลยว่ะ"
หลังจากนั้น เรื่องแปลกๆ ก็เริ่มเกิดขึ้นกับทุกคน
เป๊กเริ่มได้ยินเสียงเรียกชื่อตัวเองอยู่บ่อยๆ เวลาที่เขาอยู่คนเดียว บางครั้งเขาก็รู้สึกเหมือนมีมือเย็นๆ มาแตะที่บ่า แต่เมื่อหันไปมองก็ไม่พบใคร เขาเริ่มหวาดระแวง และไม่กล้าอยู่คนเดียว
ต้อมก็เจอเหตุการณ์ที่น่าขนลุกไม่แพ้กัน กลางดึกคืนหนึ่งขณะที่เขากำลังนอนหลับอยู่ จู่ๆ ก็มีเสียงเคาะประตูหน้าต่างดังขึ้นรัวๆ เหมือนมีใครพยายามจะเข้ามาในห้อง เขารีบวิ่งไปแอบหลังตู้เสื้อผ้าด้วยความกลัว ตัวสั่นงันงกจนแทบจะหยุดหายใจ เสียงเคาะประตูหน้าต่างดังอยู่นานเกือบชั่วโมง ก่อนที่มันจะค่อยๆ เงียบหายไป พอรุ่งเช้า เขาก็พบรอยขีดข่วนเป็นทางยาวที่บานหน้าต่างไม้
โอ๊คเองก็เริ่มเจอเรื่องหลอนๆ ในแบบของตัวเอง คลิปวิดีโอที่เขาถ่ายไว้เริ่มมีภาพผิดเพี้ยนไปจากเดิม บางช่วงมีสัญญาณรบกวนคล้ายคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าแทรกเข้ามา บางครั้งก็ปรากฏเงาดำทะมึนวูบไหวอย่างรวดเร็วในภาพ ทั้งๆ ที่ตอนถ่ายไม่มีอะไรอยู่ตรงนั้น ที่น่าตกใจไปกว่านั้นคือ มีอยู่คลิปหนึ่งที่เขาตั้งกล้องทิ้งไว้ในห้อง ตอนกลางดึกในคลิปปรากฏภาพของวัตถุบางอย่างกำลังเลื่อนไปมาอย่างช้าๆ ราวกับมีใครบางคนกำลังผลักมันอยู่ โอ๊คพยายามหาคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์แต่ก็หาไม่เจอ
แต่คนที่โดนหนักที่สุดก็คือเม้ง ร่างกายของเขาเริ่มซูบผอมลงอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาที่เคยสุกใสกลับหมองคล้ำและแดงก่ำเพราะอดนอน ผิวหนังเริ่มมีรอยขีดข่วนจางๆ ปรากฏขึ้นมาเองโดยไม่ทราบสาเหตุ เขามักจะนอนผวาในตอนกลางคืน บางครั้งก็กรีดร้องออกมาด้วยความหวาดกลัว เขากินไม่ได้ นอนไม่หลับ และเริ่มเก็บตัวอยู่ในห้องไม่กล้าออกไปไหน เขากลายเป็นคนขี้กลัวและหวาดระแวงไปโดยสิ้นเชิง
"กูไม่ไหวแล้วว่ะพวก" เม้งเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแหบพร่า น้ำตาคลอเบ้า "กูว่าพวกเราโดนของเข้าแล้วว่ะ"
"มึงแน่ใจเหรอเม้ง" เป๊กถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เขาก็เริ่มกลัวไม่แพ้กัน
"แน่ใจดิ! พวกมึงก็เจออะไรแปลกๆ กันหมดไม่ใช่เหรอวะ" เม้งตอบพร้อมกับมองไปรอบๆ ตัว
ต้อมที่เงียบไปนานก็พูดขึ้นมาบ้าง "พวกเราคงไปลบหลู่ศาลเพียงตาเข้าแล้วจริงๆ นั่นแหละ"
ทุกคนต่างพยักหน้าเห็นด้วย พวกเขารู้สึกเหมือนกำลังถูกเงามืดบางอย่างตามติดมาตลอดเวลา ความกล้าหาญที่เคยมีก็มลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความกลัวที่กัดกินจิตใจ
ด้วยความกลัวสุดขีด ต้อมจึงตัดสินใจไปปรึกษาลุงสมหมาย ชายชราผู้เป็นที่เคารพนับถือของคนในหมู่บ้าน ลุงสมหมายเป็นหมอพื้นบ้านที่รู้เรื่องราวลี้ลับและพิธีกรรมโบราณต่างๆ เป็นอย่างดี ต้อมเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ลุงสมหมายฟังอย่างละเอียด ตั้งแต่ต้นจนจบ เมื่อได้ยินเรื่องราวทั้งหมด ลุงสมหมายก็ถอนหายใจยาวๆ
"พวกเอ็งนี่มันซนกันจริงนะหนุ่มเอ๊ย" ลุงสมหมายเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่าย "ศาลเพียงตาแห่งนั้นน่ะ มีวิญญาณเจ้าที่เจ้าทางที่เฝ้ารักษามานานนับร้อยปีแล้ว ใครไปลบหลู่ดูหมิ่น มักจะไม่จบสวย"
"แล้วอย่างนี้พวกผมต้องทำยังไงครับลุง" ต้อมถามด้วยความร้อนใจ
"ทางเดียวที่จะแก้ไขได้ ก็คือพวกเอ็งจะต้องไปขอขมาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นั่นอย่างจริงใจ" ลุงสมหมายกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ต้องไปกราบขอขมาด้วยความนอบน้อมที่สุด และจะต้องไปคลานเข่าขอขมาด้วยตัวเองถึงที่นั่น หากไม่ทำเช่นนั้นแล้ว วิญญาณก็จะตามติดพวกเอ็งไปจนวันตาย"
คำพูดของลุงสมหมายทำให้ทุกคนถึงกับตัวชา พวกเขารู้สึกได้ถึงความจริงจังของสถานการณ์นี้
ในคืนนั้นเอง ลุงสมหมายก็พาพวกเขาไปยังศาลเพียงตาอีกครั้ง พร้อมกับเครื่องเซ่นไหว้และธูปเทียน
บรรยากาศรอบๆ ศาลยังคงวังเวงและเงียบสงัดเช่นเคย แต่คราวนี้กลับมีแรงกดดันบางอย่างที่มองไม่เห็น มันหนักอึ้งจนทำให้ทุกคนรู้สึกอึดอัดไปหมด แสงจันทร์สาดส่องลงมากระทบกับต้นไทรใหญ่ ทำให้เกิดเงาตะคุ่มๆ ดูน่ากลัว
เม้งที่ซูบผอมและทรุดโทรมที่สุดในกลุ่ม ค่อยๆ คลานเข่าเข้าไปใกล้ศาลช้าๆ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและความสำนึกผิด เขาหยิบธูปสามดอกขึ้นมาจุด แล้วยกมือขึ้นพนมกราบ
"ผม... ผมขอขมาครับ... ผมขอขมาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ที่นี่" เม้งกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ น้ำตาไหลอาบแก้ม "ผมสำนึกผิดแล้วครับ ที่ได้กระทำการลบหลู่ดูหมิ่นท่านไป ผมขอโทษจริงๆ ครับ"
เป๊ก ต้อม และโอ๊ค ก็พากันคลานเข่าตามเม้ง พวกเขาทุกคนต่างสำนึกผิดจากใจจริง บางคนถึงกับร้องไห้ออกมาด้วยความกลัวและเสียใจ ลุงสมหมายยืนอยู่ด้านหลัง คอยร่ายมนต์คาถาเพื่อเปิดทางและช่วยให้การขอขมาของพวกเขาสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี
พวกเขานั่งคุกเข่าขอขมาอยู่นานหลายนาที จนกระทั่งธูปมอดดับไปหมด ความรู้สึกกดดันรอบๆ ตัวก็เริ่มคลายลงอย่างช้าๆ ราวกับว่ามีบางสิ่งบางอย่างได้ปลดปล่อยพวกเขาให้เป็นอิสระ
หลังจากคืนนั้น เหตุการณ์แปลกๆ ก็เริ่มจางหายไป เม้งเริ่มกลับมากินอาหารได้ นอนหลับได้สนิทมากขึ้น รอยขีดข่วนบนร่างกายก็ค่อยๆ จางหายไปเอง เพื่อนๆ คนอื่นๆ ก็เช่นกัน อาการหลอนต่างๆ เริ่มหายไปจนหมดสิ้น พวกเขากลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ แต่ไม่ใช่ชีวิตแบบเดิมอีกต่อไปแล้ว
เม้งและเพื่อนๆ ไม่ใช่ "สายห้าว" ที่เคยเป็นอีกแล้ว พวกเขากลายเป็นคนใหม่ที่มีความนอบน้อม เคารพต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์และสิ่งเร้นลับที่มองไม่เห็น พวกเขาเลิกพูดจาหยาบคาย และมีความสำรวมมากขึ้น ทุกครั้งที่เดินผ่านศาลเจ้าเล็กๆ หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามรายทาง พวกเขาจะยกมือไหว้ด้วยความเคารพอย่างแท้จริง และไม่กล้าที่จะลบหลู่สิ่งใดอีกต่อไป
บทเรียนครั้งนี้สอนให้พวกเขาได้รู้ว่า บางสิ่งบางอย่างที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ไม่ได้หมายความว่ามันไม่มีอยู่จริง และการกระทำใดๆ ที่เต็มไปด้วยความคึกคะนอง ความเย่อหยิ่ง หรือการลบหลู่ดูหมิ่นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก็อาจนำมาซึ่งผลกรรมที่ไม่อาจคาดคิดได้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความเคารพและความนอบน้อมถ่อมตน ไม่ใช่แค่กับผู้คนรอบข้าง แต่ยังรวมถึงต่อความเชื่อ ต่อสถานที่ และต่อสิ่งเร้นลับที่อยู่รอบตัวเราด้วย เรื่องเล่านี้จึงเป็นเครื่องเตือนใจให้พวกเราทุกคนว่า ควรใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท มีสติ และที่สำคัญที่สุดคือการมีสัมมาคารวะต่อทุกสิ่ง แม้สิ่งนั้นจะเล็กจ้อยเพียงใด หรือเราจะมองไม่เห็นมันก็ตาม เพราะบางครั้ง สิ่งที่เรามองข้ามไป อาจเป็นสิ่งที่มีพลังและอิทธิพลต่อชีวิตของเราอย่างคาดไม่ถึงเลยทีเดียว

0 $type={blogger}:
แสดงความคิดเห็น